Share

ตอนที่5

last update Terakhir Diperbarui: 2026-02-14 11:59:19

ตอนที่ 5

ดังนั้นพิธีผูกวาสนาชะตาคู่ครองที่ในยามแรกที่เฉินเซินมีความคิดอยากจะขัดขวางให้ถึงที่สุด เพราะแจ้งแก่ใจแล้วว่าอดีตซึ่งชินหวางคิดว่ามันก็แค่พิธีไร้สาระงมงาย แท้จริงมันเห็นผลจริงเพียงใด หากแต่เจ้าพิธีนั้นสุดท้ายกลับนำภัยร้ายมาสู่นางในดวงใจในท้ายสุด  

แต่แล้วก็เพราะพิธีนี้อีกเช่นกันที่ทำให้เขาได้กลับมาในวันนี้ ดังนั้นคราวแรกที่เขาคิดจะขัดขวางย่อมมีมากเกินสิบส่วน แต่พอหลายเหตุการณ์มันย่ำแย่ลงทุกครั้งที่เขาบังเอิญก็ดีตั้งใจก็ช่าง ก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยวมันสำเร็จก็จริง ทว่าสุดท้ายเหตุการณ์นั้นมันก็ยังจะเกิดขึ้นอีกอยู่ดี และไม่ใช่เพียงหยุดเหตุร้ายไม่ได้อย่างเดียว แต่เหตุการณ์ที่จะเกิดทีหลังมักร้ายกาจเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกหลายส่วน  

เมื่อเป็นเช่นนี้แผนจะหยุดยั้งจึงต้องถูกยกเลิกไป เพราะเขาไม่ต้องการจะเสี่ยงอีกแล้ว ก็ขนาดเรื่องเล็กน้อยเช่นรองเท้าที่เขาไปแตะต้อง ผลร้ายก็อย่างที่ได้เห็นว่าผู้ที่หนีไม่เคยพ้นความชั่วร้ายมันไปตกใส่เด็กน้อยไร้เดียงสาไม่รู้ความเช่นเฉียวปิงเซียว  

ต่อให้เขากลัวอย่างยิ่งว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นตัวชินหวางเองที่โง่งมจนเค่อสุดท้าย ทำร้ายทำลายจนเฉียวปิงเซียวนางสาปส่งไม่คิดหันกลับมาให้อภัยบุรุษสารเลวผู้นั้นตราบจนสิ้นลมหายใจสุดท้ายของนางอย่างยิ่งก็ตาม แต่...  

...เป็นเช่นนั้นมันก็สมควรแล้วมิใช่หรือ? ...  

คนสารเลวจะเรียกร้องการให้อภัยมันดูหน้าหนาหน้าทนเกินไปสักหน่อย ต่อให้ยังมีชาติต่อไป...และต่อไป...นางจะไม่ให้อภัยเขาอีกเลย สุดท้าย...มันก็สมควรอย่างยิ่ง! ...  

เฉินเซินนึกถึงสิ่งที่เขาเลือกจะทำในวันนั้น...หากเขาไม่หย่าขาดแล้วขับไล่นางไปเสียจากเมืองหลวง...นางอาจจะไม่ต้องตาย แล้วลูกน้อยในครรภ์ก็คงจะปลอดภัย เป็นเขาที่คิดว่าหากเขานั้นกีดกันให้นางออกไปจากอำนาจและการแก่งแย่งภายในวังหลวงเสีย เสแสร้งว่าเขาชิงชังนางอย่างยิ่งจนต้องหย่าขาดขับไล่นางจากไปไกลห่าง แม้เพียงครึ่งก้าวไม่ให้นางกลับมาเยือนเมืองหลวงอีก จะเป็นการไล่นางและลูกไปตาย เขาย่อมไม่ทำมันเด็ดขาด!  

...บุรุษเช่นเขามันช่างสารเลวไม่คู่ควรกับนางอย่างที่สุดแล้ว...หานไท่หมิง!...  

