เข้าสู่ระบบตอนที่ 5 ซ่อนเงิน
หลินจิงซูประคองติงเสวี่ยเหม่ยเดินออกจากสถานีตำรวจไป
เธอกระซิบข้างหูติงเสวี่ยเหม่ยว่า
“แม่ แกล้งป่วยนะ ตอนนี้เลย”
แม้ติงเสวี่ยเหม่ยจะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังคิดจะทำอะไร แต่ในเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ย่อมต้องให้ความร่วมมือต่อไป และในทันที เธอก็ยกมือขึ้นกุมหน้าอกตนเองไว้ พร้อมส่งเสียงไออย่างหนักไม่หยุดหย่อน ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“แค่ก.. แค่กๆ… เมื่อครู่โจรมันเตะแม่ด้วย แม่…แม่หายใจไม่ค่อยออก”
หลินจิงซูได้แต่นึกขบขันอยู่ในใจ ไหนเลยจะรู้ว่าแม่ของตนจะมีพรสวรรค์ทางด้านการแสดงสูงส่งเพียงนี้ ทั้งสีหน้า ท่าทางและอารมณ์ล้วนไปด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ทันทีที่ย่าอู๋ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าชราเหี่ยวย่นของเธอก็แอบบิดเบี้ยวด้วยความตกตะลึง
“นังสารเลว แกยังมีหน้าคิดจะไปโรงพยาบาลอีกงั้นเหรอ? ฉันขอบอกไว้ก่อน แกอย่าได้ฝันไปเลย!”
หลินจิงซูร้องตอบโต้กลับทันควัน
“ถ้าไม่อยากให้แม่หนูไปโรงพยาบาล ก็ควรให้แม่ได้พักผ่อนสักวันสองวัน มื้อเย็นวันนี้ก็ให้เป็นหน้าที่ของป้ารองก็แล้วกัน เพราะร่างกายของแม่หนูทำด้วยเนื้อไม่ใช่เหล็ก”
และก็แน่นอนว่า อู๋ซิ่วเหลียนรีบปฏิเสธทันที
“ฉันเป็นโรคภูมิแพ้ สูดดมควันไฟในครัวนานๆไม่ไหว ไม่เอา ฉันไม่ทำ!”
“คุณย่าคะ ถ้าอย่างนั้น แม่หนูก็ควรต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลสักครั้ง วันนี้เพื่อนบ้านตั้งหลายคนต่างก็เห็นเหตุการณ์ ถ้ายังฝืนให้แม่ทำโน่นทำนี่อีกจริงๆ รับรองได้ว่าทุกคนคงต้องพากันนินทาลับหลังแน่ ว่าแม่สามีบ้านสกุลหลินชอบกดขี่รังแกลูกสะใภ้ ยิ่งถ้าข่าวนี้ลือไปถึงหูคนในโรงงานของพ่อแล้วล่ะก็ มีหวังต้องกระทบกระเทือนไปถึงเรื่องการเลื่อนตำแหน่งของพ่อแน่ๆ”
ยิ่งได้ฟังคำอธิบายของหลินจิงซู ย่าอู๋ก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้น เธอรีบหันไปชี้หน้าอู๋ซิ่วเหลียนพร้อมตะคอกสั่งทันที
“แกไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ! อยากให้ฉันกับชิงอี้อดข้าวตายหรือยังไง?!”
อู๋ซิ่วเหลียนกัดฟันขบกรามแน่นอย่างไร้ทางเลือก สายตาอำมหิตจ้องมองใส่หน้าหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยราวกับอสรพิษที่เต็มไปด้วยอันตราย
วันนี้เธอตั้งใจพาทั้งป้าผางและเพื่อนบ้านคนอื่นๆเข้าร่วมแผนการ ‘จับชู้’ และทั้งหมดนี้ก็เพื่อสาดน้ำมันลงไปในกองไฟ ให้เพื่อนบ้านเหล่านั้นช่วยกันใส่สีตีไข่กระจายข่าวเรื่องนี้ออกไปให้ใหญ่โตที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยอับอายถึงขีดสุด แต่ทว่าใครจะไปรู้ได้ ว่าสุดท้ายกลับกลายเป็นเธอที่โยนก้อนหินใส่เท้าตัวเอง
ทันทีที่กลับถึงบ้าน ย่าอู๋ก็ตรงดิ่งกลับเข้าห้องนอนใหญ่ของตนเองทันที อู๋ซิ่วเหลียนไล่ตามเข้าไปติดๆ เพื่อต้องการเกลี้ยกล่อมพูดจาฉอเลาะ หวังว่าจะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้บ้าง
หลังปิดประตูห้อง หลินจิงซูได้ขอให้ติงเสวี่ยเหม่ยแกล้งทำเป็นป่วยต่อไป เธอจัดที่นอนบนเตียงให้แม่ได้นอนพักผ่อนอย่างสบาย
ติงเสวี่ยเหม่ยทำตามที่บุตรสาวบอกทุกอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“จิงซู เงินนั่น…”
หลินจิงซูยกนิ้วประกบติดริมฝีปากตนเอง ส่งเสียง ‘ชู่ว’ ออกมาเบาๆ และเธอยังกระซิบตอบเสียงต่ำว่า
“แม่ เรื่องที่เราซ่อนเงินไว้ ห้ามให้พ่อรู้เด็ดขาด”
“อะไรนะ?” ติงเสวี่ยเหม่ยเลิกคิ้วถามต่อ
“ทำไมถึงให้พ่อของลูกรู้ไม่ได้ล่ะ?”
