Masuk...อีกด้านของเมืองหลวงหนานสุ่ยในอีกหลายสิบวันต่อมา...
ในตรอกหนึ่งที่มีอารามเก่าโทรมตั้งอยู่สุดตรอกด้านทิศใต้ของเทียนคงเฉินกลับมีเงาร่างงดงาม แต่มีหมวกผ้าปกปิดใบหน้าเดินดูระแวงระวังภัยตลอดทาง จนถึงบ้านหลังหนึ่งก่อนจะถึงตัวอารามเก่า นางก็แทรกกายเข้าไปในประตูขนาดเล็กแล้วหายลับ ดังเมื่อครู่ไม่เคยมีผู้ใดเดินเข้ามาในตรอกมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น
"ท่านอาจารย์เนี่ย"
สตรีนางนั้นก้าวเข้ามาในบ้านที่ภายนอกก็เป็นเพียงเรือนหลังเล็กแสนจะธรรมดา หากทว่าภายในกลับสะอาดเอี่ยม พอกายงดงามก้าวเข้าเรือนก็พบกับบุรุษ ถึงเขาร่างกายกำยำ หากแต่กลับพอกหน้าด้วยแป้งจนขาว และยิ่งดูขาวซีดขึ้นไปอีกเพราะสีแดงเข้มที่ริมฝีปากเรียวบางงดงามราวอิสตรี พอได้ยินเสียงเรียกขาน กายของบุรุษที่วัยราวสามสิบหนาวซึ่งกำลังตัดตกแต่งกิ่งของดอกไม้ในกระถางสวยงามอยู่ด้วยกิริยางามสง่าอย่างสตรีชนชั้นสูงมากกว่าจะเป็นบุรุษก็ชะงักมือไปเล็กน้อย
“อ้อ…มาแล้วเช่นนั้นหรือ...วันนี้เจ้าล่าช้าไปสามเค่อ”
เขากล่าวทั้งที่มิได้หันกลับไปมอง แต่เพียงเขาได้ยินน้ำเสียงของนางก็จดจำได้ว่าผู้ที่มาหานั้นคือผู้ใด เพราะวันนี้เขานัดไว้ก็เพียงนางเดียว
“หน้าที่ใหม่ของเจ้าในช่วงที่ชินหวางไปทัพอยู่ในซองบนโต๊ะด้านนั้น”
นิ้วเรียวสวยชี้ไปบนโต๊ะที่ริมหน้าต่าง จางหลานเย่เดินไปหยิบแล้วเปิดออกอ่านเพียงครู่นางก็เผาทิ้งไปเพราะจำได้ขึ้นใจว่านางมีหน้าที่ใดต้องไปกระทำต่อจากนี้
“เขา…ร่วมหอกับเจ้าแล้วถูกต้องหรือไม่”
ผู้สูงวัยกว่าเอ่ยถามน้ำเสียงเนิบช้า คล้ายกับคำถามที่ตนเองเอ่ยนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องบนเตียงและเรื่องในห้องหอของชาวบ้านเขากระนั้น
“เจ้าค่ะ แต่…เขาระวังตนเองอย่างดี...มิให้โอกาสข้าได้อุ้มท้องสายโลหิตเลยสักครั้ง”
ถึงนางและชินหวางมีสัมพันธ์ทางกายต่อกันแล้วตามแผนการของนางเอง แต่ทว่าเขากลับระวังตนเองอย่างดีไม่เคยให้โอกาสนางได้ร่วมหลับนอนกับเขาอีกเลยนับจากราตรีนั้นในห้องหนังสือซึ่งก็เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น มันย่อมจะทำให้นางตั้งครรภ์มิได้เสียเป็นแน่ เสแสร้งปั้นแต่งไปยั่วยวนเขาอีกในวันต่อไปก่อนชินหวางจะไปทัพ ทว่านอกจากไม่ให้ความร่วมมือแล้วเขายังมองนางด้วยสายตาแปลกไป