เขายังจดจำภาพในอดีตของชินหวางหานไท่หมิงผู้นั้นที่ตลอดเวลาเก้าหนาวนอกจากจะแสดงออกแก่ภรรยาว่าเป็นบุรุษผู้เห็นแก่ตัว เสแสร้งคอยแต่จะทำร้ายนาง เพราะมีความคิดแค่เพียงว่าหากตนเองแสดงออกว่ารักนางปานดวงใจจะเป็นการทำร้ายนางทางอ้อม โดยลืมคิดไปว่าเป็นตัวเขานั่นเองที่ทำร้ายจิตใจของพระชายารักโดยตรงด้วยตนเองอยู่ทุกวัน  

เสแสร้งว่าตนเองนั้นหูเบา ไร้สมอง ฟังแต่คำของผู้อื่น จนในท้ายที่สุดเมื่อนางหันหน้ากลับมาวิงวอนร้องขอเอาหนังสือหย่าขาดปลดจากตำแหน่งพระชายาเอก เขากลับไม่นึกถึงเลยว่าที่นางทนไม่ไหวนั้นมิใช่เพราะนางคิดจะไปมีบุรุษอื่น ทว่านาง...นางทนต่อนิสัยเลวทรามของเขาที่กระทำต่อนางไม่ไหวต่างหาก แต่คนโง่เขลาในวันนั้นกลับมองมันไม่ออก โทษเพียงว่านางคิดรักชายอื่น  

ดังนั้นแทนที่เขาในเวลานั้นจะคิดได้จึงยิ่งกลับมีแต่หึงหวงจนหน้ามืดตามัว แม้แต่บันดาลโทสะลงมือชั่วช้าข่มเหงนาง เขาในวันนั้นก็ยังกล้ากระทำต่อนาง...หึ...เพียงคิดถึงเขาก็สมน้ำหน้าตัวเองในวันนั้นแล้ว ที่สุดท้ายแม้นแต่ลูกนางก็ไม่ยินดีจะบอกให้เขาได้รับรู้ว่าตนเองกำลังจะเป็นพ่อคน! ....  

จวบจนวันนั้น...วันที่เขาทานทนต่อความคิดถึงนางไม่ไหว แอบหลบหนีจากเมืองหลวงไปหานาง จึงได้รู้ว่าตนเองกำลังจะมีลูก นั่นเองความดีใจมันมากมาย ถึงรู้แจ้งนางไม่เคยรักเขาเลย ที่มีลูกเกิดมาล้วนเป็นเขาที่บังคับบีบคั้นข่มเหงนาง แต่แค่ได้เห็นนางโอบอุ้มสายเลือดตนเองอย่างทะนุถนอม หานไท่หมิงในวันนี้ก็แสนจะปรีดา  

ทว่าท้ายที่สุดใครเลยจะคาดคิดว่าแม้แต่ชีพของตนเองจะปกป้องไม่ได้แล้ว เขายังพาภัยร้ายไปสู่นางและลูกในครรภ์ที่ไร้โอกาสจะลืมตาขึ้นมาอยู่พร้อมหน้าบิดามารดา จากฝีมือของคนที่เขารักและวางใจประดุจบิดาคนที่สอง...  

...ฝ่าบาท...หานไท่สือ...บุรุษผู้เคยสั่งสอนเขาอยู่ทุกเวลาว่าอย่าวางใจกับใครไปทั้งหมดดวงใจ หาไม่สุดท้าย...ที่จะเสียอาจมิใช่เพียงดวงใจ ทว่า...อาจเป็นทั้งชีวิตที่จะเสียก็เป็นได้ และเขาก็ซาบซึ้งต่อคำสั่งสอนนั้นในวันที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายมาเยือน...ทว่ามิใช่เพียงเขาที่ตกลงขุมนรก หากแต่อีกสองชีวิตที่ผูกติดอยู่กับคำสัญญาชั่วช้าแห่งมนตราผูกวาสนานั้นกลับตายลงติดตามเขาไปด้วย!  

"ท่านอิงฉง..."  

