Share

ตอนที่ 8

last update Terakhir Diperbarui: 2026-02-14 12:01:25

ตอนที่ 8

ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง เฉียวปิงเซียวนางมองหาพี่เซินซึ่งเป็นองครักษ์ที่เคยติดตามอยู่ข้างกายตนเองจนทั่วก็ไม่เห็นแม้แต่เงา วันนี้ไทเฮาส่งองครักษ์มาดูแลนางใหม่ ซึ่งหาใช่พี่ชายใจดีเช่นเฉินเซิน ผลักไสเฉินเซิน แต่เป็นหนึ่งพี่สาวคนสวยกับหนึ่งพี่ชายตัวสูงใหญ่ ที่มีใบหน้านิ่งสนิทแข็งตึงเป๊ะดังกับต้นเสาศิลาในพระรามหลวงบนเขาไห่ซาน  

ดังนั้นพอเด็กน้อยมองเห็นดาบกับใบหน้าบอกบุญคงไม่รับ ชินหวางเฟยตัวน้อยนางก็ถึงกับถอยห่างไปตั้งหลักเสียหลายก้าว ยังดีที่มีเสี่ยวเตี๋ยกับพี่เฟิ่งเหลย และแม่นมซางเหนียงจือร่วมติดตามไปซั่วหยางด้วย หาไม่นางคงได้ทุบศีรษะตนเองให้สลบ เพราะไม่กล้าหายใจแรงในยามอยู่ใกล้ท่านองครักษ์หน้าโหดนามเสิ่นอี้ถงเสียเป็นแน่  

“หากพร้อมแล้วก็เชิญชินหวางเฟยขึ้นรถม้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากรอสายกว่านี้แดดจะยิ่งแรง ม้าจะเหนื่อยมาก"  

แต่ในยามที่ท่านองครักษ์เสิ่นผู้นี้เขาพูดออกมา น้ำเสียงกลับนุ่มนวลอย่างยิ่ง เฉียวปิงเซียวจึงยิ้มหวานแจกจ่ายตามนิสัยเด็กยิ้มง่าย ไม่ค่อยถือโทษโกรธผู้ใดนานให้แก่ท่านองครักษ์หน้าตายหวังผูกมิตรใหม่ทันที และย่อมแน่นอนว่าเสาศิลาก็ถูกรอยยิ้มสดใสล่อลวงได้โดยง่าย จึงแทบละลายกลายเป็นต้นเสาศิลาวุ้นทันใด  

รถม้าเคลื่อนออกจากประตูเมืองเทียนคงเฉิงทางด้านทิศเหนือในช่วงใกล้ยามอู่แล้ว เฉินเซินซึ่งหลบอยู่รวมกับชาวบ้านที่เดินเข้าออกขวักไขว่ทอดสายตามองตามขบวนรถม้าของชินหวางเฟยตัวน้อยลาลับสายตา เขายังจดจำได้ ในวันนั้นเขามัวแต่วุ่นวายกับการจัดทัพ กว่าจะนึกได้ว่าเด็กน้อยแก้มใสจะออกเดินทางก็พ้นยามอู่ไปนานแล้ว เช่นนั้นวันนี้เขาไม่ต้องมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้ต้องรับผิดชอบจึงคิดมาส่งนางอยู่ตรงนี้  

แต่พอเขาเตรียมจะหันหลังกลับไปเตรียมตัว แอบติดตามไปส่งเฉียวปิงเซียวจนถึงซั่วหยางกลับต้องขมวดคิ้วแน่น เมื่อสายตาจับทุกการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ   

…นั่นมันชินหวางมิใช่หรอกหรือ? ...  

‘เจ้าบ้าผู้นั้นคิดทำสิ่งใดกัน ก็มิใช่ว่ากำลังจัดทัพหรอกหรือ’  

คนซึ่งมาจากอีกห้วงเวลามองตามม้าสีน้ำตาลไหม้ซึ่งถูกกระตุ้นจนมันวิ่งเต็มฝีเท้าผ่านหน้าไปอย่างแปลกใจยิ่งเพราะเขาในอดีตไม่ได้ติดตามขบวนเดินทางของชินหวางเฟยไป ภายในใจก็นึกด่าทอความเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ของชินหวางไปแล้วหลายขุม  

“เจ้าบ้านั่นชอบแหกคอกเสียจริง! ป่านนี้กองทัพได้วุ่นวายแล้วหรือไม่”  

เฉินเซินพึมพำด้วยความโมโหที่เห็นตนเองในอดีตละทิ้งหน้าที่ มันน่าตบศีรษะให้สมองกลับเสียจริง คิดไปก็เร่งหันขึ้นม้าติดตามไปอีกคน อยากจะรู้เช่นกันว่าชินหวางในวันนี้มันยังคิดทำสิ่งใดผิดเพี้ยนต่อไปกันแน่  