ต่อให้นางอ้อนวอนขอโทษที่บังอาจไปล่วงเกินวางยาเขา โดยการแอบอ้างว่าเป็นเพียงตนเองเห็นเขาดูตึงเครียดจึงหวังช่วยผ่อนคลายให้เขาเท่านั้น ทว่าหานไท่หมิงก็นิ่งดังร่างกายส่วนนั้นมันใช้การไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้นางยั่วยวนเขาเพียงใดเขาก็กล่าวเพียงยังไม่พร้อมให้นางมีบุตรในยามนี้ นั่นจึงหมายความว่าแท้จริงชินหวางมิได้รักใคร่นางจากใจจริงแม้แต่น้อยดังที่นางเคยเข้าใจ ยิ่งพอนางตรงเข้าไปเล้าโลมเขาเอง กลับเป็นเขาลุกหนีแล้วออกจากตำหนักหายไปไม่กลับมาค้างที่ตำหนักจวบจนออกเดินทัพหลวงไปแล้วในหลายวันก่อน นี่จึงยิ่งทำให้นางร้อนใจเหลือเกิน
“ระวังอย่างดีแล้วเช่นไรขอเพียงเจ้าตั้งครรภ์ในเวลาที่เหมาะสม เจ้าเด็กโง่ผู้นั้นมันย่อมไม่ระแวง”
มุมปากสวยยกโค้งงดงาม ดวงตาสวยที่หรี่แคบบังดวงตาสวยราวนางพญาหงส์เอาไว้อยู่สามส่วนยากจะคาดเดาว่าตัวแทนนายหญิงใหญ่ผู้นี้กำลังคิดแผนร้ายใดออกมาอีก ซึ่งจางหลานเย่นางหรือจะกล้าเอ่ยว่าตนเองนั้นทำงาน 'ผิดพลาด' ไปหมดให้ตนเองเดือดร้อน เรื่องเช่นนั้นนางไม่พูด ชินหวางไม่เอ่ย ผู้อื่นมีหรือจะรู้แจ้ง
“กลับไปได้แล้ว ขอเพียงเจ้าทำเช่นไรก็ได้ให้ในครรภ์ของเจ้ามีเด็กก่อเกิดในเวลาที่เหมาะสม พี่ชายของเจ้า…บิดาของเจ้า…ไม่สิ…สกุลจางของเจ้าย่อมปลอดภัย ต่อให้แผ่นดินหนานสุ่ยจะถล่ม หรือท้องฟ้าแห่งเทียนคงเฉิงนี้จะทลาย สกุลจางของเจ้าย่อมไม่เดือดร้อนอย่างแน่นอน”
นั่นหมายความว่าเขาต้องการเพียงให้นางตั้งครรภ์เท่านั้น ที่เหลือเขาและนายหญิงใหญ่ย่อมจัดการปัญหาต่อไปได้เอง ซึ่งสำหรับจางหลานเย่แล้วก็เพียงไปหาผู้เหมาะสมสักคนมาร่วมหลับนอน อาจเป็นทาสชายสักคนมาช่วยให้นางสาสมใจ จากนั้นก็สังหารไปเสียเพียงเท่านี้มิใช่จะยากเย็น
“หลานเย่ทราบแล้ว”
นางจึงย่อกายรับคำสั่งไม่มีเกี่ยงงอนทั้งสิ้น ทั้งที่ใจจริงนางอยากให้เป็นเขาที่เข้ามาสานความฝันของนางสร้างเด็กทารกสักหนึ่งคนให้บังเกิด ก็...รสเสน่หาจากชายใดก็มิเท่า...ท่านอาจารย์เนี่ยผู้นี้เลยสักคน...
“อ้อ…คนของเจ้าคราวหลังก็จงควบคุมพวกมันให้ดีสักหน่อย อย่าให้เหตุเช่นตำหนักไทเฮาเกิดขึ้นอีก…เฉียวปิงเซียวจะตายหรืออยู่นั้นอยู่ที่นายหญิงใหญ่นางจะบัญชาเท่านั้น คนเช่นเจ้าเอาวาสนาใดมาสังหารนางกัน...หากเจ้ายังฉลาดก็อย่าได้ไปแตะต้องธิดาแห่งเทวะอีก หาไม่...เจ้าย่อมรู้ดีใช่หรือไม่...หึ...หึ...หึ...”
