LOGINหนึ่งชั่วยามไม่ขาดไม่เกิน หลี่ปิงเฉิงพาร่างไร้สติที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตกลับมาถึงตำหนักซ่างหยางของตนด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับร้อนรนไม่น้อย
“หลิ่วกงกง เร่งตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!”
‘หลิ่วเหวินจิ้ง’ ขันทีผู้ดูแลใกล้ชิดของท่านอ๋องแปดพลันแตกตื่นที่ผู้มีศักดิ์เป็นหลานชาย เพราะมารดาของอีกฝ่ายคือน้องสาวแท้ ๆ ของตนกลับมาพร้อมสตรีในอาภรณ์บุรุษที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต แต่ไม่บังอาจถามหลานชายนอกจากทำตามที่อีกฝ่าย ‘สั่งการ’ ไปเท่านั้น
“ฉงหลินไปเตรียมน้ำสะอาดกับผ้ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
ขันทีหนุ่มนาม ‘ฉงหลิน’ วัยสิบเก้าหนาวกระวีกระวาดไปจัดหาสิ่งที่ ‘ท่านอ๋องแปด’ ต้องการทันใจ เพราะรับใช้ใกล้ชิดมากว่าหกหนาวย่อมรู้ใจผู้เป็นนายเหนือหัวดี
ถึงภายในใจว้าวุ่น แต่ภายนอกสีหน้าของหลี่ปิงเฉิงยังคงดุดันเย็นชาไม่เปลี่ยน มือแกร่งปลดอาภรณ์ของคนตัวเล็กว่องไวเสร็จสิ้น ก็พอดีกับฉงหลินที่กลับมาพร้อมอ่างทองเหลืองบรรจุน้ำสะอาดต้มสุก และผ้าสะอาดมาวางลงข้างเตียงหลังโต
“ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ฉงหลินเอ่ยเสียงแผ่ว เพราะกลิ่นอำมหิตเข้มข้นพร้อมสังหารคนของท่านอ๋องแปดขณะนี้ช่างน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
“อืม เสร็จแล้วก็ไสหัวไปให้พ้นหน้า หากข้าไม่เรียกก็ไม่ต้องเสนอหน้าเข้ามาวุ่นวายเด็ดขาด!”
“!!!” จบเสียงดุดันกราดเกรี้ยว ฉงหลินก็หายลับไปว่องไวกว่าสายลม สมกับเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดท่านอ๋องแปดมานาน
หลี่ปิงเฉิงเห็นบาดแผลก็รู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก นึกโทษคนอวดดีที่ฝีมือไม่ได้ความแล้วยังหลบหนีออกจากจวนโดยไม่นำคนคุ้มกันออกมาด้วย นางไม่รู้หรือไรว่าการเป็นพระชายาของท่านอ๋องแปดนั้นไม่ง่าย
“อวดดีทั้งที่ไม่มีส่วนดีให้อวด!”
