Masuk“ชินหวางเพคะ…ฟ้าจวนสว่างแล้ว เช่นไรทรงไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”
อดไม่ไหวนางจึงขยับเข้าไป หวังว่าจะชวนอีกฝ่ายกลับเรือนไปด้วยกัน ก็อีกเพียงสองวันเขาจะแยกกายไปทัพแล้ว แต่จนป่านนี้นางและชินหวางนอกจากกอดจูบกลับไม่เคยร่วมห้องหอลึกซึ้งกันสักครั้งเช่นนี้ที่นางวางแผนจะมีบุตรหวังยกฐานะตนเอง เช่นนี้แล้วยังจะมีหวังอยู่อีกหรือไรกัน
“อ้อ…หลานเอ๋อร์ เจ้าไปพักเถิด ข้าจะอยู่รอท่านหมอตรวจเสี่ยวปิงอีกครั้งก่อน…ลี่เจิน มาพาพระชายารองกลับตำหนักของนางเพื่อพักผ่อนได้แล้ว”
หานไท่หมิงเรียกนางกำนัลใกล้ชิดของจางหลานเย่มาพานางกลับไปยังตำหนักหลิวหยางของพระชายารองที่อยู่ฟากฝั่งตรงกันข้ามกับตำหนักอิงธาราแห่งนี้ทันที เพราะในใจเขาบัดนี้มันทิ้งเด็กน้อยตรงหน้าไปไม่ได้
“แต่…”
พอนางเจอสายตาที่จับจ้องมานิ่ง ๆ อ่านก็ไม่ออกว่าหานไท่หมิงเขาคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ จางหลานเย่ที่มิใช่คนโง่เขลานางจึงได้สติ คนเช่นชินหวางที่ไม่ชอบที่สุดก็คือสติซึ่งพูดจาหนึ่งคำแล้วไม่รู้ความ เช่นนั้นวันนี้นางจึงรู้ว่าตนเองจำต้องถอยไปก่อน แต่ก็เพียงจะถอยเพื่อรุกฆาตเท่านั้น
...ได้...ในเมื่อนางยั่วยวนด้วยดีสามียังยากจะหลงใหล เช่นนั้นก็คงต้องมีตัวช่วยเสียแล้ว...
“เช่นนั้นชินหวางก็ทรงพักผ่อนด้วยนะเพคะ...หลานเย่ขอตัวเพคะ”
นางย่อเข่าแล้วจึงถอยจากไป หานไท่หมิงมองตามแล้วเม้มริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่ง หากแต่สุดท้ายเขาก็ไม่เอ่ยสิ่งใดหันไปดูหมอหลวงที่วางมือจากการตรวจร่างกายของเฉียวปิงเซียวอีกครั้ง
“ทูลชินหวาง กระหม่อมตรวจอย่างละเอียดเป็นรอบที่ห้าแล้ว…ร่างกายของชินหวางเฟยปกติดีทุกสิ่งพ่ะย่ะค่ะ นอกจากบาดแผลที่ฝ่ามือแล้ว ส่วนอื่นไม่มีส่วนใดบาดเจ็บอีกพ่ะย่ะค่ะ”
ถึงไม่อยากจะเชื่อ แต่นี่ก็ตรวจมารอบที่ห้าแล้วจริง ทว่าภาพที่เขาเห็นนั่นเล่ามันหมายความว่าอย่างไรกัน พลันนั้นเขาก็นึกได้ ตอนนั้นเป็นเฉินเซินที่เตือนไม่ให้เขาหยุดขัดขวางพิธี และดูเหมือนหมอนั่นมันจะรู้ดีถึงหนอนอะไรนั่นไม่น้อย
“เช่นนั้นท่านหมอซูก็กลับไปก่อนก็แล้วกัน หากมีสิ่งใดเพิ่ม เปิ่นหวางจะให้เฟิ่งเหลยไปเชิญท่านหมออีกครั้ง”
รีดเค้นเอาคำตอบจากตาเฒ่าพวกนี้คงมีแต่เรื่องไร้สาระมาป้อนเข้าหูเท่านั้น
“เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา”
พอหมอหลวงจากไป หานไท่หมิงจึงเรียกหลิวฮั่นให้ไปตามหาเฉินเซินมาพบเขาโดยเร็ว เพราะอีกสองวันเขาจะต้องออกเดินทางไปทัพแล้ว ส่วนเฉียวปิงเซียวนั้นนางก็จะต้องออกเดินทางไปสำนักศึกษาวิชาการแพทย์ที่ซั่วหยางในวันเดียวกับที่เขาจะต้องเร่งจัดทัพเช่นกัน เขาจึงจะต้องรู้ให้ได้ว่าหนอนผูกสัญญานี้แท้จริงมันจะให้โทษได้ถึงเพียงใด
พอได้มองเด็กน้อยในยามที่นางหลับเช่นนี้ คำพูดของเฉินเซินก็ย้อนมาให้เขาขบคิดอีกครั้ง ก็อาจจะจริงของหมอนั่น บางทีเขาก็มัวแต่คิดถึงตนเองมากไป นางก็เพียงเด็กโชคร้ายผู้หนึ่งเท่านั้น ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดกับดอกรุ่ยเซียงที่ช่วงท้องแขนของเด็กน้อย
…ข้ามิอาจอยู่ได้หากขาดท่าน…ข้าจะซื่อสัตย์ต่อท่าน…ความอ่อนหวานในรักมั่นคง…
นั่นคือความหมายของดอกรุ่ยเซียงที่หานไท่หมิงพอจะจำได้เมื่อครั้งที่เขาเคยถามพระมารดาว่าเหตุใดพระนางจึงชมชอบดอกไม้ชนิดนี้นัก
“เป็นผู้ใดกันเล่าที่คิดค้นมนตร์ร้ายกาจเช่นนี้ขึ้นมา…หากมันสัมฤทธิ์ผลจริง…ก็ช่างโหดร้ายกับสตรีเกินไปแล้ว”
เขาจับข้อมือเล็กพลิกไปมาซึ่งก็มีรอยปานสีกลีบดอกท้อไม่ต่างกับข้อมือของตนเอง จะมีข้อแตกต่างก็คือของเขานั้นคล้ายจะเป็นเถาบางอย่างถักร้อยรัดรอบข้อมือด้านขวา ส่วนของเฉียวปิงเซียวนั้นเป็นรูปดอกย่อยของรุ่ยเซียงเรียงร้อยรัดจนรอบข้อมือด้านซ้าย
“วันมะรืนนี้ต้องออกเดินทางในยามใด”
เขาเอ่ยถามไม่เจาะจงว่าถามเสี่ยวเตี๋ยหรือแม่นมซาง แต่ย่อมรู้ผู้สมควรตอบย่อมเป็นซางเหนียงจือ แม่นมสาววัยยี่สิบห้านั่นเอง
“ปลายยามเฉินเพคะชินหวาง ทุกสิ่งเตรียมพร้อมแล้ว”
“ดี”
กล่าวเพียงเท่านั้นชินหวางก็ลุกขึ้นจากข้างเตียงแล้วก้าวจากไปไม่มีคำสั่งใดเพิ่มอีก คาดว่าชินหวางเองที่จะต้องเคลื่อนทัพหลวงไปชายแดนในวันมะรืนเช่นกันก็คงต้องไปเตรียมตัวกระมัง แม่นมซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยล้วนคิดเห็นตรงกันราวกับนัดแนะ
ซึ่งพอพ้นกายสูงใหญ่ของชินหวาง เสี่ยวเตี๋ยนางก็ตรงไปนั่งแทนที่คนที่เพิ่งลุกจากไป นางลูบไปตามกายน้อยน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหลั่งริน
