Masukเขาคิดอยู่แล้วเชียวว่าพระมารดาของเขามีหรือจะยอมค้าขายขาดทุน ส่วนที่ไต้ซือเฒ่านั้นบอกแก่เขาว่าความลับนี้จะมีแค่เขากับเฉียวปิงเซียวและตัวไต้ซือเฒ่าเท่านั้นที่ทราบ เขาย่อมไม่เชื่อถือทั้งเพ
...ไร้สาระ...หลอกลวง! ...เพราะหากมีความจริงสักส่วนที่กระทำล้วนมิใช่พิธีกรรมของนักบวชผู้ทรงศีลแล้ว ทว่ามันคือพิธีกรรมของพวกลัทธินอกรีต พวกจอมมาร หรือเผ่าปีศาจในยุทธภพที่เป็นเรื่องเล่าอ้างหลอกลวงนั่นแล้ว
"หากไม่เกี่ยวกับเปิ่นหวางก็ทำต่อเถิด ขั้นตอนนี้สำเร็จก็จบแล้วถูกต้องหรือไม่"
จะเข้าต้นยามจื่ออยู่แล้ว เขาจึงอยากให้จบไปเสียที หันไปมองทางจางหลานเย่ นางก็มองตอบกลับมาด้วยสายตารอคอยจนน่าสงสาร เขาไม่อยากให้นางมาทานทนนั่งลำบากอีกแล้ว บุรุษซึ่งคิดว่าตนเองนั้นมีความรักมั่นคงย่อมจะถนอมนางอันเป็นสตรีที่รักอยู่แล้ว
"พ่ะย่ะค่ะ...ขอมือด้านขวาของชินหวาง...มือซ้ายของชินหวางเฟย"
ไต้ซือเฒ่าผู้เป็นหัวหน้านักบวชหงายฝ่ามือของตนเองรอคนทั้งคู่ให้วางมือลงมาพร้อมกัน หานไท่หมิงส่งให้ทันที แต่เฉียวปิงเซียวเด็กน้อยแค่เห็นมีดสั้นคมแวววาวนางก็ถอยหลังหนีอีกครั้ง เห็นเช่นนั้นคนอยากจะเร่งทำให้เสร็จไปจึงไม่รีรอคว้ากำข้อมือเล็กกระชากโดยแรงแล้วเป็นผู้กรีดมีดลงกลางฝ่ามือด้านซ้ายของชินหวางเฟยน้อยเสียเอง
ความเจ็บปวดจากคมมีดแล่นพล่านเข้าสู่หน้าอกของนางขึ้นทันใด แต่เฉียวปิงเซียวนางไม่กล้ากรีดร้องทำได้เพียงกัดปากตนเองแน่น ปล่อยให้หยวนไต้ซือนั้นนำมือของทั้งสองผูกด้วยเส้นด้ายสีแดงจนแน่น จากนั้นเสียงสวดมนต์ก็เพิ่มความดังขึ้นจนภายในหูของเด็กน้อยอื้ออึงไปหมด ยิ่งเสียงนั้นดังเท่าใด นางยิ่งรู้สึกว่ามีบางสิ่งพุ่งแทรกเข้ามาจากแผลที่ถูกกรีด
"เจ็บ...เจ็บ...ปิงเซียวเจ็บ!"
เด็กน้อยสุดจะทานทนต่อความเจ็บ นางจึงเริ่มดิ้นรนรุนแรงขึ้น...และยิ่งรุนแรงขึ้นตามความเจ็บปวด และหากหานไท่หมิงสายตาไม่พร่าเลือนจนเกินไป เขาก็เห็นแล้วว่าตามหลังมือเล็กจิ๋วที่ขาวสะอาดของเฉียวปิงเซียวบัดนี้มีรอยนูนวิ่งไปมาคล้ายกับว่าใต้ผิวหนังของนางบัดนี้มีแมลงร้ายสักอย่างวิ่งไปมา!
