Masukและเมื่อผ่านไปสามวัน ไข้ของเฉียวปิงเซียวก็ทุเลาลงมาก จนในยามเช้าของวันที่สี่เด็กน้อยก็ลุกขึ้นมาเดินเหินได้สะดวกแม้จะยังมีอาการหวาดผวาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากแล้ว อย่างไรนางก็มีมารดาเป็นสตรีเหี้ยมหาญของเผ่าซีเป่ย ที่ขึ้นชื่อว่ามีนักรบฝีมือมากมายผู้หนึ่ง ย่อมไม่เสียขวัญนานเช่นเด็กน้อยวัยเดียวกันอยู่แล้วตามแบบแผนที่รองแม่ทัพนางหนึ่งจะสั่งสอนบุตรของตนเองได้
"เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊จ๋า...รองเท้าของเสี่ยวปิงเล่า"
รองเท้าคู่นั้นเป็นคู่สุดท้ายที่มารดาของนางตัดเย็บให้ด้วยตนเองเช่นเดียวกับตุ๊กตาผ้าตัวนั้น บัดนี้นางเริ่มหายดี สิ่งแรกที่เฉียวปิงเซียวถามหาก็คือของที่มารดาทำให้เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนางจะลาลับไปท่องเที่ยวสวรรค์เมื่อหนึ่งหนาวก่อนทันที
"ยังหาไม่พบเลยเพคะ"
ได้ฟังเช่นนั้นเด็กน้อยก็ซึมลงทันที ตอนนี้นอกจากอาภรณ์อีกไม่กี่ชุดก็เท่ากับนางไม่เหลือของดูต่างหน้ามารดาอีกแล้ว เด็กน้อยจึงหันไปนำเสื้อที่หลายคืนก่อนเสี่ยวเตี๋ยนางไปนำมาให้ตนเองนั้นได้กอดนอนแทนตุ๊กตาผ้าในช่วงที่เด็กน้อยนางกำลังมีไข้สูงขึ้นมากอดแนบที่หน้าอกอย่างแน่นหนาอีกครั้ง แล้วจึงยกหัวเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดทอดสายตามองเหม่อออกไปไกลคล้ายกับว่านางอยากมองไปจนถึงมารดาที่อยู่ไกลแสนไกลตามที่ตนเองเข้าใจ
ส่วนนางกำนัลตัวน้อยพอนางเห็นกิริยาเหงาหงอยของผู้เป็นท่านหญิงตัวน้อยเสี่ยวเตี๋ยนางก็อดจะน้ำตาซึมเสียมิได้ เพราะเช่นไรท่านหญิงหกก็ยังเยาว์นัก ทุกวันนี้แบกรับทุกสิ่งมากกว่าคุณชายใหญ่เสียอีก ช่างเกินวัยเหลือเกินท่านหญิงน้อยของเสี่ยวเตี๋ย
"เช่นนั้นเสี่ยวเตี๋ยจะไปค้นหาอีกครั้งนะเพคะ"
นางกำนัลวัยเยาว์ทนให้คุณหนูของตนเองซึมเศร้าเหงาหงอยเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวจึงคิดจะไปทดลองค้นหาดูอีกสักครั้ง หวังว่าบางทีไปค้นหาอีกหลายรอบสักหน่อยอาจจะพบเจอ ซึ่งหลายคราวก่อนที่ค้นหาคงยังไม่ละเอียดถี่ถ้วนพอก็เป็นไปได้ จึงคิดไปหาอีกครั้งในช่วงสายนี้
"อย่าลำบากอีกเลย...หายแล้วก็ให้หายไปเถิด ถือว่าเสี่ยวปิงผิดเองที่รักษาของไม่ดี ช่างเถิดเสี่ยวเตี๋ย"
เด็กน้อยหันไปกล่าวกับสาวใช้คนสนิทในอดีต แต่คือนางกำนัลในวันนี้ แล้วก็นั่งเหม่อมองออกไปยังสวนด้านข้าง ได้เห็นภาพของแสงแดดอ่อนจางในช่วงสายสาดลงมาขับไล่หยาดน้ำค้างตามยอดหญ้าและไม้ดอกทั้งหลาย หมู่มวลผีเสื้อหลากสีต่างบินวนเวียนฉวัดเฉวียนโฉบลงเชยชมเกสรดอกกุหลาบงามที่กำลังเบ่งบานรับอรุณ ดูงดงามราวภาพในความฝันเลยทีเดียว
เท้าเล็กเรียวจึงก้าวลงจากเตียงนอนแล้วเดินเลยออกไปทางระเบียงเพื่อจะออกไปสู่ลานดอกไม้ด้านที่ตนมองเห็น ในอ้อมแขนก็ยังมีเสื้อที่มารดาตัดเย็บทิ้งเอาไว้ให้ดูแทนกาย กอดเอาไว้แน่นแทนอ้อมกอดอบอุ่นของมารดาที่ยิ่งนานวันเด็กน้อยก็ชักจะลืมเลือนความอบอุ่นเช่นนั้นไปทุกที...ทุกที...ซึ่งมันแสนจะโหดร้ายสำหรับเด็กน้อยเช่นตนเอง...