“อย่าคิดมากไปเลยเสี่ยวเตี๋ย วันมะรืนนี้พวกเราก็จะจากความวุ่นวายในเมืองหลวงเสียที เพราะที่อันหนิงซานนั้นสุขสงบอย่างน้อยชินหวางเฟยก็จะได้รั้งอยู่ที่นั่นจนกว่านางจะเรียนสำเร็จวิชาการแพทย์ตามที่ไทเฮามีพระประสงค์ ซึ่งอย่างน้อยก็ราวอีกเจ็ดหนาวขึ้นไป”
ได้ฟังเสี่ยวเตี๋ยก็ยิ่งเศร้า เพราะเลี้ยงดูกันมาย่อมรู้เฉียวปิงเซียวนั้นชมชอบการทำอาหารมากกว่าจะไปศึกษาวิชาการแพทย์รักษาคนเช่นที่ถูกไทเฮาบีบบังคับ
“แต่...เฮ้อ!...ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น…นางเพียงหกหนาวเท่านั้น…แต่ทุกผู้ล้วนไม่เคยคิดถึงจิตใจของนางเลย ข้าซึ่งเป็นเพียงสาวใช้บางครั้งยังรู้สึกว่าตนเองมีความสุขกว่าเสี่ยวปิงมากนัก”
ซางเหนียงจือเองก็คิดเช่นนั้น ก็ทำได้เพียงหวังว่าไปซั่วหยางคราวนี้จะดีที่สุดต่อเด็กน้อยผู้น่าเวทนาผู้นี้ที่สุดแล้ว…หวังเท่านี้จริง ๆ …
และแล้วโอกาสของจางหลานเย่ก็มาถึงจนได้ เมื่อคืนต่อมานางได้ทราบว่าชินหวางนั้นกลับมาจากวังหลวงตั้งแต่ปลายยามเว่ยแล้วก็หมกตัวอยู่เพียงภายในห้องหนังสือ จนนี่ก็ใกล้จะเข้าปลายยามห้ายแล้ว ซึ่งแน่นอนว่านางลงมือวางกำยานปลุกกำหนัดเอาไว้ราวหนึ่งชั่วยามก่อน ในยามนี้ก็เพียงนางยกน้ำแกงหวานที่เป็นส่วนผสมอีกครึ่งไปให้เขาดื่ม ราตรีนี้นางก็จะรวบรัดเขาสำเร็จสมดังใจปรารถนาเสียที
"ชินหวางเพคะ"
กายงดงามประคองถาดที่วางถ้วยน้ำแกงหวานจนควันร้อนลอยกรุ่น พร้อมกับน้ำเสียงอันหวานหยดย้อยเรียกให้คนที่กำลังคร่ำเคร่งกับงานตรงหน้าหันเหสายตาขึ้นไปมอง ที่หานไท่หมิงไม่ชอบที่สุดก็คือการไม่รู้การใดเหมาะสม และการใดไม่เหมาะสม จริงอยู่ว่าจางหลานเย่เป็นสตรีซึ่งเขานับว่าพึงใจมากที่สุดในบรรดาหญิงสาวที่เขาพบพาน ทว่าพึงใจย่อมอีกส่วน ในเวลาเขาทำงานล้วนเป็นอีกส่วน
...ให้ตายเถิด บิดามารดาของนางสั่งสอนมาเช่นไรกันจึงไม่รู้ว่าการใดสมควรการใดไม่สมควรเช่นนี้!...
ในอดีตเขาคิดว่าสตรีเช่นจางหลานเย่จะเข้าใจเขามากกว่าสตรีใดเสียอีก แต่ดูได้จากวันนี้ งานเขากองสุมอยู่มากมายแม้แต่เวลาจะสละไปเยี่ยมดูเฉียวปิงเซียวเขายังไม่มี แทนที่นางเป็นพระชายารองจะเห็นใจผู้เป็นสามี ออกตัวไปดูแลพระชายาเอกทดแทน ทว่ากลับไม่เป็นไม่ตามนั้น เพราะนอกจากนางจะไม่สนใจหน้าที่หลัก นางยังถึงขนาดบังอาจมาวางกำยานปลุกกำหนัดให้เขาอีกด้วย
...ต่ำทรามเกินไปแล้ว...