"นี่มันคืออันใดกัน?!”
หานไท่หมิงตะโกนถามแข่งกับเสียงสวดมนต์อื้ออึงหวังจะเอาคำตอบให้ได้ เพราะแน่ใจเหลือเกินว่าที่เขาแลเห็นมันวิ่งวนเวียนไปตามแขนเล็กจิ๋วนั้นคือหนอนร้าย หาใช่พิธีกรรมผูกชะตาบ้าบออันใดทั้งสิ้น!
หานไท่หมิงตะโกนออกไปสุดเสียง เพราะความเจ็บปวดกำลังแล่นพุ่งขึ้นมาจากปากแผลที่โดนกรีดกลางฝ่ามือตรงมาที่บริเวณข้อมือ แล้วจึงไหลพุ่งวาบขึ้นสู่ท่อนแขนกำยำขึ้นม ก่อนที่สุดท้ายจะหยุดลงที่ตรงหน้าอกด้านซ้ายของเขา แล้วจึงแล่นวนเวียนหวนคืนกลับไปที่กลางฝ่ามืออีกครั้ง มันเกิดวนเวียนไปมาเช่นนี้ ขนาดเขาซึ่งเป็นนักรบเจอมาทุกความเจ็บปวดไม่น้อยยังทรมานแทบขาดใจจนเหงื่อกาฬไหลริน แล้วเด็กเพียงหกหนาวนางจะทานทนไปได้เช่นไรกัน!
...บัดซบ!...นี่มันคือพิธีกรรมชั่วช้าอันใดกัน?!...
ชินหวางหนุ่มวัยสิบเก้าหนาวที่พบเจอมาหลายเหตุการณ์เลวร้าย จึงไม่คิดดีกับเหตุการณ์ตรงหน้าที่กำลังเผชิญ ก่นด่าตนเองหนักหนาที่ไม่คิดระแวงเจ้าพวกนักบวชนอกรีตพวกนี้เลย แต่ก็เพราะคนที่บัญชาคือพระมารดาโดยแท้ของตนเอง เขาจึงวางใจ ก็ผู้ใดจะคาดคิดว่ามารดาจะคิดร้ายต่อบุตรกัน หากพิธีนี้มิใช่ไทเฮาเสิ่นลี่เหยาออกปาก เขาหรือจะยินยอมมาทำสิ่งไร้สาระเสียสติเช่นนี้ไปได้
ทว่าเสียงของเขากลับมิอาจต้านทานให้ดังไปกว่าเสียงสวดมนต์ที่ดังสะท้อนก้องไปทั้งห้องโถงกว้างที่ด้านหนึ่งนั้นมีระเบียงเปิดโล่งยื่นออกไปยังด้านนอกรับแสงจันทร์เพ็ญเต็มดวงซึ่งกำลังส่องแสงกระจ่างราตรีมิได้เลย เขาจึงพยายามจะสะบัดฝ่ามือของตนเอง หวังจะให้แยกออกจากมือเล็กของเฉียวปิงเซียว คิดหยุดพิธีการนี้ลงเสีย เพราะต่อให้เขาเป็นพวกใจเหี้ยมเพียงใดก็ไม่ถึงกับคิดให้เด็กผู้นี้ตายลงต่อหน้าเช่นนี้ แต่ขนาดเขากำลังมีมากกลับสลัดเอาด้ายแดงที่มัดตรึงแน่นไม่ขยับเลย
“หยุดพิธีเดี๋ยวนี้! ...เปิ่นหวางบอกให้หยุด!”
แต่นอกจากพิธีจะไม่หยุดลงแล้ว ไทเฮาที่เห็นอาการขัดขืนของชินหวาง พระนางยังเร่งพยักหน้าให้ทหารองครักษ์ที่ร่างกายใหญ่โตถึงห้าคนตรงเข้ามาช่วยกันกดกายของหานไท่หมิงที่เขาพยายามจะดิ้นจนหนีอีกไม่ได้
"เสด็จแม่!"