นิ้วกลมป้อมยื่นออกไปแตะดอกกุหลาบสีชมพูกลีบดอกหนาแน่น ก่อนที่จะเลียนแบบท่าทางชื่นชมเกสรดอกไม้เช่นผีเสื้อทั้งหลายกระทำ ซึ่งพอเฉียวปิงเซียวก้มลงไปดอมดมกลิ่นหอมสดชื่น ผีเสื้อทั้งหลายตกใจจึงต่างโบยบินหนีแตกกระจายออกเป็นวงกว้างให้นางรู้สึกสนุกสนาน ลืมเลือนความเดียวดายเปลี่ยวเหงาที่ต้องห่างไกลจากอกของมารดา
"ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...พวกเจ้ากลัวข้าหรือ"
กายน้อยในอาภรณ์สีขาวสะอาดที่กำลังวิ่งด้วยเท้าเปล่าเปลือยไปจนรอบลานกว้างด้านข้างตำหนักของไทเฮา กับเสียงหัวเราะสดใสในยามที่นางเกือบคว้าตัวของผีเสื้อทั้งหลายได้ แต่สุดท้ายก็เพียงแค่เกือบได้ เพราะนางคงไม่คิดจะจับพวกมันจริงจังด้วยกลัวว่าพวกมันอาจจะตายลงไปได้นั่นเอง ดังนั้นเส้นผมสีอ่อนที่ถูกแสงของดวงอาทิตย์ของต้นยามเฉินสาดส่องส่งผลให้สีอ่อนของเส้นผมที่ไม่เหมือนชาวจงหยวนสายเลือดแท้ทั้งหลาย บัดนี้คล้ายจะมีแสงเรืองรองของแสงสีทองเปล่งออกมาจากกายน้อยได้อย่างไรอย่างนั้น
...งดงามเช่นเทพธิดาตัวน้อยบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าเหลือเกิน...
ถึงทุกผู้ที่คิดจะไม่เคยพบเห็นเทพธิดาบนสวรรค์มาก่อน เคยแต่เห็นภาพวาดจากภายในอาราม แต่บัดนี้ภาพกลางสวนกุหลาบงามนั้นมิอาจผิดไปจากคำว่ามีเทพธิดาตัวน้อยลงมาเยือนโลกมนุษย์เพื่อวิ่งเล่นสนุกไปได้เลย...เสี่ยวปิงเจ้าช่างงดงามเหลือเกินคนดี...
"ชินหวางเฟยพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง เรียกให้กายน้อยของเทพธิดาตัวน้อยนางนั้นหันมามองทางเขา ความรู้สึกของบุรุษวัยจริงนั้นคือสามสิบหนาวตกหลุมความงดงามพิสุทธิ์นี้ของเด็กน้อยในวันนี้ได้ไม่ยากเย็น จนเขาอดจะคิดเสียดายวันวานในอดีตเมื่อสิบเอ็ดหนาวก่อนย้อนคืนกลับมาอีกครั้งเสียมิได้
"เฉินเก่อเกอ..."