จากความพึงใจที่มีมาหลายหนาวเรียกว่านับจากเขานั้นเริ่มเข้าวัยหนุ่มที่มีให้นางเป็นสตรีเดียวมาตลอด วันนี้ดวงตาที่มองดูจางหลานเย่ผิดไปจากเดิมถึงเจ็ดส่วน
"พวกเจ้าออกไปก่อน หากข้ายังไม่เรียก ใครก็ห้ามเข้ามา"
ทั้งหลิวฮั่นและจงเฟยเจี้ยนพอได้ฟังคำสั่งผู้เป็นนายพวกเขาจึงต่างเร่งรีบออกไป ไม่คิดขัดคอชินหวางและพระชายารองจางทันที ส่วนทางด้านจางหลานเย่นางถึงกับคลี่รอยยิ้มเบิกบานยากจะปกปิดทันที
"ตามมาด้านนี้"
กลับเป็นหานไท่หมิงที่ลุกขึ้นเสียจากเก้าอี้ทรงงานตัวประจำ แล้วย้ายตนเองไปนั่งยังเก้าอี้อีกตัวซึ่งเป็นของหลิวฮั่นในยามที่เขาต้องเข้ามาช่วยงานชินหวางหนุ่ม พอเห็นเช่นนั้นคิ้วโก่งของจางหลานเย่นั้นก็พลันยกขึ้นสูงอย่างไม่เข้าใจทั้งสิ้น
"มานี่สิ"
น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนวันนี้ฟังแล้วไยจึงผิดไปอย่างยิ่ง แต่จางหลานเย่นางไม่มีเวลาคิดมากความไปกันใหญ่ เพราะนางมีแผนการให้ต้องเร่งรีบดำเนินการ โดยที่นางนั้นมิอาจทราบได้เลยว่าบัดนี้ตนเองเดินหมากผิดไปจนมันล่มทั้งกระดานยากจะกู้คืนเสียแล้ว
"น้ำแกงหวานเพคะ"
พอนางนั่งลงบนตักแกร่งก็วางถาดบรรจุถ้วยน้ำแกงหวานลง จากนั้นนางก็เอื้อมไปหยิบถ้วยขึ้นมาบรรจงตักป้อนมารอที่ริมฝีปาก พลันนั้นดวงตาของชินหวางหนุ่มก็สว่างวาบไปด้วยเพลิงโทสะที่สตรีตรงหน้าบังอาจเล่นตลกมาใช้วิธีโสมมนี้กับเขาไปด้วย
...ขนาดข้าเอ็นดูเจ้าจนคิดตบแต่งเข้าตำหนัก เจ้ายังคิดชั่วหวังวางยาปลุกกำหนัด คิดจะมีลูกมายกฐานะตนเองเชียวหรือ?...เสียแรงที่ข้าเอ็นดูเจ้าเกินใคร...จางหลานเย่!...
...หมับ!...
"อ๊ะ!...อื้อ!!!"
ว่องไวเกินกว่าที่นางจะตั้งตัวและสติทัน เมื่อหานไท่หมิงใช้เพียงมือด้านขวาจับบีบตรงคางเรียว จากนั้นก็ออกแรงบีบเต็มที่ พอริมฝีปากของจางหลานเย่นางอ้าออก ถ้วยน้ำแกงหวานที่มีตัวยากระตุ้นเร้ากับควันกำยานก็ถูกเทกรอกลงไปทันที ต่อให้นางดิ้น ต่อให้นางสำลัก บัดนี้หานไท่หมิงกลับไม่ปรานี พอหมดถ้วยเขาก็บีบปากนางปิดบังคับให้นางนั้นกลืนมันลงไปจนหยดสุดท้าย
"เป็นเช่นไร?...อร่อยหรือไม่น้ำแกงหวานที่เจ้าตั้งใจปรุงมาเพื่อข้า!"
เสียงกระซิบนั้นมีผลให้ดวงตาเรียวรีงดงามของพระชายารองจางเปิดกว้างถึงห้าส่วน!...ก็มิคาดตนเองจะถูกจับได้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเช่นนี้
"ชอบหรือไม่ หากเจ้าไม่ชอบสักนิดก็จงรู้เอาไว้ ข้าเองก็ไม่ชอบจนเข้าขั้นเกลียดที่ถูกคนซึ่งมองว่าแต่แรกนางงดงามดีเด่นจนวางใจคิดตบแต่งมาเป็นภรรยา แต่สุดท้ายนางก็เปิดเผยลวดลายว่าที่แท้...เจ้าก็เป็นเช่นสตรีอื่น...มักใหญ่ใฝ่สูงเกินจะรออย่างสงบได้"
หานไท่หมิงนึกไปถึงคำเตือนของพระมารดาทันทีว่าจางหลานเย่นั้นหาได้มีใจรักใคร่เขาจริง ทว่าที่นางทำดีด้วยก็เพียงหวังส่งเสริมตนเองและคนสกุลจางเท่านั้น บัดนี้ผ่านพิธีวิวาห์ยังไปทันพ้นหนึ่งเดือน นางกลับเผยตัวตนแท้จริง ชินหวางหนุ่มโมโหให้แก่ดวงตาอันโง่งมของตนเองยิ่งนัก
"อยากร่วมหอมิใช่หรือ คุกเข่าปรนนิบัติข้าเดี๋ยวนี้!"
