เข้าสู่ระบบ“ข้าได้ฟังมาว่าเป็นธิดาพระองค์หนึ่งในจวินกั๋วกงแห่งต้านโจว ซึ่งมีชายแดนติดกับเผ่าซีเป่ย แต่ไม่ทราบได้ว่าเป็นลำดับที่เท่าใด เห็นมีข่าวลือหนาหูว่าสมรสคราวนี้เป็นพระประสงค์ขององค์ไทเฮาเลยทีเดียวว่าเช่นไรพระชายาเอกนั้นจะต้องเป็นท่านหญิงน้อยแห่งต้านโจวนางนั้นจะผิดไปมิได้เลยทีเดียว”
เมื่อได้มีผู้หนึ่งเปิดปากสอบถาม ย่อมมีอีกผู้คอยโต้ตอบคืน ซึ่งก็มิอาจทราบได้ว่าพวกท่านป้าและท่านยายทั้งหลายเหล่านี้พวกเขานั้นช่างคิดไปหาความจริงจากที่ใดมาตอบโต้กันประหนึ่งว่าไปแอบซ่อนกายสืบความเคลื่อนไหวภายในตำหนักชินหวาง และตำหนักไทเฮาด้วยตนเองอย่างไรอย่างนั้น
"ข้ายังได้ฟังมาอีกว่าท่านหญิงน้อยพระองค์นี้นางมีวัยเพียงหกขวบปีเท่านั้น ยังมิทันใกล้วัยปักปิ่นเช่นสตรีชาวจงหยวนที่พร้อมตบแต่งออกเรือนแม้แต่น้อย"
พอขบวนเกี้ยวเจ้าสาวทั้งสองนางเพิ่งผ่านเลยไปยิ่งไกล วงสนทนาของเหล่าหญิงชราผู้ว่างงานทั้งหลายกลับยิ่งขยายกว้างอย่างไม่กลัวตายที่บังอาจซุบซิบนินทาเหล่าเชื้อพระวงศ์กันเสียเลย ก็เพียงพวกเขานั้นต่างได้ฟังว่าเจ้าสาวผู้ที่พวกเขาคาดว่าเป็นผู้มากวาสนากลับมีวัยเพียงหกขวบปี ล้วนพากันตาโตเท่าไข่เป็ดกันทั่วหน้า เร่งขยับกายมาล้อมวงเพิ่มอย่างกับพบเจอสิ่งมหัศจรรย์พันลึกบังเกิดขึ้นมากลางเมืองเลยทีเดียว
"จะใช่องค์ประกันหรือไม่ข้านั้นมิแจ้งใจ แต่ที่ได้ยินได้ฟังมานั้นเหตุล้วนมาจากองค์ไทเฮาทั้งสิ้น พวกเรามีผู้ใดบ้างมิแจ้งแก่ใจว่าองค์ไทเฮานั้นทรงชมชอบศาสตร์แห่งการทำนายของเหล่านักบวชนักพรตทั้งหลาย"
เสียงวิจารณ์พลันขยายเป็นวงกว้างดังท้องน้ำถูกก้อนศิลายักษ์ตกกระแทกก็มิปาน
"ใช่...ข้านั้นก็ได้ฟังมาว่าเมื่อหลายเดือนก่อนนั้นไทเฮาพระนางเกิดทรงฝันร้าย จึงเรียกหาท่านไต้ซือบนยอดเขาไห่ซานมาทำนายความฝันนั้น จากนั้นก็คล้ายจะกล่าวถึงเด็กหญิงที่มีดวงจิตของธิดาเทพโอสถมากำเนิด หากท่านอ๋องสิบแปดทรงได้ตบแต่งเอาคนมีดวงนี้มาเป็นพระชายาเอกนั้น จากคำทำนายว่า...ว่าในวัยของชินหวางครบยี่สิบเก้าพระชันษาอาจมีเคราะห์ใหญ่ก็จะบรรเทาลง หรืออาจถึงขั้นไม่เกิดขึ้น จึงบีบบังคับให้ชินหวางตบแต่งท่านหญิงน้อยนางนี้ให้จงได้"
วงสนทนายิ่งนานก็ยิ่งขยายใหญ่ แล้วในเวลาไม่นานข่าวที่ว่าชินหวางเฟยมีวัยเพียงหกขวบปีนั้นกระจายไปทั่วทั้งเทียนคงเฉิง ที่สำคัญจากที่นางเป็นเพียงท่านหญิงน้อยในจวินกั๋วกง เชื้อพระวงศ์ชั้นปลายแถว ผู้ถูกควบคุมอำนาจให้เขารั้งอยู่แต่เพียงหัวเมืองติดชายแดนก็กลายเป็นว่านางมีดวงธิดาเทพโอสถ เป็นถึงผู้วิเศษจะมาส่งเสริมให้ราชวงศ์และชาวเมืองเทียนคงเฉิงให้อยู่เย็นเป็นสุขก็ยิ่งวิจิตรพิสดารจากความเป็นจริงไปไกลเกินจะกู่ร้องให้กลับมาเป็นเช่นเดิมคงยากแล้ว
"อันใดนะ! ...นางเพียงหกขวบปี ไยจึงแปลกประหลาดเช่นนี้ หรือว่าวิวาห์นี้นางคือองค์ประกันแห่งต้านโจวกันเล่า? ท่านหญิงน้อยช่างน่าสงสารเกินไปแล้ว...ไยจึงน่าสงสารถึงเพียงนี้ โถ..."