กว่าเขาจะรู้สึกตัวมีสติอีกครั้ง ใครจะคาดคนตัวเล็กก็มายืนตรงหน้าพร้อมเปิดรอยยิ้มสดใสมอบให้เขาจนใกล้เสียแล้ว...ก็เพราะความงดงามไร้การปั้นแต่งนี้ ชินหวางหานไท่หมิงในอดีต แต่เป็นองครักษ์เฉินเซินในวันนี้ ที่ในกาลก่อนเขามักจะชอบสร้างกำแพงจนสูงด้วยทิฐิอันแรงกล้าว่าตนเองชิงชังรังเกียจเด็กน้อยยิ่งนัก ก็เพราะเกรงว่ารอยยิ้มนี้...สุดท้ายจะเป็นเขาเองนี่แหละจะพ่ายแพ้จนสิ้นสภาพให้กับเด็กวัยเพียงหกหนาวอย่างยากจะดิ้นหลุดไปได้
เพราะทุกสิ่งที่หล่อหลอมรวมกันมาเป็นเฉียวปิงเซียวนั้นล้วนงดงามพิสุทธิ์อย่างยิ่ง เป็นเช่นนี้ผู้ที่ตลอดมาก็รู้จักแต่เพียงกลศึก และจัดการเป็นก็แต่เพียงวางแผนการรบกำราบข้าศึกมากมาย ในยามที่สิ้นศึกก็เพียงเรียกหาสาวงามมาบำบัดอารมณ์ของบุรุษวัยฉกรรจ์ทั่วไป แต่ความรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยผู้หนึ่งหานไท่หมิงไม่รู้จักทั้งสิ้น ต่อให้ในวังหลวงเขาย่อมมีพี่น้องที่เป็นองค์หญิง ทว่าเขาไม่คุ้นเคยย่อมไม่อยากข้องเกี่ยวให้วุ่นวาย ทว่าท้ายที่สุดเขาก็หนีไม่พ้น...หนีหัวใจตนเองไม่ได้เลย
เมื่อเขาได้พบพานความน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากอุ้มมากอดมาฟัดเสียให้สาแก่ใจตั้งแต่แรกเจอ ชินหวางในวันนั้นจึงถึงกับเสียหลักไปครู่ใหญ่แล้วเสแสร้งแกล้งว่าตนเองชิงชังนาง เพราะอับอายที่ไปหลงเสน่ห์ไร้เดียงสาจนยากจะถ่ายถอน ก็นะ...เขาอับอายมากมายนักที่ตนเองเผลอใจไปรักเด็กวัยเพียงหกหนาว หากรู้ไปที่ใดเขาคงถูกมองด้วยสายตาดังเขาเป็นบุรุษวิปลาสเสียเป็นแน่ แต่พอได้เห็นมีแต่คนรักคนเอ็นดูเด็กน้อยมากเท่าใด อารมณ์ของชินหวางในอดีตก็ยิ่งขุ่นมัวไม่พอใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ จึงสรุปแบบโกหกว่าตนเองไม่ถูกชะตากับเด็กน้อยตาใสยิ้มสวยเช่นเฉียวปิงเซียวไปในท้ายที่สุด เพราะไม่อยากกลายเป็นบุรุษน่าชังที่คิดไม่ดีกับเด็กน้อยนั่นเอง
"เท้าเลอะแล้วพ่ะย่ะค่ะ...มาเถิด เฉินเซินจะเช็ดให้ชินหวางเฟยเอง"
กายสูงใหญ่ทรุดลงนั่งแล้วจึงอุ้มคนตัวเล็กขึ้นไปวางบนม้านั่งใต้ต้นสาลี่ป่า จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเองออกมาค่อย ๆ เช็ดทำความสะอาดเท้าน้อยอย่างตั้งใจ ไม่คิดรังเกียจสักนิดว่าเท้าเล็กนั้นจะเป็นส่วนที่ต่ำที่สุดของร่างกาย
"กระหม่อมทราบว่าชินหวางเฟยชอบสวมรองเท้าผ้าไหมนุ่มเช่นนี้ ซึ่งมีขายแค่เพียงเผ่าของพระมารดาของพระองค์ เมื่อวานผ่านไปทางตลาดมิคาดว่าจะพบพ่อค้าเร่จากเผ่าซีเป่ยเข้าพอดี กระหม่อมได้เห็นรองเท้าคู่นี้จึงคิดถึงพระองค์ในทันทีพ่ะย่ะค่ะลองสวมดูเถิดมิทราบว่าจะพอดีหรือไม่"
รองเท้าผ้าไหมสีแดงคู่ขนาดพอดีกับเท้าขนาดเล็กของเฉียวปิงเซียวแล้วยังมีลายที่ปักยังถอดพิมพ์เดียวกันกับรองเท้าของมารดาที่ตัดเย็บให้นางก่อนจะจากไปตลอดกาลอีกด้วย คิ้วเรียวเล็กขมวดขึ้นสูงทันที แต่เด็กย่อมยังคงเป็นเด็กน้อยวัยอ่อน นางจึงเชื่อสนิทใจต่อคำโป้ปดนั้นของเฉินเซินไม่มีติดขัด