หานไท่หมิงตะโกนไปทางพระมารดา ทว่ากลับได้รับเพียงการเมินหน้าหนี เขาจึงสบถออกมายาวเหยียดยิ่งหันไปมองทางฝ่ายเฉียวปิงเซียวนั้น เขากลับพบเข้ากับภาพของเหล่าขันทีร่างกายกำยำถึงสามคนกดตรึงแน่นหนา ทั้งที่ร่างกายและกำลังแค่เพียงหนึ่งเด็กน้อยเช่นนี้นางก็หมดหนทางต่อสู้ดิ้นรนหนีอีกต่อไปแล้ว ถึงหลิวฮั่นและอี้เฟิ่งเหลยคิดจะช่วยผู้เป็นนายกลับถูกคนฝ่ายไทเฮากุมตัวเอาไว้อีกด้วย
“ปล่อยเปิ่นหวางนะ! ปล่อยนางด้วย หยุด! พิธีบ้าบอนี้ลงเสียที! มิเห็นหรือไรนางเจ็บปวดแทบตายแล้ว ปล่อย!”
ดวงตาสีทองผ่องอำไพที่เคยงดงามบัดนี้กลับเบิกโพลงแข็งค้างคาดว่านางคงเจ็บปวดอย่างยิ่งมิแตกต่างจากเขาเสียเป็นแน่ เพียงกรีดเลือดเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่การที่มีบางสิ่งกำลังวิ่งพล่านขึ้นลงไปทั่วจากหลังมือขึ้นไปยังแขนเรียวเล็กจนเกิดเป็นรอยนูนใต้ผิวหนัง ต่อให้เป็นเขาบุรุษโตเต็มวัย ชินหวางหนุ่มยังแทบขาดใจที่มีบางสิ่งวิ่งพล่านไปมาเช่นนี้ แล้วเด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงหกหนาวเช่นเฉียวปิงเซียวนางย่อมจะต้องเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหวเช่นกัน!
...เสด็จแม่ทรงเสียสติไปแล้วหรือไร?!...
“อาตมาถามชินหวางแล้วมิใช่หรือว่าจะทำพิธีนี้จริงแท้หรือ แล้วก็เป็นชินหวางมิใช่หรือที่กล่าวด้วยตนเองว่าจะทำให้ได้ บัดนี้จะยกเลิกกลางพิธีกรรมนี้ ชีวิตของชินหวางเฟยก็จบลงในวันนี้แล้ว”
ดวงตาคมดุตวัดมองเจ้าไต้ซือเฒ่าสมควรตายด้วยความแค้นเคืองไม่ปิดบัง หากในยามนี้เขามีมีดหรือดาบอยู่ในมือย่อมสังหารนักบวชเฒ่าชั่วช้าผู้นี้โดยไม่เกรงต่อบาปหรือกรรมอันใดทั้งสิ้น สาเหตุก็คือตาเฒ่าทำคล้ายหลอกลวงให้เขาหลงกลจนยินยอมทำสิ่งชั่วช้าเช่นนี้ ผูกชะตาวาสนาคู่ครองอันใดกัน นี่มันถูกพิษโดยแท้ พระมารดากำลังงมงายอยู่กับมนตร์ดำอันใดกันเล่า?
