Masuk"จิ... จิเหรอ? พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่เนี่ย!" มินตราละล่ำละลักถาม น้ำตาคลอเบ้าตามนิสัยเดิม
"เรากำลังกินก๋วยเตี๋ยวกันอยู่ไม่ใช่เหรอ... ฉันยังกินไม่อิ่มเลยลูกชิ้นเพิ่งเข้าปากเอง" มินตรากระซิบถามเสียงสั่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก "ฉันก็ยังไม่อิ่มเหมือนกัน..." จิรกรตอบกลับเสียงเบา แววตาเริ่มสำรวจไปรอบๆ "แต่ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้อยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วมิน ดูสภาพพวกเราสิ นี่มันฉากบนดาดฟ้าชัดๆ ฉากที่นางร้ายกำลังจะฆ่านางเอก!" "ห๊ะ! แล้วเรามาทำร้ายคนตรงนี้ได้ยังไง?" มินตราถามอย่างลนลาน ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ตั้งตัว เสียงประตูชั้นดาดฟ้าก็ถูกถีบออกอย่างแรง ชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ในชุดสูทสีดำวิ่งกรูเข้ามาล้อมพื้นที่ไว้ ตามมาด้วยชายหนุ่มสองคนที่โดดเด่นท่ามกลางฝูงชน คิมหันต์ ชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มที่ดูเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก และ เพทาย หนุ่มหล่อร่างสูงโปร่งผิวขาวละเอียดที่มองมาด้วยสายตาคมกริบราวกับจะเชือดเฉือนพวกเธอให้เป็นชิ้นๆ "ทำอะไรลงไป ยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง?!" เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไปด้วยความรังเกียจของคิมหันต์ดังขึ้น เขาจ้องมองมาที่น่านฟ้าที่มีมินตราในร่าง ด้วยสายตาที่เย็นชาจนคนถูกมองแทบจะแข็งเป็นหิน "ผู้หญิงสาระเลวอย่างพวกเธอสองคน คงไม่อยากใช้ชีวิตสุขสบายต่อไปแล้วสินะ ถึงได้กล้าทำเรื่องต่ำช้าขนาดนี้!" เพทายสำทับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขาเดินตรงเข้าไปประคองนุชนารถที่นอนหอบอยู่บนพื้นด้วยความทะนุถนอม "พี่คิม... พี่เพชร... ช่วยนุชด้วยค่ะ พวกเขาจะฆ่านุช..." นุชนารถส่งเสียงอ่อนแรงหยาดน้ำตาไหลพรากดูน่าสงสารจับใจ ท่าทางอ่อนแอของเธอทำให้ชายหนุ่มทั้งสองยิ่งทวีความโกรธ จิรกรและมินตราที่ยืนเกาะกันแน่น หันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ความจริงที่แสนโหดร้ายเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในความคิด "มิน... แกได้ยินเหมือนที่ฉันได้ยินไหม?" จิรกรในร่างแพรขวัญถามเบาๆ "ได้ยินเต็มสองรูหูเลยเพื่อนรัก... พี่คิม พี่เพชร นุชนารถ... นี่มันตัวละครในนิยายที่เราเพิ่งด่าไปเมื่อกี้ชัดๆ" มินตราในร่างน่านฟ้าตอบเสียงสั่น พลางกอดแขนเพื่อนรักแน่นขึ้นกว่าเดิม "มาแล้วสินะ..." จิรกรหรือแพรขวัญพึมพำขึ้นมา "พวกเราหลุดเข้ามาเป็นนางร้ายแล้วจริงๆ ด้วยจิเพื่อนรัก แล้ววันนี้ตามบทเราต้องเริ่มทะเลาะกัน แล้วสุดท้ายเราต้องฆ่ากันตาย... ฮือออ!! ฉันไม่อยากตาย ฉันยังไม่ได้ใช้เงินเลย" มินตราในร่างน่านฟ้าเริ่มร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร จิรกรเองก็ขวัญเสียไม่แพ้กัน เธอสวมกอดเพื่อนรักไว้แล้วพยายามปลอบใจ แม้ลึกๆ จะสั่นไปทั้งตัวก็ตาม ท่ามกลางสายตาฉงนสงสัยของคิมหันต์และเพทาย ที่ตอนแรกเตรียมจะเข้ามาจัดการนางร้ายทั้งสองอย่างรุนแรง แต่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพนางร้ายสองคนที่เคยเชิดหน้าชูตาอย่างหยิ่งยโส บัดนี้กลับยืนกอดกันกลมผลัดกันร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเด็กหลงทาง "พวกเธอเล่นละครอะไรกัน?" คิมหันต์เอ่ยถามด้วยเสียงห้วนจัด "คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะใจอ่อนเหรอ?" เพทายพูดต่อ จิรกรที่เริ่มรวบรวมสติได้ก่อนใครเพื่อน เธอเงยหน้าขึ้นมองคิมหันต์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของความรักหรือความหึงหวง แต่เป็นสายตาของคนที่กำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างชาญฉลาด เธอเช็ดน้ำตาให้มินตราเบาๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าชายหนุ่ม "ฟังนะ... พวกคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ได้ แต่ตอนนี้พวกเราไม่อยากทำร้ายใครทั้งนั้น" จิรกรกล่าวด้วยเสียงที่มั่นคงขึ้น "พวกเราขอโทษในสิ่งที่แพรขวัญกับน่านฟ้าเคยทำไว้ และถ้าพวกคุณอยากจะแจ้งตำรวจจับ ก็เชิญเลย แต่อย่ามากล่าวหาว่าพวกเราแกล้งทำ เพราะสิ่งที่พวกเราเสียใจที่สุดตอนนี้คือ..." จิรกรในร่างของแพรขวัญทำตาล่อกแล่กไปมาเพราะคิดว่าจะหาคำตอบอะไรที่พอจะสมเหตุสมผล "คืออะไร?" เพทายถามเสียงเข้ม "..คือเรายังกินก๋วยเตี๋ยวไม่อิ่ม!" มินตราโพล่งออกมาพลางสะอื้นฮัก ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับอึ้งกิมกี่ "ใช่ ! ตอนนี้หิวมากด้วย..เฮ้ยย!..มินตรา เธอพูดอะไร ฉันเคลิ้มตามเลย!.." จิรกรในร่างของแพรขวัญหันหน้าไปกระซิบเพื่อนสาวที่พูดอะไรบ้าๆในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ คิมหันต์ขมวดคิ้วมุ่น "ก๋วยเตี๋ยว..พวกเธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไง?" "ใช่! ฉันบ้า! บ้าที่ต้องมาอยู่ในร่างที่กำลังจะหิวตายแบบนี้!" จิรกรตะโกนกลับอย่างเหลืออด ความกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความกล้า "นี่..ถ้าพวกคุณอยากช่วยแม่นางเอกผู้อ่อนหวานก็นั่นไง พาเธอไปโรงพยาบาลสิ จะมายืนด่าพวกเราทำไม ส่วนเรื่องคดีความ จะเอายังไงก็ว่ามา แต่อย่าหวังว่าพวกเราจะฆ่ากันเองเหมือนในบทบ้าๆ นั่นนะ!" จิรกรพูดขึ้น "ชะ..ใช่!" มินตราในร่างน่านฟ้าเสริม พร้อมยกนิ้วโป้งให้เพื่อนสาว คิมหันต์และเพทายหันไปมองหน้ากันในขณะที่ยืนประคองนุชนารถไว้ตรงกลางระหว่างพวกเขา ผู้หญิงสองคนนี้คงบ้าหรือไม่ก็ทำร้ายคนอื่นจนเสียสติไปแล้ว จบตอนที่2"จิ หลังจากที่พ่อฉันตาย ฉันไม่เคยฝันเห็นพ่ออีกเลย ฉันคิดว่าชาตินี้ พ่อคงไม่ห่วงฉันแล้ว แต่ว่า ฉันกลับได้พ่อคนใหม่ พ่อที่เติมเต็มทุกอย่าง เสียดาย ฉันไม่มีโอกาสได้ไปไหว้พ่ออีกแล้ว" มินตราในร่างของน่านฟ้าพูด "พ่อแกน่ะ หมดห่วงแล้ว และคงภูมิใจในตัวแก ในโลกใหม่ใบนี้ ตอนนี้ สิ่งที่แกควรโฟกัสคือ ครอบครัวสามี และลูก ต่างหาก" จิรกรในร่างของแพรขวัญพูด "เฮ้อ..