"ขออนุญาตให้กระหม่อมลองสวมให้นะพ่ะย่ะค่ะชินหวางเฟย"
เฉินเซินนั้นกล่าวคำขออนุญาตเจ้าของเท้า คนที่ถูกใจรองเท้าคู่นี้อย่างมากพยักหน้าทันที แต่นึกได้ว่ากิริยาเหล่านี้ชินหวางเฟยทำแล้วดูไม่งาม เด็กน้อยจึงฉีกยิ้มประจบพี่ชายใจดีออกไปหนึ่งสาย ดวงตาหรือก็เต้นระริกไปด้วยแววยินดีอย่างยิ่ง
"ได้ สวมเลย...สวมเลย เสี่ยวปิงชอบมาก"
เท้าเล็กขยับดุ๊กดิ๊กดูก็รู้ว่าคงตื่นเต้นดีใจมาก เพราะในอดีต เขามารู้ทีหลังว่ารองเท้าที่หายไปเมื่อครั้งตกลงไปในบ่อปลา ทำเอาเด็กน้อยเหงาหงอยไปหลายสิบวัน เขาจึงกลับไปค้นหาอีกครั้ง แต่ก็หาเจอเพียงข้างเดียว สุดท้ายเลยนำรองเท้าข้างเดียวนั้นไปจ้างช่างฝีมือในเทียนคงเฉิงตัดเย็บออกมาให้นางใหม่เสียเลย แล้วเขาก็ดีใจอย่างยิ่งที่ตนเองคิดถูก เพราะเฉียวปิงเซียวดูดีใจอย่างเหลือเกิน...เพียงนางยิ้มได้เขาก็สุขใจอย่างที่สุดแล้ว ดังนั้นต่อให้เฉินเซินต้องเชือดเนื้อเลาะเอาผิวหนังตนเองล้วนยินดีทำให้นางไม่คิดมากเลย
"โอ้โห...สวมได้พอดีเลยเฉินเก่อเกอ เหมือนคู่ที่หายไปเลย...ขอบคุณอย่างยิ่งนะเจ้าคะ เสี่ยวปิงชอบมาก...รักเลย"
ริมฝีปากเล็กเปิดรอยยิ้มแต้ยากจะหุบยิ้มได้ลงเลยทีเดียว เพราะรองเท้านี้พอเหมาะไม่ต่างจากที่มารดาเคยตัดเย็บให้ราวกับถอดพิมพ์เดียวกันมา นอกจากความชอบแล้วนางยังหลงรักมันอย่างยิ่ง
"ต่อไปชินหวางเฟยโปรดเรียกขานกระหม่อมว่าเซินเก่อเกอแทนเฉินเก่อเกอเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
คนที่นั่งต่ำกว่าเล็กน้อยกล่าวไปยิ้มไปพร้อมกับเด็กน้อย บรรยากาศในสวนสวยวันนี้เลยยิ่งสดชื่นแจ่มใสเกินสิบส่วน ผู้ใดผ่านมาพบเห็นก็คงยากจะไม่ยิ้มตามไปกับชินหวางเฟยตัวน้อย
"ได้! ...เซินเก่อเกอ...ขอบคุณเซินเก่อเกออย่างยิ่ง...ลำบากเซินเก่อเกอแล้ว....เสี่ยวปิงชอบมาก...ชอบจริงแท้...รักรองเท้าคู่นี้มาก"
เด็กน้อยพูดซ้ำไปซ้ำมาไร้จริตมารยาปั้นแต่ง ชอบนางก็บอกความจริงไป ไม่ชอบนั้นนางจึงนิ่ง
"แล้วมิทราบว่าชินหวางเฟยกำลังตามหาสิ่งนี้อยู่หรือไม่"
ตุ๊กตาผ้าตัวโปรดถูกหยิบยื่นมาตรงหน้า ดวงตารูปหงส์สีทองอร่ามเรืองรองคู่งามนั้นขยายกว้างเกินหกส่วน!
"กรี๊ด! ...เสี่ยวเป่า...เสี่ยวเป่าของเสี่ยวปิง"
คราวนี้คนตัวน้อยถึงกับโถมกายลงมาจากม้านั่งพุ่งเข้ารัดรอบลำคอของ 'เซินเก่อเกอ' แล้วยังกดจมูกพร้อมริมฝีปากเล็กกระแทกลงที่แก้มทั้งสองข้างของพี่ชายใจดีไปอีกหลายครั้งอย่างแสดงให้อีกฝ่ายรับรู้ว่านางนั้นพอใจมากมายเพียงใด จนใบหน้าและใบหูขององครักษ์หนุ่มแดงก่ำ นางจึงถอยห่างไป ทว่ายังคงทิ้งคราบน้ำลายติดอยู่เต็มให้อีกฝ่ายเขินมาก ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่เพียงจะยิ้มเท่านั้น เฉินเซินถึงกับหัวเราะเสียงก้องเลยทีเดียว เพราะรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง
...ในอดีตเขาพลาดโอกาสชื่นชมความน่ารักนี้ไปหนึ่งครั้ง วันนี้ได้โอกาสที่สองมาแล้วต่อให้หลังจากนี้เขาจะต้องทุกข์ทรมานกว่าที่ผ่านมาสักหมื่นเท่า เขาล้วนยินยอมไม่หลบหนีทั้งสิ้น!...
