LOGINแล้วก็มาถึงช่วงเช้าของวันที่สามหลังงานวิวาห์ ซึ่งได้เวลาที่หานไท่หมิงจะต้องพาพระชายาทั้งสองเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิตามราชประเพณีของชาวหนานสุ่ย แล้วเป็นเช่นเดิม วันนี้มีรถม้ามารอที่หน้าตำหนักสองคันดังกับวันที่เกี้ยวเจ้าสาวสองหลังมาเทียบที่หน้าตำหนักชินหวางแห่งหนานสุ่ย มิต้องคาดเดาให้เหนื่อยเฉียวปิงเซียวเด็กน้อยนางก็รู้ตัวดีว่าตนเองจะต้องไปนั่งคันที่เล็กกว่า และคงมีเพียงเสี่ยวเตี๋ยกับแม่นมซางเท่านั้นที่ร่วมนั่งไปด้วยกัน
...แต่ย่อมดีอย่างยิ่ง นางล้วนพึงใจเหลือเกิน...
เด็กน้อยกลับคิดในใจด้วยชมชอบและยิ่งกว่ายินดี เพราะชินหวางสำหรับนางแล้วตัวโตราวยักษ์ เพียงเขานั่งร่วมด้วยนางอาจต้องถูกเบียดจนแบนดังผักดองตากแห้งเสียเป็นแน่ ให้พี่สาวคนงามแบนไปผู้เดียวย่อมดีกว่า เด็กน้อยมองสวามีตัวโตอุ้มพี่สาวคนงามขึ้นรถม้าด้วยสายตาไม่เข้าใจนัก เพราะตลอดมานางก็เห็นพี่สาวเดินเหินได้ปกติ เพียงจะก้าวขึ้นรถม้าเองคงไม่น่าจะยาก ไม่เหมือนตนเองที่ขานั้นสั้นกว่ามาก ไยชินหวางเลือกปฏิบัติเช่นนี้
"ชินหวางเฟย ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ"
เป็นเฉินเซินนั่นเองที่เข้ามาจับเอวเล็กยกส่งขึ้นไปบนรถม้า เพราะเห็นนางยืนมองชินหวางที่หายขึ้นไปแล้วสั่งคนออกเดินทางทันทีไม่รอพระชายาเอกเลยสักนิด
"ลำบากเฉินเก่อเกอแล้ว"
เด็กน้อยฉีกยิ้มแต้ขอบคุณจากใจ นั่นเองรถม้าคันเล็กจึงได้เคลื่อนออกเดินทางเข้าวังเสียที คันหนึ่งยิ่งใหญ่โอฬาร อีกคันกลับเล็กเสียจนดูย่ำแย่ แต่เฉียวปิงเซียวก็หาใส่ใจแม้แต่น้อย นางยังคงชะโงกหน้าออกไปดูชมบรรยากาศสองข้างถนนด้วยใบหน้าแจ่มใส ซางเหนียงจือนั้นแลเห็นแล้วก็ทำได้เพียงระบายลมหายใจหนักอก ไม่อาจทราบได้ว่าเด็กน้อยจะปลอดภัยในตำหนักชินหวางไปอีกกี่วันกัน เห็นทีนางคงต้องทูลบางสิ่งก่อนจะสายเกินไป เพราะเด็กน้อยใสซื่อจะไปเอาปัญญาใดไปต่อกรกับอสรพิษร้ายในคราบนางเซียนเช่นจางหลานเย่ผู้นั้นได้กันเล่า
ดังนั้นแล้วเมื่อทั้งหมดมาถึงตำหนักเรียบร้อย และเสร็จพิธียกน้ำชาเสิ่นลี่เหยาตามธรรมเนียมต้อนรับสะใภ้ใหม่เข้าร่วมสกุล นางจึงมองจางหลานเย่ด้วยสายตาพินิจ แต่มองกี่ครั้งภายใต้หน้ากากหญิงงามคนที่ผ่านศึกแย่งชิงมาหลายสิบหนาวเช่นพระนางมีหรือจะมองไม่ออกถึงความทะยานอยากของจางหลานเย่ไปได้
...อสรพิษย่อมเห็นเกล็ดของอสรพิษพวกเดียวกันมิผิดไป...
"ชินหวาง อีกสักเก้าวันเปิ่นกงจะส่งเสี่ยวปิงไปศึกษาวิชาการแพทย์ที่ซั่วหยางกับท่านอาจารย์เสวี่ย เจ้าไม่ติดขัดปัญหาใดใช่หรือไม่"
เพราะความไม่พึงใจกับสะใภ้เช่นจางหลานเย่ องค์ไทเฮาจึงแทนตนเองอย่างห่างเหินและเป็นทางการ หานไท่หมิงที่ตลอดมามารดาอุ้มพี่ชายโอ๋ ถึงภายนอกเขาคือจอมทัพผู้แกร่งกล้า ทว่าภายในเขาก็คือคนหนุ่มเลือดร้อนธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น พอมาพบว่าการกลับเมืองหลวงครานี้พระมารดาหรือแม้แต่พี่ชายเช่นองค์จักรพรรดิต่างเปลี่ยนไป แล้วมีเด็กน้อยเช่นเฉียวปิงเซียวโผล่มาแทรกกั้นอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสามเช่นนี้ เขาจึงยกความไม่ถูกต้องนี้ไปให้เด็กน้อยไม่รู้ความผู้หนึ่งอย่างไม่คิดละอายใจทั้งสิ้น
ก็หากวันนี้ไม่มีนาง ป่านนี้เขาคงชื่นมื่นกับหญิงคนรักไปแล้ว มิใช่เป็นเพียงเจ้าบ่าวที่ยังมิได้ลิ้มรสน้ำผึ้งในราตรีเข้าหอเลยสักเพียงหนึ่งหยดเช่นนี้ โดยที่เขาคงจะลืมเลือนไปว่าหากไร้เฉียวปิงเซียว คนเช่นมารดาของตนเองที่ไม่พึงใจสตรีเช่นจางหลานเย่สุดท้ายพระนางก็จะหาวิธีดึงสตรีซึ่งตนเองพึงใจมาจับยัดเยียดแทรกกลางระหว่างบุตรชายสุดรักสุดหวงอยู่ดี
"ก็หากอาหมิงมีข้อติดขัด เสด็จแม่ก็จะไม่ส่งนางไปหรือไรเล่า?"
คำตอบจึงกวนอารมณ์สตรีสูงวัยอย่างยิ่ง ทว่ามีหรือเสิ่นลี่เหยานางจะเปิดเผยอารมณ์เกรี้ยวกราดให้ 'คนนอก' ได้พบเห็นโดยง่าย นอกจากจะเพียงกดรอยยิ้มมุมปากมิได้แผ่ขยายไปจนถึงดวงตาเท่านั้น
"คำตอบนั้นเปิ่นกงคาดว่าชินหวางย่อมรู้แจ้งแก่ใจตนเองดีกว่าผู้ใดมิใช่หรอกหรือ?"
