LOGINบรรยากาศภายในห้องพักวีไอพีส่วนตัวของภาคินในยามเย็นดูเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในกองถ่ายเมื่อช่วงบ่ายอย่างสิ้นเชิง
หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ฉากถ่ายทำที่เกือบจะทำให้เกิดโศกนาฏกรรม ภาคินยืนกรานที่จะไปโรงพยาบาลพร้อมขวัญข้าวด้วยตัวเอง แม้หญิงสาวจะพยายามบอกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เขาก็ไม่ยอมฟัง จนกระทั่งแพทย์ตรวจประเมินบาดแผลไฟไหม้และรอยถลอกบริเวณแขนขวาเรียบร้อย พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลแผลและการพักฟื้น ภาคินจึงยอมคลายความกังวลลงได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น… เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยให้ขวัญข้าวกลับไปพักตามลำพังทันที “คุณภาคินคะ ขวัญเดินเองได้นะคะ” ขวัญข้าวบ่นเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ ขณะเดินตามร่างสูงเข้ามาภายในห้องพัก “ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณเดินไม่ได้” “แล้วทำไมต้องพาขวัญมาที่ห้องคุณด้วยล่ะคะ?” ภาคินหันกลับมามอง “ก็จะดูให้แน่ใจว่าคุณไม่แอบกลับไปทำงานอีก” “โธ่…ขวัญไม่ดื้อขนาดนั้นสักหน่อย” “เหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “เมื่อกี้ใครถามพี่เอ็มว่าจะกลับไปช่วยเก็บของที่กองถ่ายได้ไหม?” ขวัญข้าวชะงักทันที “เอ่อ…” “นั่งลง” ภาคินชี้ไปยังโซฟาตัวยาว หญิงสาวย่นจมูกเล็กน้อย ก่อนยอมเดินไปนั่งแต่โดยดี “รับทราบค่ะ ท่านซุปตาร์” ภาคินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ บนโต๊ะเล็กข้างโซฟามีขวดน้ำดื่ม ยาที่ได้รับจากโรงพยาบาล และเอกสารคำแนะนำการดูแลบาดแผลวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ร่างสูงเดินไปหยิบหมอนอิงใบหนึ่ง ก่อนนำมาวางรองแขนข้างที่บาดเจ็บของเธออย่างระมัดระวัง “วางแขนตรงนี้” “ค่ะ” “อย่าขยับเยอะ” “ค่ะ” “แล้วก็อย่าไปแกะผ้าปิดแผลเอง” ขวัญข้าวเงยหน้ามองเขา “คุณภาคินคะ” “อะไร?” “นี่คุณเป็นซุปตาร์หรือคุณหมอคะ?” ภาคินหรี่ตามอง “ขวัญข้าว…” “ก็คุณสั่งเก่งกว่าหมออีกนี่คะ” หญิงสาวหัวเราะคิกคัก แต่ภาคินกลับไม่ได้หัวเราะตาม เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้โซฟา ก่อนมองแขนขวาของเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ยังเจ็บอยู่ไหม?” ขวัญข้าวชะงักเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่เสียงดุเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็นเสียงที่แฝงความห่วงใยอย่างชัดเจน “ก็…ยังแสบอยู่นิดหน่อยค่ะ แต่หมอบอกว่าถ้าดูแลดีๆ ก็น่าจะค่อยๆดีขึ้น” ภาคินพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด “รู้ว่าเจ็บ แล้วทำไมถึงวิ่งเข้าไปแบบนั้น?” ขวัญข้าวเม้มริมฝีปาก "ก็ตอนนั้นมันฉุกเฉินนี่คะ ถ้าขวัญมัวแต่ยืนคิดลังเล คุณก็โดนไม้ทับไปแล้วสิ" “แล้วถ้าคุณหลบไม่ทันล่ะ?” “คุณภาคิน…” “ถ้าไม้ท่อนนั้นตกใส่คุณแทนผมล่ะ?” คราวนี้ขวัญข้าวเงียบลง ภาคินก้มหน้ามองมือตัวเอง ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายยังคงติดอยู่ในความทรงจำ เสียงไม้แตกร้าว… เสียงขวัญข้าวตะโกนเรียกชื่อเขา… และภาพร่างเล็กที่พุ่งเข้ามาผลักเขาออกจากจุดอันตรายโดยไม่ลังเล ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว แต่ความรู้สึกหวาดกลัวในวินาทีนั้นกลับยังคงชัดเจน "ไม่มีหน้าที่ไหนในโลกนี้…” ภาคินเอ่ยขึ้นช้าๆ “ที่บังคับให้คุณต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงแทนผมหรอกนะ ขวัญข้าว" หญิงสาวเงยหน้ามองเขา “แต่ขวัญเป็นผู้ช่วยคุณนะคะ” “ผมรู้” “หน้าที่ของขวัญคือดูแลคุณ” ภาคินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แล้วหน้าที่ของผมก็ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ช่วยตัวเองต้องเจ็บตัวเพราะผมเหมือนกัน” ขวัญข้าวนิ่งงัน เธอกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอไม่เคยได้ยินภาคินพูดอะไรแบบนี้มาก่อน ผู้ชายที่เคยออกคำสั่งสารพัด… ผู้ชายที่เคยบอกว่าจะทำให้เธอทนทำงานกับเขาไม่ได้… วันนี้กลับกำลังนั่งอยู่ตรงหน้า และกังวลกับบาดแผลเล็กๆ บนแขนของเธอมากกว่าตัวเองเสียอีก ภาคินขยับเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือออกไปอย่างลังเล “ขอมือหน่อยได้ไหม?” ขวัญข้าวกะพริบตา “คะ?” “มือข้างที่ไม่เจ็บ” หญิงสาวมองเขาอย่างสงสัย แต่สุดท้ายก็ยื่นมือซ้ายออกไป ภาคินรับมือนั้นไว้หลวมๆ ฝ่ามือของเขาอุ่นกว่าที่เธอคิด ความเงียบค่อยๆ ปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ "รู้ไหม...” ภาคินเริ่มพูด “ตอนที่ผมเห็นคุณโดนเศษไม้กระเด็นใส่ ผมตกใจมาก" ขวัญข้าวมองเขานิ่ง “ผมเคยเจออุบัติเหตุในกองถ่ายมาหลายครั้ง” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป” “ต่างยังไงคะ?” ภาคินก้มมองมือเล็กในอุ้งมือของตัวเอง “เพราะคนที่เจ็บ…เป็นคุณ” หัวใจของขวัญข้าวกระตุกวูบ “คุณภาคิน…” "ผมกลัว..." คำพูดสั้นๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา ขวัญข้าวชะงักทัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นความอ่อนแอของภาคิน แต่เป็นครั้งแรกที่เขายอมพูดถึงความกลัวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่พยายามปิดบังมันด้วยท่าทางเย็นชา "ผมกลัวว่าจะกลายเป็นต้นเหตุให้คนอื่นต้องมาเจ็บตัว...” ภาคินพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วลง “กลัวว่าจะต้องแบกรับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต" เขาเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ “แล้วตอนที่เห็นคุณล้มลง…” เสียงของเขาขาดหายไปเล็กน้อย "ผมกลัวว่า...จะเสียคุณไป" สิ้นประโยคนั้น ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ขวัญข้าวรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ส่วนภาคินเองก็ชะงักกับคำพูดของตัวเองเช่นกัน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงพูดออกไปตรงๆ แบบนั้น รู้เพียงว่า… มันคือความรู้สึกจริงๆ ในวินาทีที่เห็นเธอตกอยู่ในอันตราย “เอ่อ…” ภาคินเบือนหน้าหนีเล็กน้อย “ผมหมายถึง…คุณเป็นผู้ช่วยผม ถ้าคุณเป็นอะไรไป งานผมก็คงวุ่นวาย” ขวัญข้าวกองมองเขา ก่อนมุมปากจะยกขึ้นช้าๆ “อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง” “อะไร?” “เปล่าค่ะ” เธอแอบยิ้ม “ขวัญก็แค่นึกว่าคุณเป็นห่วงขวัญจริงๆ เสียอีก” “ผมก็เป็นห่วง” ภาคินตอบทันที แล้วทั้งคู่ก็ชะงักพร้อมกัน ขวัญข้าวเบิกตากว้าง ส่วนภาคินหลับตาลงอย่างคนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป “คุณนี่มัน…” เขาพึมพำ “ชอบทำให้ผมพูดอะไรแปลกๆ อยู่เรื่อย” ขวัญข้าวหลุดหัวเราะเบาๆ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่จึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง ภาคินมองรอยยิ้มของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะกลับมาจริงจังอีกครั้ง “ขวัญ” “คะ?” “ผมมีอะไรอยากบอก” หญิงสาวตั้งใจฟัง ภาคินปล่อยมือเธอช้าๆ ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตาของเขาเลื่อนไปยังแสงไฟสลัวนอกหน้าต่าง "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามทำให้ตัวเองดูสมบูรณ์แบบ” เขาเริ่มเล่า “ทุกครั้งที่อยู่หน้ากล้อง ผมต้องยิ้ม ต้องทำให้ดีที่สุด ต้องไม่พลาด” ขวัญข้าวนั่งฟังเงียบๆ “เพราะผมรู้ดีว่า ถ้าพลาดแม้แต่ครั้งเดียว คนจำนวนมากก็พร้อมจะตัดสินผมทันที” ภาคินหัวเราะเบาๆ อย่างไม่มีความสุขนัก “บางครั้งผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง หรือใช้ชีวิตเพื่อรักษาภาพที่คนอื่นอยากเห็น” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ผมเลยไม่ค่อยไว้ใจใคร” ขวัญข้าวกองมองเขาด้วยแววตาอ่อนลง “คุณภาคิน…” “ผมเคยคิดว่าถ้าไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาใกล้ ก็จะไม่มีใครทำให้ผมผิดหวังได้” ภาคินหันกลับมามองเธอ “จนคุณเข้ามา” ขวัญข้าวชะงัก “ยัยสตาฟฟ์ตัวแสบที่ชอบเถียงผมทุกเรื่อง” มุมปากของเขายกขึ้นบางๆ “ที่กล้าเทกาแฟลงพื้นห้องผม” “ก็คุณหาเรื่องขวัญก่อนนี่คะ!” เธอรีบเถียงทันที ภาคินหัวเราะเบาๆ “ผมรู้” คำตอบนั้นทำให้ขวัญข้าวนิ่งไป เขารู้… และยอมรับออกมาตรงๆ “ตอนนั้นผมทำตัวแย่กับคุณจริงๆ” ภาคินพูดต่อ “ผมขอโทษ” ขวัญข้าวเบิกตากว้าง “คุณ…ว่าไงนะคะ?” “อย่าให้ผมพูดซ้ำได้ไหม?” “เดี๋ยวสิคะ!” หญิงสาวยิ้มกว้าง “เมื่อกี้คุณภาคินขอโทษขวัญจริงๆ ใช่ไหมคะ?” “ขวัญข้าว…” “โอ้โห วันนี้ขวัญต้องจดลงปฏิทินแล้ว!” ภาคินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่คราวนี้เขาไม่ได้ดุเธอ เพียงมองรอยยิ้มสดใสนั้นด้วยแววตาที่อ่อนโยนขึ้น “ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณทำได้ยังไง” เขาพูดเบาๆ “แต่เวลาคุณอยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นคนสมบูรณ์แบบตลอดเวลา” ขวัญข้าวค่อยๆ หยุดยิ้ม “ผมเหนื่อยก็พูดว่าเหนื่อยได้” ภาคินมองเธอ “ผมกลัวก็ยอมรับว่ากลัวได้” เขาหยุดเล็กน้อย “โดยไม่ต้องกังวลว่าคุณจะมองผมแย่ลง” ขวัญข้าวรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว “ขวัญไม่เคยมองว่าคุณแย่เพราะเรื่องพวกนั้นเลยนะคะ” เธอตอบเสียงเบา “คนเรามีวันที่เหนื่อย มีวันที่กลัวกันได้ทั้งนั้น” ภาคินนิ่งฟัง “คุณไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้ค่ะ” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้บางอย่างในใจของเขาสั่นไหว “แล้วถ้าวันไหนผมไม่ไหวจริงๆ ล่ะ?” ภาคินถาม ขวัญข้าวยิ้มบางๆ “ก็พักสิคะ” “ง่ายขนาดนั้นเลย?” “ไม่ง่ายหรอกค่ะ” เธอตอบตามตรง “แต่คุณไม่จำเป็นต้องฝืนอยู่คนเดียวตลอดก็ได้” ภาคินมองเธออยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ขอบคุณนะ ขวัญข้าว” หญิงสาวยิ้มรับ “ยินดีค่ะ ท่านซุปตาร์” ภาคินหลุดยิ้มอีกครั้ง