“ยู้ด…”  

เสียงภายนอกรถม้าดังขึ้น ทำให้เด็กน้อยที่กำลังส่งมือให้เสี่ยวเตี๋ยใส่ยาให้ถึงกับแปลกใจว่าเกิดอันใดขึ้น ขบวนรถม้าจึงถูกสั่งให้หยุด หรือว่าเซินเก่อเกอจะมาแล้วกันนะ? ...ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งแรกที่เด็กน้อยเช่นนางคิดถึงก็คือการที่พี่เซินผู้ใจดีอาจจะตามก็เป็นได้  

“ออกไป!”  

แต่ผู้ที่เปิดผ้ากั้นด้านหน้าเข้ามากลับเป็นคนที่เด็กน้อยทั้งกลัว ทั้งเกลียด ไม่อยากพบหน้าอย่างยิ่งเช่นชินหวางหานไท่หมิง ท่านปีศาจกระทิงที่สามารถโมโหมันทุกสิ่ง คาดว่าแม้แต่แมลงเผลอบินผ่าน เขาก็คงจะโกรธเรียกโมโหมันได้ตลอดเวลา จนนางต้องแอบเรียกเขาลับหลังว่าปีศาจกระทิงที่เอะอะก็พ่นลมหายใจฟืดฟาด ใบหน้าแดงก่ำ สายตาก็พร้อมจะสังหารคนเสียเลย  

“ชินหวาง”  

หากที่เด็กน้อยยังคงเรียกขานออกมาจากริมฝีปากเล็กนั้นก็ยังคงเป็นชินหวางมิผิดไป ก็...นางยังรักชีวิตน้อย ๆ ของตนเองอยู่นี่นา ผู้ใดมันจะไปเรียกเขาต่อหน้าต่อตากัน  

“ทำไม…เห็นข้าแล้วทำสีหน้าผิดหวังเช่นนี้ ที่แท้ในใจของชินหวางเฟยรอผู้ใดอยู่กันแน่”  

พอเสี่ยวเตี๋ยก้าวลงไปจากรถม้า หานไท่หมิงก็เข้านั่งแทนที่ วาจาจิกข่วนเลยตามติด เห็นหรือไม่ชินหวางเริ่มพ่นลมร้อนออกมาเช่นปีศาจกระทิงอีกแล้ว  

“ส่งมือมา”  

เฉียวปิงเซียวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่วางใจสักนิด ก็ปีศาจกระทิงมีเขานางกลัว...เห็นเช่นนั้นหานไท่หมิงเขาจึงไม่รีรอกระชากฝ่ามือข้างที่เป็นแผลมาเปิดผ้าดูอีกครั้ง  

“ไม่ลึกเท่าใด สักสิบห้าวันคงหายสนิท นี่ยาสมานแผลของข้า เก็บเอาไว้ใส่มันทุกวัน”  

เขายัดมันใส่มือข้างที่ไม่มีแผลแล้วก็ก้มลงไปคว้าข้อเท้าเล็กจนเด็กน้อยตกใจกรีดร้องออกมา แต่คนที่ตัวโตกว่าจะสนใจหรือก็เปล่า เขาล็อกเท้าเล็กจนแน่นแล้วดึงเอาห่วงกำไลข้อเท้าออกมาสวมให้ จากนั้นก็เป็นรองเท้าที่มีหน้าตาคล้ายคู่ที่ถูกเผาไปสวมตามติด  

“ห้ามถอด หากมันขาดจงบอกแก่เฟิ่งเหลย ข้าจะส่งคู่ใหม่ไปให้ กำไลนี้ก็ขยายขนาดได้จนเจ้าเติบโตกว่านี้ก็ยังสวมได้ไม่คับแน่น ห้ามถอดเช่นกัน”  

ดวงตากลมโตสีทองกะพริบถี่ดูยังงงอยู่มาก แต่เด็กน้อยหรือจะกล้ามีปากเสียง ก็มือเขาออกใหญ่ บีบคอนางหนึ่งครั้งย่อมตายแน่นอน ถึงจะคิดถึงท่านแม่มาก แต่นางกลัวหายใจไม่ออก...คงทรมานน่าดู...นางจึงคิดว่ารออีกสักนานหน่อยค่อยตามท่านแม่ไปคงดีกว่า ซึ่ง...นางยังรอได้อีกนาน...เสี่ยวปิงไม่รีบ...  

“ข้าสั่งฟังหรือไม่!”  