จางหลายเย่ที่เพิ่งรู้ว่าตนเองนั้นได้คว่ำหมากกระดานงามจนยับเยินด้วยสองมือและหนึ่งดวงใจที่ร้อนเกินไปก็เสียใจอย่างยิ่ง ทว่านางนั้นเป็นสาวงาม แล้วชั่วชีวิตนางก็ยังไม่เคยพบพานบุรุษฉกรรจ์ใดนั้นต้านทานหญิงงามได้เพียงหนึ่ง เช่นนั้นเมื่อชินหวางสั่งให้นางปรนนิบัติเขา นางล้วนยินดี เพราะคิดว่าอีกฝ่ายให้โอกาสที่สองโดยมิทราบเลยว่า หานไท่หมิงกำลังทดสอบนางเป็นด่านสุดท้ายก่อนจะตัดใจ!
ปลายนิ้วเรียวงามกรีดวนเวียนลูบไล้ยั่วยวน ส่วนสะโพกอวบอัดก็บดขยี้ลงบนท่อนลำที่เริ่มผงาดไปตามอารมณ์ผู้เป็นเจ้าของ ที่มิใช่เกิดจากถูกฤทธิ์ของกำยานราคะ ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้ดื่มตัวยาผสมในถ้วยน้ำแกงหวาน แต่ที่มันผงาดก็เป็นไปตามธรรมชาติของบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่มีสาวงามมายั่วยวนกวนราคะก็เท่านั้น ส่วนจางหลานเย่พอนางพบว่าร่างกายของอีกฝ่ายต้อนรับสัมผัสของตนเองเช่นนี้ นางจึงลงมือร่ายลีลาที่ตนเองฝึกฝนและเรียนรู้จนแจ้งแก่ใจในทุกจังหวะและจุดอ่อนไหวของบุรุษลงไปเต็มที่ หวังจะผูกมัดชินหวางให้เขาคลั่งในรสสวาทที่นางกำลังจะปรนเปรอให้เขา
"หลานเย่ผิดไปแล้ว ชินหวางได้โปรดอภัยให้หลานเย่เถิดเพคะ"
ปากอวบอิ่มกล่าววาจา ส่วนปลายนิ้วกลับเร่งกรีดกรายลีลาด้วยมือเรียวสวยข้างซ้าย ส่วนข้างขวานั้นนางหันไปเร่งปลดสายรัดเอวของชินหวางออก ก่อนจะขยับล้วงลงไปจนเจอกับความแข็งขึงที่มีขนาดยิ่งใหญ่กว่า 'ท่านอาจารย์' ผู้เคยสั่งสอนวิชาเสพสมให้กับนางในอดีต
"หลานเย่จะปรนนิบัติชินหวางเป็นการไถ่โทษนะเพคะ
มิพูดเปล่า ทว่าจางหลานเย่นางยังขยับกายลุกขึ้นไปสลัดเสื้อคลุมที่นางสวมปกปิดร่างกายเอาไว้แค่ชิ้นเดียวตั้งแต่แรกที่เข้ามาในห้องนี้ออกไป จากนั้นนางก็ค่อยทรุดกายอวบอัดลงไปนั่งคุกเข่า แทรกเข้าไปยังระหว่างขาที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ของผู้เป็นพระสวามี มือนุ่มนิ่มลูบไล้จากโคนขาแกร่ง จนกายสูงใหญ่หอบสะท้านเกร็งตัวรับความเสียวซ่านสุขที่ผู้เป็นชายากำลังจะปรนเปรอให้ทันที สองมือของหานไท่หมิงกำแน่น ซึ่งหากจางหลานเย่นางจะมีสติรู้คิดสะดุดใจสักนิดกับอาการไม่ยอมแตะต้องร่างกายของนางเลย มีแต่ปล่อยให้นางเป็นฝ่ายแตะต้องเขาแค่ฝ่ายเดียวอยู่บ้าง นางอาจจะพอกลับตัวได้ทัน ทว่าบัดนี้ฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดผสานไปกับกลิ่นกำยานราคะจนนางหน้ามืดตามัวไปหมด จึงไม่รับรู้อันใดอีกนอกจากคิดจะร่วมเสพกามาสนองอารมณ์ใคร่ของตนเองเท่านั้น!