แล้วความเงียบอันอบอุ่นก็ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ เขามองใบหน้าของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเบาๆ “ขวัญ…” “คะ?” “ผมขอกอดคุณหน่อยได้ไหม?” ขวัญข้าวชะงัก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที “คะ…คุณภาคิน?” “ถ้าคุณไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร” เขารีบพูดต่อ “ผมแค่…” ยังไม่ทันพูดจบ ขวัญข้าวก็ยิ้มออกมา “ได้ค่ะ” ภาคินมองเธออย่างไม่แน่ใจ “จริงเหรอ?” “ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ “แต่ระวังแขนขวัญด้วยนะคะ” มุมปากของภาคินยกขึ้นเล็กน้อย “รู้แล้วน่า” เขาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนโอบไหล่ข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บของเธออย่างระมัดระวัง ขวัญข้าวค่อยๆ เอนตัวเข้าหา อ้อมกอดนั้นไม่ได้แน่นหนา ไม่ได้เร่งร้อน แต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด ภาคินหลับตาลงชั่วครู่ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขารู้สึกว่า… การยอมให้ใครสักคนเข้ามาใกล้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องสูญเสียการควบคุมชีวิตตัวเองเสมอไป บางครั้ง… มันอาจหมายถึงการมีใครสักคนช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยล้า เมื่อทั้งคู่ค่อยๆ ผละออกจากกัน ภาคินก็มองใบหน้าของขวัญข้าวอีกครั้ง “ขวัญ” “คะ?” “ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิตผมนะ” หัวใจหญิงสาวเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เธอยังไม่ทันตอบอะไร ภาคินก็เอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ผมขอจูบหน้าผากคุณได้ไหม?” ขวัญข้าวหน้าแดงจัด เธอหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าอย่างเขินอาย ภาคินยิ้มบางๆ จากนั้นจึงค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ ริมฝีปากของเขาสัมผัสลงบนหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา เพียงชั่วครู่เดียว… แต่กลับทำให้หัวใจของทั้งคู่เต้นผิดจังหวะ เมื่อเขาผละออก ขวัญข้าวก็รีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม “คุณภาคิน…” “หืม?” “วันนี้คุณแปลกๆ นะคะ” ภาคินเลิกคิ้ว “แปลกยังไง?” “ก็…ใจดีผิดปกติ” เขาหัวเราะเบาๆ “งั้นพรุ่งนี้ผมกลับไปดุเหมือนเดิมดีไหม?” “ไม่เอาค่ะ!” ขวัญข้าวรีบตอบทันที ภาคินยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “งั้นก็พักผ่อนให้หายไวๆ” “ค่ะ” “แล้วก็อย่าดื้อ” “คุณก็เหมือนกันค่ะ” “ผมดื้อตรงไหน?” “ทุกตรงเลยค่ะ!” เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นเบาๆ ภายในห้องพัก เป็นเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ และไม่ต้องพยายามเป็นใครนอกจากตัวเอง ในยามค่ำคืนที่แสงไฟจากรีสอร์ตค่อยๆ ส่องสว่างท่ามกลางแนวเขา ภาคินยืนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากหลายคืนที่ผ่านมา ความกังวลยังไม่ได้หายไป ความทรงจำบางอย่างยังคงตามรบกวนเขา และปัญหาการนอนหลับก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการดูแลต่อไป แต่วันนี้… เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การเปิดใจให้ใครสักคนไม่ได้หมายความว่าจะต้องเจ็บปวดเสมอไป