ยิ่งอารมณ์เสีย เขายิ่งลงน้ำหนักไปกับการเช็ดตัวไม่ยั้ง จนคนบาดเจ็บได้สติฟื้นจากอาการหวาดกลัวเลือดเสียเดี๋ยวนั้นนั่นเอง
“อูย…ซี้ด…”
คนตัวเล็กยังไม่ทันลืมตากลับส่งเสียงเจ็บปวดออกมาเสียก่อน ทำให้หลี่ปิงเฉิงยิ่งหมั่นไส้ เลยเพิ่มน้ำหนักลงไปอีกสามส่วน
“โอ้ว!…ซี้ด บัดซบ! เบามือมิได้หรือไร หม่อมฉันเป็นสตรีบอบบางนะ ตัวท่านอ๋องใหญ่ถึงเพียงนี้หม่อมฉันยากจะรับไหว ท่านเอาแต่กระแทกลงมาไม่ยั้งแรงเช่นนี้ได้อย่างไร”
ถานเมิ่งจีเจ็บสาหัสจึงต่อว่าออกไปไม่ไหว้หน้าฐานะท่านอ๋องแปดแม้แต่น้อยก็คิดดู นางสลบยังต้องฟื้นเพราะอีกฝ่ายกระแทกกระทั้นลงไปไม่ปรานีสตรีบอบบางเช่นตนเองเลยสักนิด
“ถึงข้าจะตัวโต เจ้าเป็นภรรยาก็ต้องยอมรับให้ได้สิ เจ้าจะมาต่อว่าต่อขานขัดขืนไปไย ข้าตั้งอกตั้งใจทำให้เจ้าถึงเพียงนี้ หนึ่งคำขอบคุณล้วนไม่มี”
หลี่ปิงเฉิงมีหรือจะยอมให้อีกฝ่ายต่อว่าอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งเป็นนางที่เขาชิงชังอย่างยิ่ง จะยอมลงให้เห็นจะยากกว่าฝึกสุกรบินขึ้นท้องฟ้าเสียเป็น
“หลี่-ปิง-เฉิง!…โอ้ว…ซี้ด…ข้าจะไม่ไหวแล้วนะ ทำให้เบาลงหน่อยท่านจะตายหรือไร”
“ทำเบามันจะไปสาแก่ใจได้เช่นไร”
ภายในห้องถกเถียงตึงเครียดแทบจะฆ่ากันตาย ทว่าภายนอกห้องที่มีหลิ่วเหวินจิ้ง ฉงหลิน และยังมีซ่งจินต่างเหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หันไปมองท่านหมอหลวงกับผู้ช่วยด้วยสีหน้ายากจะบรรยาย เพราะล้วนคิดไปไกลแล้วกับเสียงเอ็ดอึงจากการโต้เถียงที่มาพร้อมเสียงครวญครางดังชวนให้คิดดีไม่ได้ ไหนจะยังมีเสียงของเตียงไม้ลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดจนขันทีอายุน้อยที่สุดเช่นฉงหลินหน้าแดงหูแดงไปหมด
“หลิ่วกงกงเอาอย่างไรกันดี?”
เป็นซ่งจินที่เปิดปากถามออกไป แต่หลิ่วกงกงนั้นก็ไม่รู้เช่นกัน เพราะปกติท่านอ๋องแปดก็ไม่เคยอดอยากปากแห้งขนาดว่าที่พระชายาบาดเจ็บมาไม่น้อยก็ยังไม่หักห้ามใจ ‘ข่มเหง’ คนป่วยได้ลงคอเช่นนี้
“จะทำอย่างไรเล่า ก็คงต้องรอให้ท่านอ๋องแปดกับคุณหนูสี่นั้น ‘เสร็จธุระ’ เสียก่อนเท่านั้น ขืนเข้าไปขัดคอมีกี่ศีรษะจะพอให้เขาตัดหรือไร”
ทุกคนพร้อมใจกันส่ายศีรษะราวกับเป็นโรคระบาดก็มิปาน เนื่องจากในต้าเซิ่งมีผู้ใดบ้างไม่ทราบว่าท่านอ๋องแปดใจร้ายใจดำอำมหิตเพียงใด นอกจากฮ่องเต้แล้วเขาเคยไว้หน้าผู้ใดบ้างเล่า?