ซึ่งนางก็มิทำให้คนที่อยากเพียงปลดปล่อยไปตามธรรมชาติของบุรุษได้รอนานนัก หลังจากนางปลดกางเกงเขาพ้นลงต่ำ ก็เร่งส่งริมฝีปากอิ่มแย้มออกเมื่อท่อนลำของบุรุษถูกนางดึงออกมาให้พ้นกางเกง ปลายลิ้นนุ่มกรีดแซะไปตามรอยหยักด้วยความชำนาญการและคุ้นเคย
"โอ๊ะ!"
หานไท่หมิงปล่อยอารมณ์ให้นางลงมือไปอย่างสะดวก บัดนี้ใบหน้าหล่อเหลานั้นเชิดขึ้น ทว่ากลับกัดริมฝีปากตนเองเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยเสียงใดออกมาทั้งสิ้น ต่อให้เขาถูกลิ้นร้ายล่อลวงด้วยความเสียวซ่านรุนแรงพุ่งเข้าถาโถมทันทีที่นางสัมผัสส่วนอ่อนไหวที่สุดของบุรุษก็ตาม
...ก็เพียงปลดปล่อยกำหนัดเท่านั้น หาใช่การร่วมรัก!...
พอสุดจะอดทนเขาจึงกระชากต้นแขนเรียวของจางหลานเย่ให้ลุกขึ้นมาใช้ช่องทางคับแคบรีดเค้นตัวตนของเขาแทนริมฝีปากนั่นเสีย เพราะหากช้าอีกเพียงนิดเขาได้ระเบิดสายธารแห่งชีวิตใส่ปากอิ่มยั่วยวนนั้นแน่แท้ ซึ่งจางหลานเย่นางนั้นมีหรือจะขัดใจผู้เป็นชินหวางไปได้ เพราะตัวของนางเองก็กำลังต้องการความแข็งขึงนี้เข้ามาเติมเต็มแล้วเช่นกัน
"อาห์...”
“อ๊า..."
สองเสียงผสานในยามที่กายงดงามล่มเมืองเข้าครอบครองกลืนกินท่อนลำของบุรุษ นางก็เอาแต่ใจตนเองทันทีเร่งขยับโยกรุนแรงลืมรักษากิริยาไร้เดียงสาอ่อนหวาน เพราะถูกฤทธิ์ราคะดำมืดกลืนกินสติไปหมดไม่มีเหลือ และยิ่งนางเร่งจังหวะอารมณ์ของนางก็ยิ่งคุกกรุ่น น้ำหวานหยาดเยิ้มนับตั้งแต่นางได้เริ่มวางแผนกำราบบุรุษนั่นแล้ว
ยิ่งนางขยับควบขี่ ในหัวของนางกลับมีแต่ภาพของนางกับ 'ท่านอาจารย์เนี่ย' ผู้ช่ำชองกำลังร่วมรักดุดันสนองราคะต่อกัน มิใช่นางที่กำลังขยับโยกอยู่บนท่อนลำของผู้เป็นพระสวามีที่นั่งแข็งทื่อให้นางร่ายรำขยับโยกลงแรงแต่เพียงผู้เดียวเลยสักน้อย นั่นจึงยากเย็นที่นางจะไม่กรีดร้องเรียกชื่อผิดคนออกมา
"...อ๊า...อาจารย์..อ๋า...ท่านอาจารย์เนี่ย...อ๋า...ซี้ด..."
ชื่อของบุรุษอื่นนั้นกลับยิ่งตอกย้ำกับหานไท่หมิงว่า สตรีผู้ที่เขาคิดฝากหัวใจแต่แรกนั้นความจริงนางเป็นคนเช่นไรยิ่งเพิ่มพูนน้ำหนัก อีกทั้งลีลาช่ำชองที่บอกชัดเจนว่านางหาใช่สาวบริสุทธิ์ ต่อให้เขามิใช่คนดี และไม่เคยถือเรื่องเหล่านี้ ทว่ากับสิ่งที่จางหลานเย่เปิดเผยอีกตัวตนในมุมลับอันดำมืดออกมา ทำให้เขาต้องถอยห่างแล้วมองนางใหม่อีกคราว
...โกรธย่อมไม่น้อย...แค้นที่นางหลอกลวงคงยิ่งมากกว่า ทว่า...เขากับพี่ชายของนางยังต้องร่วมออกรบ...เช่นนั้นนางยังตายในเวลานี้ย่อมไม่ได้...