ซึ่งย่อมแน่นอนเด็กหญิงเพียงหกหนาวเท่านั้นก็ต้องตบแต่งให้แก่บุรุษวัยสิบเก้าหนาว ผู้ใดได้ฟังมีหรือจะไม่แตกตื่น ก็เจ้าสาวกับผู้เป็นเจ้าบ่าววัยห่างกันราวกับบิดาและบุตรสาวเช่นนั้น มิอาจทราบได้ว่าสตรีสูงศักดิ์เช่นไทเฮาพระนางงมงายจนเสียสติไปแล้วหรือไม่?
ส่วนเจ้าสาวผู้ถูกกล่าวขานว่ามากวาสนา แต่กลับน่าสงสารอย่างยิ่ง เป็นถึงดวงผู้เป็นธิดาเทพโอสถมากำเนิดนั้นกำลังนั่งขยับเกาซ้ายบ้างขวาบ้าง หนักเข้านางก็ถึงกับถลกตลบเอาชายกระโปรงชุดเจ้าสาวที่งดงามหรูหรา ทว่านางทรมานคันไปทั้งกายแล้ว เด็กน้อยเช่นไรนางก็ยังเป็นเด็กน้อย ต่อให้กว่าหนึ่งเดือนที่ถูกส่งเข้าวังนางจะถูกไทเฮาและแม่นมเข้มงวดเพียงใดแต่ 'เฉียวปิงเซียว' ท่านหญิงน้อยแห่งจวนจวินกั๋วกงนางก็ยังเป็นเด็กน้อยวัยเพียงหกขวบปี ย่อมมีความอดทนต่ำเป็นปกติอยู่นั่นเอง
“อุ๊ย! ท่านหญิงหก อย่าถลกชายกระโปรงนะเจ้าคะ”
เสี่ยวเตี๋ย สาวใช้วัยสิบสามหนาวเร่งตลบชายผ้าคืนกลับ ไม่ให้ท่านหญิงตัวน้อยของนางทำขายหน้าตั้งแต่ยังไม่ทันลงจากเกี้ยวเจ้าสาวเช่นนี้ หาไม่หากแม่นมซางเหนียงจือมาพบเห็นนายน้อยของนาง จะต้องถูกเฆี่ยนเอาจนหลังลายเสียเป็นแน่ ก็ต่อให้บัดนี้ท่านหญิงน้อยกำลังจะตบแต่งเป็นชินหวางเฟยน้อยก็จริง ทว่าหากนายน้อยของนางดื้อดึง ไทเฮาทรงกำชับให้แม่นมสาวลงโทษได้เลยมิต้องรายงานนี่นา
“เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ ท่านช่างใจร้ายเกินไปแล้ว...มันร้อน...มันคัน...เสี่ยวปิงอยากอาบน้ำ”
ริมฝีปากเล็กคว่ำลงทันใดที่ตนถูกสาวใช้กึ่งพี่เลี้ยงดุเอาอีกแล้ว มิผิดเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊นี้นางก็คือสาวใช้กึ่งพี่เลี้ยงให้แก่ท่านหญิงหกในจวินกั๋วกงแซ่เฉียวมาเนิ่นนาน เพราะเจ้าสาวผู้มาจากชายแดนฟากฝั่งเผ่าซีเป่ยนางหาใช่สาวงาม ทว่านางคือเด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงหกหนาวเท่านั้น! นางจะรู้จักว่าสิ่งใดสมควรหรือไม่สมควรทำไปได้เช่นไรกัน นางร้อน นางคัน ย่อมพูดจาจริงใจไร้เดียงสามิมีปั้นแต่ง
...บิดามันเถอะ! ...
