Masukพออีกสองวันต่อมาอาการของเฉียวปิงเซียวนั้นหายดีเป็นปกติ คนเพิ่งได้รองเท้าคู่ใหม่ที่แสนถูกใจกับพี่เสี่ยวเป่ากลับคืนสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ชินหวางเฟยตัวน้อยแก้มแดงก็กลับมาสดชื่นแจ่มใสตามนิสัยของเด็กผู้ไม่ชอบแสดงกิริยาทุกข์โศกอย่างยิ่ง แถมช่วงนี้แม่นมซางก็ยังใจดีสั่งงดการเรียนวิชาเครื่องสายจำพวกพิณและผีผาที่นางนั้นแสนจะปัญญาทึบเป็นที่สุด ดีดยามใดสลับสายกันยุ่ง เสียงไพเราะเสียจนท่านอาจารย์ทั้งหลายพากันซาบซึ้งน้ำตาไหลเป็นลมหนีนางไปหลายสิบคนแล้ว
พอถูกงดวิชาเหล่านี้ชินหวางเฟยตัวน้อยจึงยิ่งสบายอกสบายใจ เพราะไม่ต้องสร้างบาปก่อกรรมด้วยการสังหารเหล่าท่านอาจารย์ทั้งหลายด้วยเสียงดนตรีแสนเสนาะหูของตนเองอีกต่อไปแล้ว
ยิ่งคิดเด็กน้อยก็ยิ่งเบิกบานเสียจนเผลอครวญเพลงประจำเผ่าที่ท่านแม่ร้องกล่อมเข้าจนได้ ซึ่งมันไม่ใช่เพียงครวญแผ่วเบา ทว่าเป็นเสียงตะโกนก้อง เรียกได้ว่าเด็กน้อยนั้นนางมีความสุข มีความเบิกบานเท่าใด เฉียวปิงเซียวก็ตะโกนออกไปเท่านั้น ทำเอานกกาบริเวณสวนหลวงที่หน้าตำหนักไทเฮานั้นล้วนต่างพากันแตกตื่นบินหนีเสียวุ่นวาย ตัวไหนที่ดูจะใจเสาะอ่อนแอสักหน่อยก็ตกลงมาชักดิ้นชักงอ ไม่นานก็สิ้นใจนอนสำลักเลือดหงายท้องสองขาก็ชี้ฟ้าเป็นที่น่าเวทนาอยู่หลายตัว
“ชินหวางเฟย!”
ยังดีว่าเสี่ยวเตี๋ยนั้นเดินตามมาได้ทันเสียก่อน หาไม่ช้างและม้ารวมไปถึงวัวกับควายที่โรงเลี้ยงถัดไปไม่ไกลคงได้แตกตื่นล้มตายเดือดร้อนกันไปทั่ว เพราะน้ำเสียงพลังทำลายล้างสูงของชินหวางเฟยตัวน้อยเสียเป็นแน่
“อุ๊บ! ...แฮะ...แฮะ...เสี่ยวปิงขออภัย...มันครึกครื้นภายในหัวใจมากไปหน่อยน่ะเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊”
คนเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอปล่อยพลังน้ำเสียงอันไพเราะเสียจนคนทั้งเผ่าซีเป่ยของมารดานั้นต่างพากันจับนางโยนออกมาจากกระโจม...ไม่สิ...จับเอานางมาโยนทิ้งไว้ที่หน้าจวนจวินกั๋วกงของท่านพ่อเลยต่างหาก...เพราะเผลอไปร้องเพลงเสียจนแพะและแกะแหกคอกแตกตื่นหนีไปจนสิ้นเมื่อหนึ่งหนาวก่อน เฮ้อ!...
“แย่เสียจริงนะเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ คนที่มีพรสวรรค์เช่นเสี่ยวปิงนั้นต้องมาอดทนเก็บน้ำเสียงอันไพเราะเอาไว้ฟังแต่เพียงผู้เดียว มันช่างย่ำแย่เสียจริง...เฮ้อ!...สวรรค์ช่างรังแกเสี่ยวปิงเกินไปแล้ว”
คนที่ยังเข้าใจว่าน้ำเสียงของตนไพเราะเกินไปบ่นพึมพำอยู่หลายประโยค เสี่ยวเตี๋ยได้ฟังคำกล่าวเหล่านั้นนางก็ถึงกับยากจะพูดอันใดออกไปได้อีก เลยทำได้เพียงแอบกลอกดวงตาขึ้นมองไปบนท้องฟ้า แล้วระบายลมหายใจทิ้งไปเฮือกใหญ่
“มาเถิดเพคะ เดินให้ดีสักหน่อย ประเดี๋ยวไทเฮาจะทรงกริ้วหากชินหวางเฟยไปเข้าเฝ้าช้า”
พี่เลี้ยงสาวจัดการขยับอาภรณ์ที่ยับยุ่งเพราะเมื่อครู่นายน้อยของนางวิ่งตึงตังจนเข้าที่เข้าทาง แล้วจึงปรายตาให้เด็กน้อยเดินนำหน้า โดยมีนางนั้นเดินตามหลังตามธรรมเนียมเคร่งครัดในวังหลวงแห่งนี้
"เสด็จแม่กล่าวว่าอย่างไรนะพ่ะย่ะค่ะ? "
หานไท่หมิงคิดว่าเขานั้นหูฟังผิดไปหรือไม่ที่พระมารดาต้องการจะให้เขาไปทำพิธีอะไรพรรค์นั้น ...ผูกวาสนาต่อกัน...หากเขาฟังไม่ผิด เห็นที่คราวนี้พระมารดาจะลุ่มหลงและงมงายกับเหล่าไต้ซือ เหล่านักบวช นักพรตมากเกินไปเสียแล้วกระมัง
...ผูกชะตาวาสนาคู่ครอง...กับเด็กหญิงวัยเพียงแค่หกหนาวเนี่ยนะ?!...มันจะบัดซบ และเสียสติเกินไปแล้ว....