หลังภายในห้องสงบลง เพราะเช็ดคราบโลหิตหมดสิ้นและนำเสื้อคลุมตัวใหญ่ของหลี่ปิงเฉิงมาสวมให้กายเล็กเอาไว้เท่านั้น หลิ่วกงกงจึงเป็นทัพหน้าออกไปท้าทายความตาย เคาะประตูด้วยมืออันสั่นเทาไม่สมกับที่ตนเองเป็น ‘ท่านลุง’ แท้ ๆ ของเจ้าเด็กชั่วร้ายภายในห้อง แต่กลับเป็นเขาเสียเองที่หวาดกลัวหลานชายราวกับอีกฝ่ายบิดาคนที่สองก็มิปาน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“ท่านอ๋องแปด ท่านหมอหลวงจางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงก็สั่นจนทุกชีวิตด้านหลังจับสังเกตได้กันถ้วนหน้า แต่หลิ่วกงกงเกรงใจหลานชายนั้นไม่แปลกเลย ก็ท่านอ๋องแปดแสนจะร้ายกาจอำมหิตเกินผู้ใด แม้แต่ฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดาแท้ ๆ ยังโหดเหี้ยมเด็ดขาดไม่ได้กึ่งหนึ่งของบุตรชายลำดับที่แปดผู้นี้
“เข้ามาได้”
ทั้งห้าชีวิตต่างพากันถอนหายใจโล่งอกพร้อมกันราวกับนัด จากนั้นผู้ใดมีหน้าที่ใดล้วนต่างแยกย้ายไปทำอย่างเคร่งครัด พอเห็นหมอหลวงถานเมิ่งจีก็หมดอาลัยตายอยากทันที บาดแผลที่เอวด้านซ้ายกับหัวไหล่ขวาต่อให้ท่านอ๋องแปดนั้นห้ามเลือดให้แล้ว แต่เพราะแผลนั้นทั้งยาวและกว้างเพราะดาบคมกริบทำจากเหล็กเนื้อดี นับจากนี้นางคงได้รู้ซึ้งกับการแพทย์ยุคโบราณที่ไร้ยาชาเป็นแน่แล้ว
“แผลลึก หากไม่เย็บปิดปากแผลเห็นทีเลือดคงหยุดได้ยากพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด”
แล้วคำของท่านหมอหลวงก็หาได้ผิดจากที่ถานเมิ่งจีคาดเดาเอาไว้เสียเมื่อใด ยิ่งเห็นผู้ช่วยของท่านหมอแซ่จาง คนที่กลัวเลือดกลัวเข็มถึงกับเหงื่อตกหน้าตาซีดเซียวอีกครั้ง
“ก็จัดการรักษาไปตามที่ท่านหมอจางเห็นสมควรก็แล้วกัน”
หลี่ปิงเฉิงถอยออกไปยืนห่าง ๆ พร้อมกอดอกทอดสายตามองดูการเย็บแผลของท่านหมอจางผู้มี
“มียาระงับปวด หรือยาบรรเทาความเจ็บปวดหรือไม่ท่านหมอจาง”
ถึงดูสิ้นหวัง แต่ถานเมิ่งจีก็อยากหวัง เพราะในยามถูกคมดาบบนหลังอาชานั้นนางเจ็บครู่เดียวก็ชาหนึบ แต่นี่ผ่านมาร่วมสองชั่วยาม อาการชาหนึบย่อมจางหาย ความเจ็บปวดหนุบหนับที่ปากแผลกำลังเล่นงานนางแล้วบัดนี้ แล้วหากต้องเย็บแผลสด ๆ มองด้วยสายตาประมาณแล้วคงเย็บเกินสามสิบ หรืออาจเลยไปถึงสี่สิบเข็มก็เป็นไปได้ เพียงคิดเด็กสาวก็แทบอยากหาก้อนหินสักก้อนมาทุบศีรษะตนเองให้สลบไปเสียจริง ๆ
“มียาระงับปวดขอรับคุณหนูสี่ แต่คงต้องเคี่ยวสองชั่วยามจึงดื่มได้”
ถานเมิ่งจีอยากกรีดร้อง แต่ก็ยากจะทำได้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงรับเอาผ้าสะอาดมากัดเอาไว้แล้วเตรียมตัวเตรียมใจรับความเจ็บปวดเท่านั้น
“ลงมือแล้วนะขอรับ”
“อื้อ”
พยักหน้าแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง ความรู้สึกเจ็บจี๊ดในยามที่ปลายเข็มทิ่มแทงลงบนเนื้อหนังทำเอานางต้องสูดลมหายใจเข้าลึก พอท่านหมอหลวงจางดึงเส้นไหมแล้วมันเสียดสีกับเนื้อหนัง แก้วหูของถานเมิ่งจีก็พลันลั่นอื้ออึง พอเข็มที่สองผ่านพ้น นางก็เพียงซาบซึ้งกับคำว่า ‘เจ็บปวดจนเห็นดาวเห็นเดือนเป็นเช่นไร’ นางเจ็บปวดจนตัวสั่นระริก เหงื่อกาฬซึมออกมาเต็มใบหน้าที่ขาวซีดราวกับซากศพ
“ข้าอยากสลบไปช่วยทุบข้าทีโอ๊ย!!!”