"เสี่ยวปิง อาหมิง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำคำสั่งเสียสุดท้ายของสืออีเอาไว้ให้จงดีนะ"นั่นคือสิ่งที่ฟ่านอิงเฉิงได้เอ่ยกับสองสามีภรรยาก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งแน่แท้ว่าเฉียวปิงเซียวและหานไท่หมิงย่อมไม่มีวันลืมว่ากว่าพวกตนจะมีวันนี้ต้องผ่านความยากลำบากอันใดมาบ้าง และต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง"เสี่ยวปิงย่อมมิอาจลืมเลือน"ซึ่งช่วงเวลาในโลกมนุษย์จะกล่าวว่ารวดเร็วนั้นก็ไม่เต็มที่ จะกล่าวว่าเนิบช้าก็มิอาจจะพูดได้เต็มปากนัก แต่ฮองเฮาเฉียวปิงเซียวกับฮ่องเต้หานกวงตี้ พวกเขานั้นก็เคียงข้างร่วมทั้งทุกข์และสุขปกครองหนานสุ่ยต่อมาอีกยี่สิบห้าหนาวก็สละราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายใหญ่หานกวงไถ่ได้ปกครองต่อไป ส่วนพวกเขาทั้งสองนั้นพากันหลบเร้นกายขึ้นสู่ยอดเขาอันหนิงซานในท้ายที่สุดและผ่านไปอีกสิบห้าหนาวก็มีข่าวว่าทั้งสองได้หวนคืนสวรรค์ไปไล่เลี่ยกัน ส่วนความจริงแล้วจะเป็นเช่นไรพวกเขาตายจากไปแล้วจริงหรือไม่ คงมีเพียงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับชินหวางและจ่างกงจู่ผู้เป็นสายโลหิตของพวกเขาเท่านั้นที่รู้แจ้ง"เป็นเช่นไรบ้างเล่าเสี่ยวปิง บัดนี้ผ่านมาหนึ่งร้อยหนาวเจ้ายังเยาว์วัยดังดรุณีวัยสิบเจ็ดหนาว ส่วนเจ้าอาหมิง ดูสิ หลานชายหล
ตอนอวสาน"เสี่ยวปิง"กายสูงใหญ่เร่งทรุดลงนั่งลงด้านบนศีรษะของเฉียวปิงเซียวที่กำลังทรมานอย่างถึงแก่น ทว่านางไร้ลมที่จะเบ่งคลอดเอาเสี่ยวหลัวโปให้ออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว"เสี่ยวปิงข้ารักเจ้านะ...เพราะรักจึงต้องทำเช่นนี้"กล่าวจบเขาก็ส่งเม็ดยานั้นเข้าปากตนเองแล้วบังคับบีบแก้มกลมให้นางอ้าปากออก จากนั้นเขาก็แนบริมฝีปากบังคับป้อนยาเม็ดนั้นให้นางกลืนลงไป เพราะใจนั้นกังวลไปแล้วว่าเฉียวปิงเซียวนางจะไม่ยอมกินโอสถทิพย์ที่แลกมาด้วยสามดวงจิต ทว่าเขาคิดผิด เพราะนอกจากเฉียวปิงเซียวนางจะยอมกินโดยดีแล้ว นางกลับกัดจนยาลูกกลอนเม็ดนั้นแตกเป็นสองแล้วป้อนคืนกลับให้หานไท่หมิงนั้นกินอีกด้วย"เจ้า!"คนที่ไม่ทันตั้งเตรียมใจเลยเผลอกลืนยาครึ่งเม็ดนั้นลงท้องไปเรียบร้อย จะดุนางจะว่ากล่าวนางก็ทำไม่ลง เพราะคนทำนั้นส่งยิ้มซีดเซียวนำหน้ามาก่อนจะกล่าวว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าผู้กลืนกินโอสถทิพย์หากเป็นเทพก็จะมีปราณกล้าแกร่ง หากเป็นมนุษย์จะอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป หากท่านคิดให้เสี่ยวปิงอายุยืนเราก็จะต้องอายุยืนไปด้วยกัน อย่ามาคิดเอาเปรียบกลับสวรรค์ก่อนกันสิเพคะ"ซึ่งหานไท่หมิงนั้นไม่มีเวลาถกเถียงกับเด็กดื้อตรงหน้า เพราะกล่
นางกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมโหด กว่าเสิ่นลี่เย่นางจะรู้ตนว่านางพลาดไปใหญ่หลวงก็เมื่อดวงจิตค่อย ๆ แตกกระจายกลายเป็นผงธุลีไปเสียแล้ว ทว่ากายของสืออีนั้นพอแตกสลายกลับกลายเป็นต้นกล้าของดอกรุ่ยเซียงหนึ่งต้น ฟ่านอิงเฉิงจึงใช้สองมือประคองต้นกล้าดังกล่าวแล้วร่ายมนตร์ลืมเลือนหนึ่งครั้งเพื่อให้ชาวประชาหลายพันชีวิตลืมเลือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ไปเสีย จากนั้นเขาก็ป้อนความทรงจำใหม่ว่าเป็นฮองเฮาที่ครรภ์แก่เต็มทนเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับพิธีการจึงเป็นลม แล้วให้หานไท่หมิงเร่งพากายอวบอั๋นเข้าไปพักที่ตำหนักด้านในโดยด่วน"ฝ่าบาททรงทราบใช่หรือไม่?"นั่นคือคำถามแรกที่เฉียวปิงเซียวนางเอ่ยถามท่านปีศาจกระทิงเฒ่าแสนจะมากเล่ห์ร้อยกลของตนเอง เพราะนางจับสังเกตได้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเขาปกป้องนางได้ทันท่วงที โดยไม่ทำให้นางล้ม หรือกระทบกระเทือนไปถึงครรภ์เลยเช่นนี้"ยอมรับว่ารู้แจ้งที่เสิ่นลี่เย่นางสามารถหลบหนีออกมาจากน้ำเต้ากักปราณได้ จนถึงรู้ว่าเฉินเซินนั้นจะสละชีพตนเองในวันนี้ แต่เรื่องสืออีนั้นอยู่นอกเหนือแผนการทั้งสิ้น ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะ...จะสละชีพทั้งที่...ทั้งที่...""นางกำลังมีครรภ์อ่อน"เป็นฟ่าน
ตอนที่ 104พอถึงฤกษ์ดีเหมาะสมแก่เวลา กายสูงสง่าของหานไท่หมิงที่สวมอาภรณ์วิจิตรทรงเครื่องครบครันตามราชประเพณีก็ก้าวเท้ามั่นคงขึ้นสู่บัลลังก์ทองนั้นด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น สีหน้านั้นมิได้หวั่นไหวตกประหม่าต่อสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายมากมายมืดฟ้ามัวดินตรงหน้าสักนิด ซึ่งหากกะคำนวณด้วยสายตาคงร่วมสองถึงสามพันชีวิต ข้างกายเยื้องออกไปทางด้านหลังคือเฉินเซินในชุดองครักษ์ดูเคร่งขรึมการนี้มิใช่เพียงเหล่าขุนนางของหนานสุ่ยเท่านั้น ทว่ายังรวมเอาชาวเมืองมาพร้อมกันไม่น้อยอีกด้วย ซึ่งแน่แท้แล้วว่านอกจากชาวเมืองแล้วยังมีราชทูตของต่างดินแดนต่างเผ่ามาร่วมงานนี้ไม่น้อย พิธีการต่างผ่านไปด้วยดี จวบจนในยามที่กายสูงสง่าก้าวขึ้นไปนั่งลงบนบัลลังก์เสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ใบหน้าหล่อนั้นเปิดรอยยิ้มจริงใจส่งไปให้ปวงประชา ถึงจะทราบดีว่าห่างไกลถึงเพียงนี้พวกเขาคงยากจะมองเห็น แต่เขาก็อยากจะยิ้มมอบให้ประชาชนของตนเองอยู่ดี ...ก่อนที่ดวงตาเรียวทรงดอกท้อนั้นจะดึงกลับมาจากลานด้านล่างแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปเบื้องหน้า เท้าแกร่งนั้นหยัดยืนขึ้นแช่มช้า จุดหมายคือหน้ามุขซึ่งเชื่อมต่อไปยังลานกว้างที่มีชาวหนานสุ่ยมากมายรอคอยยลโฉมพระ