หลิวฮั่นโค้งกายให้แก่หัวหน้าหน่วยทหารม้า 'จิ้นหลางหลง' * (หมาป่าผู้ซื่อสัตย์ของมังกร) แซ่สิงนามอิงฉงผู้นี้ ซึ่งหน่วยทหารม้านี้นับว่าเป็นกองกำลังที่กล้าแกร่งที่สุดในหนานสุ่ยแล้ว ถึงต่อให้จะมีกำลังพลของทหารกล้าในหน่วยเพียงห้าพันชีวิตเท่านั้น แต่ฝีมือของทหารหน่วยนี้เก่งกาจและเหี้ยมโหดเด็ดขาดในทุกผลงานที่ถูกมอบหมายให้กระทำ  

ซึ่งตั้งแต่อดีตกว่าสองร้อยปีผ่านมา หน่วยทหารม้าจิ้นหลางหลงจะขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิ หากพอมาถึงยุคของหานไท่สือ เขานั้นเป็นองค์จักรพรรดิผู้ไม่ฝักใฝ่ทางด้านกองทัพ ผนวกกับชินหวางหานไท่หมิงคือน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยแท้ และด้วยพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว องค์จักรพรรดิจึงวางใจมอบป้ายตราทองคำสลักลวดลายเป็นรูปกิเลนเหยียบเมฆาให้แก่ชินหวางผู้เป็นน้องชายรับเอาหน่วยทหารม้าจิ้นหลางหลงมาปกครองดูแลเสียแทนนับจากทรงขึ้นครองราชย์นั่นแล้ว ต่อให้เสนาอำมาตย์จะคัดค้านเพียงใด หานไท่สือก็หาฟังไม่อยู่เช่นเดิม  

"เชิญท่านอิงฉงทางด้านนี้ขอรับ ชินหวางกำลังรอท่านอยู่พอดี"  

หลิวฮั่นผายมือเชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้ากายสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำรัดกุมซึ่งมีหน้ากากสีดำเช่นเดียวกับชุดเครื่องแบบของจิ้นหลางหลง ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกสำหรับทหารม้าหน่วยนี้ ด้วยกองงานนี้ทำงานเหี้ยมโหด การเผยโฉมจึงไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นในใต้หล้านี้ผู้ที่จะยลโฉมของห้าพันกว่าชีวิตได้ นอกจากองค์จักรพรรดิแล้ว แม้แต่อาจารย์ผู้ฝึกสอนพวกเขามาเองจนจบการฝึกฝนบางทียังไม่เคยพบเห็นใบหน้าแท้จริงของพวกเขาเลย ดังนั้นในยามนี้หากหานไท่หมิงจะไม่อาจทราบได้ว่าผู้อยู่ในนามของอิงฉงผู้นี้จะเป็นเฉินเซินในอีกฐานะจึงไม่แปลกเลย  

"อิงฉงถวายพระพรชินหวางพ่ะย่ะค่ะ"  

พอส่งท่านหัวหน้าสิงอิงฉงเรียบร้อย หลิวฮั่นก็ถอยหลังออกไปจากห้องลับแห่งนี้ เพื่อระวังภัยและพวกสายลับที่อาจแทรกซึมเข้ามาสืบข่าวภายในเอาไว้  

"ลุกขึ้นเถอะ อย่าได้มากพิธีไป เปิ่นหวางมีงานสำคัญจะหารือ"  

กายสูงใหญ่ลุกขึ้นแล้วโค้งก่อนจะขยับไปยืนเว้นระยะห่างจากเก้าอี้ที่ชินหวางหานไท่หมิงนั่งอยู่พอประมาณ ไม่ใกล้เกินไป แต่ก็ไม่ไกลจนผู้เป็นนายต้องตะโกนคุยด้วย กิริยาเหล่านี้ชินหวางวัยสิบเก้าหนาวคุ้นชินดีจึงไม่ได้คิดมาก ทหารม้าเหล่านี้ถูกฝึกมาเพียงรับคำสั่งเท่านั้น จึงเหมือนพวกเขาจะไร้ความมีชีวิตชีวาเช่นนี้ทุกนาย โดยมิทราบว่าเป็นเฉินเซินเองที่พยายามเว้นระยะห่างด้วยเหตุผลว่าหานไท่หมิงจะจับกิริยาของเขาได้เท่านั้น  

"ลองอ่านสิ่งนี้ดู"  

กระดาษแผ่นเล็กถูกวางลงที่โต๊ะด้านขวามือของชินหวาง เฉินเซินในยามนี้ซึ่งเขามาในคราบของหัวหน้าสิงอิงฉงแห่งกองทหารม้าขยับเข้าไปหยิบมาอ่านเพียงครู่เขาก็วางคืนที่เดิม และถอยกลับไปยืนในที่ของตนเอง จากนั้นก็นิ่งอย่างรอคอยคำสั่งเพียงเท่านั้น  