พอนางเอาผ้าออกจากปากแล้วบอกความต้องการออกไป แต่ท่านหมอหลวงจางกลับหยุดมือไม่ทัน ถานเมิ่งจีจึงหยุดเสียงร้องเจ็บปวดออกมาจนน่าสงสาร ทั้งท่านหมอจาง ผู้ช่วย กับฉงหลินที่ยืนรอรับคำสั่งเผื่อว่าจะถูกเรียกใช้ต่างก็สงสาร และนับถือความเข้มแข็งของคุณหนูสี่ที่อดทนจนเย็บสำเร็จไปแล้วหนึ่งแผลจำนวนยี่สิบห้าเข็มไม่ขาดไม่เกินจึงค่อยร้องขอให้ทุบนางจนหมดสติไปเสีย
“เสี่ยวเมิ่ง เอ่อ ถวายพระพรท่านอ๋องแปดพ่ะย่ะค่ะ”
ถานหมิงฮ่าวที่ทราบความจากคนสนิทของท่านอ๋องแปดจึงเร่งมาหาบุตรสาวกลางดึก ไม่สนใจมารยาทใดทั้งสิ้น พอเห็นสภาพของถานเมิ่งจี ผู้เป็นบิดาจึงพุ่งเข้าไปโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้ทันที กว่าจะมองเห็นว่าภายในห้องนี้นั้นมีท่านอ๋องแปดยืนกอดอกนิ่งอยู่กลางห้องภายหลัง
“เสี่ยวเมิ่ง เกิดอันใดขึ้นเร่งบอกท่านพ่อมาเร็ว ผู้ใดคิดทำร้ายเจ้ากัน”
ภาพของบุตรสาวที่ใบหน้าซีดเผือดราวกับซากศพ ไหนจะยังบาดแผลใหญ่ถึงสองแห่งที่ท่านหมอหลวงกำลังเริ่มเย็บบาดแผลที่สองตรงต้นแขนเกือบถึงหัวไหล่ใจของผู้เป็นบิดาก็ให้เจ็บปวดนัก
“เจ็บเจ้าค่ะ…ท่านพ่อ…โอ๊ย!…”
น้ำตาไหลเต็มใบหน้ากับกายเล็กที่สั่นระริกของบุตรสาวทำเอาถานไท่เว่ยปวดใจราวกับถูกมีดกรีดเฉือน เขาดึงผ้าออกมาส่งแขนตนเองไปให้บุตรสาวพร้อมกับลูบไล้ศีรษะเล็กด้วยกิริยาทะนุถนอมอย่างยิ่ง
“กัดแขนของพ่อแทนผ้าเถิด ความเจ็บปวดนี้พ่ออยากช่วยเจ้าแบ่งปัน”
“ท่านพ่อ…”
ถานเมิ่งจีซาบซึ้งต่อความรักที่บิดามีให้จนน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย ก่อนจะได้สติคิดได้ว่านางก็บุตรสาวและน้องสาวของแม่ทัพใหญ่ผู้หนึ่ง จะมาอ่อนแออยู่เช่นนี้มิได้ เด็กสาวจึงส่งยิ้มบิดเบี้ยวออกไปแล้วใช้แขนอีกข้างที่ไม่บาดเจ็บกอดเอวของบิดาเอาไว้แน่น ทุกฝีเข็มที่ทิ่มแทงคราวนี้ถึงเจ็บแทบขาดใจ หากแต่นางไม่มีเสียงใดหลุดลอดพ้นมาจากเรียวปากลิ้มจิ้มที่ซีดขาวไร้สีโลหิต ทั้งที่ไม่มีผ้าเอาไว้ให้กัดอีกต่อไป
ทุกฝีเข็มที่ทิ่มแทงทำเอาเรือนกายอรชรสั่นเทา เพราะพยายามอดทนไม่กรีดร้องกลับยิ่งทำให้ถานไท่เว่ยปวดใจ จนน้ำตาของบุรุษชาตินักรบไหลออกมาเต็มสองแก้ม ภายในใจคิดแค้นจนอยากสับผู้ที่บังอาจแตะต้องแก้วตาดวงใจของตนเช่นนี้ บุตรสาวของเขาถึงจะดื้อดึง นิสัยไม่ดีจนคนทั่วซั่วหยางต่างเรียกนางว่า ‘นางมารน้อยเมิ่งจี’ แต่เขาผู้เป็นบิดากลับไม่เคยมองว่าบุตรสาวคนเล็กที่กำเนิดจากสตรีที่เขารักที่สุดเป็นคนไม่ดี
