Masuk
เสียงเครื่องสายของชาวจงหยวนดังอึงมี่ก้องไปไกลคงราวร้อยลี้ จากนั้นไม่นานทุกสายตาก็ได้เห็นขบวนเกี้ยวเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่โผล่พ้นหัวโค้งก่อนถึงตำหนักชินหวาง 'หานไท่หมิง' แห่งหนานสุ่ย ปีนี้คือรัชศกต้าเต๋อปีที่หก ปกครองโดยคนแซ่หาน พระนามว่า 'หานไท่สือ' องค์จักรพรรดิลำดับที่สามสิบหกในราชวงศ์หาน หลายหน้าหนาวที่ผ่านพ้น มหานครเทียนคงเฉิงแห่งนี้สงบสุขไร้ทุกข์ ทั้งภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดผ่านมาหลายหน้าหนาวที่มิได้เข้ามาแผ้วพานชาวเมืองเทียนคงเฉิง โดยการปกครองซึ่งเป็นธรรม และมากปัญญาขององค์จักรพรรดิหนุ่มวัยยี่สิบสองหนาว
จึงทำให้หน้าหนาวปีนี้ เมืองหลวงแห่งหนานสุ่ยเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ชาวประชาใบหน้าสดใส ข้าวเปลือกและพืชพรรณญญาหารในยุ้งฉางของแต่ละจวน และบ้านเรือนล้วนต่างเต็มแน่นไม่ขาดแคลน การค้าการขายก็ก้าวไกลไปหลายดินแดน มากมายไปด้วยพ่อค้าวาณิชต่างแดน ร้านค้าหรือก็มีมากขึ้น ขอทานและคนจนยากไร้ ผู้ที่ขาดที่อยู่อาศัยเร่ร่อนแทบจะไม่มีให้พบเจอภายในเมืองหลวงแห่งนี้เช่นในอดีตเมื่อหลายฤดูหนาวก่อน จึงกล่าวได้ว่าฮ่องเต้หรือองค์จักรพรรดิผู้นี้เป็นบุรุษผู้ทรงธรรมไม่น้อย
และส่วนอีกหนึ่งผู้ที่ช่วยเหลือส่งเสริมให้การปกครองขององค์จักรพรรดิหนุ่มนั้นดำเนินไปได้โดยปกติสุขก็ยังมี 'ท่านอ๋องสิบแปด' หรือชินหวางแห่งหนานสุ่ย พระนาม ว่า 'หานไท่หมิง' บุรุษวัยเพียงสิบเก้าหนาว ทว่ากลับเป็นแม่ทัพใหญ่ของหนานสุ่ยมานับตั้งแต่เขามีวัยเพียงสิบสี่หนาวเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นศึกน้อยใหญ่ หรือศึกนอกดินแดนที่มารุกราน หรือเป็นศึกในจากพวกเหล่ากบฏ ชินหวางหนุ่มแน่นผู้นี้เขาก็ล้วนเผชิญหน้าปกป้องชาวหนานสุ่ยมาด้วยดีตลอดห้าฤดูหนาวที่ผ่านมา เคียงข้างผู้เป็นพี่ชายมิเคยย่อท้อต่อศึกใดเลยสักเพียงนิด