เด็กน้อยเห็นพี่ชายใจดีเช่นเฉินเซินหัวเราะ นางจึงร่วมหัวเราะด้วย เพราะดีใจจนอธิบายไม่ถูก ก็นางถึงกับตัดใจแล้วว่าชีพนี้คงไม่อาจพบเจอเสี่ยวเป่าของท่านแม่แล้ว แต่เซินเก่อเกอนั้นเขากลับนำพากลับมาได้ เฉียวปิงเซียวนางจึงดีใจเหลือแสน
หนึ่งพี่ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดหนาวกับหนึ่งน้องสาวตัวน้อยต่างกำลังมีความสุขอารมณ์ดีกันอย่างยิ่ง ทว่าอีกมุมหนึ่งกลับมีใครบางคนมองภาพนั้นด้วยความไม่ชอบใจ อย่างยิ่ง ต่อให้เขาไม่ถูกชะตากับเด็กปีศาจน้ำแข็งเช่นเฉียวปิงเซียวนั้นเท่าใด แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้คน หรือสิ่งของ หากว่ามันตกมาถึงมือจนเป็นของเขาแล้ว ต่อให้ทิ้งไปแล้วเช่นไรก็ยังเป็นของเขาอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไป และหากมีผู้ใดคิดจะครอบครองต่อจากเขา คนเช่นหานไท่หมิงยินดีจะทำลายของชิ้นนั้นทิ้งไปเสียยังจะดีกว่ายินยอมส่งทั้งของและคนที่ตนเองไม่ต้องการแล้วให้แก่ผู้ใดต่อทั้งสิ้น!
"เฟิ่งเหลย...ต่อไปหน้าที่องครักษ์ข้างกายชินหวางเฟย ข้าส่งมอบมันให้แก่เจ้าทำหน้าที่แทนเจ้าเฉินเซินผู้นั้นนับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป"
น้ำเสียงเย็นยะเยือกกดต่ำ สั่งการองครักษ์ข้างกายฝ่ายซ้ายอีกคนทันทีที่ตัดสินว่าตนเองไม่พึงใจอย่างยิ่งให้เด็กผู้นั้นไปสนิทสนมกับเจ้าองครักษ์หน้าตายเช่นเฉินเซินต่อไปอีกแล้ว เพราะคำว่านางคือคนของ 'เขา' จะอยู่หรือตายกลายเป็นเถ้า อันสิ่งของที่เขายังไม่คิดสละทิ้งก็ยังเป็น 'ของ' ที่เขา 'หวง' อยู่เช่นนั้นตลอดกาล!
"แล้วพระชายารองจางเล่าพ่ะย่ะค่ะ"
คนที่ปกติมีหน้าที่คอยคุ้มกันพระชายารองเอ่ยถามด้วยความกังขา ด้วยว่าไม่ค่อยเข้าใจผู้เป็นนายยิ่งนัก ก็มิใช่ว่าชินหวางนั้นชิงชังชินหวางเฟยตัวน้อยอย่างยิ่งหรอกหรือ ก็หากเป็นเขา หากชิงชังย่อมต้องไม่คิดข้องเกี่ยว หรือยื่นมือสอดปลายเท้าเข้าไปวุ่นวายเป็นแน่
"องครักษ์ของข้ามันมีเพียงเจ้ากับหลิวฮั่น และเฟยเจี้ยนหรืออย่างไร หวังว่าเพียงดูคนที่สมควรมาดูแลพระชายารองนั้น คงไม่ต้องรอให้ข้าต้องไปเลือกด้วยตนเองหรอกกระมังเฟิ่งเหลย แล้วก็...คำสั่งของข้านั้นเจ้ามาบังอาจสงสัยได้ตั้งแต่ยามใดกัน"
...ผู้ใดจะไปบังอาจหาเรื่องลำบากใส่ศีรษะตนเองเช่นนั้นกัน! ...