“อาตมาหาได้หลอกลวงชินหวาง ทว่าเป็นชินหวางเองที่ทระนงเกินไป ไม่คิดศึกษาสิ่งที่จะทำให้รอบคอบ สุดท้ายเกิดผิดพลาดจึงมาโทษว่าตนเองถูกหลอก ลองทบทวนดูเถิดเป็นอาตมาหลอกลวงชินหวาง หรือเป็นชินหวางเองที่เต็มใจจะถูกหลอกด้วยตนเองกันแน่”
คล้ายกับหานไท่หมิงถูกตบหน้าด้วยคำว่าโง่งมและไร้สติไม่รอบคอบจากเจ้าเฒ่านักบวชนอกรีตอย่างไรอย่างนั้น แต่ต่อให้อยากเอาความตาเฒ่าสมควรตายตรงหน้าเพียงใด หานไท่หมิงก็ต้องวางเอาไว้ก่อน เพราะในยามนี้ภาพที่เฉียวปิงเซียวนางดิ้นทุรนทุรายคล้ายใกล้สิ้นใจเต็มทนแล้ว เขาจึงใช้กำลังที่มีทั้งหมดสะบัดทหารองครักษ์ที่กดกายของเขาจนทรุดกายลงไปอยู่ในท่านั่งคุกเข่ากระเด็นออกไปคนละทิศละทางจนสำเร็จ หวังจะปลดพันธนาการออกแล้วหยุดพิธี หาไม่เด็กน้อยต้องสิ้นใจลงเป็นแน่
“หยุด! ชินหวางคิดอยากให้นางตายหรือไร พิธีนี้เริ่มแล้ว หากหยุดหนอนผูกสัญญาเหล่านี้มันจะกลายเป็นหนอนพิษกัดกินหัวใจของชินหวางเฟยจนตายในทันที นี่พระองค์มิทราบจริงหรือ?!"
เป็นเฉินเซินที่อาศัยตำแหน่งองครักษ์ฝ่ายของไทเฮาพุ่งตรงคล้ายเข้ามาช่วยเหล่าองครักษ์ที่ถูกหานไท่หมิงสะบัดจนหลุดกระเด็นออกไป ส่วนในใจจริงแท้คือทนดูเฉียวปิงเซียวนางทรมานต่อไปอีกไม่ไหว เขาในยามนี้ต่อให้เกรงกลัวผลที่จะตามมาหากเขาเข้ามาแทรกกลางระหว่างเหตุการณ์อีกก็ตาม ทว่าภาพที่นางกำลังเจ็บปวดทุกข์ทรมานดิ้นทุรนทุราย เฉินเซินเองก็ยิ่งเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือดแล้วเช่นกัน แต่ให้เขาปล่อยชินหวางแก้ปมเส้นด้ายแดงออกจนอาจทำให้เด็กน้อยตายเพราะพิษหนอนผูกสัญญาลง เช่นไรเขาที่เคยผ่านมนตร์นี้มาก่อนจนซาบซึ้งย่อมไม่ยินดีจะเสี่ยงอีกเป็นแน่ เมื่อครู่มองหาบุรุษผู้นั้นอยู่นานกลับไร้วี่แวว สุดท้ายจึงต้องตัดสินใจพุ่งเข้ามาขัดขวางเสียเอง
...ไยเขาจึงยังไม่ปรากฏตัวกันเล่า? ...บุรุษลืมวัยไยจึงไม่ปรากฏกายเช่นในอดีตเมื่อสิบหนาวก่อนกันเล่า?...
