LOGIN“จุ๊ๆๆ เจ้าด่าง พวกฉันไม่ได้มาร้าย”
ชายหนุ่มพูดอย่างนุ่มนวล มือหนึ่งข้างจับแขนบุษรินทร์ไม่ให้ตื่นกลัวเกินเหตุ เพราะสุนัขมักจะรังแกคนที่กลัวและวิ่งหนี มันเห่าเบาลงหลังให้ยินเสียงเขา แต่พอก้าวถอยก็กลับมาเห่าเสียงดัง วิ่งเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“พวกคุณเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่?! ”
การปรากกฎตัวของชายวัยกลางคนแววตาขึงขังใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา ยืนจังก้าถือปืนลูกซองเล็งมามาที่เมธาวี ทำเอาบุษรินทร์เข่าแทบทรุด เกาะแขนชายหนุ่มเอาไว้แน่น เจ้าด่างเห็นเจ้าของถือปืนก็รีบวิ่งปัดหางกลับเข้าบ้านไป
“ใจเย็นก่อนนะครับ เรือผมเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เราติดเกาะที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน เลยลองเดินขึ้นมาเผื่อจะมีแอ่งน้ำจืดบนนี้”
ชายผู้นั้นมองสำรวจทั้งสอง ดูจากสภาพชุดที่สวม ไม่มีรองเท้าใส่ และท่าทางหวาดกลัวของหญิงสาวแล้วน่าเชื่อได้ว่าทั้งคู่ไม่ได้มาร้าย และประสบเหตุเรือล่มจริง
“อย่าไปยิงเขานะพี่ทอง” เสียงหญิงวัยเดียวกันกับเจ้าของบ้านร้องห้ามสามีเป็นภาษาใต้ นางเดินออกมาหลังแน่ใจว่าผู้มาเยือนไม่ใช่คนร้าย นายทองจึงยอมลดปืนลง แต่ก็ไล่อย่างไม่ไยดี
“งั้น พวกคุณก็กลับลงไปซะ”
“พี่ไล่เขาไปไหน เขาก็บอกอยู่ว่าเรือล่มติดเกาะ แล้วนี่ก็มีผู้หญิงด้วย” นางเพียงเอ็ดสามีเบาๆ
“ไม่ไล่แล้วจะให้นอนไหน อีกห้องหนูตาพักอยู่”
“เอาเต็นท์พี่มากางให้เขาก่อนก็ยังดี ก็รู้อยู่ว่าในป่าไม่ปลอดภัย ไม่ถูกงูกัดตายก็บุญแล้ว มาๆ เข้าบ้านก่อน” สองหนุ่มสาวมองหน้ากัน เมธาวีพยักหน้าเป็นอันว่าเขาตกลงจะพาเธอเข้าไปในบ้าน ที่เรียกว่าขนำน่าจะถูกกว่า มีห้องเล็กๆ เพียงห้องเดียว พื้นบ้านเป็นแผ่นไม้ไม่เรียบนัก มีมุ้งสี่สายถูกม้วนเก็บไว้ข้างฝา
“กินน้ำกินท่าก่อน” นางเพียงตักน้ำจากกระติกน้ำพลาสติกมาส่งให้ทั้งสอง เมธาวีรับมาดื่มก่อน เขาถือไว้ในมือสักพัก รู้สึกปลอดภัยจึงยื่นแก้วน้ำส่งให้บุษรินทร์ ถือเป็นครั้งแรกของการได้ดื่มน้ำจืดซึ่งต่างจากน้ำมะพร้าวที่ยิ่งกินยิ่งกระหายมากกว่า
“ขอบคุณน้าทั้งสองมากนะครับ ผมไม่คิดว่าจะมีคนอยู่บนเกาะ เพราะมันไม่มีชุมชน และไม่มีเรือด้วย”
อยากบอกว่าทางเข้าจากชายหาดก็ไม่มียังไงผัวเมียคู่นี้ก็ดูไม่ชอบมาพากล ฝ่ายหญิงจะพูดอะไรก็ถูกสายตากำราบจากนายทองก่อน ชายหนุ่มยังไม่ยอมแสดงตัวว่าเขาเป็นใคร