“หากชินหวางได้ยินว่าอีกสองราตรีจะต้องไปทำพิธีผูกชะตาวาสนาคู่ครองที่พระอารามหลวงบนหุบเขาไห่ซานกับเสี่ยวปิงแล้วละก็...ชินหวางก็ได้ยินถูกต้องไม่ผิดไปแม้เพียงครึ่งคำ!”
กล่าวจบเสิ่นลี่เหยาก็กรีดนิ้วเรียวยาวหยิบขนมดอกกุ้ยฮวาเอามากัดชิมเนิบนาบ จากนั้นก็หยิบถ้วยน้ำชามาดื่มคล้ายกับที่ตนเองกล่าวทั้งสิ้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด เป็นเรื่องราวทั่วไปที่หยิบยกมาพูดกันในยามว่าง
“เสด็จแม่…”
หากจะมีสตรีใดที่สยบชินหวางหานไท่หมิงได้ ในใต้หล้านี้ก็คงมีแค่เพียงไทเฮาเท่านั้น ที่ต่อให้ไม่พอใจเท่าใด โมโหเดือดเพียงใด สุดท้ายเขาก็เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเท่านั้น มิอาจตะบึงตะบอนเอาแต่ใจตนเองไปได้
“แต่งงานชินหวางก็แต่งมาแล้ว เสี่ยวปิงเช่นไรก็เป็นภรรยาของชินหวางแล้วทุกทาง ทั้งพิธี ทั้งบันทึกของราชวงศ์ จะมีก็เพียงร่วมหมอนผูกผมเข้าหอเท่านั้น ซึ่งอีกสักเก้าหนาวย่อมยากจะผิดไป เช่นนี้แล้วเพียงไปทำพิธีบวงสรวงให้เปิ่นกงสบายใจสักเล็กน้อยมันจะยากเย็นที่อันใดหนักหนากันเล่าชินหวางหานไท่หมิง”
หานไท่หมิงหลับตาแล้วลืมสลับกันอยู่ครู่หนึ่งด้วยหวังข่มอารมณ์ให้ใจเย็นสักหน่อย ซึ่งหากเป็นผู้อื่นรับรองได้เลยว่ามันผู้นั้นคงไม่ได้ตายดี ชิ้นส่วนศพย่อมยากจะหามาต่อจนครบอย่างแน่แท้หากมาเอ่ยสิ่งไร้สาระต่อตนเองเยี่ยงนี้
“ย่อมเป็นไปตามพระประสงค์ของเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่…กระหม่อมอยากจะขอสิ่งแลกเปลี่ยนบางสิ่งกับการที่จะต้องไปทำสิ่งไร้สาระเหล่านั้น”
แววตาที่ลืมขึ้นนั้นเจ้าเล่ห์ร้ายกาจดังเด็กน้อยจอมริษยามากกว่าจะเป็นบุรุษวัยสิบเก้าหนาวผู้เป็นแม่ทัพใหญ่อย่างยิ่ง
“โอ๊ะ! ...เดี๋ยวนี้ชินหวางยังมีเรื่องใดที่อยากได้แล้วยังไม่ได้อยู่อีกหรือ?”
ไทเฮาเสิ่นลี่เหยาที่กำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นปัดไล่ไอความร้อนถึงกับต้องวางถ้วยลงแล้วถามบุตรชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูย่อมรู้พระนางกำลังรอคอยเรื่องสนุกอยู่
“ย่อมต้องมีอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่”
ผู้เป็นมารดาส่ง ผู้เป็นบุตรยอดกตัญญูมีหรือจะไม่รับเอาไว้
“โอ๊ย...เช่นนั้นชินหวางก็ลองกล่าวมาสักประโยคเถิด เปิ่นกงร้อนใจเหลือเกินแล้ว”
กล่าวจบแล้วกายงดงามของเสิ่นลี่เหยานางจึงขยับอาภรณ์ดูจริงจังอย่างปั้นแต่งอยู่เก้าส่วน ยากจะปกปิดรอดพ้นสายตาคนเป็นลูกชายไปได้
“หลังเสร็จศึกกลับมากระหม่อมต้องการมอบหนังสือหย่าขาดจากภรรยาให้แก่พระชายาเอก เฉียวปิงเซียว”
ย่อมรู้กล่าวไปมารดาย่อมไม่พึงอารมณ์ ทว่า...ที่กล่าวออกไปก็เพื่อการนั้น!...