ย่อมแน่นอนว่าอี้เฟิ่งเหลยมีหรือจะกล้าพูด ที่ทำได้ก็แค่คิดในใจเท่านั้น
"มิกล้าพ่ะย่ะค่ะชินหวาง" องครักษ์หนุ่มตอบเร็วไว
"มิกล้าก็ไสหัวไปตามคำสั่งของข้าสักที ยิ่งเห็นหน้าเจ้าแล้วอารมณ์ของข้าก็ยิ่งพานหงุดหงิดอยากฆ่าคน!"
ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่กลับเป็นชินหวางหนุ่มที่พลันเร่งก้าวเดินหนีหายจากไปเสียเอง อี้เฟิ่งเหลยถึงกับเกาศีรษะทอดสายตามองตามผู้เป็นนายไปอย่างไม่เข้าใจอันใดทั้งสิ้น
"ตกลงชินหวางสั่งตนเองให้เสือกไสศีรษะไปหรอกหรือ? ..."
พึมพำอย่างโง่งมยิ่ง แต่พอนึกได้ถึงหน้าที่ของตนเองว่าต้องเร่งไปจัดการคนมาทดแทนตนเอง อี้เฟิ่งเหลยจึงเร่งฝีเท้าไปจัดการให้เรียบร้อย ก่อนที่ชินหวางจะเสือกไสศีรษะกลับมาลงโทษเขาเอาได้!
...อารามหลวงแห่งมหานครเทียนคงเฉิง...
"หยวนไต้ซือ อีกเจ็ดราตรี ชินหวางจะออกเดินทางไปทัพเพื่อปราบปรามกบฏแล้ว ท่านช่วยทำนายดวงชะตาของเขาว่าจะมีอันใดเกิดขึ้นบ้างได้หรือไม่ ดีและร้ายนั้นมีกี่ส่วน"
ต่อให้บัดนี้ตบแต่งเด็กน้อยผู้ซึ่งมีดวงเทพธิดาโอสถมากำเนิดแล้ว แต่ไทเฮาเสิ่นลี่เหยาพระนางก็ยังรู้สึกหวั่นใจเสียมิได้ที่การไปทัพครั้งนี้ดูจะอันตรายอย่างยิ่งนั่นก็ด้วย
"ไทเฮาทรงสงบพระทัยสักนิดเถิด คนเราบางทีหากถึงคราวจะต้องตาย นอนอยู่แต่เพียงในเรือนก็ตายจนได้ แต่หากชะตาคนผู้นั้นไม่ถึงที่ตาย บางทีร่างกายถูกทำลายจนดับสูญเขาก็อาจจะไม่ตายก็เป็นได้"
ฟังคำกล่าวที่แสนจะวกวนของไต้ซือเฒ่าตรงหน้านั้นแล้วเสิ่นลี่เหยานางก็ล้วนไม่แจ้งใจทั้งสิ้น เพราะจะเหมือนตีความหมายไม่ยาก แต่นางตีความจนปวดศีรษะกลับขบคิดไม่แตกฉานเลยสักนิด
"แต่ว่าการศึกคราวนี้มัน..."
นักพรตเฒ่าระบายลมหายใจแล้วลืมตาขึ้นมามองสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าที่นั่งห่างออกไปพอสมควรนิ่ง ครู่หนึ่งทีเดียวกว่าเขาจะตัดสินใจพูดบางสิ่งออกไป
"เช่นนั้นอีกสามวันเป็นคืนเพ็ญกระจ่างท้องนภา เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะจัดพิธีกราบไหว้เทพจันทรา แล้วนำพาทั้งชินหวางและชินหวางเฟยมาพร้อมกัน ตัวอาตมาจะช่วยทำพิธีผูกวาสนาพวกเขาทั้งสองให้ด้วยตนเองก็แล้วกัน เช่นนี้หากไทเฮาดูแลปกป้องชินหวางเฟยด้วยดีปลอดภัย ชีพของชินหวางก็จะไม่สิ้นแล้ว แต่...ขอให้ทรงคิดให้แตกฉานสักนิดว่าจะทรงกระทำพิธีอันแสนศักดิ์สิทธิ์นี้แน่แล้วหรือไม่"
เสิ่นลี่เหยานั้นหลายหนาวที่ผ่านมาศึกษาศาสตร์เหล่านี้มาไม่น้อยย่อมรู้พิธีกรรมผูกวาสนานั้นเป็นเช่นไรก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะอย่างไรนางก็ยังเป็นสตรี ย่อมเห็นใจสตรีด้วยกัน ทว่าคำว่ามารดากลับทำให้ต้องตัดสินใจเหี้ยมโหดต่อเด็กน้อยเช่นเฉียวปิงเซียวเพื่อให้ชีพของบุตรชายของตนได้ปลอดภัย
...ต่อให้ต้องสังหารชีพผู้ใดอีกกี่หมื่นกี่พันขอเพียงชีพของลูกนางได้ยืนยาวนางล้วนยินดีมือเปื้อนโลหิต กลายเป็นนางมารชั่วไม่คิดกลัวหรือยำเกรงในบาปกรรมแม้แต่น้อย...