พอเห็นเด็กน้อยเอาแต่มองหน้าเขาแล้วทำแก้มพอง ปากเล็กก็อ้าออกเล็กน้อยคล้ายปลาทองตัวน้อย เขาจึงดุเข้าให้ เด็กผู้นี้ปัญญาทึบออกปานนี้จะไปเรียนวิชาแพทย์ได้เช่นไร  

“ฮะ?…เอ่อ..ฟัง…ฟังเพคะ…ไม่ถอด…ไม่ถอด…แต่...เวลาอาบน้ำกับเข้านอนสวมรองเท้ามันจะดีหรือเพคะชินหวาง...แฮะ...แฮะ...”  

เผลอถามออกไปตามประสาเด็กปากไว แล้วก็อยากตบปากตนเอง ยิ่งปีศาจกระทิงมองมาที่นางดวงตาแดงก่ำ...ฮือ...มิใช่จะตามมาสังหารนางหรอกใช่หรือไม่?!  

“โง่เสียจริง ข้าหมายถึงกำไลที่ห้ามถอดเด็ดขาด ส่วนรองเท้าก็ใช้ตามปกติ ในหัวนี้มีแต่ลมหรือไร โง่ไม่เกรงใจผู้ใด เสด็จแม่ก็ช่างคิดส่งเจ้าไปศึกษาวิชาการแพทย์ ข้าให้สงสารอาจารย์ของเจ้าเสียจริงยายปลาทอง"  

นางก็อยากบอกว่าตนเองสงสารทหารใต้ปกครองของท่านปีศาจกระทิงเช่นกัน แต่...ช่างเถิด เรื่องนี้เสี่ยวปิงจะไม่ยุ่ง ยิ่งพอนางได้เห็นว่ากล่าวจบท่านปีศาจกระทิงก็เร่งลงจากรถม้าแล้วขึ้นม้าจากไปทันที เฉียวปิงเซียวก็ถึงกับกล้าหายใจเต็มท้องเสียที  

...เฮ้อ...  

“ข้าก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นเสียหน่อย เป็นท่านที่พูดไม่กระจ่างแจ้งเอง ว่าแต่ปลาทอง...อิอิ...ปลาทองก็น่ารักอยู่นะ...ดีกว่าปีศาจกระทิงตั้งเยอะ”  

เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ เช่นกันเฉียวปิงเซียวนางก็เป็นเพียงเด็กวัยหกหนาวผู้หนึ่ง ถึงจะมีความคิดเติบโตกว่าเด็กวัยเดียวกัน เพราะถูกมารดาเลี้ยงดูมาอย่างลูกของทหารที่ต้องมีระเบียบมีวินัยนับตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงในยามปิดตาหัวทิ้งลงหมอนนอนหลับนั่นเลยก็ตาม  

...แต่สุดท้ายเด็กก็ไม่รู้จักคิดผูกแค้นต่อผู้ใดอยู่นานข้ามวันข้ามเดือน...เสียเมื่อใดกัน! ...  

"อุ๊ย! ชินหวางเฟยทำอันใดเพคะ?!”  

เสี่ยวเตี๋ยที่ขึ้นมานั่งประจำที่ของตนหลังจากชินหวางจากไปแล้ว แต่พอนางเปิดผ้าม่านออก ภาพที่เห็นก็ทำเอานางถึงกับตะโกนถามออกไปสุดเสียง ดวงตาก็เบิกกว้างค้างเบิกโพลงดังกับไข่เป็ด ก็ผู้ใดจะคาด ผู้เป็นชินหวางเฟยจะกำลังกัดรองเท้าด้วยสีหน้าเคียดแค้นอย่างที่สุด!  

"โอ๊ย! ...อย่ากัดรองเท้าเพคะ...เหตุใดจึงซนเช่นนี้"  

หากเอาศีรษะโขกหลังคารถม้าแล้วตาย เสี่ยวเตี๋ยย่อมไม่รีรอแล้ว เพราะนายน้อยของนางจากชินหวางเฟยบัดนี้กลายร่างเป็นลูกสุนัขแสนซนฟัดอยู่กับรองเท้า หากแม่นมซางมาพบเข้านางตายแน่  

"เสี่ยวปิงเปล่าซน...เสี่ยวปิงแก้แค้นอยู่"  

...คิดอะไรประหลาดอีกเป็นแน่ท่านหญิงหกของเสี่ยวเตี๋ย...  