ดังนั้นเมื่อมีการศึกใดบังเกิด หากเอ่ยถึงกองทัพกิเลนเพลิงพิฆาตที่มีจอมทัพผู้เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันเช่นชินหวางหานไท่หมิง หรือท่านอ๋องสิบแปดผู้นี้ออกหน้าเผชิญศึกคราวใด องค์จักรพรรดิหนุ่มแห่งหนานสุ่ยล้วนวางใจกินอิ่มนอนหลับ สบายใจปลอดโปร่งไร้กังวลใดมาแผ้วพาน
เช่นนั้นในวันนี้มีข่าวว่าตำหนักชินหวางของจอมทัพหนุ่มวัยสิบเก้าหนาวนั้นกำลังจะมีงานมงคล ตบแต่งทั้งพระชายาเอกและพระชายารองพร้อมกันในวันเดียวนี้ ชาวบ้านจึงออกมาดูชม หวังใจว่าพวกเขาจะมีบุญวาสนาได้ยลโฉมท่านอ๋องสิบแปดผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเทพแห่งสงครามของยุคนี้สักครา
แล้วก็ไม่ผิดหวังพวกเขาต่างได้ยลโฉมของบุรุษที่มีร่างกายสูงสง่าซึ่งสวมอาภรณ์มงคลสีแดงเจิดจ้าสะท้อนแสงแดดอ่อนของต้นยามเฉิน ที่เพิ่งทอแสงลงมายังพื้นพิภพของมหานครเทียนคงเฉิงที่ยังคงมีหิมะปกคลุมพื้นถนน ส่องประกายแวววาวงดงามเกินจะบรรยาย ภาพเจ้าบ่าวผู้นำขบวนจึงหล่อเหลา และงามสง่าดังกับเขาคือเทพเซียนที่กำลังลงมาเยือนโลกมนุษย์มิผิดไป เพียงแต่หากใบหน้านั้นจะมีรอยยิ้มแตะแต้มสักนิด ความงดงามและหล่อเหลาที่ผสานกันอย่างลงตัวนั้นคงจะไม่ลดน้อยถอยลงไปถึงกึ่งหนึ่งเช่นนี้
“เกิดมาหนึ่งชีวิตนับว่าข้าไม่สูญเปล่าแล้ว”
แม่เฒ่านางหนึ่งพึมพำ ดวงตานั้นก็ยังคงจับจ้องติดตามขบวนเจ้าสาวทั้งสองไปด้วยสายตาตื้นตันจนถึงกับหลั่งน้ำตา บัดนี้เหล่าสาวงามต่างก็ล้วนริษยาเจ้าสาวทั้งสอง ส่วนบุรุษนั้นพวกเขาย่อมริษยาบุรุษผู้นั่งองอาจอยู่บนหลังอาชาศึกตัวโตสายพันธุ์ดีเฉกเช่นเดียวกันที่สามารถตบแต่งภรรยาเข้าเรือนได้ถึงสองนางในคราวเดียวกันเช่นนี้ นับว่าชินหวางแห่งหนานสุ่ยนี้มิธรรมดาจริงแท้
“แต่ก็แปลกนะ ปกติแล้วเหล่าเชื้อพระวงศ์แห่งหนานสุ่ยของพวกเราหาได้เคยมีผู้ใดต้องออกมารับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเองสักพระองค์ เหตุใดท่านอ๋องสิบแปดจึงแหวกม่านประเพณีเช่นนี้เล่า”
มีคนชื่นชมย่อมต้องมีคนติฉินนินทาอยู่คู่ใต้หล้ามาเนิ่นนาน ดังนั้นพอขบวนเกี้ยวยิ่งใหญ่ผ่านเลยไปไม่ไกลก็บังเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นมากลางปล้องไม่กลัวตายสักนิดขึ้นทันใด
“หุบปาก!”