"ลำบากหยวนไต้ซือแล้ว...เช่นนั้นเปิ่นกงคงต้องขอลาท่านเสียในยามนี้เลยก็แล้วกัน เพราะจะได้เร่งไปเตรียมทั้งคนและข้าวของสำหรับพิธีในอีกสามวันให้พร้อมเพรียง"
กายงดงามนั้นเดินห่างออกไปแล้ว ท่านไต้ซือเฒ่าจึงถอนหายใจออกมาอีกหลายเฮือก ชะตาคนเรามันช่างยากเย็นเสียจริง แต่ทั้งหมดทั้งมวลกลับล้วนอยู่ที่จิตใจอันลึกซึ้งเพียงเท่านั้นว่าจะเลือกให้มันยากเย็น หรือปล่อยให้มันหมุนวนเวียนเป็นไปตามกงล้อแห่งชะตากรรมของแต่ละชีวิต ไม่ยึดติดเพียงสิ่งลวงตาอยู่ไม่คู่คงทน
"ได้ยินแล้วกระมัง...ทีนี้ก็อยู่ที่เจ้าแล้วว่าจะทำเช่นไรไม่ให้ชินหวางมาทำพิธีนี้ หรือเจ้าจะเต็มใจให้ทุกสิ่งมันเป็นไปตามกงล้อแห่งชะตากรรมเก่าก่อน ซึ่งข้าจะขอย้ำเตือนแก่เจ้าอีกครั้งว่าต่อให้ชินหวางจะสมัครใจ หรือไม่อยากเข้าร่วมพิธีด้วยตนเองเพราะเจ้าคิดจะลงมือใช้วิธีโกงเช่นในคราวของชินหวางเฟยตกบ่อปลาอีก ก็คงบอกได้เพียงว่าถึงครานี้หลบหลีกได้ แต่ครั้งต่อไปย่อมจะเกิดขึ้นจนได้อีก ซึ่ง...หากเป็นเช่นนั้น เหล่าฝูมิอาจรับรองผลร้ายที่จะตามมาไปได้...อยู่ที่เจ้าจะเลือกเอาเถิด"
กายที่อยู่ในอาภรณ์มิดชิดก้าวออกมาจากด้านหลังม่านด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น ยิ่งใบหน้านั้นผู้ใดพบเห็นคงดูออกว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนที่ป่วยอาการหนักเพียงใด เพราะซีดขาวคล้ายซากศพอยู่หกส่วน
"ข้าย่อมไม่ลืม...ทุกสิ่ง"
ขวดยาสีขาวขุ่นถูกวางลงตรงหน้าของไต้ซือเฒ่า แล้วจึงมีไต้ซือเด็กอีกผู้มารับแล้วนำไปส่งให้บุรุษในชุดคลุมสีดำมิดชิดอีกต่อหนึ่ง มือเรียวยาวขาวซีดจึงยื่นออกมารับในกิริยาที่เจ้าของเพียรพยายามจะควบคุมไม่ให้มันสั่นเทามากนัก
"ย่อมไม่ลืมแล้วเหตุใดสภาพของเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ทรมานตนเองคือความสุขของเจ้าหรือ อย่าให้คนผู้นั้นเขาต้องได้ลงมากำราบเจ้าด้วยตนเองเลย...หาไม่โอกาสใดเจ้าก็จะไม่เหลือทั้งสิ้น...เฉินเซิน..."