ส่วนจางหลานเย่นั้นกลับดีใจเพิ่มพูน เพราะการที่เฉียวปิงเซียวนางถูกส่งไปไกลถึงพระราชวังคิมหันตฤดู (คิม-หัน-ตะ-รึ-ดู) ที่ซั่วหยาง หากนางลงมือสังหารนางเด็กมารขวางความก้าวหน้าของตนเอง ย่อมง่ายดายขึ้นไปอีกหลายส่วนแน่นอน
ส่วนเฉียวปิงเซียวต่อให้พวกผู้ใหญ่ทั้งหลายอาจคิดว่านางยังเยาว์นัก คงยากจะคิดมากหรือเข้าใจอันใดที่พวกเขาต่างคิดและตัดสินใจแทนนางไปแล้วนั้นกลับเศร้าซึมลงไป เพราะตลอดมาตั้งแต่มารดาสิ้นชีวิต เด็กน้อยก็ไม่เคยสุขสงบอีกเลย อยู่จวนจวินกั๋วกง เหล่าอนุภรรยาและพี่ชายกับเหล่าพี่สาวต่างก็รังแกนาง ถูกส่งไปอยู่กับท่านย่า นางก็ถูกชิงชังเพราะสีของเส้นผมกับดวงตาที่ผิดแปลกไปจากชาวจงหยวน ซึ่งหญิงชราหัวเก่าเช่นท่านย่าไม่ชอบ สุดท้ายพอมีราชโองการซึ่งเด็กน้อยนั้นไม่เข้าใจหรอกว่าราชโองการคือสิ่งใดทั้งสิ้น
เด็กน้อยกลับพบว่าทั้งท่านพ่อและท่านย่าต่างล้วนยินดีจนปิดไม่มิด พอมาอยู่เมืองหลวงทุกวันต้องถูกเข้มงวดให้ศึกษาทุกศาสตร์ของเชื้อพระวงศ์หญิงชั้นสูง เกียจคร้านก็ไม่ได้ หลบหนีก็ไม่พ้น ทุกวันต้องตื่นตั้งแต่ต้นยามอิ๋นกว่าจะได้นอนอีกคราวก็เข้าสู่ต้นยามจื่อ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเด็กน้อยเช่นนางไม่เคยได้ใช้ชีวิตเช่นเด็กน้อยผู้อื่น พอนางเริ่มจะคุ้นเคยกับชีวิตเข้มงวดภายในวัง กลับต้องขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวตบแต่งให้กับพี่ชายที่เห็นนางกี่ครั้งก็มองกันด้วยสายตาอยากฆ่านางให้ตายไปเสียทุกที ย่อมรู้สึกยิ่งกว่าตนเองกลายเป็นคนถูกทอดทิ้งเอาไว้บนโลกที่แสนจะโดดเดี่ยวเดียวดายเหลือแสนเกินกำลังเด็กน้อยเช่นนาง
เช่นนั้นเฉียวปิงเซียวเด็กหญิงวัยเพียงหกหนาว ทว่าถูกบีบคั้นไปจนแทบหายใจไม่ออกด้วยภาระยิ่งใหญ่เหลือกำลังเลยปล่อยให้พวกผู้ใหญ่ใช้วาจาเข่นฆ่ากันไป ส่วนนางนั้นแอบย่องออกมาด้วยกิริยาเหงาหงอย สุดท้ายเจอมุมข้างบ่อปลาคาร์ปสีสวยนางจึงนั่งกอดเข่าโดยมีตุ๊กตากอดเอาไว้แนบหน้าอก มองดูปลาที่ดูพวกมันช่างน่าสงสารอย่างยิ่ง เพราะต้องเวียนว่ายอยู่ในขอบเขตที่คนกำหนดให้พวกมันเท่านั้น ซึ่งมันล้วนไม่แตกต่างจากนางเลยสักนิด
"พวกเจ้าช่างคล้ายกันกับเสี่ยวปิงยิ่งนัก"
เท้าเล็กปลดรองเท้าออกแล้วหย่อนสองเท้าเล็กจิ๋วลงไปในบ่อแกว่งตีน้ำเล่นไปมา ซึ่งแน่นอนว่าก่อนที่นางจะทำเช่นนั้นเฉียวปิงเซียวก็ต้องหันมองจนทั่วว่าจะมีผู้อื่นมาพบเห็นหรือไม่ การอยู่ในวังหนึ่งเดือนสอนให้เด็กน้อยระวังไปเสียทุกสิ่ง เพราะหากนางไม่ระวังก็จะไม่พ้นถูกลงโทษ ถึงจะเป็นเพียงถูกไม้เรียว แต่นางก็ไม่ชอบหรอกนะ ก็มันยิ่งเล็กกลับยิ่งเจ็บบาดลึกไปหลายวันนี่นา
แต่ถึงเด็กน้อยจะระวังอย่างดีเท่าใดมีหรือจะรอดพ้นสายตาของคนที่มันจ้องจะทำร้าย และคอยหาโอกาสลงมือในทุกลมหายใจไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าคนผู้นั้นย่อมจะต้องเป็นฝ่ายของพระชายารองจางหลานเย่ที่วางเอาไว้สอดแนม ไทเฮาที่เฝ้าจับตามองดูตั้งแต่ชินหวางเฟยตัวน้อยนางเข้าวังมาเลยด้วยซ้ำ ยิ่งมันได้เห็นทุกสิ่งตั้งแต่เด็กน้อยแอบย่องหนีออกมาจากโถงกลางในตำหนักไทเฮา จนตราบที่นางนั่งทอดอารมณ์ยังริมบ่อปลาคาร์ปยิ่งใหญ่กว้างขวางกินเนื้อที่ดินเกินยี่สิบหมู่ (1 หมู่ เท่ากับ 1 ไร่) มันจึงหรี่ดวงตาจนแคบลงหกส่วนประเมินดูความลึกของน้ำกับขนาดร่างกายของเด็กหญิงวัยเพียงหกหนาวแล้วเปิดรอยยิ้มเหี้ยมโหดมิสนว่า 'เหยื่อ' ตรงหน้านางจะเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น
ดวงตาเรียวรีดังดวงตาของอสรพิษร้ายพลันกระตุกหรี่แคบลงไปถึงสามส่วนทันใด มันก็คอยเฝ้ารอเวลาให้เหมาะสมจะลงมืออย่างใจเย็น เพราะหากเฉียวปิงเซียวตกลงไปในบ่อปลาคาร์ปที่ลึกขนาดที่มันซึ่งเป็นบุรุษมีร่างกายสูงใหญ่ก็ยังยืนในบ่อแล้วน้ำสูงถึงลำคอเช่นนั้นหากเด็กตกลงไปย่อมยากจะรอด เพียงเท่านี้ผลงานใหญ่ก็มารอมันแล้ว
เมื่อมันดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครจะผ่านเข้ามาในส่วนของบ่อปลาคาร์ปที่อยู่ด้านในสุดของตำหนักไทเฮาแน่แล้ว เท้าหนาก็ค่อยเริ่มก้าวแผ่วเบาหวังใจว่าถีบหนึ่งครั้งกายน้อยนั้นก็จมดิ่งลงไปแน่นอน ยิ่งหันไปเจอไม้ยาวท่อนหนึ่งเข้าด้วยแล้วแสนจะเหมาะมือมันจึงหยิบฉวยหวังฟาดลงไปที่ด้านหลังตรงจุดของลำคอเล็กนั้นเพียงหนึ่งครั้งคงไม่รอดอย่างแน่นอน
…ขวับ! …ฉับ! ...ครึก…ครึก…กึก!
“กรี๊ด!”
เพราะจู่ ๆ โลหิตจากลำคอที่ไร้ศีรษะพุ่งกระฉูดสาดกระจายไปทั่ว เฉียวปิงเซียวนางหันกลับมามองด้านหลังตั้งแต่เสียงดัง ‘ฉับ’ นั่นแล้ว ภาพที่ศีรษะคนขาดตกลงพื้นเด็กน้อยจึงเห็นเต็มสองตา ยิ่งโลหิตที่พุ่งมาจนเต็มกายเต็มหน้าด้วยแล้วเด็กน้อยจึงกรีดร้องเพราะทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว
“ปลอดภัยแล้ว…ชินหวางเฟยปลอดภัยแล้ว”
เป็นเฉินเซินที่เห็นตั้งแต่แรก เขาแลเห็นไอ้ขันทีชั่วผู้นั้นมันเตรียมจะลงมือสังหารชินหวางเฟยตัวน้อย เขาจึงลงดาบสังหารมันทิ้งทันที มิสนใจสิ่งใด คิดแต่เพียงจะปกป้องคนตัวเล็กไม่ให้นางต้องบาดเจ็บหรือมีภัยร้ายได้แตะต้องสัมผัสนางเด็ดขาด!
“ไม่! ...กรี๊ด! ...อย่าเข้ามา!”
เพราะภาพขององครักษ์หนุ่มตวัดคมกระบี่เด็ดขาดสังหารคนต่อหน้า เด็กน้อยจึงหวาดกลัวขยับถอยหนีอย่างเสียขวัญ ก็นางเป็นเพียงเด็กน้อยวัยหกหนาวเท่านั้น จะทนทานต่อภาพสยดสยองเช่นนี้ได้อยู่หรือ?
“ชินหวางเฟยระวัง!”
“กรี๊ด!”
…ตูม! ...ซ่า…
เพราะเฉียวปิงเซียวนั่งอยู่บนปลายสะพานเกือบกลางบ่อปลา พอนางขยับถอยเพียงเล็กน้อยกายน้อยของนางจึงตกลงไปทันที โดยที่เฉินเซินเองยากจะพุ่งตรงไปคว้านางเอาไว้ได้ทัน
“เสี่ยวปิง!”
…ตูม! ...ซ่า…
หัวใจของเฉินเซินเหมือนถูกกรีดแล้วกระชากออกไปจากหัวอก เพราะขนาดเขารู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายต่อให้เขาสังหารนักฆ่าได้ แต่ชะตาเดิมกลับไม่อาจเปลี่ยน!
…ไยจึงเป็นเช่นนี้?! ...
หานไท่หมิงหรือบัดนี้เขาคือองครักษ์นามเฉินเซินที่ได้โอกาสและชีวิตที่สอง หรือกล่าวให้ถูกต้องก็คือเป็นเขาที่ยินดีขายวิญญาณให้แก่ราชาจอมมาร 'อวี่จงเจี้ยน' จนได้กลับมาอีกครั้งในช่วงเวลาซึ่งชินหวางกำลังมีอำนาจ และทุกสิ่งสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง แต่ดูเหมือนสิ่งที่เขาถูกเตือนจะเป็นจริงโดยมิอาจผิดไปเสียแล้ว
ชะตาชีวิตคนเราให้พยายามเพียงใดก็มิอาจหลีกหนีความเป็นไปของมันพ้น!