"อ่านแล้วท่านอิงฉงคิดสิ่งใด"  

สิ่งที่เขาให้หัวหน้าสิงผู้นี้อ่านก็คือจดหมายลับที่ลับเสียจนขนาดคนของเขาเองก็ยังไม่อาจเสาะหาที่มาที่ไปของมันได้ ในยามแรกเขายังไม่สนใจ ทว่าในทุกราตรีผ่านมากว่าสิบวัน จดหมายลับนี้กลับถูกส่งให้เขาในเวลาเดิมซ้ำวนเวียนไม่หยุด จากไม่สนใจ ไม่สงสัย เขาก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ความระแวงความสงสัยจึงบังเกิดในท้ายที่สุด  

"กระหม่อมมิได้ถูกฝึกมาให้คิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมถูกฝึกมาเพียงรับคำสั่ง และสังหารคนเท่านั้น"  

เป็นครั้งที่เท่าใดหานไท่หมิงก็เกินจะนับเสียแล้วว่าตนเองนั้นอยากจะเปลี่ยนเจ้าหุ่นไม้สังหารเหล่านี้ให้มีสภาพการเป็นคนให้มากสักหน่อย แต่ก็ต้องใจเย็น เพราะเป็นเช่นนี้ย่อมดีกับงานที่เขาจะมอบหมายมากกว่า  

"เช่นนั้นรับคำสั่ง"  

พอได้ฟังเช่นนั้นผู้รับหน้าที่แสดงเป็นสิงอิงฉงก็เร่งคุกเข่าลงเพื่อรอรับบัญชาทันที  

"เปิ่นหวางต้องการให้ท่านหาคนที่เก่งกาจทางด้านแทรกซึมหาข่าวกระจายไปให้ทั่วทุกซอกทุกมุมในวังหลวง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนอกหรือฝ่ายใน ทุกเจ็ดวันเปิ่นหวางจะต้องได้รับรายงานเสมอ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง"  

สิงอิงฉงฟังคำสั่งก็แปลกใจ เพราะคาดว่าที่จะถูกมอบหมายก็คือการไปแทรกซึมทางเผ่าทู่เจี๋ยเสียอีก ทว่าเขาถูกฝึกมาเพียงรับคำสั่งหาใช่ให้มีความคิดสงสัยและคิดสอบถาม ดังนั้นจึงถือว่านอกเหนือหน้าที่เขาย่อมไม่บังอาจกระทำ และกระทำไม่ได้เด็ดขาดกับคนเช่นหานไท่หมิง  

"อ้อ ทั่วทั้งเทียนคงเฉิงเองท่านก็อย่าได้ละเลย ต่อให้เป็นช่องสุนัขลอดมีกี่แห่งเปิ่นหวางก็จะต้องได้รู้"  

"รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ"  

"เช่นนั้นก็ไปเถิด หากที่สิ่งใดเพิ่มเติมจะเรียกท่านมาพบอีกคราว"  

"อิงฉงทูลลาพ่ะย่ะค่ะ"  

"เดี๋ยว!"  

กายสูงใหญ่ชะงักเท้านิ่งอย่างระแวงภัยทันที  

"เปิ่นหวางต้องการองครักษ์สตรีซึ่งมากฝีมือ ส่งนางให้ติดตามชินหวางเฟยไปศึกษายังสำนักฮุ่ยเจ๋อบนยอดเขาอันหนิงซานในอีกสามวันข้างหน้า มิทราบว่าเจ้าพอจะจัดการหามาให้เปิ่นหวางได้หรือไม่?"  