แต่คนถูกตำหนิจะฟังหรือก็เปล่าเขาเพียงก้มศีรษะให้ไต้ซือเฒ่าแล้วเดินจากไปเงียบงัน เช่นในยามที่เขาก้าวเข้ามาหลบซ่อนไม่มีผิด ไต้ซือเฒ่าก็ทำได้เพียงระบายลมหายใจทิ้งอีกรอบจากนั้นจึงปิดดวงตาลงเช่นเดิม
"นี่แหละความทุกข์ของเหล่ามนุษย์ที่ตัดทุกข์ทั้งสี่ไม่พ้นลำคอ...รัก...โลภ...โกรธ...หลง...ไม่ตัดขาดให้สิ้น สุดท้ายจึงต้องทุกข์ทนเสียยิ่งกว่าคนตายปล่อยวางนั่นย่อมง่ายที่สุด...แต่เขาก็เลือกจะกำมันเอาไว้ยึดถือมันไม่จบสิ้น...มนุษย์เอ๋ย...มนุษย์...พวกเจ้าล้วนปล่อยดวงจิตให้เป็นอาหารเหล่าปีศาจและมารร้ายกันเช่นนี้ หึ...ในใต้หล้าจึงมิเคยสงบสุขได้สักคราว"
ส่วนมนุษย์ที่ถูกตำหนิอยู่นั้นบัดนี้ดื่มยาทั้งสองขวดหมดสิ้นก็ทรุดกายดิ้นทุรนทุรายอยู่ในมุมซอกหินลึกลับซอกหนึ่งใกล้ชายเขาไห่ซานนั่นเอง ยิ่งนานเข้าเส้นโลหิตทั้งกายกลับนูนเด่น อีกครู่ต่อมาก็มีแต่เพิ่มความชัดเจนเห็นถึงสีดำไหลเวียนวิ่งพล่านไปตามผิวหนัง
"อ๊าก!”
ดวงตานั้นก็แดงก่ำในยามแรกผ่านยิ่งนานสีก็ยิ่งเข้มขึ้น...และเข้มขึ้น กว่าเขาจะอาเจียนเอาโลหิตสีดำกลิ่นคาวรุนแรงออกมากองใหญ่ ก็ดิ้นรนอยู่นานราวเวลาผ่านไปหลายหมื่นปีกับทุกข์ทนที่ต้องทานทนแบกรับแลกกับโอกาสที่สองที่เขาจะกลับมาเปลี่ยนชะตาของชาวหนานสุ่ย และคนที่ตนรักและผูกพัน
"หึ...หึ...หึ...เจ้ามันเป็นตัวอันใดกัน...เป็นตัวอันใดกันเล่า หานไท่หมิง! ปีศาจก็ไม่เชิง อมนุษย์หรือก็ไม่ใช่ หรือแท้จริงเจ้าเป็นอสูรผู้ผุดขึ้นมาจากขุมนรกโลกันตร์กันแน่เล่า...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...คงจริงแท้...สุดท้ายบัดนี้ข้ามันก็เป็นได้เพียงอสูรตนหนึ่งเท่านั้น!”
กายสูงใหญ่นอนหงายเหยียดยาวมองขึ้นไปบนท้องฟ้า น้ำตาของบุรุษไหลรินทั้งที่เขายังส่งเสียงหัวเราะด้วยน้ำเสียงขมขื่นเหลือแสน จากนั้นมือที่สั่นเทาของเขาก็ล้วงเข้าไปหยิบเอารองเท้าข้างหนึ่งออกมากอดแนบแน่น กดมันเอาไว้ตรงตำแหน่งของหัวใจ...หัวใจที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมาร่วมหนึ่งหนาว จากนั้นจึงหลับตาปิดลง ซึมซับเอากำลังใจจากเจ้าของรองเท้าข้างนี้มาเติมพลังให้เขาต้านทานทุกความทุกข์...ความทรมาน...ให้ตลอดรอดฝั่งไปจนการสำคัญสำเร็จลุล่วงในท้ายที่สุด...ต่อให้สุดท้ายเขาจะต้องเจ็บปวดจนดวงวิญญาณสูญสิ้นก็ล้วนยินดี ขอเพียงชาวประชาชนของหนานสุ่ย และนาง..เฉียวปิงเซียว...แค่นางนั้นปลอดภัยอยู่ดีมีสุขกับสายเลือดในครรภ์ของนางได้คลอดออกมา เขาดับสูญก็ไม่เสียดายสักนิด
"ลูกพ่อ...เจ้าจะต้องได้เกิดมา"
เฉินเซินพึมพำถ้อยคำแสนปวดร้าว เมื่อได้หลับตาแล้วเห็นภาพของภรรยาตัวน้อยนอนเลือดท่วมกาย ในขณะที่สองมือน้อยปกป้องหน้าท้องกลมนูนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น คาดว่าจนลมหายใจสุดท้ายนางก็ยังคิดปกป้องสายเลือดสายใยรักระหว่างกันอย่างกล้าหาญ
...ชาตินี้ต่อให้เขาเจ็บกว่านี้...ทรมานกว่านี้...มีร่างกายทว่าไร้ดวงใจเต้นเช่นมนุษย์ปกติทั่วไป แต่...เขาจะปกป้องนาง เขาจะยอมดวงจิตแตกสลายเพื่อให้นางและบุตรในอุทรนั้นอยู่รอดปลอดภัย...
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