ในยามที่บุรุษก็ไม่ใช่สตรีก็ไม่เชิงหันเหสายตามาจับจ้องที่นาง จางหลานเย่ถึงกับแข้งขาอ่อนแรงทรุดลงทันที นางเร่งโขกศีรษะเอ่ยคำขอโทษวิงวอนร้องขอความเมตตาด้วยกิริยาปากซีดปากสั่นจนแทบฟังไม่ได้ความ
“ขออภัยเจ้าค่ะท่านอาจารย์เนี่ย! ...หลานเย่โง่เขลาดูแลบ่าวไม่ดี ขอท่านอาจารย์เนี่ยได้โปรดเมตตาละเว้นหลานเย่สักครั้ง..."
กายสูงสง่าก้าวเดินเนิบช้ามาหยุดอยู่ด้านข้างของกายงดงามที่ยังสั่นเทางันงก สายตาที่จับจ้องนั้นก็คล้ายจะสมเพชเล็กน้อย เพราะในสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ใช้งานคนเช่นจางหลานเย่มาไม่น้อยเช่นเขา เต็มที่นางก็เป็นได้เพียง...สุนัขโง่งมตัวหนึ่งเท่านั้น สิ้นค่าก็สังหารทิ้ง หากยังพอมีค่าให้ได้ใช้งานต่อก็ป้อนกระดูกให้มันสักนิด...เท่านั้นจริง ๆ ...
"มิเป็นไร...ขอเพียงบ่ายวันพรุ่งนี้เจ้าทำหน้าที่ให้ดี...นายหญิงใหญ่นางกล่าวว่าโทษทั้งหลายที่เจ้าแอบทำลับหลังจะยกให้จนสิ้น...หึ...หึ...หึ..."
กล่าวจบกายนั้นก็ก้าวจากไปเนิบช้า บอกแก่จางหลานเย่ว่าจงจากไปได้แล้ว พระชายารองจึงเร่งเร้นกายหลบคนติดตามของชินหวางแอบกลับเข้าตำหนักได้ด้วยดีและปลอดภัยอีกคราว...
ผู้ถูกเรียกขานว่า 'ท่านอาจารย์เนี่ย' มองตามไปแล้วริมฝีปากสีแดงสดนั้นก็กดรอยยิ้มแสนจะเจ้าเล่ห์ร้ายเหลือแสน ติดตาม 'นางทาส' ในกำมือตนเองไปจนลับสายตา...หึ!...มนุษย์ก็เท่านี้ มีสิ่งยั่วยวนเข้าหน่อยแม้แต่วิญญาณตนเองก็ยินดีจะขายแล้วนับประสาอันใดกับพี่น้องหรือบิดามารดาของตนเองกันเล่า...
...และในช่วงบ่ายของอีกวันต่อมา...
ที่เหลาอาหารขนาดกลางทางฟากฝั่งประตูด้านทิศเหนือของเทียนคงเฉิงในช่วงปลายยามเว่ย ผู้คนไม่ได้แน่นขนัดเช่นเหลาอาหารขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ทว่าก็เพราะเป็นเช่นนี้ จางหลานเย่นางจึงเลือกสถานที่เช่นนี้พบปะพูดคุยกับใครบางคนตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากท่านอาจารย์เนี่ย
"นายท่านซู..."