“อ้อ…เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ริมฝีปากงดงามคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้มไปทั้งใบหน้างดงามเลยทีเดียว
“กับอีกข้อ…ต่อไปองครักษ์ของเสด็จแม่เห็นทีกระหม่อมจะไม่ขอรบกวนให้ต้องลำบากมาติดตามชินหวางเฟยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
...สิ่งนี้ต่างหากที่หานไท่หมิงต้องการจริงจัง จนต้องหยิบยกเอาผลประโยชน์แห่งการร่วมพิธีงมงายมาแอบอ้าง...
“หืม…ข้อเดียวแลกเอาสอง ชินหวางจะทำการค้ากินกำไรเกินสมควรไปหรือไม่”
มือเรียวสวยหยิบพัดกระดาษลวดลายวิจิตรขึ้นมาโบกสะบัดด้วยกิริยางดงามอ่อนช้อยราวนางพญาหงส์กำลังกรีดกรายร่ายรำระบำอย่างไรอย่างนั้น
“ทุกข้อล้วนเกี่ยวกันกับชินหวางเฟยของกระหม่อมทั้งสองข้อ เช่นนี้ไท่หมิงจึงคิดว่าย่อมรวมเป็นข้อเดียวกันทั้งหมดดังนั้นเสด็จแม่ยังจะกล่าวว่าไท่หมิงนั้นกินกำไรเกินสมควรไปได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าหล่อเหลาเองก็แต้มรอยยิ้มแย้มสนุกสนานมิแตกต่างจากผู้เป็นมารดาเลยสักน้อย
“อ้อ…เป็นเช่นนี้นี่เอง แต่…เปิ่นกงคิดว่าข้อที่หนึ่งและสองหาได้เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ดังนั้น…จงเลือกมาเพียงหนึ่งเถิดชินหวาง อย่าได้คิดมาเอาเปรียบยายเฒ่าเช่นเปิ่นกงเลย มันออกจะ...ไม่ใช่นิสัยที่ดีของจอมทัพแห่งหนานสุ่ยไปสักหน่อย”
คิ้วเรียวสวยที่ชี้เฉียงยาวเลยหางตากระตุกเล็กน้อยที่ดูท่าพระมารดาของตนเช่นไรการนี้พระนางคงไม่อ่อนข้อ เห็นแล้วเขาจึงต้องตัดสินใจเลือกเอาสักข้อ จริงแท้หานไท่หมิงที่ตนเองไม่พึงใจอย่างที่สุดนั่นก็คือ...
“ปิงเซียวถวายพระพรไทเฮา…ถวายพระพรชินหวางเพคะ”
คนตัวน้อยมาพร้อมสีหน้ายิ้มแย้มกับท่าทางสดใสกระฉับกระเฉง แต่พอหานไท่หมิงมองไปเห็นตุ๊กตาผ้าที่สาวใช้ถือหลบอยู่ด้านหลังกับรองเท้าที่เขารู้ว่ามาจากผู้ใด ความขุ่นเคืองอย่างเด็กหวงของเล่นก็พลันพวยพุ่ง
‘เป็นถึงพระชายาเอก เป็นถึงชินหวางเฟย ทว่ากลับกอดแต่ตุ๊กตาผ้าเก่าจนแทบเปื่อยเดินไปเดินมาจนทั่วยังไม่พอ รองเท้าก็ยังธรรมดาไม่สมฐานะ ไม่ไว้หน้าชินหวางผู้เป็นพระสวามีเช่นข้าสักน้อย ยายเด็กปีศาจน้ำแข็งเอ๊ย’
ยิ่งคิดหานไท่หมิงก็ยิ่งขุ่นเคือง ตั้งใจแล้วว่าวันนี้เขาจะเอาทั้งตุ๊กตาผ้าเก่าแก่กับเจ้ารองเท้าไร้ค่านั้นไปทำลายทิ้งเสีย หาไม่เขาคงได้อับอายคนทั้งเทียนคงเฉิงที่พระชายาเอกทำตัวเหมือนเด็กยากจนเช่นนี้
ซึ่งหากจะหยุดคิดให้ดีอีกสักนิดเขาก็อาจจะเห็นความเป็นจริงว่า แท้จริงเฉียวปิงเซียวด้วยฐานะนางคือชินหวางเฟยก็จริง ทว่าอายุของนางนั้นก็เพียงหกหนาวเท่านั้น เรื่องติดตุ๊กตานั้นแสนจะธรรมดาอย่างยิ่ง เด็กวัยนี้อีกหลายคนอาจจะไม่รู้ความเท่าเฉียวปิงเซียวเลยด้วยซ้ำ
ทว่าอคติและกำแพงที่เขาสร้างขึ้นจากความไม่พึงใจที่ตนเองถูกบังคับจิตใจเป็นครั้งแรก ซึ่งครั้งแรกนี้ก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่เช่นการรับพระชายาเอกเลยทีเดียว เขาจึงรู้สึกไม่เป็นธรรมอย่างคนที่คิดถึงแต่ความรู้สึกของตนเองเป็นใหญ่ อย่างผู้ถูกเลี้ยงดูมาอยู่เหนือคนเกือบทั้งแผ่นดิน จะผิดเช่นไรเขาก็กลับมันเป็นถูกเสมอ เช่นนี้ความผิดเดียวของเฉียวปิงเซียวก็คือ...
...นางดันเกิดมาในวันและเวลาอันไม่สมควร!...