“ไม่มีหรอก ฉันอยู่กันสองผัวเมียกับลูกสะใภ้ ลูกชายไปทำงานบนฝั่ง เอาอาหารมาตุนให้เดือนละสองครั้ง เราไม่ได้ออกไปหาปูหาปลาหรอก มีแต่ผัวฉันนี่แหละที่ไปล่าสัตว์บ้าง ว่าแต่ทั้งสองคนเป็นใครมาจากไหนล่ะ”
“เราเป็นนักท่องเที่ยว พอดีเรือที่ขับออกมาเที่ยวคืนก่อนถูกพายุฝนพลิกคว่ำ ผมกับ‘เมีย’ลอยคอกลางทะเล โชคดีที่คลื่นพัดเข้าฝั่ง ผมชื่อมาร์ก ส่วนเมียชื่อบุษครับ”
เมธาวีอ้างตัวเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งน่าเชื่อถือเพราะหน้าตาลูกครึ่ง แต่ที่บอกว่าเธอเป็น‘เมีย’นี่สิ เขาพูดออกมาเต็มปากเต็มคำ หากเธอถูกยกย่องให้เป็นเมียเขาจริงก็ว่าไปอย่าง
“มีคนอยู่อีกหรือคะ? ” บุษรินทร์ถามพลางมองรอบๆ บ้าน ถ้ามีคนอยู่อีกทำไม่ไม่ออกมาดูว่ามีแขกคนมา
“สะใภ้ฉันชื่อตา นอนอยู่ในห้อง หนูน่าจะใส่ชุดด้วยกันได้ เดี๋ยวน้าไปขอยืมชุดเขาให้”
นางเพียงลุกขึ้นไปเคาะประตูเรียกหญิงผู้อยู่ในห้อง
“ตาๆ แม่ยืมเสื้อผ้าให้น้องเขาใส่หน่อย”
“ใครมาหรือคะ? ”
คนในห้องแง้มประตูชะโงกหน้ามาถามนางเพียง
“สองคนนี้ เขาเรือล่มติดเกาะมาสองวันแล้ว” ฟังคำบอกเล่าอาริตาก็ปรายตามาที่คนทั้งสอง เธอถึงกับผงะ รีบงับประตูปิดไว้
‘คุณมาร์ก บุษรินทร์’ “อาริตา!”
บุษรินทร์อุทานออกมาเธอจำได้ดี เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อน ส่วนเมธาวีแค่รู้สึกคุ้นหน้าแต่เห็นแวบเดียวเขาดูไม่ออก
“อาริตาเหรอ คนเดียวกันใช่ไหม?! ” เมธาวีถามเสียงดังก่อนจะลุกขึ้นยืน นายทองยกปืนจ่อศีรษะเขาทันที
“เฮ้ย! มึงเป็นใครกันแน่ ทำไมรู้จักกับตา”
“อย่านะคะน้า หนูเป็นพริตตี้ เคยทำงานกับพี่ตา แค่บังเอิญเจอกันเท่านั้นเอง”
“แล้วไอ้นี่เป็นใครกันแน่ ” ทองตะเบงเสียงถาม
“เคยได้ยินชื่อนายหัวเมธีไหม? ” เขาไม่ตอบแต่ถามกลับ ทองสีหน้าเลิ่กลั่ก
“คุณเป็นอะไรกับนายหัวเมธี? ”
“ผมชื่อมาร์ก ลูกชายนายหัวเมธี”
คำแนะนำตัวทำให้นายทองลดปืนลงกับพื้น เขาไม่เคยลืมบุญคุณของเมธีในครั้งที่เคยช่วยเหลือชาวบ้านที่เกาะอีกฝั่ง จากการถูกนายทุนกว้านซื้อที่ดิน
“เรียกผู้หญิงในห้องมา เธอมีส่วนในการตายของพ่อผม”
“จริงหรือคะนายหัว” นางเพียงถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพราะลูกชายพาอาริตามาอยู่กับนางในฐานะเมีย แม้จะสงสัยว่าทำไมถึงไม่เอาเมียไปอยู่ที่ทำงานด้วย แต่ลูกชายบอกเขาต้องเดินทางตลอดและงานเสี่ยงอันตราย ถึงไม่เซ้าซี้อะไร ตกลงความจริงคือยังไง อาริตาไม่ใช่เมียของปราบดาหรอกหรือ