เช่นคราวนี้ที่หยางเทียนจวินถูกจับได้ว่าเขาถูกจิตมารเข้ากลืนกินปราณเทพอาวุโสจนถูกปลดจากอำนาจปลดลงจากตำแหน่ง ด้วยมติของสภาเทพอาวุโสและเหล่าเทพบรรพกาล และลงทัณฑ์ให้ลงมาเวียนว่ายตายเกิดยังภพมนุษย์ไปอีกหลายหมื่นปียากจะหลุดพ้นกลับคืนแดนเซียน ส่วนทางฝ่ายราชามารเช่นอวี่จงเจี้ยนนั้นต่อให้จะมิไร้หัวหรือขาดหาง แต่ก็มิได้แข็งแกร่งมากพอจะมาต่อกรกับแดนเผ่าสวรรค์ในเร็ววันนี้ดังนั้นทุกสิ่งในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสงบดีแล้วทั้งหกดินแดนสี่บรรจบ จะมีก็เพียงกลิ่นอายความแค้นของเสิ่นลี่เย่เท่านั้น นี่ต่างหากคือด่านเคราะห์อันแท้จริงของศิษย์รักหนึ่งเดียวของเขา...เฉียวปิงเซียว...หากวันนี้นางผ่านมันไปได้ อายุขัยของนางก็อาจจะยืนยาวต่อไป ทว่าหากไม่ ก็ถือว่าสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชาติที่ผ่านมาบนโลกมนุษย์สูญเปล่า กับเวลาบนเผ่าเทพหนึ่งหมื่นหกพันปีสลายสิ้น เทพธิดาโอสถจะเหลือสภาพเพียงซากต้นโสมแดงหนึ่งหัวเท่านั้น มิอาจทราบได้ว่าจะต้องบำเพ็ญเพียรไปอีกกี่หมื่นกี่แสนปี นางจึงจะได้โอกาสหวนคืนทำเนียบเซียนอีกคราว"หมิงเกอ"นิ้วมือเล็กขาวนั้นถูกบีบกระชับจากฝ่ามือแกร่ง วันนี้สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ซึ่งหานไท่หมิงเองเขาก็
ตอนที่ 103แต่เพราะบัดนี้นางสูญสิ้นอำนาจไม่พอ ท่านจอมปีศาจเนี่ยฉืออู่ผู้เป็น 'นายท่าน' ของนางเขายังถูกเจ้าเฒ่าเสวี่ยจิ่นคงจับกลับไปคุมขังยังดินแดนโลกันตร์รอรับโทษประหาร นางจึงขาดคนช่วยเหลือได้ทั้งหมด มีแต่ต้องช่วยตนเองในวันนี้ แต่ขาดกำลังผู้ช่วยเหลือนั่นยังไม่สำคัญเท่า นางไร้คนประกอบพิธีอาบโลหิตและดื่มกินดวงใจเด็กน้อยมาถึงสองรอบแล้วสภาพดวงจิตนี้อ่อนแอไม่น้อย ต่อให้นางไปยึดร่างกายมนุษย์ได้มา แต่ก็เป็นร่างกายของศพหญิงชราเท่านั้น เพียงสามวันที่ครอบครองซากศพนี้จึงมีแต่ถดถอยรอวันกายนี้เน่าสลายไปเท่านั้น เช่นนั้นเวลาของนางจึงใกล้จบสิ้นลงเต็มทน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เสิ่นลี่เย่นางยกความดีความชอบจนนางมิอาจปล่อยวางชำระแค้นไปได้ก็คือหนึ่งบุรุษกับหนึ่งสตรีไร้ยางอายเช่นเฉียวปิงเซียวที่มันกำลังจะสุขสมหวังทุกประการนั่นผู้เดียวเท่านั้น"หึ!...หากวันนี้เจ้ามิถูกข้าเผาผลาญจนสิ้นชาติกลายเป็นเพียงน้ำแข็งถูกสลายจนมิอาจหวนกลับคืนสวรรค์ ต้องกลายไปเป็นเพียงต้นโสมหนึ่งต้นก็อย่างได้มาเรียกข้าว่าเสิ่นลี่เย่อีกต่อไปเลยเฉียวปิงเซียว"ดวงตาคมของสตรีแก่ชราวัยใกล้เฉียดร้อยในสายตาของชาวบ้านที่พบเห็นนั้นจับจ้องไปที่เกี้