ก็เพียงเท่านั้น ต่อให้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เด็กน้อยตัวเล็กแก้มกลม เขาชินหวางหานไท่หมิงผู้นี้ก็จะชิงชังรังเกียจตั้งป้อมก่อกำแพง และหาทางกลั่นแกล้งรังแกจนกว่าคนผู้นั้นจะทนไม่ไหวก็ต้องทานทนไม่ต่างจากต้องตกนรก ทั้งที่นางยังมีลมหายใจอยู่นั่นเลยทีเดียว
“มานี่เถิดเสี่ยวปิง”
เสิ่นลี่เหยากวักมือเรียกเด็กน้อยมาหาอย่างไม่ใส่ใจสีหน้าหรือสายตาของชินหวางผู้เป็นลูกชายคนเล็กทั้งสิ้น ก็พระนางเลี้ยงดูมากับมือย่อมรู้แจ้งถึงนิสัยใจคอกันดีว่าอีกฝ่ายแท้จริงก็ยังมีอารมณ์ของคนหนุ่มเลือดร้อน อันใดถูกขัดใจหานไท่หมิงจะยิ่งต่อต้าน ถึงเขาไม่ชิงชังรังเกียจ ทว่าจะให้รักใคร่เอ็นดูเกรงว่าจะยากแล้วเป็นแน่ ซึ่ง...นางย่อมต้องการเช่นนั้น!...
“ขนมนี้เสี่ยวปิงชอบหรือไม่”
พอเห็นสีและจมูกได้กลิ่นหอม น้ำลายของเด็กน้อยก็แทบไหลออกมาข้างนอก ดวงตาสีสวยทอประกายแวววาวถูกใจไม่ต้องกล่าวออกมาท่าทางก็เด่นชัดเสียแล้ว นางจึงยิ้มแต้ยินดีไม่มีระแวงสงสัยต่อความจริงใจของสตรีสูงศักดิ์ที่โอบอุ้มตนเองสักนิดเดียว
“มา...เปิ่นกงป้อนให้เสี่ยวปิงดีหรือไม่”
ปากเล็กอ้าออกรอท่าดังลูกนกตัวน้อยรอคอยมารดาคาบอาหารมาป้อน พอขนมกุ้ยฮวาถูกป้อน ปากน้อยก็เคี้ยวหนุบหนับแก้มกลมสองข้างหรือก็พองออก ผสานกับสีหน้าแสนจะมีความสุข ยิ่งมองเห็นหานไท่หมิงก็เพิ่มความขุ่นมัวในอารมณ์ไปอีกหลายส่วน โดยไม่คิดละอายสักน้อยว่าตนเองริษยาแม้แต่เด็กตัวเท่ามด!
...หึ...ทุกสิ่งล้วนเป็นไปดังกลอุบายแล้วทั้งสิ้น!...
รอยยิ้มเยือกเย็นเผลอแย้มกดแต้มเพียงมุมปากงดงามแค่เพียงอ่อนจาง ยากที่ผู้ใดจะสังเกตเห็น หรือต่อให้มีผู้หนึ่งมองเห็น ทว่า...นางก็ยังเยาว์นัก ย่อมอ่านรอยยิ้มนั้นให้เป็นรอยยิ้มของผู้ใหญ่ใจดีมีเมตตานางหนึ่งเท่านั้น!
ดังนั้นพอกลับถึงตำหนัก สิ่งแรกที่ชินหวางหานไท่หมิงลงมือก็คือ การสั่งให้หลิวฮั่นก่อกองเพลิงขึ้น ส่วนตัวเขาก็ตรงไปที่ตำหนักอิงธาราของพระชายาเอกตัวน้อย แล้วลงมือช่วงชิงเอาตุ๊กตาผ้าและปล้ำถอดรองเท้าที่ตนเองขวางตามาตั้งแต่ช่วงสายของหลายวันก่อนอย่างไร้ความปรานีต่อเด็กหญิงตัวน้อยนางหนึ่ง
...ก็นางคือคนของเขาผู้เดียว ที่นางจะดีใจในยามที่ได้รับของย่อมสมควรมีเพียงเขาหนึ่งเดียวนั้น จะเป็นผู้อื่นย่อมไม่ได้!...