ถานเมิ่งจีในสายตาของเขาก็เพียงขาดมารดามาตั้งแต่เด็ก จึงเอาแต่ใจ เพราะถูกเขากับมารดาและพี่ชายคนรองของนางตามใจเกินไป หากจะผิดก็ล้วนเป็นพวกเขา ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับ ‘เสี่ยวเมิ่ง’ แม้แต่น้อย สำหรับพวกเขาถานเมิ่งจีนั้นเปรียบดังเทพธิดาตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดูอยู่เสมอ ถึงนางนิสัยเสีย แต่คิดเอาชีวิตกันเช่นนี้มันออกจะเกินไปหรือไม่?!
“ยาระงับปวดได้แล้วขอรับคุณหนูสี่”
ฉงหลินหายออกไปครู่ใหญ่ กลิ่นยาสมุนไพรฉุนจัดจนแสบจมูกก็ลอยมาก่อนตัวเสียอีก ถานเมิ่งจีที่อดทนจนแทบสิ้นเรี่ยวแรงจึงค่อยยิ้มซีดเซียวออกมาหนึ่งสาย ถานไท่เว่ยรับเอาถ้วยยามาตักป้อนบุตรสาวด้วยกิริยาอ่อนโยนเหลือเกิน ถึงเจ็บปวดแทบขาดใจ แต่พอเห็นสายตาแสนจะห่วงใย ถานเมิ่งจีกลับมีกำลังใจรู้สึกว่าการเย็บแผลสด ๆ นี้ก็หาได้เท่าใดนัก
“ใกล้เสร็จแล้วขอรับคุณหนูสี่” ท่านหมอหลวงจางที่ใบหน้าเต็มใบด้วยหยาดเหงื่อจนผู้ช่วยของเขาต้องคอยใช้ผ้าเช็ดหน้าซับให้อยู่ตลอดเวลาหันมาบอกแก่สาวน้อยที่เขาเริ่มชื่นชมนางจากใจทีละน้อย เพราะนับจากเป็นหมอหลวงมาหกหนาว เขายังไม่เคยพบพานเด็กสาววัยนี้อดทนไม่กรีดร้องทั้งที่สองแผลรวมกันก็เกินห้าสิบฝีเข็มเข้าไปแล้ว
“ต่อเลยเถิดท่านหมอ ข้ายังไหว”
พอกินยาระงับปวดไปได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ความง่วงก็เข้าครอบงำนางอีกครั้ง ถานไท่เว่ยถึงอยากสอบถามบุตรสาวใจแทบขาด แต่มองดูสภาพของ ‘เสี่ยวเมิ่ง’ แล้วเขากลับปิดปากสนิทไม่ซักไซ้อันใดคนบาดเจ็บในยามนี้ อีกครู่ใหญ่ยาออกฤทธิ์เต็มที่ถานเมิ่งจีก็ค่อย ๆ หลับไปทั้งที่แขนข้างหนึ่งยังกอดเอวของบิดาเอาไว้แน่น
“……”
บุรุษวัยสี่สิบห้าหนาวก้มลงมองใบหน้าน้อย ๆ ที่หลับใหลด้วยดวงใจแสนปวดร้าว เขาเลี้ยงนางมาสิบหกหนาว ถนอมราวไข่ในหิน บัดนี้นางเกือบเอาชีวิตไม่รอดจะไม่ให้เจ็บปวดอย่างไรไหว
“เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด ถานไท่เว่ย” หลังจากเย็บปิดปากแผลทั้งสองไปถึงหกสิบห้าเข็ม เพราะเห็นว่าคุณหนูสี่นางเป็นสตรี จะให้แผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวคงไม่สมควร เขาจึงต้องเพิ่มฝีเข็มให้ถี่กว่าในยามเย็บบาดแผลปกติทั่วไป