เป็นครั้งแรกที่เฉินเซินแอบระบายลมหายใจทิ้งเพราะโล่งอกที่ตนเองยังไม่ถูกเปิดโปงในเวลาอันไม่สมควร  

"ย่อมเป็นไปตามพระบัญชาของชินหวางพ่ะย่ะค่ะ"  

เขาโค้งกายให้อีกฝ่ายนอบน้อมไร้ร่องรอยให้คนจับสังเกตใดได้อีก  

"เช่นนั้นก็ไปเถอะ"  

เฉินเซินรับรู้ว่าคราวนี้เขาทำสำเร็จเสียที เพราะชินหวางเริ่มระแวงจนส่งคนของจิ้นหลางหลงออกไปจัดการสืบข่าวทุกความเคลื่อนไหวด้วยใจของเขาเอง ก็นับว่าเขาไม่ได้ละเมิดกฎไปเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ผลเสียตีย้อนกลับย่อมไม่เกิดขึ้นมาอีก เขาระบายลมหายใจ เห็นทีจะทำสิ่งใดคงต้องใช้สติและใจเย็นให้มากกว่าเดิมอีกหลายส่วน  

และแล้ววันที่ต้องทำพิธีก็มาถึง ในเวลาต้นยามซื่อทั้งชินหวางหานไท่หมิงและชินหวางเฟยเฉียวปิงเซียวก็มาถึงพระอารามหลวงบนยอดเขาไห่ซาน ในคราแรกองค์ไทเฮาเสิ่นลี่เหยา พระนางที่นั่งพูดคุยกับองค์จักรพรรดิหานไท่สือกำลังจะเปิดรอยยิ้มยินดีอยู่แล้วทีเดียว หากจะไม่เหลือบไปเห็นจางหลานเย่เดินติดตามมาด้านหลังของหานไท่หมิงดังกับเงานางมารก็มิปาน  

...นางเด็กชั่วร้ายผู้นี้หากสิ้นประโยชน์นางย่อมไม่ปล่อยเอาไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามคอยทิ่มแทงหัวใจอีกเป็นแน่!...  

"ไร้มารยาทเสียจริง! พิธีเหล่านี้ขาดนางไปมีแต่จะเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ นางไม่แจ้งใจหรือไรกัน"  

พระนางหันไปบ่นพึมพำเอากับบุตรชายคนโต เพราะขัดตาและขัดใจเสียเหลือเกินแล้ว  

"เสด็จแม่อย่าทรงกริ้วไปเลย เช่นไรน้องสิบแปดก็รักนางมาก อีกหน่อยนางก็จะให้กำเนิดหลานตัวน้อย ๆ มาให้เสด็จแม่ได้เลี้ยงคลายเหงาแล้วทรงอย่าคิดมาก"  

หานไท่สือนั้นกล่าวไปโดยไม่คิดมาก ทว่าผู้ฟังนางเคียดแค้นจนแน่นหน้าอกไปหมดแล้ว  

"หึ! ...ฮ่องเต้เป็นบุรุษจะไปเข้าใจสายตาของสตรีไปได้อย่างไร บุรุษก็คล้ายกันทั้งสิ้น เจอสตรีงดงามออดอ้อนอ่อนหวานเข้าหน่อยก็ระทวยเหลวเป็นเทียนไขถูกจุดไปเสียทุกคนไป"  

หานไท่สือเห็นแล้วว่าหากเขายังกล่าวอันใดที่โต้แย้งขัดกับความเห็นของพระมารดาอีกคงจะเดือดร้อนใบหูทั้งสองข้างไปหมดอีกพักใหญ่ เขาจึงทำเพียงยิ้มอ่อนแล้วแสร้งยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย ไม่ออกความคิดเห็นใดให้เข้าเนื้อของตนเองอีกเลย  

"ไท่หมิงถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ"  

"ปิงเซียวถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรไทเฮาเพคะ"  

"หลานเย่ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรไทเฮาเพคะ"  

หานไท่สือบอกให้ทั้งสามไปนั่งประจำที่ของตนเอง รอเวลาฤกษ์มงคลในอีกครึ่งชั่วยาม ส่วนในขณะนี้นั้นเหล่าไต้ซือและเหล่าซือไท่หลายสิบชีวิตกำลังสวดมนต์ด้วยเสียงกระหึ่ม บรรยากาศเข้มขลังอย่างยิ่ง  

เฉินเซินมองเห็นเด็กน้อยดูซีดเซียวหงอยเหงาก็ปวดใจ แต่ที่เขาเตือนตนเองก็คือต้องถอยห่าง หาไม่ใจเขาทนไม่ไหวไปฝืนแตะต้องจนเหตุการณ์บิดเบือนก็เหมือนเป็นเขาที่ยังจะตามมารังแกนางไม่เลิก  