เฉินเซินยังจดจำได้ดีว่าในวันนั้นคนที่พุ่งเข้ามาร่วมเหตุการณ์คือผู้เป็นท่านอาจารย์ที่ยากนักจะลงจากเขามาวุ่นวายในเมืองใหญ่ วันนี้เขาจึงรอคอย ทว่าจนบัดนี้ชายอาภรณ์ขาวสะอาดตาราวเทพเซียนกลับเงียบหาย สุดท้ายเขาจึงรอคอยท่านอาจารย์เสวี่ยมิไหวอีกต่อไป
“ชินหวางเฟย...ชินหวางเฟยได้ยินกระหม่อมหรือไม่”
เฉินเซินที่รอคอยให้บุรุษผู้เป็นท่านอาจารย์ซึ่งในอดีตเข้ามาขัดขวางไม่ให้ชินหวางแกะด้ายแดง และด่าทอชินหวางว่าช่างโง่งมไม่สมกับเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ก่อนทำสิ่งใดไม่ศึกษาจนแตกฉานโผล่มาสักครา สุดท้ายจึงจำใจต้องลงมือเองแทนคนผู้นั้นเพราะรอไม่ไหว ตรงเข้าไปโอบกอดกายเล็กของนางเอาไว้ แล้วพยายามเรียกสติของเฉียวปิงเซียวไม่ให้นางกรีดร้องออกมา ซึ่งชินหวางเฟยน้อยในยามนี้นางเห็นเฉินเซินก็คล้ายนางพบญาติผู้ใหญ่ พบพี่ชายที่นางสามารถวางใจได้ เด็กน้อยจึงใช้แขนข้างขวารัดลำคอของเฉินเซินแน่น แล้วสะอื้นจนกายสั่นสะท้านข่มกลั้นไม่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาทำร้ายผู้คนโดยรอบ...ต่อให้ต้องตาย เด็กน้อยนางก็ตั้งใจแน่วแน่จะไม่ส่งเสียงสังหารผู้ใดอีก!
ต่อให้ในยามนี้เฉียวปิงเซียวนางเจ็บปวดทรมานจนภายในหูเริ่มอื้ออึง สุดท้ายนางต้านทานความเจ็บปวดไม่ไหวจึงกัดลงไปที่หัวไหล่ขององครักษ์หนุ่มเต็มแรง ยิ่งนางเจ็บ ยิ่งนางปวดร้าวดังกับมีเข็มนับร้อยวิ่งไปมาที่แขนและมือ เฉียวปิงเซียวก็ยิ่งฝังฟันคมลงไปแรงขึ้น…และแรงขึ้น…
แต่ต่อให้เฉินเซินเจ็บเท่าใดเขาก็ไม่ปริปากบ่น เพราะรู้แจ้งที่นางเจ็บปวดมีมากกว่าเขาหลายหมื่นเท่านัก กว่าพิธีจะจบ สิ่งที่วิ่งวนเวียนในฝ่ามือและแขนซ้ายจะสงบลง เฉียวปิงเซียวนางก็เป็นลมหมดสติคอพับคออ่อนไปเสียแล้ว เป็นครั้งแรกที่หานไท่หมิงรู้สึกผิดจนแทบบ้า หากเขารู้สักนิดว่าจะมาทำพิธีมนตร์ดำเช่นนี้ ให้เอากระบี่มาแทงลำคอหรือปักกลางหัวใจสังหารกันเสียยังดีกว่า
"เป็นเช่นไรบ้างหยวนไต้ซือ?"
ไทเฮาเสิ่นลี่เหยาเดินตรงมาจับพลิกข้อมือของหานไท่หมิงเป็นคนแรก พอเห็นรอยสีแดงระเรื่อดังสีของกลีบดอกท้อร้อยรัดอยู่ตรงข้อมือเป็นรูปของเถาเครือรักถักทอจนรอบก็ยิ้มยินดี จากนั้นจึงหันไปเปิดที่หน้าอกเสื้อด้านซ้ายของเฉียวปิงเซียวอีกคน พอพระนางเห็นปานแดงรูปดอกรุ่ยเซียงปรากฏเด่นชัดจึงระบายลมหายใจอย่างโล่งอก เพราะกลัวว่าพิธีนี้จะไม่สำเร็จเสียแล้ว ส่วนหานไท่หมิงนั้นเป็นครั้งแรกที่มองมารดาของตนเองด้วยสายตาสงสัย
“ขอคนของเปิ่นหวางคืน”