"ไหน...เสี่ยวปิงมีแค้นใดกับรองเท้าบอกเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ได้หรือไม่"  

เสี่ยวเตี๋ยใช้วิธีเก่าแก่ 'กล่อม' จอมแสบแห่งกระโจมหลวงของซีเป่ยเช่นท่านหญิงหกทันที  

"เสี่ยวปิงมิได้มีแค้นใดกับรองเท้า แต่...มีแค้นกับเจ้าของรองเท้า"  

แล้วที่มาของรองเท้าและแค้นยากจะปล่อยวางของจอมแสบก็ถูกระบายเล่าสู่ให้เสี่ยวเตี๋ยได้ร่วมฟังจนหมดสิ้น พี่เลี้ยงวัยใกล้สิบสี่หนาวนางเริ่มสงสารชินหวางขึ้นมาเล็กน้อย สร้างแค้นกับผู้ใดไม่คิด หาเรื่องเด็กทั้งใต้หล้าชินหวางก็ช่างไม่เลือกไปหาเรื่อง...เฮ้อ...กลับมาสร้างรอยแค้นปลูกต้นโทสะกับท่านหญิงหกเข้าเสียได้...ชะตาท่านคงถึงฆาตเสียแล้วชินหวางหานไท่หมิง!...  

"เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊มีแนวทางแก้แค้นที่สาแก่ใจกว่ามอบให้เสี่ยวปิงจะต้องลำบากมานั่งเอาฟันแทะ สนใจหรือไม่เจ้าคะ"  

ก็หากยามใดที่สองพี่น้องต่างฐานะมีแผนร้ายหาเรื่องสั่งสอนคน เสี่ยวเตี๋ยจะแทนตนเองว่า 'เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊' และเรียกขานนายน้อยของตนเองว่า 'เสี่ยวปิง' แทน 'ท่านหญิงหก' หรือ 'ชินหวางเฟย' ทันที ซึ่งเกรงว่าคราวนี้ก็เช่นกัน  

"สนใจ...สนใจ...เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊เร่งชี้แนะเสี่ยวปิงมาเลย"  

สองนายบ่าวเอาศีรษะมาโขกเข้าหากันซุบซิบอยู่ครู่ คนตัวน้อยก็หัวเราะสาแก่ใจ แล้วส่งสายตาอำมหิตไปยังรองเท้าคู่นั้น มุ่งหมายในใจแน่วแน่...แค้นของเสี่ยวปิงจะนอนใจไปได้เช่นไร...  

ดังนั้นพอชินหวางเฟยตัวน้อยก้าวลงจากรถม้าคราวใด ทุกผู้ซึ่งย่อมไม่นับรวมเสี่ยวเตี๋ยที่ปรึกษาใหญ่ที่ให้คำชี้แนะนายน้อยของนางแก้แค้นชนิดสาแก่ใจไปสามชาติอยู่ด้วย ต่างก็แปลกใจอย่างยิ่งที่เห็นเด็กน้อยเดินกระทืบเท้าตึงตังเสียทุกที่เช่นนั้น  

...หึ...หึ...หึ...ในที่สุดนางก็ได้กระทืบคนชั่วจนสาแก่ใจแล้ว...  

ก็หากมีผู้ใดสักคนที่มีใจหาญกล้ามากพอแล้วอยากรู้อยากเห็นไปหงายรองเท้าคู่สวยของชินหวางเฟยคงได้เป็นลมสิ้นสติ หรือหากขวัญอ่อนสักนิดใจเสาะสักหน่อยคงถึงกับช็อกตาย เพราะใต้พื้นรองเท้าด้านในนั้นข้างหนึ่งมีตัวอักษรคำว่า 'ไท่' และอีกข้างหนึ่งเขียนว่า 'หมิง' เด่นชัดด้วยหมึกสีแดง...  

ส่วนผู้ที่กำลังจินตนาการว่าตนเองได้กระทืบปีศาจกระทิงอยู่ก็แสนจะสุขใจกินข้าวอร่อยนอนก็ฝันดี คอยดูเถิดนางจะทรมานทุกสิ่งที่ท่านปีศาจกระทิงส่งมาให้ ยิ่งคิดเด็กน้อยก็มีแต่สาแก่ใจอย่างยิ่ง!  

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่15

    ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง  แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์  "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย"  ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที  "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!”  ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน!  ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่14

    ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา  ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง  บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้  "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่"  ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง  "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่13

    ตอนที่13"มิได้!"  ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ...  ถูกต้อง! ...  ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง...  หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่  "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน"  ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน  "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน"  หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ  "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!"  ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ  "นางคือศิษย์น้องหกของข้า"  ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที  ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ...  เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่  ...อาจารย์ฮุ่ยเ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่12

    ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที  เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว  ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง  “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ”  เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่11

    ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย  ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด  แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน  "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน"  เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่ 10

    ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ  วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้  เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค  “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้”  ...แควก! ...แควก! ...  สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status