เขาดำผุดดำว่าย เพราะบ่อปลานี้ไม่ใช่ตื้นเขิน และมีเพียงปลาหลากหลายชนิด แต่ยังมีกอบัวอยู่มากพอสมควร ยิ่งเวลานานหัวใจเขาก็ยิ่งหวาดกลัว แต่…ครานั้นเฉียวปิงเซียวนางรอดไปจนถึงวัยหกหนาว ครานี้…หากชะตานั้นมิอาจจะแก้ไขหรือเปลี่ยนได้จริง นางก็ย่อมจะต้องรอดสิ!
"กรี๊ด...ท่านองครักษ์เฉิน ชินหวางเฟยน้อยเล่า...ชินหวางเฟยน้อยของข้าอยู่ที่ใดกันเล่า?!”
เสี่ยวเตี๋ยที่ออกตามหานายน้อยของนางมาจนถึงในส่วนท้ายของตำหนักกลับพบซากศพศีรษะและกายไม่สามัคคีกันด้วยกายหันไปอีกทาง ส่วนศีรษะนั้นหันมาทิศที่นางยืนอยู่ ต่อให้มีจิตใจกล้าแกร่งเพียงใดก็ย่อมต้องกรีดร้องเสียขวัญ ทว่าเพียงครู่นางเห็นท่านองครักษ์เฉินนั้นเขากำลังดำผุดดำว่ายที่กลางบ่อปลา สติของนางกำนัลคนสนิทของชินหวางเฟยเลยกลับคืน และคนแรกที่สาวใช้คนงามนางนึกถึงก็คือเฉียวปิงเซียว ท่านหญิงหกของนางนั่นเอง
"ชินหวางเฟยถูกลอบสังหาร"
เขาหันมาตะโกนตอบเพียงเท่านั้นแล้วจึงหันไปค้นหาคนตัวน้อยต่อ ส่วนเสี่ยวเตี๋ยรู้แจ้งจึงเร่งไปตามซางเหนียงจือ และตามคนมาช่วยกันงมหานายน้อยของนางทันที
"เสี่ยวปิง!”
สุดท้ายเขาก็หานางจนพบ เฉินเซินไม่รอช้าเร่งพานางขึ้นมาจากน้ำ แบกกายสิ้นสติขึ้นหัวไหล่หวังให้นางสำลักเอาน้ำออกมา
"เฉินเซิน!”
ไทเฮาเสิ่นลี่เหยาในวัยสี่สิบเจ็ดหนาวเร่งซอยเท้าตรงมาหาองครักษ์ที่กำลังพยายามช่วยชีวิตลูกสะใภ้ตัวน้อยของนางอยู่ ซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยเองก็เร่งพุ่งตรงเข้าไปหาเช่นกัน มีเพียงจางหลานเย่ที่แสร้งหลบอยู่ด้านหลังชินหวางผู้เป็นพระสวามีเท่านั้น ซึ่งเขาเองทำเพียงยืนกอดอกมองดูเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยากจะคาดเดาอารมณ์ใดไปได้ว่าที่แท้ชินหวางหนุ่มแน่นเขาคิด หรือกำลังรู้สึกอันใดอยู่บ้าง
เพราะสำหรับเขาแล้วจะตายก็ดี หรือจะอยู่ก็ช่าง ชีวิตของเฉียวปิงเซียวไม่ได้มีค่ามีความหมายต่อเขาเลย ก็เพียง...เด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น...จะมีค่าต่อชินหวางเช่นเขาที่ใดกัน...แน่หรือ?...ประโยคคำถามนี้มันสะท้านดังกว่าทุกประโยคที่หานไท่หมิงคิดขึ้นมาทั้งหมด...
"ชินหวาง เจ้าจะยืนทึ่มทื่ออยู่ไย เร่งไปสั่งคนตามหมอหลวงเร็วเข้า"
ไทเฮานางหันมาพบว่าบุตรชายยืนมองเฉยจึงตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดลืมรักษากิริยาอันดีไปจนสิ้น เพราะสำหรับนางแล้วชีวิตของเด็กน้อยในอ้อมแขนองครักษ์หลวงแสนจะมากคุณค่าเทียมฟ้า!
"ไทเฮา ให้เป็นเหนียงจือเป็นผู้ไปตามเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
เพราะเขาย่อมรู้แจ้งว่าในยามนี้ชีวิตของเฉียวปิงเซียวในสายตาของชินหวางหานไท่หมิงไร้ค่ายิ่งกว่าหมาแมว ให้เขาไปตามหมอหลวงก็มีแต่จะหนีหายกลับตำหนักเท่านั้น
"เช่นนั้นเจ้าเร่งไป"
ไทเฮามองแววตาขององครักษ์หนุ่มรุ่นลูกเล็กน้อยก็หันไปสั่งความกับแม่นมของเฉียวปิงเซียวแทน ส่วนเฉินเซินพยายามอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดคนตัวเล็กนางก็สำลักน้ำออกมาจนสำเร็จ
"แค่ก...แค่ก...แค่ก...ฮึก...กรี๊ด!”
พอคืนสติภาพที่นางเห็นเฉินเซินสังหารคนก็พุ่งเข้าหา เด็กน้อยจึงกรีดร้องลั่นตะกายหนีออกจากอ้อมแขนขององครักษ์หนุ่มดูลนลาน ไทเฮาเสิ่นลี่เหยานางจึงอ้าแขนออกมากอดรัดแล้วคำปลอบโยนเด็กน้อยจึงถูกเอ่ยออกมาไม่ขาดปากทันใด
...เฉินเซินจึงต้องถอยห่างออกมา เพียงนางปลอดภัยก็พอแล้ว...เท่านี้เขาก็ดีใจเหลือเกิน...นางปลอดภัยเขายิ่งกว่ายินดี...
"เช่นนั้นกระหม่อมขอไปตรวจสอบโดยรอบ เพื่อจะได้ค้นดูว่ายังมีสิ่งใดน่าสงสัยอีกหรือไม่"
เสิ่นลี่เหยานางจึงเร่งโบกมืออนุญาต กายที่ยังเปียกปอนจึงโค้งกายแล้วถอยห่างออกไป แต่ในช่วงหนึ่งที่เดินผ่านสองหนุ่มสาว สายตาคมดุเหี้ยมโหดก็สาดเข้าใส่จางหลานเย่โดยไม่ปิดบัง จนกายโฉมสะคราญถึงกับเบียดเข้าหาหานไท่หมิง เพราะรู้สึกกลัวสายตาขององครักษ์ผู้นี้อย่างยิ่ง
"มองนางด้วยเหตุอันใด มิอยากมีดวงตาเอาไว้ดูชมสิ่งสวยงามหรือไรจึงมามองสตรีของเปิ่นหวางด้วยสายตาเช่นนี้"
ชินหวางหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำคล้ายเสียงของสิงโตตัวผู้กำลังหวงตัวเมียในฝูงของตน ซึ่งหากเป็นผู้อื่นคงเสียขวัญใช่น้อย ทว่าเฉินเซินเขาเพียงมองตอบอีกฝ่ายนิ่ง จากนั้นก็โค้งกายแล้วเดินจากไปทันที
...ช่างน่าแปลกนัก มันผู้นั้นก็ดูแสดงความเคารพยำเกรงต่อเขา ทว่าไยเขาจึงรู้สึกไปได้ว่าล้วนไม่จริงใจสักน้อย...