จะมีใครรู้มั้ยนะ ว่าพวกเราสองคน ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเนี่ย" จิรกรในร่างแพรขวัญพูดขึ้น "หวังว่า ร่างกายที่ไร้ลมหายใจของเราสองคน คงมีประโยชน์บ้างนะ " มินตราพูดขึ้น "ทำไมล่ะ?" จิรกรถาม "อ้าว! ก็ทำเรื่องบริจาคอวัยวะไว้ไง" มินตราตอบ "เฮ้อ! ถ้าเราไม่ได้ทะลุมิติ มา ฉันคงไปเกิดเป็นหมาของใครสักคน" มินตราพูดขึ้น "ถ้าแกเกิดเป็นหมา ฉันก็จะเกิดเป็นหมาด้วย" จิรกรพูดพร้อมหันมามองเพื่อนสาว "ก็ที่ไหนมีแกอยู่ ฉันก็จะตามไปอยู่เป็นเพื่อนแกตลอดไปน่ะสิ" จิรกรพูดพร้อมเอี้ยวตัวมากอดมินตราแน่น "ฉันก็จะไปกับแกตลอดเหมือนกัน ฮือออ!! เพื่อนรัก รักแกที่สุด !" "ฉันก็เหมือนกัน รักแกสุดหัวใจ!" ทั้งคู่กอดกันแน่น ... "ไม่ได้ ! แอบมาสารภาพรักกันตรงนี้ได้ยัง
ก่อนที่ดวงจิตของมินตราและจิรกรจะก้าวเข้าสู่โลกของนิยายเพื่อรับบทเป็นน่านฟ้าและแพรขวัญ ชีวิตจริงของพวกเธอคือบทเรียนราคาแพงที่ถูกขีดเขียนด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา โดยเฉพาะ มินตรา หญิงสาวผู้มีนัยน์ตาเด็ดเดี่ยวเกินกว่าใครจะคาดเดา เบื้องหลังความมุ่งมั่นนั้นมีต้นกำเนิดมาจากความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและความสูญเสียที่เจ็บปวดที่สุด มินตราเติบโตขึ้นท่ามกลางพายุของความยากจน พ่อของเธอเป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำที่ยิ้มง่ายที่สุดในโลก แม้ร่างกายจะอ่อนแรงลงทุกวันจากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่กัดกินอยู่ภายใน แต่พ่อไม่เคยแสดงความเจ็บปวดให้ลูกสาวเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ในขณะที่แม่ของเธอเลือกที่จะทิ้งทั้งคู่ไปเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสามีชาวต่างชาติที่ต่างแดน เพราะทนความขัดสนไม่ไหว ทิ้งให้พ่อลูกต้องเผชิญกับความมืดมิดเพียงลำพัง ในวาระสุดท้ายของชีวิต พ่อใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายพามินตราในวัยเด็กไปฝากไว้ที่สถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง พ่อยิ้มให้เธอพร้อมกับลูบหัวอย่างอ่อนโยน "มินตราลูกรัก พ่อต้องไปทำงานไกลหน่อยนะ อีกอาทิตย์หน้าพ่อจะมารับ หนูรอพ่ออยู่ที่นี่ เป็นเด็กดีนะลูก" คำว่าอาทิตย์หน้ากลายเป็นกรงขังแห่งความหวังที่มินต
"นั่นสิแพร ระวังบันไดด้วยครับ ผมบอกแล้วไงว่าถ้าจะลงมาให้เรียกผมไปอุ้ม" เพทาย ก็ไม่น้อยหน้า เขารีบเข้ามาประคองแพรขวัญอีกข้างด้วยท่าทางเกะกะกังวลจนเกินเหตุ "โธ่... คุณคะ น่านแค่ท้องไม่ได้เป็นง่อยนะคะ แค่เดินลงบันไดไม่กี่ขั้นเอง" น่านฟ้าหัวเราะเบาๆ พลางค้อนให้สามีตัวดีที่นับวันจะยิ่งสปอยล์เธอจนแทบจะเดินเองไม่ได้แล้ว "ไม่ได้ครับ ครั้งนี้ผมกับเพทายตกลงกันแล้วว่าจะดูแลพวกคุณให้ดีที่สุด ดีกว่าครั้งที่ผ่านมาที่พวกเราไม่ได้อยู่ข้างๆ ผมจะชดเชยทุกวินาทีที่ขาดหายไปให้คุ้มค่าที่สุดเลย" คิมหันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางก้มลงจูบหน้าผากมนของน่านฟ้าด้วยความรัก เพทายพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น "ใช่ครับ ครั้งที่แล้วแพรต้องลำบากอุ้มท้องคนเดียว ครั้งนี้ผมจะทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อบ้าน ทั้งคนขับรถ และคนนวดเท้าให้แพรเองตลอดเก้าเดือนเลย" สองสาวมองหน้ากันแล้วลอบยิ้ม ใครจะไปคิดว่าผู้ชายสายโหด ดุดัน และเข้มขรึมอย่างคิมหันต์และเพทาย จะถูกผู้หญิงที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น นางร้ายจอมเจ้าเล่ห์ มัดใจได้อย่างอยู่หมัดขนาดนี้ จากเสือร้ายในแดนไกล กลายเป็นแมวเชื่องๆ ที่ยอมสยบแทบเท้าเมียอย่างเต็มใจ แต่ความเชื่องนั้นก็
นิยายทุกเรื่องมักจะมีตอนจบที่ไม่เหมือนกัน บางเรื่องทิ้งทวนด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเพื่อฝังรากลึกในใจผู้อ่าน บางเรื่องก็จบลงด้วยความสุขสมหวังจนดูเกินจริง มีด้านดีและด้านร้ายปะปนกันไปไม่ต่างจากชีวิตจริง เพราะนิยายคือรูปแบบจำลองของมนุษย์ที่ตีแผ่ทั้งความสุข ความทุกข์ ความรัก ความแค้น และตัณหาอันหลากหลายด้านที่ซ่อนเร้นอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ หากเป็นนิยายน้ำเน่าตามขนบดั้งเดิม ตอนจบมักจะมีเพียงพระเอกและนางเอกที่ครองรักกันไปนิรันดร์ ส่วนตัวร้ายหรือนางร้ายที่คอยขัดขวางความรักนั้นจะต้องพบกับจุดจบของชีวิตอย่างอนาจ ไม่ติดคุก เสียสติ ก็ต้องตายจากไปอย่างโดดเดี่ยวเพื่อให้สาสมกับความชั่วร้ายที่เคยทำไว้ แต่ทว่า... กฎเกณฑ์เหล่านั้นกลับใช้ไม่ได้กับ น่านฟ้า และ แพรขวัญ เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะพวกเธอไม่ใช่เพียงตัวละครที่ถูกปั้นแต่งขึ้นจากน้ำหมึกเพียงอย่างเดียว แต่พวกเธอคือมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณจริงๆ มนุษย์ที่เคยผ่านความเจ็บปวดและล้มเหลวจากโลกความเป็นจริง แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลกส่งพวกเธอเข้ามาอยู่ในร่างของนางร้ายในโลกนิยายแห่งนี้ เมื่อจิตวิญญาณของ มินตรา และ จิรกร เข้ามาสวมร่าง สิ่งที่ตามมาคือการสำนึก
"ไม่ไปแล้วครับ ต่อให้ไล่ก็ไม่ไป" เพทายตอบพลางเช็ดน้ำตาให้เมียรัก คิมหันต์ผละออกจากอกน่านฟ้าแล้วมองหน้าเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง "น่าน... แต่งงานกับผมนะ จัดงานเล็กๆ หรือใหญ่ๆ ก็ได้ แต่ผมอยากให้เราเป็นครอบครัวที่ถูกต้อง พ่ออยากให้นามสกุลลูกเป็นของคุณ หรือจะใช้นามสกุลผมก็ได้ ผมยอมทุกอย่างเลย" "แพรด้วยนะ แต่งงานกับผมเถอะนะ" เพทายรีบสำทับ น่านฟ้าและแพรขวัญมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับจากแอฟริกาและตะวันออกกลาง "ก็ได้ค่ะ... เห็นแก่ลูกหรอกนะ แล้วก็เห็นแก่ที่คุณยอมให้ลูกเยี่ยวใส่หน้าด้วย" น่านฟ้าพูดปนขำ "ตกลงค่ะ แต่งก็แต่ง แต่อย่าคิดว่าจะได้นอนสบายนะ หน้าที่เลี้ยงลูกตอนกลางคืนเป็นของคุณเพทายคนเดียวหนึ่งเดือนเต็ม!" แพรขวัญประกาศกร้าว สองหนุ่มดีใจจนเนื้อเต้น พวกเขาโผเข้ากอดเมียรักและลูกๆ พร้อมหน้ากันเป็นภาพครอบครัวที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่คฤหาสน์ธรธรรมธาดาเคยมีมา ภาษิตและเพียงขวัญที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ต่างก็ปาดน้ำตาแห่งความสุข "ในที่สุด... บ้านเราก็สมบูรณ์สักทีนะคุณ" เพียงขวัญเอ่ย "เออ... เจ้าพวกนี้มันโง่มานาน แต่วันนี้มันฉลาดแล้วล่ะ" ภาษิตยิ้มอย่างภาคภ