“ไม่! ...ชินหวางอย่าเอาไป...คืนมาให้หม่อมฉัน...คืนมา...ฮือ...อย่าเอาของหม่อมฉันไป”
แต่กำลังของเด็กน้อยตัวจิ๋ว นางจะไปสู้กำลังบุรุษวัยฉกรรจ์ตัวเท่ากระทิงป่าพิโรธไปได้อย่างไรกัน ไม่ต้องกล่าวถึงว่าบุรุษผู้นั้นยังเป็นนักรบอีกด้วย เฉียวปิงเซียวร้องไห้ไปพลางวิ่งติดตามหานไท่หมิงไปพลาง คาดหวังว่าคนตัวโตอาจจะเมตตาตนเองบ้าง สักเพียงนิดก็ยังดี โดยมีเสี่ยวเตี๋ยติดตามไปด้วย สาวใช้นั้นทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว เพราะวันนี้แม่นมซางรั้งอยู่ที่ตำหนักไทเฮา เพื่ออยู่ช่วยจัดเตรียมของสำหรับพิธีการในอีกหนึ่งราตรีที่จะถึงนี่แล้ว ส่วนท่านองครักษ์เฉิน วันนี้เขามีงานบางสิ่งที่ไทเฮาไหว้วานให้ไปทำ เขาจึงยังไม่ได้ติดตามมาด้วย เช่นนี้ก็เหมือนนางและนายน้อยโดดเดี่ยวอย่างยิ่งในตำหนักชินหวางแห่งนี้ จะถูกรังแกเช่นไรก็ไร้กำลังต่อสู้ ไร้คนช่วยปกป้องทั้งสิ้น
“ชินหวางเมตตาด้วย ชินหวางเมตตาเถิด อย่างทำลายของของชินหวางเฟยเลยเพคะ ก็เพียงตุ๊กตาผ้าไร้พิษภัย อย่าทรงเผามันเลยเพคะ หม่อมฉันขอร้อง มันสำคัญต่อพระนางมาก ทรงอย่าเผามันเลย...ชินหวางอย่าเผามันเลยเพคะ”
เสี่ยวเตี๋ยวโขกศีรษะวิงวอนช่วยท่านหญิงหกในจวินกั๋วกงของนางจนหน้าผากนั้นมีโลหิตไหลซึมออกมา แต่คนที่โทสะบดบังไม่ใช่เพียงดวงตา ทว่าแม้แต่ดวงใจก็ดำมืดเต็มไปด้วยแรงริษยาที่ก็ยากจะรู้ว่าเขาริษยาสิ่งใดมีหรือจะฟัง พอถึงกองเพลิงที่กำลังลุกโชนโชติช่วงก็ไม่รีรอ โยนทั้งรองเท้าและตุ๊กตาน่าชิงชังเข้าไปทันที!
...!!! ...
กายเล็กกำหมัดแน่น...แน่นจนสั่นสะท้านไปทั่วกาย สุดท้ายหัวเข่าทั้งคู่ก็สิ้นแรงทรุดลงนั่งนิ่ง ทอดสายตามองไปที่กองเพลิงนิ่งแข็งค้าง ที่เห็นได้ชัดเจนว่าเด็กน้อยยังมีลมหายใจอยู่ก็คือน้ำตาซึ่งหลั่งรินออกมาไม่ขาดสายจากดวงตาทั้งคู่ เด็กน้อยไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ฟูมฟาย นางทำเพียงนั่งมองกองเพลิงที่ค่อย ๆ กลืนกินของรักทั้งสองชิ้นไปแช่มช้าต่อหน้าต่อตา
หานไท่หมิงเห็นอาการเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะภาพที่เขาวาดเอาไว้ในหัวก็คือเด็กน้อยจะกรีดร้องร่ำไห้จนเป็นลมอย่างแน่แท้ที่ของสุดรักถูกเขานำมาเผาทิ้ง ทว่าสถานการณ์ตรงหน้าผิดไปไกลอย่างยิ่ง นอกจากไม่กรีดร้อง เฉียวปิงเซียวยังนิ่ง...นิ่งจนคล้ายเด็กน้อยกลายเป็นหินศิลาก้อนหนึ่งเท่านั้น หาใช่ร่างกายมนุษย์ผู้หนึ่งที่ยังมีเลือดมีเนื้อและมีลมหายใจอยู่
...โครม!...
“รองเท้าราคาไม่ถึงตำลึงเช่นนั้นเจ้าก็ดีใจรักมันนักหนา ต่อไปนี้อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าไปรับของผู้อื่นมาสวมใส่โดยเฉพาะของราคาต่ำไร้ค่าเช่นนี้ล้วนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งชินหวางเฟยอีก...มันขายหน้ามาถึงข้า...จำฝังศีรษะของเจ้าด้วยเฉียวปิงเซียว!”
รองเท้าผ้าไหมเนื้อดีราคาสูงซึ่งมีลวดลายสอดแทรกเดินเส้นปักด้วยทองคำแท้ที่ทิ้งโครมลงมาใส่ศีรษะของเด็กน้อย ทว่าเฉียวปิงเซียวนางกลับมองของราคาสูงล้ำด้วยสายตาว่างเปล่า ดวงใจของเด็กหญิงวัยเพียงหกหนาวถูกกรีดลงฝังลึกกับการกระทำอันชั่วร้ายของบุรุษซึ่งนางถูกปลูกฝังใส่ศีรษะทุกเช้าและค่ำว่าเขาคือท้องฟ้าทั้งผืนของนาง คือพื้นปฐพีของนาง รวมไปถึงกลับจากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินและบรรพชนของสกุลหานร่วมกันผ่านพ้น ทั้งชีพที่เหลือต่อไปบุรุษหัวใจทมิฬตรงด้านข้างนี้จะเป็นเจ้าชีวิตของนาง
...เจ้าชีวิตอันบัดซบน่ะสิ!...
นางเกลียดเขา...นางเกลียดบุรุษนามว่าหานไท่หมิงเหลือเกิน พลันภาพเลวร้ายนับตั้งแต่พบหน้าก็ย้อนคืนมากระหน่ำตอกย้ำให้เด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวมีแต่ความชิงชังผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของนางไปจวบจนสิ้นใจ หนทางข้างหน้าของเฉียวปิงเซียวนางมองเห็นก็แค่เพียงนรกขุมใหญ่รอคอยนางอยู่เพียงเท่านั้น หากมีบุรุษเช่นหานไท่หมิงกุมชะตาชีวิตน้อย ๆ ของนางต่อไป
“ยังไม่เร่งขอบคุณสามีของเจ้าอีกหรือเฉียวปิงเซียว...อย่าได้คิดว่าฝ่าบาทโปรดปราน และอย่าได้ทระนงตนเองว่าไทเฮาเอ็นดูเจ้ามาก จนกำเริบเสิบสานไม่เห็นศีรษะของเปิ่นหวางได้อีกเชียว...อย่าแม้แต่จะคิด!”