"เงียบเถอะ!"
เมื่อยังมิอาจประหารนางสนองเพลิงโทสะไปได้จึงตวาดให้นางเลิกกรีดร้องส่งเสียงน่ารำคาญนั่นเสีย หาไม่เขาบันดาลโทสะหักคอนางตายลงแผนที่วางจะผิดไปหมด
คนซึ่งกำลังบ้าคลั่งในกามราคะ นางจึงปิดปากลง แต่หันไปเร่งส่งเอวลงทุ่มสะโพกลงไปกระแทกจังหวะรุนแรงเอาแต่ใจทุกครั้ง หวังจะไปแตะปลายทางแต่โดยไว พอมองใบหน้าเยือกเย็นของผู้เป็นเจ้าของท่อนลำที่นางอาศัยระบายอารมณ์ จางหลานเย่ก็แทบสิ้นแรงใคร่ เลยจำต้องหลับตาแล้วนึกไปภาพของบุรุษคนแรกที่สั่งสอนนางให้ได้รู้แจ้งในกามราคะสุขสมเสียแทน
นางนึกเอาแค่เพียงว่าที่ตนเองกำลังขยับโยกส่ายไหวอยู่ในยามนี้นั่นคือเขา จึงส่งให้นางพุ่งไปแตะขอบสวรรค์รวดเร็วกว่าทุกครั้งที่นางเคยร่วมรักกับบุรุษอื่นที่มิใช่ 'ท่านอาจารย์เนี่ย' หรือบางทีครั้งนี้อาจจะเป็นเพราะนางถูกฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเข้าครอบครองสติก็เป็นไปได้ จึงปลดปล่อยอารมณ์ใคร่ระเบิดตัวตนไปพร้อมกันกับหานไท่หมิงดังแผนที่นางวางเอาไว้ตั้งแต่แรก
"อ๊า...อ๊า...ซี้ด..."
นางกรีดเสียงแหลมกรอกหูของหานไท่หมิงจนเขาถึงกับบิดริมฝีปากชิงชังผสานสมเพช ทว่าก็ยากจะคาดเดาว่าเขาสมเพชตนเองหรือสมเพชนางกันแน่ แล้วเมื่อนางสุขสมก็ยิ่งบดเบียดบีบรัดสายธารแห่งชีวิตออกมาสุดลำรัก หวังแค่เพียงว่านางจะได้ลูกมาสักหนึ่งคนในระหว่างที่เขาจะต้องไปทัพ
...โครม!...
"กรี๊ด!..."
เกินจะคาด เพียงลมหายใจของหานไท่หมิงกลับมาสงบ เขาก็ผลักนางจนกระเด็นลงไปนั่งกองกับพื้น แล้วก็จับเหวี่ยงอาภรณ์มาคลุมกายของนางก่อนที่เขาจะก้าวปึงปังจากไป
จางหลานเย่นางมึนไปหมด มิอาจทราบถึงกิริยาที่เปลี่ยนแปลงไปของบุรุษที่ครั้งหนึ่งเขาดูจะรักนาง ถนอมนาง เอาใจนาง ซึ่งคิดได้อีกไม่ถึงครึ่งเค่อต่อมา อาการของยาปลุกกำหนัดก็เข้ากัดกินสติของนางอีก ดังนั้นตลอดราตรีที่จางหลานเย่วาดความฝันว่าจะร่วมหอสุขสมกับพระสวามีหล่อเหลาจึงพังทลายลงแต่เพียงเท่านั้น
ด้วยหลังจากนั้นนางก็ถูกเหล่านางกำนัลกว่าสิบนางพาไปนอนแช่ในถังน้ำสมุนไพร ซึ่งกว่าจางหลานเย่จะรู้แจ้งว่าน้ำถังนั้นเป็นหานไท่หมิงที่กำชับให้มีแต่สมุนไพร 'พิเศษ' สำหรับเอาไว้ใช้กับนางสนมที่องค์จักรพรรดิร่วมหลับนอน แต่ไม่ทรงอยากมีสายเลือดติดท้องพวกนางได้ทั้งแช่และดื่มก็ผ่านไปยาวนานอีกถึงเก้าหนาว!
...ท่านมันช่างอำมหิตยิ่งนักชินหวางหานไท่หมิง!...
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