“เรียกผู้หญิงคนนั้นออกมาหาผม”
ช่วงไม่กี่วันมานี้บุษรินทร์ทำให้เขาลืมความเจ็บปวดเรื่องพ่อได้บ้าง แต่พอได้เจอหน้ากับผู้หญิงที่เป็นหนึ่งในตัวล่อให้เมธีเพลี่ยงพล้ำ ความโกรธแค้นก็คุกรุ่นขึ้นมาอีก
“คุณมาร์กคะ ฉันว่าค่อยๆ คุยกันดีกว่า”
“ผมจะคุยดีๆ นี่ไง เรียกผู้หญิงคนนั้นออกมา”
นางเพียงมองหน้าสามีเชิงถามว่าจะเอายังไงดี
“เพียงไปเรียกตามาถามให้รู้เรื่อง เร็วสิ! ”
นางเพียงเคาะประตูเรียกสักพักอาริตาจึงยอมเปิดออกมาพร้อมกับน้ำตานองหน้า
“คุณมาร์ก” เธอเรียกเขาอย่างหวาดกลัว
“ฉันตามหาเธอมานาน ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอโดยไม่ตั้งใจแบบนี้” น้ำเสียงของชายหนุ่มเคร่งขรึมเหมือนพยายามสกัดกั้นความรู้สึกอาฆาตแค้น อาริตาน้ำตาคลอหน่วยเพราะจับความรู้สึกของเขาได้
“คุณมาร์กคงคิดว่าฉันหนีความผิดสินะคะ”
“จะบอกว่าไม่ได้หนีเหรอ แล้วที่มาซ่อนตัวอยู่ที่นี่คืออะไร?!”
เขาตะคอกถามเสียงดัง จนบุษรินทร์ขยับเข้ามาเกาะแขนเอาไว้ เป็นเชิงขอให้ใจเย็น แววตาแข็งกร้าวของเขาจึงค่อยๆ ผ่อนลง แต่ยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึมเช่นเดิม
“คุณมาร์กฟังฉันก่อนเถอะค่ะ ฉันสัญญาจะพูดความจริงทุกอย่าง ฉันไม่ได้หนีคุณไม่ได้หนีความผิดจริงๆ นะคะ ฉันถูกกำจัดแต่ไม่ตายต่างหาก”
“ถูกกำจัดยังไง? ”
“พี่ตาช่วยเล่าเรื่องทั้งหมดเลยนะคะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
ผ่านไปหลายวันในบ้านหลังใหญ่ เธอเปิดใจมากขึ้น เมธาวีเริ่มติดต่อหามารดาแนะนำให้รู้จักกับสะใภ้ คุณแม่แองจี้ยังสาวยังสวย จนแทบไม่อยากเชื่อว่าอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่ที่สัมผัสได้คือนางใจดี มีความเป็นกันเอง แองจี้ตื่นเต้นที่จะมีหลานคนแรก และจะรีบหาโอกาสมาเยี่ยมลูกชายกับบุษรินทร์สองสัปดาห์ต่อมาบุษรินทร์เข้าครัวทำอาหารเอง โดยมีแม่บ้านสาวใหญ่คอยสอนให้ เมธาวีไว้ใจว่าเธอจะไม่หนีไปไหน จึงทิ้งเธอไว้บ้านกับสาวใช้ และออกไปดูงานบ้าง กลับมาถึงบ้านก็เดินเข้าไปกอดเมียที่รักก่อนทำอย่างอื่น ชวนเธออาบน้ำเพราะเป็นทางเดียวที่จะได้สัมผัสกายเปลือยเปล่าบุษรินทร์แกล้งทำไม่สนใจกับความเป็นชายผงาดโชว์ตอนอาบน้ำทุกวัน นิ่งและอดทนกับการเสียดสีในอ่างอาบน้ำ นับวันเขายิ่งเบียดเสียดและสัมผัสเธอมากขึ้น เมื่อปลุกอารมณ์ขึ้นมาเอง เธอก็ปล่อยให้เขาแทบก้าวขาออกจากห้องน้ำไม่ได้ เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน“ฉันออกไปก่อนก็ได้นะคะ ไม่ต้องอุ้มหรอก” เธอหันไปบอกพลางมองต่ำลงไปที่หว่างขาแล้วยิ้มเหมือนกับสะใจ ที่ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพแข็งตั้งลำอยู่อย่างนั้น“อืมๆ ” เมธาวีพยักหน้า แต่ข้างในอดเคืองไม่ได้ ‘ท่องเอาไว้ เมียคือที่สุด น่ารักที่ส