ส่วนขวัญข้าวเองก็เริ่มมองเห็นภาคินในมุมที่ต่างออกไป ภายใต้ความเย็นชาและท่าทางหยิ่งทะนงนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งที่เหนื่อยล้า หวาดกลัว และต้องการความเข้าใจไม่ต่างจากคนทั่วไป เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่จะพัฒนาไปในทิศทางไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจ… เธออยากเห็นเขายิ้มได้อย่างจริงใจอีกครั้ง และสำหรับภาคิน… แผลในใจที่สะสมมานานยังไม่ได้สมานจนสนิท แต่ในวันนี้ เขาได้ค้นพบว่า… บางที การเยียวยาอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการลืมความเจ็บปวดทั้งหมด หากเริ่มต้นจากการยอมรับว่า… ตัวเองไม่จำเป็นต้องเผชิญกับมันเพียงลำพังอีกต่อไป และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหมายที่แท้จริงของคำว่า… ‘ที่พักใจมาหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ไฟไหม้กองถ่ายที่เชียงใหม่...ภาคินและทีมงานเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตามตารางงานที่วางไว้ หลังการถ่ายทำในต่างจังหวัดเสร็จสิ้นลงชั่วคราว แม้เหตุการณ์วันนั้นจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่บาดแผลที่แขนขวาของขวัญข้าวยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องแสงไฟสปอตไลท์นับสิบดวงสาดส่องกระทบเข้ากับตัวอาคารจัดงานอีเวนต์ห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางเมือง บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยเสียงชัตเตอร์รัวติดต่อกันไม่ขาดสาย แสงแฟลชสว่างวาบสะท้อนไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงกรีดร้องตะโกนเรียกชื่อของแฟนคลับนับร้อยคนที่มารอให้กำลังใจซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของประเทศกันจนแน่นพื้นที่รถตู้หรูติดฟิล์มมืดสนิทเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบตรงจุดรับส่งนักแสดงVIP ประตูรถเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของ 'ภาคิน' ที่ก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติเรียบตึง เย็นชาและเปี่ยมไปด้วยรัศมีของ 'เจ้าชายน้ำแข็ง' ที่ทุกคนคุ้นเคย ชุดสูทสั่งตัดสีดำสนิทเข้ารูปขับเน้นผิวพรรณและออร่าให้เปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูสมบูรณ์แบบราวกับหลุดมาจากภาพถ่ายในนิตยสารชั้นนำถัดมาด้านหลังคือ ‘ขวัญข
บรรยากาศภายในห้องพักวีไอพีส่วนตัวของภาคินในยามเย็นดูเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในกองถ่ายเมื่อช่วงบ่ายอย่างสิ้นเชิงหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ฉากถ่ายทำที่เกือบจะทำให้เกิดโศกนาฏกรรม ภาคินยืนกรานที่จะไปโรงพยาบาลพร้อมขวัญข้าวด้วยตัวเองแม้หญิงสาวจะพยายามบอกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เขาก็ไม่ยอมฟัง จนกระทั่งแพทย์ตรวจประเมินบาดแผลไฟไหม้และรอยถลอกบริเวณแขนขวาเรียบร้อย พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลแผลและการพักฟื้น ภาคินจึงยอมคลายความกังวลลงได้บ้างแต่ถึงอย่างนั้น… เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยให้ขวัญข้าวกลับไปพักตามลำพังทันที“คุณภาคินคะ ขวัญเดินเองได้นะคะ” ขวัญข้าวบ่นเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ ขณะเดินตามร่างสูงเข้ามาภายในห้องพัก“ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณเดินไม่ได้”“แล้วทำไมต้องพาขวัญมาที่ห้องคุณด้วยล่ะคะ?”