เช้าวันใหม่ที่คฤหาสน์สุดหรูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อชายหนุ่มร่างยักษ์สองคนที่เคยจับปืนและคุมงานก่อสร้างระดับหมื่นล้าน บัดนี้ต้องมานั่งหน้าเซียวอยู่กลางห้องนั่งเล่น คิมหันต์ และ เพทาย อยู่ในชุดลำลองที่ดูทะมัดทะแมงขึ้น แต่สีหน้ากลับดูอิโรยยิ่งกว่าตอนสู้กับพายุทรายเสียอีก เพราะนอกจากบทง้อขอคืนดีข้ามวันที่แสนดุเดือดแล้ว พวกเขายังต้องเจอกับบทลงโทษที่แท้จริงจากพ่อตาจอมโหดอย่างภาษิต "ในเมื่อพวกแกบอกว่าอยากเป็นพ่อคน งั้นวันนี้ก็เริ่มหน้าที่ซะ" ภาษิตเอ่ยขึ้นพลางจิบกาแฟอย่างสบายอารมณ์ "น่านกับแพรเขาจะไปสปาพักผ่อน พวกแกมีหน้าที่ดูลูกๆ ทั้งสามคน ห้ามให้คนใช้ช่วยเด็ดขาด ถ้าหลานฉันร้องแม้แต่แอะเดียว... เตรียมตัวเก็บกระเป๋ากลับแอฟริกาได้เลย" น่านฟ้าและแพรขวัญเดินลงมาจากบันไดในชุดเดรสสวยสง่า พวกเธอปรายตามองสามีตัวดีด้วยสายตาเย็นชา แม้ร่างกายจะยังรู้สึกเพลียจากกิจกรรม ง้อเมื่อคืน แต่ศักดิ์ศรีนางร้ายมันค้ำคอ "ไปกันเถอะแพร ทิ้งให้คุณพ่อดีเด่นเขาโชว์ฝีมือหน่อย" น่านฟ้าเอ่ยพลางเชิดหน้าขึ้น "น่านจ๋า... จะไปจริงๆ เหรอ ลูกยังไม่ได้กินนมรอบเช้าเลยนะ" คิมหันต์พยายามทำหน้าอ้อนวอนประหนึ่งลูกหมาตกน้ำ "นั
และเพทายที่ก็ดื่มมา เขาก็รู้สึกเพลีย ทั้งยังต้องมารับศึกหนักของยัยแพรตัวร้ายที่ก็ร้อนแรงไม่เบา ดวงตาของเขาก็ค่อยๆปิดลงช้าๆ เช่นกัน ทั้งคู่หลับไปบนเตียงในสภาพที่ดูไม่จืด ..... ภายในห้องของคิมหันต์และน่านฟ้า สถานการณ์ฝั่งนี้ตลกยิ่งกว่า มินตราพยายามจะถอดเสื้อคิมหันต์พลางบ่นพึมพำ "ทำไมถอดยากจัง.
ในเวลาเดียวกัน เพทายและคิมหันต์ที่มีนัดสังสรรค์ในคลับแห่งนี้เช่นกัน เริ่มสังเกตเห็นความวุ่นวายจากห้องข้างๆ เพทายเรียกพนักงานมาถามด้วยความรำคาญ "ห้องข้างๆ ทำไมเสียงดังจัง? ใครมาจัดปาร์ตี้แถวนี้" "อ้อ... เป็นคุณหนูตระกูลมหาเศรษฐีกับเพื่อนครับท่าน เหมาโฮสต์ไปทั้งร้านเลยครับ" พนักงานตอบ คิมหันต์ท
นุชนารถหน้าแตกยับเยิน เธอยกมือขึ้นปิดปากตัวเองกลางร้าน พนักงานและลูกค้าคนอื่นๆ หันมามองเธอเป็นตาเดียวด้วยความสมเพช เธอรีบกำโทรศัพท์แน่นแล้วเดินสะบัดก้นออกจากร้านไปด้วยความอับอายและเคียดแค้น "คอยดูเถอะ ฉันจะเอาคืนพวกแกให้สาสม!" นุชนารถกัดฟันพึมพำแชะเดินกระทืบเท้าออกไป "เอ่อ..คุณลูกค้าคะ ที่บอกว่าจ
หลังจากที่พ่อแม่เดินทางไปท่องเที่ยวรอบโลก แพรขวัญและน่านฟ้าก็เริ่มต้นชีวิตคุณหนูผู้เป็นอิสระ อย่างแท้จริง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเธอออกไปเดินช้อปปิ้ง กินสตรีทฟู้ดตามตลาดนัด และใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่หรูหราแบบคนมีกะตังค์ มินตรามักจะรับหน้าที่คุมบัญชี ส่วนแพรขวัญคอยเตือนสติเรื่องการใช้ชีวิต บ่ายวั