นางขยับกายลุกขึ้นทันทีเมื่อบุรุษร่างกายกำยำเช่นชนเผ่านอกด่านเดินเข้ามาภายในห้องที่ถูกจัดเอาไว้เป็นพิเศษ สายตาของบุรุษวัยต้นสามสิบหนาวสำรวจกายงดงามแล้วจึงแย้มยิ้มพึงใจ นับว่าคนผู้นั้นช่างจัดหญิงงามมาต้อนรับเขาได้ถูกใจอย่างยิ่ง
"ลำบากแม่นางจางแล้ว"
ดวงตาคมกล้านั้นเอาแต่จับจ้องดวงหน้างดงามล่มเมืองของสตรีผู้มาต้อนรับไม่ยอมวาง วันนี้จางหลานเย่ผู้รับมอบหน้าที่สำคัญมาจากท่านอาจารย์เนี่ย นางนั้นแต่งกายด้วยอาภรณ์อันแสนจะเย้ายวน ด้านหลังของนางนั้นยังมีสาวงามอีกสามนางจัดเตรียมเอาไว้รอ 'นายท่านซู' ผู้นี้ หรือแท้จริงเขาก็คือท่านข่านน้อยซือถูสิงแห่ง 'เผ่าซูปี้' หนึ่งในเผ่าสามเผ่าทรงอำนาจที่สุดของแดนเหนือผู้ชมชอบที่สุดก็คือ ‘สาวงาม’
"นายท่านซูกล่าวเกรงใจไปแล้ว...เชิญด้านในเจ้าค่ะ"
นางเดินนำเขาไปยังห้องอีกด้านที่แน่ใจว่าทุกความลับในวันนี้จะไม่มีทางหลุดรอดออกไปถึงคนของหานไท่หมิงและหานไท่สืออย่างเด็ดขาด!
อาภรณ์ที่บางพลิ้วแล้วยังเน้นอวดโฉม สองปทุมถันอวบอูมทำเอาบุรุษผู้มากราคะแทบจะไม่อยากเจรจาการสำคัญที่ตนเองถูกบิดามอบหมายมาให้เอาเสียเลย เพราะภายในศีรษะของเขาบัดนี้เต็มไปด้วยภาพร่วมเสพสวาทกับหญิงงามผู้มีจริตมารยายั่วราคะไปหมด เช่นนั้นเขาจึงไม่รีรออีกต่อไป พอประตูถูกปิดจึงโถมกายเข้ากอดรัดกายโฉมสะคราญทันที
"ว้าย! ...ท่านข่านน้อยผิดแล้ว หม่อมฉันมีหน้าที่เพียงเจรจา ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ"
จางหลานเย่ที่มีหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนของท่านอาจารย์เนี่ยนั้นแตกตื่นตกใจ เพราะมิคาดท่านข่านน้อยผู้นี้จะมากราคะจนไม่สนใจการเจรจาสำคัญก่อน แต่คิดจะเสพสมทันทีเช่นนี้
"ไม่เอาน่า ท่านอาจารย์เนี่ยเขาส่งเจ้ามาเช่นนี้ก็หมายความว่าข้าสามารถเจรจาบนเตียงกับเจ้าได้ อย่าดีดดิ้นจนเกินงามไป"
กล่าวจบกายสูงใหญ่เช่นนักรบก็ผลักนางพลิกไปจนติดกับผนังห้องแล้วโถมกายตามเข้ามาบดเบียดกายของนางจนแทบฝังไปกับผนังห้องชั้นใน จากนั้นเขาจึงกดล็อกมือสองข้างของนางพิงกับผนังจนมิอาจขยับต่อสู้ผลักไส แล้วบดริมฝีปากที่หนาของเขามาบนริมฝีปากของนาง จากนั้นก็พยายามเอาลิ้นดุนให้นางอ้าปากออก จางหลานเย่ตกใจและยิ่งแตกตื่น มิคาดจะถูกข่มเหงเช่นนี้ นางจึงพยายามหลบหน้าหนีไม่ให้ท่านข่านน้อยมากราคะได้จุมพิตนางสมใจ
“ไม่เอาน่าเหม่ยเหริน หากนายท่านของเจ้าทราบว่าเจ้าขัดใจข้าย่อมหาใช่เรื่องดี”
กล่าวเตือนสตินางชิดใบหูขาวจบเขาก็กัดลงไปที่ลำคอระหง สองมือก็ตรงเข้าบีบขยำสองเต้าอวบงามที่เขาสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น จางหลานเย่มิคาดตนเองจะถูกท่านอาจารย์เนี่ยขายกันเช่นนี้ก็ถึงกับตาเหลือกลานทันใด
…บัดซบ! ...
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