หานไท่หมิงมองตามเฉินเซินไปจนลับตา ในใจมีแต่ความกังขา เพราะทุกครั้งที่เขาพบหน้าองครักษ์ผู้นี้ มันมีแต่ความรู้สึกว่าในยามที่เขาเผลอ สายตาของมันผู้นั้นกลับคล้ายจะมีแววกึ่งชิงชังกึ่งสมเพชคอยจะถูกส่งมาให้แก่เขาอยู่เสมอ แต่มันจะเป็นไปได้เช่นไรกัน ก็ในแผ่นดินหนานสุ่ย นอกจากองค์จักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายเขาก็อยู่เหนือทุกผู้แล้ว คงไม่ต้องไปนับเลยว่าแค่องครักษ์หลวงผู้หนึ่งจะมาสมเพชเวทนาหรือสงสารคนเช่นเขาไปได้
"ชินหวาง"
หลิวฮั่น องครักษ์ข้างกายคนสนิทของชินหวางเร่งเข้ามาทรุดกายคุกเข่าลงห่างออกไปเล็กน้อย สีหน้าดูเคร่งเครียด ลางสังหรณ์บางอย่างกระตุ้นเตือนให้หานไท่หมิง รู้ว่าคงมีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต้องหารือด้วยเป็นแน่
"เฟิ่งเหลยเจ้าอารักขานำพาพระชายารองกลับตำหนักไปก่อน เปิ่นหวางมีข้อราชการจะหารือกับฝ่าบาทต่ออีก"
หานไท่หมิงเรียกองครักษ์คนสนิทมือซ้ายมาสั่งการ จางหลานเย่ทั้งที่อยากจะออดอ้อนสวามีต่อ แต่นางย่อมรู้ดี ชินหวางนั้นในยามที่เขามีราชกิจ ต่อให้นางคือคนโปรดก็อาจจะถูกปฏิเสธมิไหว้หน้าได้เช่นกัน เช่นนั้นหากนางอยากให้เขาโปรดปรานนางมากขึ้น และ...มากขึ้น...นางจะต้องแสร้งว่าเป็นพระชายารองผู้สงบเสงี่ยมเจียมตน และแสนจะน่าสงสารเอาไว้ให้มาก
"เช่นนั้น...หลานเย่ทูลลาเพคะ"
นางย่อกายงดงามให้แก่พระสวามี ก่อนที่จะก้าวเดินเนิบนาบไปยังที่ไทเฮาและเหล่านางกำนัลและขันทีมากมายกำลังวุ่นวายอยู่ที่ลานใกล้บ่อปลาคาร์ปขนาดใหญ่คล้ายบึงหลวง
"ไทเฮาเพคะ..."
เสิ่นลี่เหยาที่กำลังกอดปลอบขวัญเด็กน้อยหันกลับมามองคนที่เอ่ยเรียกอย่างเสียมิได้ จางหลานเย่ให้ชิงชังยายเฒ่าสมควรตายผู้นี้เสียนัก แต่ที่นางทำได้คือการเก็บเล็บและหางให้มิด หาไม่โอกาสยิ่งใหญ่จะสิ้นเอาได้
"ชินหวางต้องเสด็จไปพบฝ่าบาท หลานเย่จึงมาทูลลาไทเฮากลับตำหนักก่อนเพคะ"
นางย่อกายหลังจากกล่าวประโยคอ่อนหวานปั้นแต่งเรียบร้อย
"ไปเถิด...รั้งอยู่ก็...มิใช่หมอ คงมาช่วยอันใดเสี่ยวปิงมิได้ หรือหากช่วยได้ก็คง...ช่วยให้สะใภ้เปิ่นกงตายเร็วขึ้น!”
เจอวาจาเท่าทันจางหลานเย่ก็เดือดดาลในหัวอกเพิ่มขึ้นเกินเจ็ดส่วน ทว่าสภาพภายนอกนางกลับยิ้มแย้มอ่อนหวาน แล้วย่อกายถวายพระพรลาด้วยกิริยาชดช้อยอย่างยิ่งอีกหนึ่งครั้ง
...นางเฒ่ารอก่อน...วันของข้ามันต้องมีแน่! ...
ทว่าพอกายงดงามของโฉมสะคราญแห่งเทียนคงเฉิงพ้นไป ไทเฮาจึงเรียกหาขันทีเส้ามาช่วยอุ้มกายเล็กกลับเข้าไปภายในตำหนัก มิอาจแลเห็นสายตาอาฆาตชิงชังรุนแรงที่พระชายารองจางมีให้กับตนเองสักเพียงนิด
“ทะ…ไทเฮา…”
มือเล็กกำชายอาภรณ์ของสตรีสูงศักดิ์แน่นหนึบ เพราะยังเสียขวัญไม่หาย บัดนี้เฉียวปิงเซียวนางมีแต่คิดถึงอ้อมกอดอบอุ่นจากมารดาผู้ล่วงลับเท่านั้น เพราะคนโดยรอบนางล้วนไม่วางใจไม่เชื่อถือทั้งหมด
“ไม่เป็นไร…ไม่เป็นไรเด็กดี เปิ่นกงจะไปกับเจ้าด้วยดีหรือไม่...อย่ากลัว...อย่ากลัวนะเด็กน้อย”
เสิ่นลี่เหยากุมทับมือเล็กไม่แกะออกจากอาภรณ์ ต่อให้เส้ากงกงอุ้มอยู่ก็ตาม แต่กว่าท่านหมอหลวงจะมา และกว่าจะจัดยาก็ก้าวเข้าสู่ปลายยามเว่ยเสียแล้ว เด็กน้อยเริ่มมีไข้หนาวสั่น เสิ่นลี่เหยาจึงกำชับทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยให้คอยดูแลอย่าได้ห่าง
จากนั้นนางจึงเรียกเฉินเซินมาพบเพื่อจะสืบความให้รู้แจ้งว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่
“เจ้ายังจะปล่อยพวกมันต่อไปหรือ”
พอทราบว่าบัดนี้ในตำหนักตนเองมีคนของสกุลจางแอบแฝงอยู่เกินสิบชีวิต ตั้งแต่นางกำนัลไปจนถึงขันที แม้แต่ชนชั้นทาสก็ล้วนมีคนของฝ่ายนั้น ไทเฮาก็โมโหเดือดแทบอยากจะออกคำสั่งทหารและเหล่าองครักษ์ในอำนาจของพระนางให้ไปกุมตัว และกุดหัวพวกมันให้สิ้นเสียเดี๋ยวนี้
“ขอไทเฮาจงทรงสงบพระทัย และยับยั้งโทสะสักนิดพ่ะย่ะค่ะ หากลงมือในยามนี้พวกมันย่อมเคลื่อนไหวเร็วขึ้น เช่นนั้นหากพระองค์ทรงแสร้งไม่ทราบ หรือเท่าทันให้พวกมันตายใจ เช่นนี้จะมิใช่ว่าพระองค์จะยังทรงได้ประโยชน์ แล้วพอคุ้มจึงค่อยลงมือรวบเอาไว้ได้ทั้งหมดเช่นนี้จะมิดีกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ”
สตรีสูงศักดิ์ได้ฟังคำแนะนำเรียบง่ายก็นิ่งคิด ซึ่งเริ่มเห็นจริงดังคำที่อีกฝ่ายว่า เพราะก็หลายครั้งที่ลงมือเก็บกวาดพวกคิดการใหญ่เหล่านี้ ทว่าก็กำจัดได้แต่เพียงปลาเล็กปลาน้อย เหล่าผู้บงการอยู่ด้านหลังสุดท้ายก็ไม่เคยสาวเข้าไปถึงมากว่าหลายหนาวแล้ว
“ได้ เอาไว้ข้าจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับฮ่องเต้อีกครั้ง เจ้าก็ไปจัดการกระจายกำลังคนของ 'เฮยเฟิ่ง' (หงส์สีดำ) ให้คอยสอดส่องพวกมันให้ดีสักหน่อย เช่นไรคราวนี้จะต้องกระชากหน้ากากคนชั่วคิดล้มล้างราชวงศ์หานให้จงได้ในเร็ววันนี้"
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
กายสูงใหญ่ถอยห่างเตรียมก้าวพ้นไปจากห้องทรงพระอักษร วูบหนึ่งที่เสิ่นลี่เหยานางคล้ายจะเห็นเงาของบุตรชายคนเล็กซ้อนทับคู่กับแผ่นหลังขององครักษ์ใต้ปกครองขึ้นมา แต่เพียงพระนางกะพริบตาหนึ่งครั้งภาพนั้นกลับเป็นเฉินเซินเช่นเดิม จึงระบายลมหายใจ แล้วส่ายศีรษะคาดว่าตนเองคงเป็นห่วงเป็นใยหานไท่หมิงมากไปจึงรู้สึกไม่ดีเช่นนี้
และแล้วเมื่อตกดึกมาเยือน ไข้ของเฉียวปิงเซียวก็พุ่งสูงตามที่ท่านหมอหลวงคาดการณ์เอาไว้แต่แรก หนึ่งสาวใช้กับหนึ่งแม่นมสลับกันเช็ดตัวระบายพิษไข้ บัดนี้ไทเฮาพระนางยังคงมีเมตตาประทานเส้าคุนกงกง ขันทีวัยยี่สิบหนาวกับจิ้งซินนางกำนัลวัยสิบหกหนาวมาคอยช่วยกันอีกสองแรง
"กรี๊ด!”
ยิ่งมีไข้สูงอาการเพ้อพูดจาไม่ได้ความกับเสียงกรีดร้องเสียขวัญก็ดังขึ้นมาเป็นระยะ และทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเล็ก ๆ นั้นกรีดร้อง ความเจ็บปวดในหัวอกของเฉินเซินก็มีแต่เพิ่มพูน เขาหรือคิดช่วยให้นางปลอดภัย แต่สุดท้าย...ทุกสิ่งก็มิอาจเปลี่ยน นอกจากจะไม่เปลี่ยนไปให้ดีขึ้น เหตุการณ์ที่เขาเข้าไปแตะต้องยังดูเลวร้ายกว่าเหตุการณ์ครั้งเก่าอีกด้วย
...คำกล่าวจากจอมมารอวี่จงเจี้ยนดูจะเป็นจริงสินะ...
เพราะในอดีต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ก็คือเฉียวปิงเซียวนางเพียงถูกผลักตกน้ำจากฝีมือคนของจางหลานเย่เท่านั้น และเขาในอดีตก็ไม่เคยระแวงนางอสรพิษผู้สวมใบหน้าหญิงงดงามมากคุณธรรมเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งแน่นอนอีกเช่นกันว่าวันนั้นเขามิได้เป็นผู้ช่วยเหลือเด็กน้อยเลย กลับเป็นขันทีผู้หนึ่งในตำหนักไทเฮาที่บังเอิญเดินผ่านมาพบเข้า จึงเข้าช่วยเหลือชินหวางเฟยน้อยได้ทัน ถึงนางจะหมดสติ แต่พอฟื้นคืนเด็กน้อยก็เพียงมีไข้จากการสำลักน้ำเท่านั้น ไม่ได้มีอาการเสียขวัญและกรีดร้อง เพราะได้เห็นภาพที่เขาสังหารคนชั่วเช่นในวันนี้เลยสักนิด
...นี่คงเป็นเช่นที่ราชาจอมมารอวี่จงเจี้ยนผู้นั้นบอกให้เขาจงคิดให้ดีว่าหากเขาเลือกจะกลับมาอีกครั้งมันจะต้องมีค่าตอบแทน เขาจะต้องยอมรับผลร้ายที่อยู่มิสู้ตายให้จงได้ เพราะต้องเห็นคนที่ตนเองรักเกิดเหตุร้าย ทว่ามิอาจเข้าไปแตะต้อง หรือแก้ไขและช่วยเหลืออันใดได้ เพราะยิ่งเขาเข้าไปก้าวก่าย ชะตาเดิมจะเปลี่ยนแปลงไปทันที
บัดนี้ที่คิดว่าต้องตายเพราะความโง่งมของตนเองมาหนึ่งครั้งในอดีตชาติ คิดว่าเขานั้นเจ็บปวดอย่างยิ่งจนยากจะกล่าวบรรยายออกมาเป็นรายละเอียดได้ แต่มาบัดนี้กลับพบว่ามันยังไม่ได้สักเสี้ยวเดียวที่ต้องมาทนเห็นนางเจ็บปวดและหวาดกลัว นางเพียงหกหนาวเท่านั้น จะทานทนกับภาพเหี้ยมโหดได้อย่างไรกัน ยิ่งคิดอดีตหานไท่หมิงผู้เคยก้าวผิดไปกลับยิ่งปวดร้าวแทบกระอักโลหิต!
และพอเขาเริ่มรู้แจ้งเช่นนี้ยิ่งทำให้เฉินเซินยิ่งคิดหนัก จากในยามแรกที่เขาคิดจะทดลองโน้มน้าวองค์ไทเฮาว่าอย่าได้ส่งเฉียวปิงเซียวไปยังซั่วหยางเลย เพราะหากเป็นเช่นนั้นเขาก็ยากจะแบ่งแยกร่างกายเป็นสามเป็นสี่ไปปกป้องนางได้อีก ด้วยเมืองหลวงเขานั้นก็ต้องอยู่ตามสืบค้นว่าในช่วงที่ชินหวางหานไท่หมิงเขาต้องไปปราบชนเผ่าทู่เจี๋ยยังชายแดนหน้าด่านถึงแปดฤดูหนาวนี้มีสิ่งใด หรือผู้ใดเข้ามาเปลี่ยนคนที่รักน้องชายเช่นหานไท่สือ ถึงไปฟังคำยุยงจนวางแผนสังหารชินหวางผู้เป็นน้องชายร่วมบิดาและมารดาเดียวกันไปได้
แล้วยังจะเป็นการสิ้นพระชนม์ของไทเฮาผู้เป็นพระมารดานั่นก็ด้วย ในอดีตชินหวางหานไท่หมิงเขาไม่ได้สงสัย แต่ในยามนี้เขาที่เป็นเฉินเซินองครักษ์ผู้หนึ่งซึ่งผ่านมาทุกความทรยศหักหลัง กลับมีมากมายหลายจุดที่หานไท่หมิงในอดีตมองข้ามไป เช่นนั้นข้อจำกัดของการกลับมาครั้งนี้ของเขาที่คนผู้นั้นกำชับเขามาอย่างเข้มงวดก็คือ ไม่ว่าเขาจะพบเจอหรือไปหาความจริงใด ที่จะทำได้ก็คือต้องหาทางสื่อสารให้หานไท่หมิงคนปัจจุบันนี้เขาได้ทราบ แล้วจากนั้นจึงค่อยโน้มน้าวให้เจ้าคนโง่มันเชื่อ ซึ่งมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะเปลี่ยนเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะหากเป็นเขาซึ่งมาจากอีกห้วงของเวลาที่เป็นคนก็ไม่ใช่ปีศาจก็ไม่เชิงเผลอไปแตะต้อง แทนที่ร้ายจะกลายเป็นดี กลับจะยิ่งเลวร้ายเพิ่มทวีเช่นเหตุการณ์ในวันนี้นั่นเอง
...แตะต้องไม่ได้ เช่นนี้เขาก็คงต้องเลือกเท่านั้นว่าเหตุการณ์ใดสำคัญที่สุด จึงค่อยยื่นมือสอดเท้าเข้าไปแทรก...
สุดท้ายครั้งนี้เขาก็ต้องเลือกห่างไกลจากนางอีกครั้งเช่นกับในอดีต เพราะหากเขาเลือกจะละทิ้งปริศนาดำมืดภายในวังหลวงแล้วหันติดตามนางไปอยู่ที่ซั่วหยางก็จะไม่อาจตามหาความจริงถึงเหตุการณ์ร้ายจนสกุลหานสิ้นล่มสลายอาณาจักรหนานสุ่ยในอีกเก้าฤดูหนาวข้างหน้าไปได้ ซึ่งในอีกเก้าหนาวข้างหน้าทั้งราชบัลลังก์ และแผ่นดินของหนานสุ่ยต้องตกไปเป็นของชาวทุ่งหญ้าเช่นเผ่าทู่เจี๋ยซึ่งเป็นแกนนำก่อกบฏเข้ายึดดินแดน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นสุดท้าย...แม้แต่ชีพตนยังปกป้องเอาไว้ไม่ได้ แล้วที่เขายอมขายดวงจิตไปให้คนผู้นั้นแลกกับการที่จะได้หวนคืนกลับหวังเปลี่ยนดวงชะตามันจะมีประโยชน์อันใดกัน
ในขณะที่อีกผู้เจ็บปวดยิ่งกว่าตาย และกลัดกลุ้มที่ต้องเลือกเอาสักหนทาง ชินหวางคนในปัจจุบันเขาก็กำลังโมโหเดือดอย่างยิ่งเมื่อทราบจากการข่าวของกองทัพว่าบัดนี้ชนเผ่านอกด่านฟากฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือคิดกำเริบเสิบสาน ถึงกับจับมือกันแข็งข้อคิดละเมิดสัญญาในสมัยองค์จักรพรรดิพระองค์ก่อน ซึ่งก็คือในรุ่นของพระบิดาของเขา และองค์จักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันโดยมีทู่ปาอ๋องแห่งชนเผ่าทู่เจี๋ยเป็นหัวหอกพุ่งเข้าหาแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งจงหยวนโดยมิกลัวตาย
“ท่านแม่ทัพหลวนเจ๋อนั้นบัดนี้เขาได้นำกำลังทหารจากค่ายเมืองคังไปต้านทัพทู่เจี๋ยอยู่หนึ่งหมื่นเท่านั้น พวกเจ้าทุกผู้ในที่นี้ต่างก็รู้แจ้งว่า 'ปันลู่เหวิน' ที่เป็นทู่ปาอ๋องนั้นมากเล่ห์เพียงใด หาไม่มันจะไปปลุก ปั่น เผ่าเซียะเหมินและเผ่าเป่ยฉีให้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรได้เช่นไร ดังนั้นที่เขาส่งม้าเร็วเร่งเดินทางมาคาดว่าแม่ทัพหลวนเขาลำบากไม่น้อยแล้วเป็นแน่"