พิธี ‘ผูกชะตาวาสนาคู่ครอง' นี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้ใดหรือคู่ใดก็จะทำได้ ในร้อยปีบางครั้งดวงของสามีและภรรยายังยากจะมีเช่นดวงของหานไท่หมิงและดวงชะตาของเฉียวปิงเซียว ดังนั้นในร้อยปีของแผ่นดินหนานสุ่ยแทบจะไม่เคยเกิดพิธีเช่นนี้มาก่อนเลย  

เช่นนั้นในวันนี้เหล่าขุนนางที่อยู่ในขั้นสามขึ้นไปต่างก็วิงวอนขอติดตามองค์จักรพรรดิมาร่วมพิธีนี้ด้วย จากที่หานไท่หมิงเข้าใจว่าจะเป็นพิธีการภายในสงบเงียบ จึงถอนหายใจโดยแรงเพราะขัดใจเสียนัก คิดว่าในงานวิวาห์ก็ต้องอับอายที่เขาคือบุรุษอาจจะนับเป็นคนแรกในหนานสุ่ยเลยกระมังที่มีเจ้าสาววัยเพียงหกหนาวเท่านั้นก็ว่าย่ำแย่ วันนี้ขุนนางร่วมร้อยในโถงกว้างกลับมากมายกว่าเลยยิ่งเดือดดาลไม่เลิก  

"ไยจึงต้องกรีดเลือด"  

สำหรับหานไท่หมิงเขาไม่สนใจอยู่แล้วว่าในพิธีนั้นต้องทำสิ่งใดบ้าง ต่อให้ถูกกรีดเอาเลือดก็ไม่สะทกสะท้านอยู่แล้ว เขาสนใจเพียงเร่งให้เสร็จไป เขาจะได้กลับไปอยู่กับพระชายารองก็เท่านั้น เพราะอีกสองวันก็จะเคลื่อนทัพปราบกบฏแล้ว เวลาที่จะหวานชื่นกับสตรีซึ่งตนพึงใจนั้นแสนน้อยจนแทบจะเรียกได้นับจากวันวิวาห์เขาและพระชายารองยังไม่เคยได้ร่วมหอคงจะถูกต้องกว่า เช่นนี้เขาจะมาสนใจเรื่องไร้สาระเช่นพิธีบ้าบอนี้ไปไยให้ปวดศีรษะอีก  

แต่ที่สนใจก็คือหานไท่สือผู้เอ็นดูเฉียวปิงเซียว เด็กน้อยตัวเท่านี้ต้องกรีดฝ่ามือย่อมเจ็บไม่น้อย จึงหันไปมองทางองค์ไทเฮา แต่พระมารดากลับวางสีหน้าเรียบเฉย หูทั้งสองข้างขององค์จักรพรรดิจึงรู้สึกว่ามีลมร้อนพวยพุ่งออกมาทันที  

...เสด็จแม่ช่างใจเหี้ยมกับเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวเกินไปแล้ว...  

"เจิ้นคงต้องขอตัว พอดียังมีราชกิจรออยู่..."  

เมื่อทนไม่ไหว แต่ก็ขัดขวางพระมารดาไม่ได้ ที่ทำได้ก็คงมีเพียงเดินหนีจากไปไม่ทนดูอีกแล้ว เขาย่อมรู้พระมารดารักพวกตนนั้นมากมายเพียงใด แต่ต้องทำถึงเพียงนี้....  

...เกินไปหรือไม่? ...  

"เชิญชินหวางเฟยพ่ะย่ะค่ะ"  

เส้ากงกงเข้ามาโค้งกายด้านข้างเก้าอี้ที่เด็กน้อยนั่งสงบนิ่งอยู่ เพื่อจะช่วยประคองกายน้อยตรงไปยังหน้าแท่นพิธี ซึ่งพอถูกสายตาของชินหวางมองมา เด็กน้อยถึงกับถอยหลังหนีไปหลายก้าว เพราะสำหรับเด็กน้อยแล้วบุรุษผู้นี้ช่างร้ายกาจและเหี้ยมโหดจนนางไม่ต้องการอยู่ใกล้  