คนตัวน้อยแหงนเงยใบหน้าขึ้นมามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็ก้มลงเอื้อมมืออันสั่นระริกไปหยิบรองเท้าคู่วิจิตรมาถือเอาไว้ในมือ จากนั้นนางก็หันมาหากายที่ยืนค้ำศีรษะตนเองอยู่ จากนั้นเด็กน้อยก็ค่อย ๆ ก้มลงจนหน้าผากแนบพื้นใกล้กับเท้าใหญ่ด้วยหยาดน้ำตาเต็มใบหน้า
“เฉียวปิงเซียว...ขอบพระทัยชินหวางเพคะ...ขอบพระทัยที่ชินหวางเมตตาเฉียวปิงเซียวอย่างยิ่ง!”
น้ำเสียงหวานที่เคยสดใสบัดนี้สั่นแหบแห้งดังกับเป็ดเทศ กล่าวแล้วนางก็ยังคงแนบศีรษะอยู่กับพื้นนิ่งเช่นนั้นไม่ขยับกายอีกเลย เสี่ยวเตี๋ยเห็นท่าไม่ดีนางจึงพุ่งกายเข้าไปจับกายน้อย ซึ่งพอถูกขยับ กายนั้นก็ฟุบลงไปกับพื้นทันใด เสี่ยวเตี๋ยจึงรู้ชัดคุณหนูหกนางเสียใจจนหมดสติไปแล้วเช่นในวันที่ศพของมารดาถูกเผาที่เผ่าซีเป่ยไม่แตกต่าง
“ท่านหญิงหก!!!” ”
นางกรีดร้องตะโกนออกไปโดยลืมสิ้นไม่สนใจตำแหน่งที่นางต้องระวังเรียกขานให้ถูกต้อง แต่พอนางแหงนเงยขึ้นหวังจะขอให้ชินหวางช่วยอุ้มท่านหญิงหกตัวน้อยของนางกลับเรือนอิงธารา เสี่ยวเตี๋ยกลับได้พบพานเข้ากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสาแก่ใจอย่างยิ่งส่งลงมามอบให้
...บุรุษผู้นี้! ...
“มองอันใด เฟิ่งเหลยมาอุ้มชินหวางเฟยกลับตำหนักอิงธาราของนางเดี๋ยวนี้!”
ตวาดนางกำนัลคนสนิทของพระชายาเด็กที่ไม่กลัวตายบังอาจมามองเขาด้วยสายตาแค้นเคืองจบ ชินหวางก็สั่งคนของตนเองให้อุ้มเด็กน้อยใจเสาะที่ในยามแรกเขาคิดว่าจะอดทนกว่านี้เสียอีก สุดท้าย...ก็เป็นลมจนได้...หึ!...ช่างสาแก่ใจเขายิ่งนัก!
“หยุด! ...อย่าแตะต้องนางนะ!”
กายสูงใหญ่ของเฉินเซินที่ยังบาดเจ็บไม่หายดีพุ่งเข้ามาขวางไม่ให้อี้เฟิ่งเหลยอุ้มเด็กน้อยได้ทันพอดี ตลอดมาย่อมรู้ว่าตนเองในอดีตมันร้ายกาจสารเลวเพียงใด แต่เหตุการณ์นี้เขาจดจำได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้น พอมาได้พบเห็น ความรู้สึกแรกที่ถาโถมรุนแรงอย่างยิ่งก็คือ...เขาอยากหยิบกระบี่แทงไปที่หัวใจของชินหวางอย่างยิ่ง!
...ต่อให้หากมันตายแล้วตัวเขาในเวลานี้ก็จะแตกสลาย ทว่าเฉินเซินล้วนไม่สนใจสักนิดเดียว!...