บุรุษหนุ่มผู้มีร่างกายกำยำสูงใหญ่ไม่แตกต่างกันกับผู้เป็นน้องชายคนเดียวที่ร่วมบิดาและมารดาเดียวกันเช่นหานไท่หมิงเขากำลังยืนอยู่ด้านบนสุดของกระบะทรายด้วยกิริยางามสง่าสมกับเป็นผู้อยู่เหนือบัลลังก์มังกร และแผนที่ชายแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหนานสุ่ย โดยมีบุรุษอีกสี่คนยืนโอบล้อม สีหน้าของแต่ละคนนั้นล้วนดูตึงเครียดกันทุกผู้ไม่มียกเว้น
"ท่านอ๋องหกมีความเห็นใดจะเสนอหรือไม่ในฐานะที่ท่านเคยบัญชาการรบเมื่อเก้าหนาวก่อนกับอดีตฮ่องเต้"
หานไท่สือหันไปถามเอากับพี่ชายต่างมารดาลำดับที่หก เพราะเขาผู้นี้นับว่าชำนาญด้านการรบกับชาวเผ่าทางแถบทุ่งหญ้ามาตั้งแต่รุ่นอดีตองค์จักรพรรดิผู้เป็นพระบิดา แต่ในระยะห้าหนาวให้หลังมานี้อาการบาดเจ็บจากสงครามเมื่อคราวก่อนกำเริบอย่างหนัก เช่นนั้นจึงอย่าได้กล่าวถึงการออกนำทัพไปต้านศึก แค่ให้เขาเดินเหินมาเข้าเฝ้าได้นี่ก็นับว่าบุญมากโขแล้ว
"หากจะกล่าวเรื่องกลศึก กระหม่อมคงต้องอธิบายยืดยาว เกรงว่าหากยืนนานกว่านี้อีกสองเค่อกระดูกขาของกระหม่อมคงมิอาจต้านทานความเจ็บปวดได้ไหวพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"
เพราะการวางแผนกลศึกในทุ่งกว้างไม่ใช่พูดกันเพียงสองถึงสามประโยคก็จะรู้แจ้งจนหมด มันต้องศึกษาไปพร้อมกับดูแผนที่ประกอบไปด้วย ที่สำคัญกลศึกต้องหารือกันวันต่อวัน เหตุการณ์ที่สนามรบมันเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาจึงต้องปรับแก้ไปตามสถานการณ์จริง จะมานั่งถกกันอยู่แต่ในพระราชวังย่อมเป็นไปไม่ได้
"เช่นนั้นราตรีนี้ก็พอเท่านี้ก่อนเถิด พรุ่งนี้เจิ้นจะเรียกให้ท่านเสนาบดีฝ่ายบู๊เช่นเสิ่นตงหยางมาหารือร่วมกันอีกคราว น้องสิบแปดพรุ่งนี้เจ้าก็เรียกแม่ทัพจางเจี้ยนเหยา และท่านแม่ทัพฮ่าวเฟยมาให้พร้อมกัน การศึกนี้นับว่าหนักหนาใช่น้อย คงต้องหารือกันให้ถี่ถ้วนจะละเลยไปสักจุดย่อมไม่ดี"
องค์จักรพรรดิหนุ่มกล่าวจบทุกฝ่ายก็ต่างแยกย้ายกันออกไป ทิ้งให้เขายืนมองแผนที่ของเมืองหน้าด่านและชนเผ่าทั้งหลายที่มีอิทธิพล และอาจส่งผลในระยะยาวหากทางฝ่ายหนานสุ่ยเสียทีให้ไปอยู่กับฝ่ายทู่เจี๋ย และที่เขากังวลที่สุดก็คือหากเสียทีชาวประชาในแผ่นดินจะอยู่กันเช่นไร เพราะชาวทู่เจี๋ยเหี้ยมโหดถึงเพียงนั้น
"ฝ่าบาท"
หานไท่หมิงผู้เป็นชินหวางขยับก้าวมายืนเคียงข้างผู้เป็นพี่ชาย เพราะย่อมรู้นับตั้งแต่หานไท่สือนั้นยังเป็นเพียงองค์ไท่จื่อจวบจนกลายมาเป็นองค์จักรพรรดิเช่นในทุกวันนี้ พี่ชายของตนถนัดที่สุดก็คือบริหารราชกิจบ้านเมือง ส่วนเรื่องการศึกถึงจะถูกฝึกฝนมาอย่างหนักในฐานะว่าที่ผู้เป็นใหญ่แห่งหนานสุ่ย หากแต่ใจคนไม่ฝักใฝ่ไฉนเลยจะแตกฉานต่อการรบพุ่ง คาดว่าการศึกนี้หานไท่สือคงกินไม่ได้นอนไม่หลับเสียเป็นแน่
"ข้าวางใจเจ้าได้ใช่หรือไม่อาหมิง"
หานไท่สือเอ่ยขึ้นโดยที่สายตานั้นยังไม่ได้วางจากแผนที่แม้แต่น้อย เพราะศึกนี้มันยิ่งใหญ่ เขายังไม่เคยเผชิญด้วยตนเองมาก่อน เพราะอดีตมีศึกไม่ว่าจะใหญ่หรือน้อย พระบิดามักจะเป็นผู้บัญชาการรบด้วยตนเองทุกคราว เขาในฐานะไท่จื่อไม่เคยได้รับความวางใจให้ได้ตัดสินใจด้วยตนเองเลยสักครั้งจึงกังวลใจเหลือเกิน ต่อให้รู้แจ้งพระอนุชานั้นเป็นจอมทัพแกร่งกล้า ทว่าวันนี้หานไท่หมิงก็เป็นเพียงบุรุษวัยสิบเก้าหนาว ยังไม่เคยเผชิญศึกยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อนเลย
"กระหม่อมนั้นคงไม่อาจรับปากกับฝ่าบาทได้เต็มคำเด็ดขาด เพราะเดิมเคยแต่รบพุ่งกับฝ่ายทางน้ำมากกว่าทุ่งหญ้า ไปจนถึงแถบทะเลทราย แต่กระหม่อมขอรับปากกับฝ่าบาทได้อย่างหนึ่ง...กระหม่อมจะทำให้เต็มที่...เต็มความสามารถพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"
กายสูงใหญ่เยี่ยงนักรบทั่วไปคุกเข่าลงแล้วกล่าววาจาจากหัวใจอันภักดีด้วยน้ำเสียงแสนจะหนักแน่นตามที่เขาตั้งใจมุ่งมั่นมาตั้งแต่เริ่มรู้ความ ว่าชีพนี้เขาจะคอยสนับสนุนพี่ชาย และปกป้องประชาชนของหนานสุ่ยให้สุขสงบร่มเย็น ไม่ย่อท้อต่อให้สุดท้ายเขาต้องตายก็ตาม
“ดี! เพราะหากด่านเมืองคังถูกตีจนแตก ที่จะถูกยึดต่อไปก็คือเมืองหย่ง จากนั้นอีกเพียงสามเมืองหลักก็จะถึงเทียนคงเฉิง แต่ในเมื่อเจ้ารับปากหนักแน่นข้าก็เชื่อเจ้า...อาหมิง”
ฝ่ามือแข็งแกร่งตบลงบนหัวไหล่ของผู้เป็นน้องชายอย่างฝากความหวังเกินแปดส่วน เพราะหานไท่หมิงนั้นเก่งกาจกว่าเขาในด้านการบัญชาการรบ และพิฆาตทัพของฝ่ายศัตรูจนผ่านมาหลายหนาวหลายสนามรบ ถึงไม่ยิ่งใหญ่เท่าศึกคราวนี้ แต่แผ่นดินหนานสุ่ยสงบร่มเย็นมาหลายหนาวก็พระชินหวางเป็นผู้นำทัพออกปกป้องบ้านเมือง และคอยออกปราบกบฏจนบัดนี้เขานั้นมีสมญานามว่าเทพสงครามแห่งหนานสุ่ยนั่นเลยทีเดียว หากการนี้ไม่วางใจหานไท่หมิง เขาเองก็คงยากจะวางใจผู้ใดได้อีกแล้ว
“พี่หกนั้นถึงร่างกายของเขายากจะฟื้นคืนมาเป็นแม่ทัพช่วยเจ้าได้ แต่ข้าคิดว่าเขาสามารถจะเป็นที่ปรึกษา เป็นกุนซือช่วยเจ้าได้ เช่นนั้นศึกครานี้เจ้าก็ให้เขาติดตามไปด้วยย่อมดีกว่า”
หานไท่หมิงได้ฟังว่าพี่ชายจะให้อ๋องหกหานหย่งเต๋อติดตามเขาไปด้วยจึงลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับพี่ชายทันที เพราะเดิมทีตัวเขาไม่ลงรอยกับพี่ชายลำดับที่หกผู้นั้นนัก ส่วนจะด้วยสาเหตุใดเขาเองก็ยากจะอธิบายไปได้ รู้เพียงแต่ว่าภายในดวงตาของหานหย่งเต๋อมันขาดความจริงใจ และดูเจ้าเล่ห์คล้ายอสรพิษที่คอยจับจ้องหาโอกาสแว้งกัดพี่ชายของเขาอยู่ตลอดเวลาเกินไป