อาการของบุษรินทร์ดีขึ้นหลังรักษาตัวได้สี่วัน แต่เมธาวีไม่ยอมให้เธอออกจากโรงพยาบาล จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอและลูกจะปลอดภัย เมื่อครบกำหนดเขาทำเรื่องชำระค่ารักษา และอุ้มขึ้นรถตู้อย่างระมัดระวัง “คุณจะพาฉันไปไหนคุณมาร์ก? ” “กลับภูเก็ต” “บ้าหรือไง จอดรถเดี๋ยวนี้นะ” เธอจะขยับตัวแต่ถูกกอดรัดแน่น“ไว้จอดตอนถึงสนามบินนะ อย่าดิ้นสิเดี๋ยวกระทบกระเทือนถึงลูก นอนนิ่งๆ ไว้นะคนดี” “คนบ้า คุณอย่ามาทำกับฉันแบบนี้นะ” เธอได้แต่โกรธเขาเอาลูกมาขู่และคุณหมอก็บอกให้ระมัดระวังเรื่องนี้จริงๆ เธอถูกพามาขึ้นเครื่องบินเล็กส่วนตัว เขาอุ้มเธอไว้ในวงแขนโดยขู่ไม่ให้ดิ้น แม้จะขยับตัวก็ไม่ได้ จึงรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน เธอหลับไประหว่างเดินทาง คงเพราะยาที่กินทำให้ง่วงนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนบนเตียงกว้างแล้ว ไม่ใช่วิลล่ากลางน้ำ เพราะในห้องเงียบเฉียบไม่มีเสียงคลื่นลมบุษรินทร์ลุกขึ้นยืนบนพื้นพรมนุ่ม ห้องนี้โทนสีครีมดูสว่าง และกว้างขวางมาก เตียงหลังใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นหรูหรา อย่างกับบ้านเศรษฐีที่เคยดูในละคร เธอเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปรอบตัวบ้าน ด้านล่างเป็นสวนกว้าง หญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ตามทางเดินร่ม
คำตอบของเขาทำให้เอวาถึงกับอึ้งไป และเธอกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เบลล่าไม่ใช่คนใจร้าย รักพี่ชายมากและคงรักหลานไม่แพ้กัน ส่วนเธอก็เหมือนได้ปลดปล่อยจากสิ่งที่ค้างคาใจมานาน มีความลับบางอย่างที่บอกเมธาวีไม่ได้ และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรมาเกือบครึ่งปีแล้ว “ดีใจด้วยนะคะพี่มาร์ก” เมื่อรู้ว่าเขามีคนอื่นที่รักมากและกำลังจะเป็นครอบครัวจึงทำให้ยิ้มออกมา และโผเข้ากอดเขาแน่น เมธาวีลูบที่หลังหญิงสาวเบาๆ “พี่ขอโทษนะ” “ไม่ต้องขอโทษค่ะ เอวาซะอีกที่ต้องขอโทษ ที่ทำให้พี่รู้สึกผิด ทั้งที่เอวาเองก็มีคนอื่นแล้ว” เขาจับเธอผละจากตัว