เขาขยับมายืนตรงหน้าของเจ้าองครักษ์หน้าตายเช่นเฉินเซินแล้วเอ่ยปากขอคนที่ไร้สติคืนเพื่อจะพานางกลับตำหนัก หวังให้หมอหลวงตามไปรักษานาง ในยามนี้เขาโกรธมากจนไม่อาจทนรั้งอยู่ที่อารามแห่งนี้ได้เพียงเสี้ยวลมหายใจ หาไม่เขาต้องลงมือสังหารนักบวชเหล่านี้จนสิ้นแล้วเผาจนไม่เหลือซากเสียเป็นแน่ ไม่อยากถามอีกด้วยว่าเด็กน้อยนางจะปลอดภัยหรือไม่เพราะต่อให้คนพวกนี้อ้างตนว่าเป็นผู้ทรงศีล หากแต่มนตร์ร้ายกาจทำร้ายแม้แต่เด็กน้อยเช่นนี้ จากไม่เชื่อถือเขากลับยิ่งชิงชังรังเกียจไปเกินสิบส่วนแล้ว ถามไปพวกมันคงยากจะกล่าวความจริงออกมาเป็นแน่
“ชินหวาง…นางก็คือมนุษย์ผู้หนึ่ง หากพระองค์รับนางไปวันนี้ ท่านจะดูแลนางอย่างดีได้หรือไม่ อย่าได้ชิงชังนางอีกเลย นางก็เพียงเด็กตัวน้อยวัยแค่หกหนาวผู้หนึ่งเท่านั้น ทรงเมตตานางด้วยเถิด อย่าคิดแต่ว่านางคือสิ่งของที่ชินหวางพึงใจก็มาอุ้มโอ๋เล่นสนุก ไม่ถูกใจก็ทรงขับไล่ทำร้ายนาง หาไม่ต่อไปภายหน้า…จะเป็นพระองค์ที่เสียใจอย่างสุดซึ้งเสียเอง”
เฉินเซินกล่าวเตือนสติออกไป หวังเพียงว่าในวันนี้คนตรงหน้าจะเห็นค่าของความเป็นคนเพิ่มขึ้นมาบ้าง จากนั้นเขาจึงอุ้มกายน้อยส่งให้ชินหวางแล้วเขาจึงเดินหลีกไปเสียอีกทาง ถึงจะมืดและเสื้อของเฉินเซินจะเป็นสีเข้ม แต่รอยเลือดที่คาดว่าเกิดจากการกัดของเฉียวปิงเซียวนั้นก็พลันให้เกิดความละอายแก่ใจวูบใหญ่พุ่งเข้าสู่หัวใจของหานไท่หมิงเช่นกัน
“เฉินเซิน…เปิ่นหวาง...ขอบใจเจ้านัก...”
เท้าที่กำลังจะก้าวห่างออกไปเพียงชะงักเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เดินต่อไปไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้านหลังอีกเลย เห็นเช่นนั้นชินหวางหานไท่หมิงจึงไม่สนใจอันใดอีก เขาหันไปสั่งความอี้เฟิ่งเหลยให้ไปตามหมอหลวงส่งไปรอยังตำหนักอิงธาราของพระชายาเอก จากนั้นเขาจึงอุ้มร่างเล็กไปโค้งกายอำลาไทเฮา ถึงจะโกรธอยู่มาก แต่นั่นคือพระมารดา เขาย่อมไม่กล้าอกตัญญูเด็ดขาด ต่อให้อยากตำหนิในเหตุการณ์วันนี้อย่างยิ่งเพียงใดก็ตาม แต่หานไท่หมิงเขาก็อดทนไม่ปริปากตำหนิอีกฝ่ายแม้เพียงครึ่งคำ
แต่ก็คิดเอาไว้แล้วว่าตนเองคงจะต้องเจรจาจริงจังกับพี่ชายเรื่องที่พระมารดางมงายมุ่งมั่นแต่จะหันหน้าเข้าไปหาเหล่านักพรตนอกรีตจนคล้ายจะถลำลึกเกินไปแล้ว ขึ้นชื่อว่าหนอนมีหรือจะเป็นสิ่งดีไร้พิษภัยไปได้ ไม่เข้าใจทั้งสิ้นว่าองค์ไทเฮาผู้เป็นถึงพระมารดาแห่งแผ่นดิน และเป็นพระมารดาโดยแท้ของตนเอง พระนางทรงกำลังคิดอันใดอยู่กันแน่ จนเผลอให้ความระแวงเข้ากัดกินหัวใจอยู่ชั่ววูบเลยทีเดียว แต่ภายในใจอีกส่วนก็คัดค้านว่าพระมารดาทรงรักเขากับพี่ชายมาก จะคิดร้ายต่อเขาไปได้เช่นไร หากจะผิดพลาดไปพระนางก็คงเพียงถูกนักพรตเฒ่าล่อลวงเท่านั้น
"อึ๊ก...อ้วก! ..."