เป็นท่านป้าผู้หนึ่งที่คงจะอดคันริมฝีปากไม่ได้ จึงเผลอวิจารณ์ออกมาอย่างไม่รักชีวิต เดือดร้อนให้สามีของนางต้องเร่งมืออุดปากคนหาความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวทันที ก็นั่นเชื้อพระวงศ์ พวกเขาคือชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ มีสิทธิ์ใดไปก้าวก่ายกันเล่า
“เห็นว่าเพราะคุณหนูรองสกุลจางผู้ถูกตบแต่งเข้ามาเป็นพระชายารองนั้นเป็นสตรีซึ่งท่านอ๋องสิบแปดผูกใจรักมั่นคงมานานหลายฤดูหนาวแล้ว ทว่าสุดท้ายท่านอ๋องมิอาจรับนางตบแต่งเป็นพระชายาเอกได้ วันนี้จึงเพียงเอาใจว่าที่พระชายารอง ท่านอ๋องสิบแปดถึงกับออกปากทูลขอต่อฝ่าบาทให้ละเว้นประเพณีของราชวงศ์ ชดเชยที่ไม่อาจตบแต่งคุณหนูรองแซ่จางผู้นั้นก็เพียงเท่านั้น”
อย่างที่กล่าวคำคนเช่นไรก็ยากจะปิดบัง ดังนั้นจากเดิมเริ่มที่ท่านป้าไม่กลัวตายก็ขยายกว้างไปรวดเร็วยิ่งกว่าไฟไหม้ฟางกลางท้องทุ่งนาเสียอีก โดยเฉพาะเรื่องเหล่านั้นเป็นไปในทางที่เสื่อมเสีย เพราะถึงชินหวางผู้นี้จะมีพระคุณต่อแผ่นดินหนานสุ่ยไม่น้อย หากแต่นิสัยเอาแต่พระทัยตนเองเป็นใหญ่ กับอารมณ์ที่ทั้งร้อนและร้าย ชาวบ้านในเทียนคงเฉิงแห่งนี้รู้แจ้งกันมาเนิ่นนาน เช่นนั้นเพียงเขาอยากแหวกม่านประเพณีเช่นนี้จึงไม่นับว่าแปลกอันใดเลย ก็เขามีทั้งไทเฮาให้ท้าย องค์จักรพรรดิส่งเสริม จึงไม่แปลกที่หานไท่หมิงผู้นี้เขาจะทระนงตนเหนือผู้คนทั่วไปอยู่หลายส่วน
...คนเรามีดีล้วนย่อมมีข้อเสียเป็นปกติวิสัยของปุถุชนมนุษย์ทั่วไป มิอาจละเช่นไปได้...
“อ้าวเช่นนั้นวันนี้เป็นผู้ใดกันที่มากวาสนาได้ตบแต่งมาเป็นพระชายาเอกกระนั้นหรือยายเฒ่ากั๋ว”
ยายเฒ่าผู้หนึ่งที่เพิ่งจับจูงหลานตัวน้อยออกมาร่วมดูชมขบวนเจ้าสาวซึ่งมีถึงสองเกี้ยวแสนจะยิ่งใหญ่ถามขึ้น เพราะเกี้ยวหลังโตที่นำหน้าอันงดงามนั้นดูจะสูงศักดิ์มิใช่น้อย
“ข้าได้ฟังมาว่าเป็นธิดาพระองค์หนึ่งในจวินกั๋วกงแห่งต้านโจว ซึ่งมีชายแดนติดกับเผ่าซีเป่ย แต่ไม่ทราบได้ว่าเป็นลำดับที่เท่าใด เห็นมีข่าวลือหนาหูว่าสมรสคราวนี้เป็นพระประสงค์ขององค์ไทเฮาเลยทีเดียวว่าเช่นไรพระชายาเอกนั้นจะต้องเป็นท่านหญิงน้อยแห่งต้านโจวนางนั้นจะผิดไปมิได้เลยทีเดียว”