หลินจิงซูอธิบายแจกจางไปตามความจริง
“แม่ ไม่เห็นหรือไงว่าป้ารองมีท่าทีแปลกๆ? ป้ารองทำเหมือนว่าต้องการใส่ร้ายให้แม่มีชู้เพื่อสร้างความอับอายให้แม่!”
“เรื่องนั้นแม่เองก็รู้สึกเหมือนกัน” ติงเสวี่ยเหม่ยพยักหน้า
“เพียงแต่เราไม่มีหลักฐานเอาผิด พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ”
“แต่แม่ไม่ต้องห่วง ป้ารองทำชั่วไว้มาก สักวันจะต้องถูกผลกรรมลงโทษอย่างแน่นอน แม่เองก็ควรระวังตัวให้มากกว่านี้ แล้วก็…แม่ไม่รู้สึกอะไรอีกเลยเหรอ?”
“รู้สึก? รู้สึกอะไรงั้นเหรอ?”
ในช่วงชีวิตก่อนหน้า หลินจิงซูก็ไม่ทันรู้สึกด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับติงเสวี่ยเหม่ยในตอนนี้? กระทั่งตอนที่เธอสังเกตเห็นปฏิกิริยาของอู๋ซิ่วเหลียนเมื่อพูดถึงพ่อของเธอเท่านั้น
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่หลินจิงซูสังเกตเห็นก็คือ แววตาของอู๋ซิ่วเหลียนที่มองมายังติงเสวี่ยเหม่ยนั้น เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
หลินจิงซูเริ่มสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอู๋ซิ่วเหลียนและหลินชิงอี้มากยิ่งขึ้น
แม้ท้ายที่สุด ทั้งสองจะไม่ได้ครองคู่สมหวังกันในชีวิตก่อนหน้า แต่ท่าทีของพ่อเธอที่มีต่ออู๋ซิ่วเหลียนและลูกพี่ลูกน้องตัวดีของเธอนั้น ใครเห็นเข้าย่อมต้องรู้สึกสงสัยเช่นกัน
หลินจิงซูเองก็เคยรู้สึกเช่นนั้นมาก่อน จนกระทั่งได้เห็นแววตาของอู๋ซิ่วเหลียน สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นให้เธอต้องสืบหาความจริง หากเป็นอย่างที่เธอคาดเดา เธอจะต้องหาทางให้แม่หย่ากับหลินชิงอี้อย่างแน่นอน
ต่อจากนั้นน่ะเหรอ? เธอก็จะบดขยี้ตระกูลหลินไม่ให้ได้ผุดได้เกิด!
“แม่ หนูรู้สึกว่าป้ารองกับพ่อมีความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่าน้องชายสามีกับพี่สะใภ้ทั่วไป”
หลินจิงซูเปิดประเด็นข้อสงสัยทันที
“ไม่มีทาง พ่อของลูกไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ แม่รู้จักเขาดีกว่าใครๆ เขาไม่มีวันทรยศแม่อย่างแน่นอน!”
ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินชิงอี้ต่างมีความรักและความสัมพันธ์ที่ดีให้กันมาโดยตลอด และเธอค่อนข้างมั่นใจมากว่า สามีของเธอจะไม่มีวันทำเรื่องเลวร้ายอย่างว่านี้แน่นอน
หลินชิงอี้รู้อยู่แก่ใจดีว่า ผลลัพธ์จะต้องออกมาเป็นเช่นนี้ เธอจึงพูดเสริมต่อว่า
“ป้ารองเป็นแม่ม่ายตั้งแต่ยังสาว เธอยังอยู่ในวัยเนื้อหอม อีกทั้งยังต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับผู้ชายหน้าตาดีแบบพ่อ มีเหรอที่จะไม่คิดอะไรบ้าง?”
ถูกทักท้วงส่งสัญญาณเตือนตรงๆเช่นนี้ ร่องรอยความระคายใจเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นบนใบหน้าของติงเสวี่ยเหม่ย เธอจ้องมองหน้าบุตรสาวด้วยความประหลาดใจ
“ซูซู ลูกไปรู้อะไรมา? ทำไมถึงได้ดูมั่นใจกับเรื่องนี้นัก?”