เฉินเซินที่ย่อมรู้ว่าตนเองไปละเมิดกฎอีกครั้ง เขาจึงเร่งหลบออกมาให้ไกลสายตาคนโดยเร็ว พอเขาก้าวห่างออกมาได้พอสมควรก็เป็นจริงเช่นที่คาด ความเจ็บปวดดังกระดูกในร่างกายถูกป่นเป็นเช่นไรอาการในยามนี้ของเขาก็มิแตกต่างกันสักนิด!
กายสูงใหญ่ทรุดลงแล้วสำลักอาเจียนเอาโลหิตสีคล้ำส่งกลิ่นคาวคลุ้งออกมาไม่หยุด จากเพียงคุกเข่าบัดนี้เฉินเซินทิ้งกายลงนอนคุดคู้สลับบิดกายไปมา ตามร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยนูนเด่นสีดำวิ่งพล่านไปทั่วทั้งกายและที่ใบหน้า มือแกร่งกำเข้าหากันแน่น
"หึ...เห็นทีชินหวางคงเป็นผู้พึงใจเสพติดต่อความเจ็บปวดสินะจึงชอบสอดมือสอดเท้าเข้าไปแตะต้องกับสิ่งที่ไม่สมควรอยู่เสมอ" ร่างหนึ่งขยับก้าวเดินมาทรุดนั่งทับส้นเท้ามองคนที่นอนสิ้นสภาพอยู่ที่พื้นนิ่ง
"เอ๊า...นี่ยา...ดื่มเสีย"
มือเรียวสวยของสตรีนางนั้นยื่นขวดสีขาวขุ่นสองขวดมาตรงหน้าของเฉินเซิน มือใหญ่ที่สั่นระริกเอื้อมออกไปรับมาแล้วเปิดฝากรอกมันเข้าปากด้วยกิริยาเร่งร้อน เห็นแล้วผู้นำส่งยาจึงเหยียดยิ้มสมเพช หึ...ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ช่างเถอะ...นางเองก็ใช่จะห่างไกลจากบุรุษผู้นี้นัก เพราะปล่อยวางมิได้ แม้แต่ขายวิญญาณนางเองก็ทำมาแล้วเช่นกัน
"ขอบ...ใจ...สืออี"
ริมฝีปากบางโค้งสูงเป็นรอยยิ้มที่แสนจะเสแสร้งอย่างน่ารังเกียจ
"อย่าเกรงใจเลย อมนุษย์เช่นกันย่อมเห็นใจกัน อย่าคิดมากเลย คราวหน้าก็ตัดใจบ้างเถิด ยิ่งท่านไปแทรกกลางเรื่องราวมันจะยิ่งยุ่งยาก"
ผู้มาทีหลังเอ่ยเตือนจากใจจริง เพราะหนึ่งหนาวที่นางและชินหวางกลับมา หลายสิ่งที่พวกตนเข้าไปแตะต้องมักจะบิดเบี้ยวจากเดิมไปมาก ต่อให้ยาก แต่ต้องฝืนตัดใจไม่แตะต้องและเฉียดใกล้คนที่ตนอยากปกป้อง
"เจ้าบอกข้าแล้วตนเองเคยตัดใจได้จริงหรือสืออี...เจ้าตัดใจละทิ้งคนผู้นั้นได้สนิทใจหรือไร"
เพราะรู้แจ้งดังไก่ที่เห็นเท้าของงู และงูก็เห็นราวนมของไก่ เฉินเซินจึงกล้าจะพูดเช่นนั้นออกไป
"เฮอะ! ...ปากดีเช่นนี้ข้าสมควรปล่อยให้ท่านทรมานเล่นอีกสักสองสามชั่วยามจึงค่อยมอบยาให้ก็ดีหรอก"