ยิ้มดีใจที่ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเพื่อนน้องสาว“จริงเหรอเอวา? ”“จริงค่ะ เอวาบอกไม่ได้ และมันอึดอัดมากที่ต้องทำตัวใสซื่อ เป็นแฟนใจดี ปล่อยให้พี่มีผู้หญิงคนอื่น ตอนนี้เอวาดีใจมากที่รู้ว่าพี่เจอคนที่ใช่แล้ว” เมธาวีคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอด ขอบคุณที่ทางออกในตอนนี้ไม่มีใครเจ็บปวด อีกทั้งคนฆ่าบิดาได้รับผลกรรมตายตกไปตามกัน โดยที่เขาไม่ได้ลงมือเอง บุษรินทร์ขยับมือขวา และรู้สึกว่ามีมือใครบางคนเกาะกุมเอาไว้ จึงค่อยๆ เปิดเปลือกตามองไปที่ข้างเตียง เห็นเมธาวีหลับฟุบอยู่ตรงนั้น มือซ้ายของเธอมีสาย
“แจ๊คกี้ กลับรถตามคันนั้นไปเร็ว” ต้องตามติดเธอไม่ให้คลาดสายตา และไม่สนว่านายวิโรจน์จะรู้ตัว ในขณะที่ตำรวจประสานกำลังสกัดแทนการไล่ติดตาม และไม่สามารถแจ้งเมธาวีได้ทัน ภายในรถตึงเครียด บุษรินทร์ทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆ และรับฟังเสียงสบถด่าของนายวิโรจน์ ความเร็วของรถมากกว่าร้อยหกสิบและทยานขึ้นไปเกือบจะสองร้อย แต่เจ้าสัวใจโฉดยังคงสั่งเพิ่มความเร็ว อีกเธอรู้สึกเหมือนจะหัวใจวายเสียก่อนถูกยิงตาย ความเร็วของรถผ่อนลงเล็กน้อยตอนเข้าโค้งและขับฝ่าไฟแดง จนรถคันอื่นเบรกกะทันหัน เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนไปหลายคัน “นายหัวผมขับเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ มันอันตรายเกินไป”“งั้นนายจอดแล้วรีบลงมา” “ไม่ได้นะครับ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุก็ตามรถนายวิโรจน์ไม่ได้อยู่ดี” อุบัติเหตุตลอดทางทำให้การติดตามล่าช้า แต่แจ๊คกี้พยายามอย่างสุดความสามารถ“บุษรินทร์ คุณต้องปลอดภัยนะ” เมธาวีตกอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ ใช้ความเร็วในการติดตามขนาดนี้ยังไม่ทัน แล้วแบบนี้บุษรินทร์จะปลอดภัยหรือ แม้แต่ตำรวจที่คอยสกัดก็ยังหยุดรถคันนั้นไม่ได้ ‘ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองเธอเพื่อลูก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ชัดเจนต่อความรู้สึก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ปกป้อง