หลินจิงซูทำงานอยู่ในโรงงานอาหารกระป๋องแมวมาทั้งชีวิต ภายในนั้นก็มีแต่พวกป้าๆช่างนินทา วันๆเอาแต่จับกลุ่มคุยกันให้แซ่ด เนื้อหาภายในวงสนทนามีแต่เรื่องสกปรกโสมม เธอที่ได้รับการบ่มเพาะขัดเกลามาตลอดเวลาหลายสิบปีภายในนั้น สามารถพูดได้เต็มปาก ต่อให้เธอไม่เคยแต่งงาน แต่เรื่องฉันท์สามีภรรยากลับรู้ดีราวกับผู้มีประสบการณ์สูงทีเดียว!
“หนูได้ยินป้าผางซุบซิบเรื่องนี้กับเพื่อนบ้านข้างๆ ก็อย่างที่แม่รู้นั่นแหละ แกนับเป็นแหล่งข่าวชั้นเยี่ยมเลย ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน หนูคงคิดว่าแกเป็นหน่วยข่าวกรองแฝงตัวเข้ามา!”
พูดถึงเรื่องนี้ ติงเสวี่ยเหม่ยเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จะว่าไปแล้วซูซู ทำไมจู่ๆลูกถึงมาปรากฏตัวในตรอกนั่นได้ล่ะ?”
หลินจิงซูให้คำตอบไปว่า
“ที่จริงหนูลืมหยิบการบ้านมาด้วยก็เลยต้องรีบวกกลับไปเอา แล้วก็บังเอิญผ่านไปเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี!”
เสมือนกับกลัวติงเสวี่ยเหม่ยจะยิงคำถามใส่อีกระลอก เธอรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นก็แกล้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาวุ่นวายอยู่กับการรื้อกระเป๋าค้นหาการบ้าน
ติงเสวี่ยเหม่ยเห็นท่าทางรีบร้อนตื่นตูมคล้ายกระต่ายของบุตรสาว จึงร้องตะโกนไล่หลังเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า
“เดินให้มันช้าๆหน่อย ระวังจะสะดุดล้ม!”
พ้นตัวบ้านออกมาได้ หลินจิงซูก็วิ่งสับเท้าเร็วจี๋ แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางย่อมไม่ใช่โรงเรียน แต่เธอรีบร้อนกลับไปที่ตรอกแห่งนั้นเพื่อเอาเงินสำหรับซื้อสร้อยทองที่ซ่อนไว้ออกมาต่างหาก
หลินจิงซูส่งเสียงหายใจหอบรุนแรงอยู่หลายครั้ง ทันทีที่มาถึงตรอกแห่งนั้น ก็เร่งคุ้ยก้อนอิฐโยนทิ้งไป ก่อนจะหยิบเงินปึกนั้นขึ้นมาเก็บไว้กับตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดเป็นเงินจำนวน1,600หยวน
เงินตั้ง1,600หยวนในปี 1990นับได้ว่ามีมูลค่าที่สูงมาก
เห็นจำนวนเงินที่มากมายขนาดนี้ เธอก็อดเหน็บแนมสาปแช่งอยู่ในใจไม่ได้ หลินชิงอี้เต็มใจควักเงินก้อนโตเพื่อซื้อของขวัญวันเกิดให้หลานสาวตนเอง แต่ทีกับลูก แค่หันมาเหลียวแลบ้างก็นับว่าบุญโขแล้ว!
ระหว่างที่หลินจิงซูกำลังจะจากไป จู่ๆก็มีแมวตัวหนึ่งส่งเสียงร้องเมี้ยวดังขึ้น และเสียงร้องนั้นก็ได้ดึงดูดความสนใจของเธอไปเต็มๆ
เธอแหงนหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
และได้เห็นแมวเปอร์เซียสีขาวตัวหนึ่งที่มีขนยาวปุกปุยราวกับสิงโต กระโจนข้ามช่องข้างหน้าต่างจากห้องใต้หลังคาบ้านออกมา
ต่อมา หลินจิงซูจึงค่อยตระหนักได้ว่า เบื้องหลังหน้าต่างของห้องใต้หลังคาดังกล่าว ปรากฏเงาดำของใครบางคนกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างเงียบๆ
ปรับสายตาจ้องมองให้ละเอียดอีกที เธอจึงเห็นว่ามีชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกำลังยืนมองอยู่ตรงนั้น เรียวแขนยาวสีขาวผ่องกำลังยืดเหยียดออกไปคว้าเจ้าแมวขนปุยสีขาวขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขน
สีหน้าแววตาของเขาดูไม่แยแสสิ่งใด เอาแต่ยืนกอดแมวเปอร์เซียแสนน่ารักอยู่ข้างหน้าต่างแบบนั้น
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล






![บัตเลอร์ที่รัก [3P]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