“อาหมิง เจ้าต้องรู้วิธีการใช้คนให้เป็น ดังคำกล่าวที่ว่าเรามีดาบดีอยู่ในมือหนึ่งเล่มมันจะให้คุณหรือให้โทษล้วนอยู่ที่ตัวของเราจะใช้มัน ซึ่งหากเจ้าไม่ระวังจับเอาปลายดาบคมเข้าย่อมทำร้ายเจ้าจนถึงชีวิตเอาได้ ทว่าหากเจ้าจับกระชับที่ด้ามของดาบ มันก็จะหันไปหาศัตรูของเจ้า เช่นกัน พี่หกถ้าเจ้ารู้จักที่จะให้เขาทำคุณสร้างประโยชน์ มันย่อมจะบังเกิดผลดีไปทุกฝ่าย สิ่งใดยอมได้ก็ยอมสักหน่อย เหตุผลส่วนตัววางได้เจ้าก็จงวางลงเสียบ้าง ยึดถือมากไปมีแต่เหนื่อย มีแต่อ่อนล้า”
เพราะขวบปีนี้หานไท่หมิงนั้นเพิ่งสิบเก้าหนาวเท่านั้น อารมณ์ของคนหนุ่มวัยนี้จึงร้อนร้ายใช่จะธรรมดา หากเขาผู้เป็นพี่ชายที่ผ่านจุดที่น้องชายยืนมาก่อนไม่สั่งสอนเสียบ้าง หานไท่หมิงจะยิ่งก้าวผิดไป หากไม่ดึงคนฉลาดมาใช้ประโยชน์ในเวลาเช่นนี้จะไปใช้คนในเวลาใดกัน
“แต่…”
ออกศึกทุกครา...หานไท่หมิงคุ้นเคยและรู้ใจกับแม่ทัพจาง จางเจี้ยนเหยาที่สุด อาจจะเพราะเขาและเจี้ยนเหยาศึกษาทั้งบุ๋นและบู๊มาด้วยกันตั้งแต่วัยเด็กจวบจนออกศึกก็เผชิญมาด้วยกันจนนับครั้งไม่ถูก พอจะต้องมาร่วมงานกับอ๋องหก เขาจึงเกรงว่าจะไม่รู้ใจกันดี เพราะหากเป็นเช่นนั้นการศึกใหญ่นี้อาจจะไปราบรื่นเอาได้
“คนแซ่จางต่อให้รุ่นท่านตาเขาเคยรับเจ้าเป็นศิษย์ แล้วถึงรุ่นของท่านเสนาบดีจางเขาก็ยังมาเป็นพ่อตาของเจ้าอีกด้วยเจ้าจะเชื่อใจเจี้ยนเหยาสหายรักย่อมไม่ผิด แต่…เสด็จพ่อเคยสั่งสอนข้ามา ชีวิตของพวกเรา อย่าได้เอาหัวใจไปมอบให้ใครทั้งหมดเพราะสุดท้ายที่เจ้าจะเสียไป อาจไม่ใช่เพียงหัวใจ ทว่า…อาจเป็นชีพของเจ้า…ลมหายใจของเจ้า…เช่นนี้เจ้าจงอย่าได้ไปวางใจผู้ใดนอกจากใจของตัวเจ้าเอง...อาหมิง...จงจำคำพี่ชายคนนี้เอาไว้ให้ดี”
ถึงในใจจะคิดค้านว่าจางเจี้ยนเหยาจะไม่ขายเขา และคงจะไม่คิดทรยศกัน แต่พอคิดอีกทีก็เป็นจริงดังพี่ชายกล่าวตอนนี้ชายแดนมีภัย ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน เขาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งจะเอาแค้นส่วนตัวมาปนจนส่วนรวมลำบากย่อมถือว่าอกตัญญูต่อบรรพชนสกุลหานเสียเป็นแน่ การมีหานหย่งเต๋อไปช่วยวางแผนโดยมองข้ามความไม่พึงใจส่วนตัวยึดเอาผลประโยชน์ให้แก่แผ่นดินย่อมถูกต้องกว่ามาก
“ลำบากพี่สิบสี่ต้องสั่งสอนน้องชายผู้โง่เขลาแล้ว”
เขาโค้งกายให้กับหานไท่สือ เห็นเช่นนี้คนเป็นพี่ชายย่อมรู้ เจ้าหมาป่าขี้โมโหคงพอจะมีปัญญารู้คิดขึ้นมาบ้างแล้ว การเป็นพี่ใช่ว่าจะง่าย เพราะนอกจากจะดูแลคนเป็นน้องให้ดีอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องคอยสั่งสอนเขา ต้องเอ่ยเตือนให้เขารู้คิด หรือกล่าวให้ถูกสำหรับเขาแล้วนอกจากตนเองจะเป็น’ พี่ชาย’ แล้วเขายังต้องเป็น’ บิดา’ คนที่สองให้หานไท่หมิงอีกด้วย
“จริงสิ ข้าก็มัวแต่ยุ่งเรื่องการศึกกับเผ่านอกด่านจนลืมไปเสียสนิท เมื่อช่วงสายข้าได้ข่าวว่ามีนักฆ่าคิดลอบสังหารเสี่ยวปิง ตอนนี้เจ้าจากมาอาการเสี่ยวปิงเป็นเช่นไรบ้าง เห็นว่านางตกบ่อปลาของเสด็จแม่ด้วยมิใช่หรือ บ่อปลานั้นลึกใช่น้อย”
พอถูกถามถึงเฉียวปิงเซียวอารมณ์ของหานไท่หมิงก็พลันปั่นป่วนเริ่มกรุ่นไปด้วยความไม่ชอบใจ เพราะดูทั้งน้ำเสียงและสีหน้าพี่ชายของเขาก็จะห่วงใยเด็กปีศาจนั่นมากมายนัก
...นี่ก็อีกผู้ที่ถูกเด็กปีศาจน้ำแข็งผูกใจด้วยกิริยาไร้เดียงสาไปอีกคนแล้วเป็นแน่...
“กระหม่อมได้รับข้อความจากฝ่าบาทที่ฝากไปกับหลิวฮั่นก็เร่งจากมา ขออภัยที่มิอาจตอบถึงอาการของนางได้ แต่…คาดว่าคงยังไม่ตายเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ มิเช่นนั้นบัดนี้เสด็จแม่ก็คงร้องเอ็ดอึงไปทั่ววังหลวงเป็นแน่ ฝ่าบาทอย่าทรงว้าวุ่นใจเลยพ่ะย่ะค่ะ”
พอได้ฟังคำตอบของหานไท่หมิงจบลงเท่านั้น หานไท่สือถึงกับจุกอกพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง เพราะมิคาดน้องชายของตนเองจะไม่เอ็นดูเฉียวปิงเซียวถึงเพียงนี้ ก็ขนาดเขาพบพานนางในคราแรกยังเอ็นดูนักหนาจนหากไม่ติดว่ามารดาจริงจังกับคำทำนายของนักพรตเฒ่าซือคง ท่านไต้ซือแห่งอารามหลวงบนยอดเขาไห่ซานที่ว่าเด็กน้อยผู้นี้มีดวงวาสนานำพาเกื้อหนุนไม่ให้หานไท่หมิงอายุสั้น ต้องตายลงด้วยคมดาบคมธนูก่อนจะเข้าสู่วัยครบยี่สิบเก้าหนาว หากตบแต่งนางมาเป็นภรรยาในวันที่น้องชายของเขาอายุครบสิบเก้าขวบปีเต็มเช่นเมื่อหลายวันก่อน เขาก็คงจะขอรับเอาเด็กน้อยมาเป็นองค์หญิงน้อย บุตรีบุญธรรมของตนเองไปแล้วเป็นแน่ แต่ราชกิจที่มากมาย กับแต่เดิมก็ไม่เคยขัดใจไทเฮา เขาจึงไม่อาจยื่นมือเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องความเชื่อนี้ของพระมารดา ถึงจะรู้สึกไม่ดีที่เหมือนเอาชีวิตเด็กผู้หนึ่งมาเล่นสนุก แต่เขาก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาผู้มีความกตัญญูผู้หนึ่งเท่านั้น จึงคิดว่าหากมันคือความสบายใจของพระมารดาเช่นนั้น...มองข้ามความไม่ถูกต้องไปบ้างย่อมไม่แปลก ถึงจะดูว่าเขาใจดำใจทมิฬก็ช่างเถิด
“อาหมิง…เสี่ยวปิงนางเพียงหกหนาวเท่านั้น เจ้าก็มองนางเป็นน้องสาวสักคนมันคงไม่ยากเกินไปหรอกกระมัง อย่าชิงชังรังเกียจนางไปเลย หากนางเลือกได้คงไม่ยินดีจากบ้านจากเมืองมาไกลเป็นพันลี้เช่นนี้เป็นแน่”