ภาคินหันกลับมามอง “ก็จะดูให้แน่ใจว่าคุณไม่แอบกลับไปทำงานอีก”“โธ่…ขวัญไม่ดื้อขนาดนั้นสักหน่อย”“เหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “เมื่อกี้ใครถามพี่เอ็มว่าจะกลับไปช่วยเก็บของที่กองถ่ายได้ไหม?”ขวัญข้าวชะงักทันที “เอ่อ…”“นั่งลง” ภาคินชี้ไปยังโซฟาตัวยาวหญิงสาวย่นจมูกเล็กน้อย ก่อนยอมเดินไปนั่งแต่โดยดี “รับทราบค่ะ ท่านซุปตา
แสงแดดยามบ่ายในสัปดาห์ต่อมาสาดส่องลงมากระทบกับฉากจำลองทรงไทยประยุกต์กลางแจ้ง ณ รีสอร์ตในจังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศการถ่ายทำละครย้อนยุคดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทีมงานต่างวิ่งวุ่นเตรียมอุปกรณ์ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างอบอ้าวในฉากนี้เป็นฉากสำคัญที่ต้องใช้เอฟเฟกต์แสงและไฟประดับจำลองเพื่อสร้างบรรยากาศงานเทศกาลยามค่ำคืนภาคินในชุดย้อนยุคเต็มยศกำลังยืนซักซ้อมคิวบู๊และบล็อกกิ้งกับผู้กำกับอย่างตั้งใจ โดยมีขวัญข้าวในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวคอยถือร่ม เตรียมผ้าซับเหงื่อ และน้ำดื่มสแตนด์บายอยู่ไม่ห่างจากบริเวณเซ็ตถ่ายทำความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความเกร็งและความอึดอัดในช่วงแรกถูกแทนที่ด้วยความคุ้นเคยและความเข้าใจ ภาคินไม่ได้เหวี่ยงใส่เธออย่างไร้เหตุผลเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ส่วนขวัญข้าวเองก็ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยส่วนตัวได้อย่างไร้ที่ติ เธอเริ่มจดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับเขาได้มากขึ้น ทั้งเครื่องดื่มที่ชอบ ตารางงาน และช่วงเวลาที่ควรปล่อยให้เขาได้พักผ่อนจนทีมงานในกองเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง และแอบกระซิบแซวกันว่า…เจ้าชายน้ำแข็งกำลังจะละลายเสียแล้ว"โอเค
แสงไฟนีออนสลัวยามค่ำคืนสาดส่องกระทบกับผืนป่าและแนวเขาสลับซับซ้อนของจังหวัดเชียงใหม่ ความเงียบสงบเข้าปกคลุมรีสอร์ตหรูหลังเลิกกอง ทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องพักเพื่อชาร์จพลังสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่สำหรับภาคินแล้ว ช่วงเวลากลางคืนกลับไม่ใช่เวลาแห่งการพักผ่อน แต่มันคือช่วงเวลาที่ความมืดมนและความกังวลเริ่มกัดกินจิตใจเขาอีกครั้งภายในห้องพักวีไอพีทรงไทยประยุกต์ ภาคินในชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มกำลังนั่งเหม่อมองแก้วกาแฟดำที่เย็นชืดบนโต๊ะทำงาน แววตาสีเข้มฉายแววความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน เขากลัดกลุ้มและพยายามข่มตาหลับมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่ภาพความทรงจำในอดีต ภาพความคาดหวังของแฟนคลับ และเสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์มักจะวิ่งวนเข้ามาในหัวไม่มีวันหยุดก๊อกๆเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สองสามครั้ง