“โอ๊ย! ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที ฉันอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ของเจ้าสัววิโรจน์ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานีนะคะ! ” เธอโอดโอยและร้องเสียงดัง หวังว่าชาวโซเชียลจะช่วยได้ ซึ่งเป็นอย่างที่หวัง หลายคนแจ้งตำรวจตั้งแต่เริ่มมีเสียงทะเลาะ เมธาวีเองก็โทร.แจ้งสารวัตรสัญชัยตำรวจเจ้าของคดีของบิดาตั้งแต่ออกรถเช่นเดียวกัน“ฮ่าๆ ถึงกับบอกที่อยู่เหรอ ใครจะมาช่วยเธอ เทวดาเหรอ น่าเสียดายนะ ว่าคงไม่มีใครได้ยินเธอหรอก” วิโรจน์กระซิบข้างหู และมันทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมของเขามันเหม็นจนทนไม่ไหว เธอพยายามดิ้นรนจากวงแขนก็ไม่เป็นผล นายวิโรจน์เหวี่ยงคนตัวเล็กลงที่เตียงแล้วนั่งลงกระชากขาเธอเข้า กระโดดคร่อมเขาไว้“ไม่อย่านะ ปล่อยฉัน พี่ปราบช่วยด้วย! ”“ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก ก่อนตายเธอก็ต้องเป็นของฉัน” “ไม่!” เจ้าสัวกระชากเสื้อสูทเธอออก ดีเหลือเกินที่มันหนาและไม่ขาดง่าย วิโรจน์เลยเปลี่ยนมาจับข้อมือทั้งสองของหญิงสาวเอาไว้แล้วโน้มหน้าเข้าหาแต่ไม่ทันสัมผัสเนื้อตัว หญิงสาวก็สุดกลั้นด้วยอาการแพ้ท้องหนัก และเหม็นน้ำหอมนายวิโรจน์จึงตะแคงหน้าอาเจียนลงที่เตียง ทำให้วิโรจน์ถึงกับชะงัก “รังเกียจมากนักหรือ เธอไม่ม
บุษรินทร์เก็บมือถือในกระเป๋าสูท เสียงเคาะเรียกนอกห้องดังขึ้นเรื่อยๆ “ยังไม่เสร็จเลยค่ะเจ้าสัว รอบุษก่อนนะคะ” เธอร้องบอกพลางมองรอบๆ ว่าพอมีอะไรป้องกันตัวได้บ้าง แล้วถ้าเปิดออกไปปืนจ่อหัวเล่า จากจังหวะเคาะประตู รู้เลยว่าวิโรจน์ไม่สบอารมณ์เอามากๆ “คิดจะถ่วงเวลาเหรอ ยังไงคืนนี้เธอไม่รอดหรอก! ”น้ำเสียงของวิโรจน์แฝงความเข่นเขี้ยวหมายข่มขู่ เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวจงใจหลบในห้องน้ำ จากข่มใจจะค่อยๆ หลอกล่อ ชักจะมีโมโห และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะภาพในวงจรปิดที่เห็นว่าบุษรินทร์ทำอะไรบ้าง จนในที่สุดก็เกิดเรื่องแจ้งความ และตำรวจเข้าไปช่วยเมริกาออกมาได้ รู้อย่างนี้เขาฆ่าเมริกา และข่มขืนบุษรินทร์ให้ย่อยยับแต่แรกดีกว่า “ถ้าไม่ออกมาดีๆ ฉันจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามางัดลูกบิดให้กูเดียวนี้! ” เจ้าสัววิโรจน์ออกคำสั่งร้องเรียกลูกน้อง น้ำเสียงกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกลายร่างจากชายสูงวัยใจดีเป็นปีศาจ บุษรินทร์ใจเต้นแรง ตกใจกลัวจนถึงกับคิดอะไรไม่ออก นอกจากความกังวลว่าปราบดาคนเดียวจะช่วยเธอได้ไหม ประตูถูกเคาะแรงขึ้นและคนด้านนอกจับลูกบิดหมุนเพื่อพยายามเปิด เธอจ้องไปอ่างล้างหน้า ซ