ย่อมรู้หานไท่หมิงนั้นไม่พึงใจกับวิวาห์นี้ ด้วยรู้แจ้งน้องชายเป็นคนที่อยากตบแต่งภรรยาเพียงหนึ่งนาง ถึงจะยากเย็นในฐานะของชินหวางแห่งหนานสุ่ยก็ตาม ทว่าเขารักมั่นคงอยู่กับจางหลานเย่มาตั้งแต่สามหนาวก่อน แต่ในเมื่อหลีกไม่ได้ ก็เพียงเด็กหญิงตัวเล็กเท่านั้นจะเมตตานางบ้างย่อมไม่น่าจะยากเย็น เขาเองก็คิดเช่นนี้ ในเมื่อรู้สึกผิด ก็ดูแลนางให้ดีนั่นก็พอจะสบายใจได้บ้าง
“ฝ่าบาท...กระหม่อมเป็นนักรบ จะเอาเวลาใดมาทะนุถนอมเด็กน้อย มิใช่ว่ายากเย็น แต่…กระหม่อมมีงานล้นมืออย่างยิ่ง เกรงว่าเลี้ยงเด็กนั้นจะทำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
…ใจคนบังคับไปก็เท่านั้น หากหัวใจไร้เมตตา เขาบีบบังคับไปผลร้ายมีแต่จะตกไปใส่เฉียวปิงเซียวเท่านั้น…
“เอาเถิด เจ้าไม่มีใจบังคับไปก็เท่านั้น บางที…เสร็จศึกนี้กลับมาเจ้าก็เขียนหนังสือหย่าขาดภรรยาให้เสี่ยวปิงเถิด ปล่อยนางไปเร็วหน่อยข้าจึงจะสบายใจ”
เพราะหากหานไท่หมิงเป็นเช่นนี้คิดว่าสู้ปล่อยให้เด็กน้อยมีอิสระโดยเร็วนั่นจึงนับว่าดี พอวันนั้นมาถึงเขาจะรับนางมาเป็นองค์หญิงตอบแทน เช่นนั้นฐานะหญิงหม้ายตั้งแต่วัยยังไม่เริ่มสาวจึงจะลบเลือนรอยด่างไปได้บ้าง เขาคงจะไม่รู้สึกผิดบาปต่อเด็กน้อยมากนัก
“แต่เสด็จแม่…”
เพราะที่หานไท่หมิงยอมรับเฉียวปิงเซียวนอกจากเพื่อไม่ให้หญิงคนรักถูกส่งไปแต่งงานต่างแดนแล้ว สาเหตุแท้จริงก็คือเขาเห็นแก่ความสบายใจของพระมารดา เพราะในหนึ่งหนาวชีวิตเขาจะได้กลับเมืองหลวงน้อยนัก ส่วนใหญ่อยู่แต่ชายแดน ทำแต่ศึก หากยอมทำตามพระทัยแล้วพระมารดาจะกังวลห่วงใยเขาน้อยลง หานไท่หมิงย่อมทำตามไม่ขัดขืน ถึงจะไม่ถูกชะตากับเด็กผู้นั้นอยู่บ้างเขาก็หาใช่ชิงชังนางแม้แต่น้อย เพียงรู้สึกริษยาบ้างในยามที่เห็นผู้คนต่างล้วนเอ็นดูนางมากกว่าเขาเท่านั้น เลยมีบ้างที่เขาอาจจิกกัดขยันข่วนเด็กน้อยระบายอารมณ์แค่เล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ แต่ถึงขนาดให้เขาต้องหย่าขาดจากกันจนมีผลให้พระมารดาไม่สบายใจ เขาย่อมไม่อยากกระทำ ที่สำคัญ...นางเป็นคนของเขาแล้วมิใช่หรือ? ...ในเมื่อเป็นคนของหานไท่หมิง ชาตินี้ก็ต้องเป็นไปจวบจนสิ้นใจ และในเมื่อตอนนางยังมีชีพอยู่เป็นคนของชินหวาง ตายลงไป...เฉียวปิงเซียว ยายเด็กปีศาจน้ำแข็งก็ยากจะหนีพ้นไม่เป็นผีของหานไท่หมิงไปได้!...
“อย่าได้ว้าวุ่นใจไป ทางเสด็จแม่ข้าจะช่วยโน้มน้าวให้อีกที”
ถึงยังไม่รู้จะไปโน้มน้าวพระมารดาเช่นไร แต่หานไท่สือคาดว่าหากเวลาเนิ่นนานกว่านี้สักหน่อยความเชื่อเหล่านี้อาจจะจางลงก็เป็นได้ เขาค่อยโน้มน้าวกันไปสักวันพระมารดาคงจะยินยอมปล่อยมือจากความเชื่อถือโชคลางไปเองในท้ายที่สุด
“อาหมิงขอบพระทัยฝ่าบาทที่เมตตา”
พอได้ฟังคำกล่าวของผู้เป็นพี่ชาย หานไท่หมิงจึงมีเพียงกล่าวขอบพระทัยเท่านั้น ส่วนอารมณ์อื่นใดในใจนั้นเขาย่อมวางนิ่งไม่เปิดเผยเด็ดขาด
“ข้าหาได้เมตตาเจ้า ทว่าข้าเมตตาเสียวปิงเท่านั้น ในยามนี้นางยังเป็นดรุณีน้อยโฉมงามกลับยากจะปกปิด หากในวันที่นางเติบโตเต็มวัยคงเป็นสาวงามนางหนึ่ง ในวันนั้นเจ้าก็คงสูงวัยจนใกล้จะเป็นบิดานางได้แล้ว เช่นนี้มิใช่เจ้ายอมหย่าขาดปล่อยนางไปตบแต่งกับบุรุษวัยเดียวคงยุติธรรมต่อท่านหญิงหกที่สุดแล้ว”
หานไท่หมิงถึงกับยกมือประสานขอบพระทัยค้างไปชั่วครู่หนึ่งเลยทีเดียวเมื่อได้ฟังความในใจขององค์ฮ่องเต้ว่าคิดจะยก 'คนของหานไท่หมิง' ไปให้บุรุษอื่น!
“เอาเถิด นี่ก็เลยยามจื่อมาพอสมควร เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด อ้อ เจ้าจงไปพักที่ตำหนักไทเฮาก่อนเถิด ในยามเช้าเจ้าจะได้มิต้องรีบเร่งย้อนกลับเข้าวังมาอีก”
เพราะตำหนักชินหวางนั้นอยู่อีกฟากฝั่งของเมือง นั่งรถมาก็ยังใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเต็ม แต่หากเป็นม้าฝีเท้าดีก็อาจย่นระยะมาเป็นครึ่งชั่วยามได้อยู่บ้าง หานไท่สือจึงไม่อยากให้น้องชายเดินทางไปและกลับอีก ให้เขารั้งอยู่พักผ่อนเสียที่ในวังหลวงย่อมสะดวกกว่ากันมากนั่นเอง
“ขอบพระทัยฝ่าบาท…อาหมิงทูลลา”
พอแผ่นหลังกว้างนั้นลับหายไปจากสายตา หานไท่สือนั้นจึงระบายลมหายใจออกมาหนักแน่น เพราะกลัดกลุ้มกับศึกใหญ่ที่มาประชิดชายแดนเหลือเกิน
ก็ในหนานสุ่ยนี้นอกจากการค้าทางเรือฟากฝั่งทางด้านไห่โจว เส้นทางการค้าหลักอีกหนึ่งสายแสนสำคัญก็คือด่านชายแดนของชาวทุ่งหญ้าที่สามารถข้ามเลยไปไกลผ่านทะเลทรายอีกด้วย สงครามเกิดการค้านี้ดูท่าคงลำบากใช่น้อย เช่นนี้ชาวบ้านคงจะทำมาหากินยากเย็นไปด้วยเสียเป็นแน่
“ทำเช่นไรได้ สิ่งใดมันจะเกิดย่อมต้องเกิด...ฝืนชะตาสวรรค์คงจะไม่ไหว”
เขาพึมพำปลอบใจตนเอง ผู้ใดกันเล่าช่างกล่าวกันว่าฮ่องเต้นั้นมีอำนาจวาสนาอยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน เพราะสำหรับเขาแล้วนั้น…เกรงว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่เหนือผู้คน ทั้งยังต้องเสียละมากกว่า หาใช่มีอำนาจไว้เสพสุขอยู่เหนือประชาชนของตนเอง เช่นที่เขากำลังกลัดกลุ้ม หัวใจร้อนรนราวกับมีเพลิงกองใหญ่สุมอยู่ภายในหัวอกมิอาจวางใจลงได้เลยสักน้อย เพราะเต็มไปด้วยความห่วงใยชาวประชาที่ตนเองปกครองดูแล จะพบพานทุกข์ยากจากไฟสงครามนั่นเอง
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