ทำลายความเงียบภายในห้องภาคินขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ดึกดื่นป่านนี้แล้วใครจะมาหาเขา? เขาลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยสีหน้าเรียบตึง แต่เมื่อบานประตูเปิดออก ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขาต้องชะงักขวัญข้าวยืนถือแก้วเซรามิกอุ่นๆ ไว้ในมือ สวมชุดลำลองสบายๆ ใบหน้าหวานมีร่องรอยความลังเลเล็กน้อย แต่แววตากลับแน่วแน่“คุณ…มาทำอะไรดึกดื่นป่าน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างห้องพักวีไอพีในรีสอร์ตกลางหุบเขาเชียงใหม่ อากาศบริสุทธิ์และเย็นสบายช่วยชะล้างความตึงเครียดของเมื่อคืนให้จางลงไปบ้างขวัญข้าวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวเธอกะพริบตาปริบๆ เพื่อปรับโฟกัส ก่อนจะพบว่าตัวเองเผลอหลับคุดคู้พิงอยู่กับขอบเตียงนอนของภาคิน โดยมีเสื้อสูทตัวหนาของใครบางคนคลุมไหล่เอาไว้เธอกวาดสายตามองไปบนเตียงว่างเปล่า…ขวัญข้าวชะงัก ก่อนจะหันไปมองอีกด้านของห้องภาคินตื่นแล้วร่างสูงในชุดลำลองสบายๆ กำลังยืนจิบกาแฟร้อนพลางมองทิวทัศน์ภายนอกระเบียงด้วยสีหน้าเรียบเฉยแววตาคู่คมดูสงบกว่าหลายวันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังมีร่องรอยความอ่อนล้าหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็แตกต่างจากอาการเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิงราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ?”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นโดยที่เขายังไม่หันกลับมามองขวัญข้าวสะดุ้งเล็กน้อย รีบดันตัวเองลุกขึ้นยืน ก่อนจะจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่อย่างลนลาน“อะ…อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณภาคิน”เธอทักเสียงอ้อมแอ้ม พลางจับเสื้อสูทที่คลุมไหล่อยู่เอาไว้ “เอ่อ…ขอบคุณสำหรับเสื้อค่ะ แล้วก็…อาการของคุณ…”“ผ
แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกของสายลมภูเขา กองถ่ายละครย้อนยุคต้องยกกองมาปักหลักถ่ายทำฉากสำคัญ ณ รีสอร์ตและโลเคชันธรรมชาติกลางหุบเขาในจังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความเงียบสงบของธรรมชาติ แต่ความวุ่นวายภายในกองถ่ายกลับไม่เคยลดน้อยลงเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา 'แผนปฏิบัติการไล่ออก' ของภาคินดูเหมือนจะคว่ำไม่เป็นท่า แทนที่ขวัญข้าวจะทนไม่ไหวแล้วลาออกไปเอง เธอกลับปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยส่วนตัวได้อย่างไร้ที่ติ คอยวิ่งวุ่นเตรียมน้ำ เตรียมบท และรับมือกับความเรื่องมากของเขาได้ทุกรูปแบบ จนแทบจะกลายเป็น ‘เงา’ ที่คอยตามติดซุปตาร์หนุ่มไปทุกหนทุกแห่งจนกระทั่ง…ค่ำคืนนี้มาถึงเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด สมาชิกในกองถ่าย ทั้งทีมงานและนักแสดง ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องพักเพื่อพักผ่อนเอาแรง หลังจากลุยถ่ายทำกันมาตลอดทั้งวัน ณ ห้องพักวีไอพีทรงไทยประยุกต์หลังใหญ่ ขวัญข้าวที่เพิ่งเคลียร์ตารางคิวงานของวันพรุ่งนี้เสร็จเรียบร้อย กำลังจะเดินกลับห้องพักของตัวเองซึ่งอยู่ถัดไปอีกหลังแต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินผ่านห้องพักของภาคิน เสียงกุกกักเบาๆ จากด้านในกลับทำให้ฝีเท้าของเธอหยุดชะงัก เธ