สตรีซึ่งมีร่างกายและกิริยาคล้ายบุรุษมากกว่าลุกขึ้นยืนแล้วเหยียดริมฝีปากอย่างน่าชิงชังอย่างยิ่ง
"ข้ามิได้กล่าวเกินจริง คนที่ยอมขายแม้แต่วิญญาณเช่นพวกเรา หากตัดใจได้จริงก็คงเลือกจะตายไปอย่างสงบตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ต้องทนอยู่อย่างซากศพเช่นทุกวันนี้หรอกสืออี"
ที่บุรุษตรงหน้ากล่าวนางล้วนไม่อาจจะเถียงขาดใจไปได้ ก็นะ...มันคือเรื่องจริง!...
"หึ! ...ชินหวาง ท่านคิดว่าในใต้หล้านี้มีเพียงแต่ตนเองที่มีความรักต่อแผ่นดิน ต่อชาวหนานสุ่ย ต่อสตรี จนยากจะปล่อยวางเพียงผู้เดียวหรือไร ท่านมีแค้นเพียงหนึ่งเดียวเช่นนั้นหรือ...หึ!…เรามันก็คนประเภทเดียวกัน…ต่อให้ต้องขายวิญญาณต่อจอมมาร หากแต่ได้โอกาสคืนกลับมาชำระแค้น คืนกลับมาแก้ไขสิ่งที่ตนเองวางไม่ลง ข้าว่า…ยังมีคนเช่นพวกเราไม่น้อยหรอกจริงหรือไม่?"
กล่าวจบสตรีร่างกายสูงเพรียว มองจากแผ่นหลังนั้นอาจยากจะแยกออกว่าตกลงนั่นคือสตรีโตเต็มวัย หรือเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัยเพิ่งใกล้สวมกวานครั้งแรกกันแน่
…นางก็กล่าวถูกแล้ว มนุษย์เราล้วนมีกิเลสที่ยากจะวาง และยิ่งเป็นเรื่องของคนที่ตนเองรักใคร่ยิ่งปล่อยวางไม่ลงกันถ้วนหน้า…จึงตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ตรมไม่สิ้นสุด และสุดท้ายต่อให้รู้ว่าการขายวิญญาณมันเลวร้าย ทว่าก็มิอาจหลีกหนีพ้นดังเช่นเขาและนางที่เช่นไรก็ยอมแลก ขอเพียงได้โอกาสเพียงกลับมาปกป้องคนที่รักเช่นนี้
ที่ตำหนักชินหวางแห่งหนานสุ่ยราตรีนี้ดูวุ่นวายใช่น้อยทั้งที่ก็ใกล้จะสว่างเต็มทน จางหลานเย่นั้นอารมณ์เดือดแล้วเดือดอีกเต็มทนที่พระสวามีของตนตั้งแต่อยู่บนรถม้าก็เอาแต่อุ้มโอ๋นางเด็กขี้โรคไม่ยอมวาง พอกลับมาถึงตำหนักนางคาดว่าเขาจะปล่อยให้หมอหลวงทำหน้าที่ไปแล้วเขาจะหันมาเอาใจนางเช่นเคย แต่ที่ไหนกัน!
…กลับดูแลมันไม่ห่าง! ...แล้วเมื่อใดนางกับเขาจึงได้ร่วมห้องเคียงหมอนด้วยกันสักคราวเล่า?...
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