“ส่วนนี่คือเทียบยาทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
เพราะ ‘ข่าว’ สมรสพระราชทานระหว่างท่านอ๋องแปดหลี่ปิงเฉิงกับคุณหนูสี่สกุลถานดังไปทั่วมหานครซั่วหยาง เขาจึงมอบเทียบยาให้แก่ว่าที่สามีของคุณหนูสี่ แทนที่จะมอบให้บิดาเช่นถานไท่เว่ย
“ซ่งจินส่งท่านหมอหลวงจางกับผู้ช่วยของเขากลับจวนได้แล้ว”
คนที่ยืนมองทุกสิ่งนิ่งมานานเอ่ยสั่งการคนของตนเองเสียงเรียบ ซ่งจินรับคำแล้วพาท่านหมอหลวงจางกับผู้ช่วยของเขาจากไปเร็วไว ไม่นานทั้งห้องก็เหลือเพียงท่านอ๋องแปดและถานไท่เว่ยเท่านั้นที่มีสติ ส่วนถานเมิ่งจีนั้นหลับสนิทเพราะฤทธิ์ของยาสมุนไพรระงับปวดไปแล้ว
“ทราบว่าคนของท่านอ๋องแปดจับมือสังหารและรักษาชีวิตของพวกมันเอาไว้ได้”
ถานหมิงฮ่าวหันไปถามบุรุษรุ่นลูกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ยากจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายนั้นพึงใจบุรุษตรงหน้าหรือไม่
“มิผิด” หลี่ปิงเฉิงเอ่ยตอบแสนสั้น
“กระหม่อมต้องการร่วมสอบสวนด้วย มิทราบท่านอ๋องแปดคิดเห็นเป็นประการใดพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็เชิญท่านพ่อตาตามมาก็แล้วกัน”
กล่าวจบเรือนกายสูงใหญ่ก็หันกายเดินนำหน้าออกจากห้องไป ไม่หันไปดูว่าที่พระชายาที่หลับสนิทบนเตียงสักน้อยถานหมิงฮ่าวถึงกับกำหมัดกัดฟัน แต่ด้วยฐานะของตนต่ำต้อยด้อยศักดิ์กว่าบุรุษหนุ่มรุ่นลูกเช่นหลี่ปิงเฉิง จึงทำอันใดอีกฝ่ายมิได้ ทั้งที่ภายในใจของเขานั้นมันเดือดดาลราวกับมีกองไฟนับร้อยสุมทรวงอยู่ภายใน เพราะที่เขาทราบเจ้าเด็กสมควรตายนั่นมันดูดาย ปล่อยจนบุตรสาวของเขาเสียทีแล้วจึงค่อยลงมือช่วย คนเช่นนี้จะให้บิดาเช่นเขายินดียกบุตรสาวที่เป็นแก้วตาดวงใจได้อย่างไร?!
หากแต่สุดท้ายยินยอมหรือไม่นั้น สิทธิ์นั้นเกรงว่าจะไม่ใช่เท่าที่ตัดสินใจได้อีกต่อไป ‘เสี่ยวเมิ่ง พ่อละอายใจยิ่งนัก’ กล่าวกับบุตรสาวภายในใจขณะที่เขาจัดการเหน็บชายผ้าห่มให้อีกฝ่ายเช่นที่เขาชอบทำเสมอในยามที่ถานเมิ่งจีนั้นกำลังหลับ จะในอดีตจนถึงทุกวันนี้ ถานหมิงฮ่าวก็รักบุตรสาวผู้นี้อย่างยิ่ง หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือเขารักบุตรทุกคนไม่แตกต่างกันต่อให้ผู้ใดจะสารเลวไปบ้าง หากแต่บิดาเช่นเขาก็มองว่าบุตรของตนเองไม่ผิดอยู่ดี…
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