สายตาคู่สวยเหลือบไปเห็นเฉินเซิน แต่ย่อมรู้พี่ชายใจดีเป็นเพียงองครักษ์ผู้หนึ่ง หากนางไม่อยากดึงผู้อื่นมาร่วมเดือดร้อนด้วยก็มีเพียงก้มหน้าทำหน้าที่ของตนเองไปให้ดีเท่านั้น  

"ชินหวางรู้หรือไม่พิธีนี้หากกระทำแล้วจะมีผลใดเกิดขึ้นในภายหลัง"  

หยวนไต้ซือเอ่ยถามชินหวางหนุ่ม เพราะย่อมรู้หากไม่ถามตัวชินหวางเฟยตัวน้อยนางย่อมไม่รู้แจ้งเป็นแน่  

"หากทำพิธีนี้ และหากวันหนึ่งเปิ่นหวางต้องบาดเจ็บตายมากกว่าอยู่ ก็เพียงนำโลหิตของนางมาผสมกับตัวยาที่รักษาก็จะอยู่รอดปลอดภัย"  

...ไร้สาระสิ้นดี...  

หานไท่หมิงตะโกนมันอยู่ในใจเท่านั้น เพราะต่อหน้าเหล่าขุนนางมากมายเขาจะเสียกิริยาย่อมไม่ดี  

"ยังมีอีกข้อที่ไต้ซือจะบอกแก่ทั้งสองเท่านั้น ผู้อื่นมิอาจรับรู้ด้วยได้ทั้งสิ้นนะพ่ะย่ะค่ะชินหวาง"  

หยวนไต้ซือเฒ่าเอ่ยเนิบช้าแล้วหยุดเล็กน้อย หวังให้ชินหวางตั้งใจฟังให้จงดี  

"หากชินหวางถึงคราวต้องตาย...จะมิเดียวดาย...ชินหวางเฟยน้อยจะตายตามพระองค์ไปด้วย นี่คือการผูกวาสนาชะตาคู่ครองที่แท้จริง...จะยังทรงทำต่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะชินหวาง"  

มีวูบหนึ่งที่เฉินเซินอยากพุ่งกายไปพาคนตัวน้อยหนีหายไปจากพิธีกรรมชั่วร้ายนี้เสีย ทว่าเพียงคิดให้ดีอาจทำร้ายนางมากกว่าช่วยเหลือ มือกำยำจึงกำเกร็งจนเส้นโลหิตปูดโปน  

"อ้าว...เช่นนี้หากนางตาย เปิ่นหวางก็ต้องตายเช่นกันหรือ"  

หานไท่หมิงไม่คิดว่าที่ไต้ซือผู้มีหนวดเคราขาวผู้นี้กล่าวจะเป็นจริงไปได้เลยแสร้งกล่าวเห็นเป็นสิ่งชวนขบขันไปเสียอีก แต่อีกหนึ่งส่วนภายในใจลึก ๆ เขาก็แค่สงสัยว่าพระมารดาของตนเองหากรู้เช่นนี้ยังจะดึงดันให้พิธีดำเนินไปจนเสร็จสิ้นหรือไม่ เพราะหากที่ตาเฒ่าผู้นี้เอ่ยมามีความจริงสักหนึ่งส่วน เขาก็...เป็นห่วงนาง...  

"หากสลับกันเป็นชินหวางเฟยน้อยจะต้องสิ้นลม วาสนาชะตาคู่ครองก็สิ้นสุดเพียงเท่านั้น หาได้มีผลต่อชินหวางแม้แต่น้อยไม่"  

...อ้อ...ช่างกล่าวแก้หนทางให้ฟังดูดีเสียจริง เฮอะ!  

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่15

    ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง  แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์  "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย"  ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที  "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!”  ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน!  ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่14

    ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา  ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง  บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้  "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่"  ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง  "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่13

    ตอนที่13"มิได้!"  ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ...  ถูกต้อง! ...  ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง...  หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่  "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน"  ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน  "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน"  หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ  "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!"  ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ  "นางคือศิษย์น้องหกของข้า"  ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที  ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ...  เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่  ...อาจารย์ฮุ่ยเ

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่12

    ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที  เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว  ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง  “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ”  เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่11

    ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย  ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด  แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน  "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน"  เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห

  • ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ   ตอนที่ 10

    ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ  วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้  เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค  “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้”  ...แควก! ...แควก! ...  สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status