“เจ้าบังอาจเกินไปแล้วเฉินเซิน อย่าคิดว่าเจ้าเป็นคนของเสด็จแม่แล้วข้าจะไม่กล้าสังหารเจ้าเชียว”
ดวงตาของหานไท่หมิงแข็งกร้าวพร้อมสังหารคน โดยเฉพาะไอ้องครักษ์ต้อยต่ำที่บังอาจมากำเริบเสิบสานไม่ไว้หน้าเขาที่เป็นถึงน้องชายขององค์ฮ่องเต้
“เช่นนั้นก็ทรงสังหารเถิด กระหม่อมมันก็เพียงองครักษ์ต่ำต้อย ตายลงไปย่อมไม่ส่งผลใดต่อพระองค์อยู่แล้ว”
กล่าวจบเฉินเซินก็ส่งกระบี่ประจำกายของตนเองให้แก่ชินหวางด้วยกิริยามั่นคงอย่างยิ่ง เพราะสำหรับเขาความตายดูเหมือนจะไม่น่ากลัวมากว่าหนึ่งหนาวแล้ว
“ทว่าก่อนจะสังหารกระหม่อม เฉินเซินขอบังอาจกล่าวความในใจสักเล็กน้อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เขาจ้องตากับชินหวางไม่ยอมหลบในขณะที่มือแกร่งก็ยังยื่นกระบี่ไปตรงหน้าอีกฝ่ายแน่วแน่ ภายใต้แววตาดำมืดจนหานไท่หมิงเองยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจนเขาหายใจลำบาก จนสุดท้ายจึงเป็นเขาที่ต้องเบนสายตาหลบเลี่ยงไปเสียเอง
“ชินหวางทราบหรือไม่ ของที่ทรงเผาทิ้งไปถึงมันไร้ค่าสำหรับพระองค์ก็จริง แต่มันสูงค่าทางจิตใจของเด็กน้อยผู้นี้ พระองค์เอาแต่คิดโทษดินโทษสวรรค์ว่าช่างไม่ยุติธรรมที่ต้องตบแต่งเด็กหญิงวัยเพียงหกหนาวมาเป็นพระชายาเอก แต่ทรงเคยคิดหรือไม่ ชีวิตของเด็กน้อยผู้นี้ก็ไม่ยุติธรรมเช่นกัน แรกเกิดนางก็มีเพียงมารดาคอยอุ้มชู จากนั้นเพียงห้าหนาวนางก็สิ้นมารดา มนุษย์ผู้เดียวที่รักนาง...ถนอมนางด้วยหัวใจ จากนั้นพอนางครบหกหนาวแทนที่จะถูกบิดาเอาใจ นางกลับถูกส่งขึ้นเกี้ยวจากบ้านเกิดมาตบแต่งให้กับบุรุษเสียแล้ว...นี่หรือสวรรค์อันยุติธรรม”
ยิ่งกล่าวดวงตาทั้งคู่ของเฉินเซินก็แดงก่ำแม้จะเป็นดวงตาขาว
“ในขณะที่พระองค์ทรงคิดตบแต่งพระยาชารอง ชินหวางก็ทำได้ หรือต่อไปในภายภาคหน้าชินหวางคิดตบแต่งสตรีอีกกี่สิบกี่ร้อยก็ยังไม่ผิด ทรงทำได้ทั้งสิ้น และทรงมองดูเด็กผู้นี้...มองดูให้แจ้งใจเถิด...นางเพียงหกหนาว ชินหวางลืมเช่นนั้นหรือ?”
ถึงจะไร้น้ำตาสักหยด แต่ดวงตาของเฉินเซินบอกชัดเจนว่าเขารู้สึกปวดร้าวต่อทุกประโยคที่เอ่ยออกมา จนบุรุษอีกสามชีวิตต่างหายใจลำบาก ไม่เว้นแม้แต่หานไท่หมิงเอง
“ชินหวางเฟยเกิดมานางก็มีเพียงมารดา เพราะบิดานั้นมากภรรยา ตบแต่งกับท่านหญิงสามแห่งเผ่าซีเป่ยก็เพราะสานสัมพันธ์เท่านั้น พอมีบุตรสาวจึงยิ่งยากจะใส่ใจสตรีกับบุตรจากเผ่านอกด่าน ยิ่งลูกที่เกิดมานางมีสีผมและสีดวงตาไปทางฟากฝั่งมารดาจนหมด คนจากสกุลเฉียวก็ยิ่งชิงชังรังเกียจเด็กน้อยอย่างยิ่ง แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้นบุรุษผู้นั้นซึ่งเป็นบิดาโดยแท้ของนางก็หาได้ใส่ใจทั้งตัวมารดาและตัวของลูกสาว สุดท้ายสตรีที่ทั้งชีวิตนางเป็นนักรบจึงสุดจะทานทนอีกต่อไป นางเลยขอหนังสือหย่าขาดแล้วอุ้มเด็กน้อยกลับไปที่เผ่า แต่...เพราะนางเป็นสตรีที่เก่งกาจเกินไป...พี่ชายจึงริษยาหาทางสังหารนางจนสำเร็จ เรื่องเหล่านี้ชินหวางเคยทราบหรือไม่...เคยสนใจจะสืบค้นดูสักครั้งนั้นมีอยู่ในหัวใจชินหวางบ้างหรือไม่เล่า?”
ยิ่งพูดดวงตาของเฉินเซินก็ยิ่งดูเจ็บปวดอย่างยิ่ง เจ็บปวดจนคล้ายจะเห็นน้ำตาขังวิ่งวนอยู่ในดวงตาทั้งคู่นั้นเลยทีเดียว
“เช่นนั้นต่อให้ท่านตาของนางรักชินหวางเฟยเพียงใด ก็ไม่อาจรั้งนางเอาไว้ในเผ่าซีเป่ยได้อีกต่อไป เพราะขนาดมารดาของนางแกร่งกล้า สุดท้ายก็ต้องตายไปด้วยเพลิงริษยา และแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจภายในเผ่า เช่นนั้นเด็กน้อยวัยเพียงห้าหนาวเพิ่งสูญเสียมารดาจึงต้องกลับมายังจวนที่ผู้ใดก็ไม่ต้องการอีกครั้ง หึ...แต่ก็...กล่าวไปบุรุษเช่นชินหวางที่รอบกายมีแต่ผู้คนรักผู้คนเอาใจ มีไทเฮาถนอม มีฝ่าบาทปกป้อง จะไปซาบซึ้งอันใดกับเรื่องราวเหล่านี้”
หานไท่หมิงเหมือนถูกน้ำเสียงกดต่ำ กิริยาด่าทอนุ่มนวลฉุดกระชากเขาออกไปตบหน้ายังกลางท้องพระโรงในวังหลวงที่มีขุนนางเรือนพันได้ดูชมเป็นพยานก็มิปานหลังได้ฟังทุกความจริงที่เขา...ไม่ใช่ไม่รับรู้ ทว่า...เขาตั้งใจจะไม่รับฟังมาตั้งแต่แรกต่างหาก...
“เอาละ...สิ่งที่กระหม่อมติดค้างก็กล่าวสิ้นแล้ว เช่นนั้นชินหวางอยากสังหารก็เชิญเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หากจะช้านานกว่านี้เฉินเซินรู้ดีเขาอาจทนไม่ไหวจนสังหารคนชั่วตรงหน้าเสียเอง เจ้าคนชั่วสมองทึบตรงหน้ามันสมควรตายอย่างยิ่งกับสิ่งเลวทรามที่ทำลงไปกับเฉียวปิงเซียว เพราะเขาย่อมรู้ในยามนี้เขาจะด่าทอมันจนน้ำลายหมดปาก มันก็มีแต่ยกตนเองอยู่เหนือทุกผู้ จนยากจะเยียวยานิสัยทรามนั้นเสียแล้วเป็นแน่ จนบางที...หากเขาสังหารมันเสีย...อาจจบทุกสิ่งก็เป็นได้...นั่นคือความคิดของผู้ที่ยินยอมแลกเปลี่ยนดวงวิญญาณของตนเองเพื่อย้อนกลับมา หวังจะช่วยแก้ไขสิ่งที่ตนเองเคยก้าวผิดไป ทว่าดูแล้ว...ยิ่งแก้ไข กลับยิ่งเลวร้ายลง...
...พลั่ก! ...โครม! ...
“วันนี้ถือว่าเปิ่นหวางอารมณ์ดี เจ้าก็ไปให้พ้นเสีย ต่อไปหน้าที่ของเจ้าที่คอยคุ้มกันพระชายาเอกเฉียวปิงเซียวนั้นจะมีผู้อื่นทำแทนแล้ว อย่าได้มาเข้าใกล้นางอีก!”
ไม่รู้ว่าเป็นด้วยเหตุอันใด แต่คนที่สังหารคนมาเกินจะนับศพได้ในวันนี้กลับตัดใจสังหารไอ้องครักษ์สมควรตายตรงหน้าไม่ลง หานไท่หมิงจึงเพียงถีบมันด้วยกำลังเจ็ดส่วนแล้วเดินจากมา สุดท้ายเขาก็คิดว่าวันนี้ตนเองได้ระบายความไม่พึงใจตั้งแต่กลับเมืองหลวงไปกับการเผาของรักของหวงของเด็กน้อยจนนางเสียใจจนเป็นลมหมดสติไปบ้างจึงอารมณ์ดี เลยไม่อยากสังหารใครเพิ่มอีก
ด้านเฉินเซินมองตามชินหวางไปจนลับตา ความโมโหนั้นแปดส่วน อีกสิบส่วนคงเป็นความเสียใจที่ตนเองเผลอไปทำผิดกฎของราชาจอมมารผู้นั้นเข้าอีกครั้ง จนส่งผลร้ายเลยเถิดต่อเฉียวปิงเซียวเข้าอีกจนได้ เพราะหากเขาไม่ยื่นมือไปยุ่งเกี่ยวเรื่องรองเท้าที่หายไปกับตุ๊กตาผ้าของนาง เหตุการณ์ร้ายกาจเช่นนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น
“มาเถิด ข้าจะอุ้มชินหวางเฟยไปส่งที่ตำหนักอิงธาราเอง”
อี้เฟิ่งเหลยเองก็ไม่ชอบใจที่ชินหวางรังแกแม้แต่เด็กน้อยตัวเท่านี้ จึงไม่ขัดขวางที่เฉินเซินองครักษ์รุ่นน้องขออุ้มกายที่ยังไร้สติกลับไปยังตำหนักอิงธาราอีก
“ข้าผิดต่อเจ้าอีกแล้ว...เสี่ยวปิง”
เขากระซิบแผ่วเบาไม่ให้อีกสองคนที่เดินตามมาได้ยิน พอส่งนางลงนอนเรียบร้อยจึงนำรองเท้าคิดจะวางคืนให้นาง ทว่าสุดท้ายเขาเกรงว่าจะยิ่งไปทำร้ายเด็กน้อยอีก จึงเก็บไว้เช่นเดิม ตัดใจว่าต่อไปให้สงสารนางเท่าใด ตนเองจะไม่ไปแตะต้องเหตุการณ์เหล่านั้นให้เปลี่ยนไปอีกแล้ว เพราะยิ่งแตะต้องก็ยิ่งเหมือนเป็นเขาที่ทำให้ทุกสิ่งมันเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
...เห็นทีจากนี้เขาจำต้องถอยห่างจากนางนั่นจึงนับว่ารักษาปกป้องความปลอดภัยให้เฉียวปิงเซียวได้ดีกว่าจะตามไปปกป้องนางกระมัง...
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