เมื่อได้มีผู้หนึ่งเปิดปากสอบถาม ย่อมมีอีกผู้คอยโต้ตอบคืน ซึ่งก็มิอาจทราบได้ว่าพวกท่านป้าและท่านยายทั้งหลายเหล่านี้พวกเขานั้นช่างคิดไปหาความจริงจากที่ใดมาตอบโต้กันประหนึ่งว่าไปแอบซ่อนกายสืบความเคลื่อนไหวภายในตำหนักชินหวาง และตำหนักไทเฮาด้วยตนเองอย่างไรอย่างนั้น
"ข้ายังได้ฟังมาอีกว่าท่านหญิงน้อยพระองค์นี้นางมีวัยเพียงหกขวบปีเท่านั้น ยังมิทันใกล้วัยปักปิ่นเช่นสตรีชาวจงหยวนที่พร้อมตบแต่งออกเรือนแม้แต่น้อย"
พอขบวนเกี้ยวเจ้าสาวทั้งสองนางเพิ่งผ่านเลยไปยิ่งไกล วงสนทนาของเหล่าหญิงชราผู้ว่างงานทั้งหลายกลับยิ่งขยายกว้างอย่างไม่กลัวตายที่บังอาจซุบซิบนินทาเหล่าเชื้อพระวงศ์กันเสียเลย ก็เพียงพวกเขานั้นต่างได้ฟังว่าเจ้าสาวผู้ที่พวกเขาคาดว่าเป็นผู้มากวาสนากลับมีวัยเพียงหกขวบปี ล้วนพากันตาโตเท่าไข่เป็ดกันทั่วหน้า เร่งขยับกายมาล้อมวงเพิ่มอย่างกับพบเจอสิ่งมหัศจรรย์พันลึกบังเกิดขึ้นมากลางเมืองเลยทีเดียว
"จะใช่องค์ประกันหรือไม่ข้านั้นมิแจ้งใจ แต่ที่ได้ยินได้ฟังมานั้นเหตุล้วนมาจากองค์ไทเฮาทั้งสิ้น พวกเรามีผู้ใดบ้างมิแจ้งแก่ใจว่าองค์ไทเฮานั้นทรงชมชอบศาสตร์แห่งการทำนายของเหล่านักบวชนักพรตทั้งหลาย"
เสียงวิจารณ์พลันขยายเป็นวงกว้างดังท้องน้ำถูกก้อนศิลายักษ์ตกกระแทกก็มิปาน
"ใช่...ข้านั้นก็ได้ฟังมาว่าเมื่อหลายเดือนก่อนนั้นไทเฮาพระนางเกิดทรงฝันร้าย จึงเรียกหาท่านไต้ซือบนยอดเขาไห่ซานมาทำนายความฝันนั้น จากนั้นก็คล้ายจะกล่าวถึงเด็กหญิงที่มีดวงจิตของธิดาเทพโอสถมากำเนิด หากท่านอ๋องสิบแปดทรงได้ตบแต่งเอาคนมีดวงนี้มาเป็นพระชายาเอกนั้น จากคำทำนายว่า...ว่าในวัยของชินหวางครบยี่สิบเก้าพระชันษาอาจมีเคราะห์ใหญ่ก็จะบรรเทาลง หรืออาจถึงขั้นไม่เกิดขึ้น จึงบีบบังคับให้ชินหวางตบแต่งท่านหญิงน้อยนางนี้ให้จงได้"
วงสนทนายิ่งนานก็ยิ่งขยายใหญ่ แล้วในเวลาไม่นานข่าวที่ว่าชินหวางเฟยมีวัยเพียงหกขวบปีนั้นกระจายไปทั่วทั้งเทียนคงเฉิง ที่สำคัญจากที่นางเป็นเพียงท่านหญิงน้อยในจวินกั๋วกง เชื้อพระวงศ์ชั้นปลายแถว ผู้ถูกควบคุมอำนาจให้เขารั้งอยู่แต่เพียงหัวเมืองติดชายแดนก็กลายเป็นว่านางมีดวงธิดาเทพโอสถ เป็นถึงผู้วิเศษจะมาส่งเสริมให้ราชวงศ์และชาวเมืองเทียนคงเฉิงให้อยู่เย็นเป็นสุขก็ยิ่งวิจิตรพิสดารจากความเป็นจริงไปไกลเกินจะกู่ร้องให้กลับมาเป็นเช่นเดิมคงยากแล้ว
"อันใดนะ! ...นางเพียงหกขวบปี ไยจึงแปลกประหลาดเช่นนี้ หรือว่าวิวาห์นี้นางคือองค์ประกันแห่งต้านโจวกันเล่า? ท่านหญิงน้อยช่างน่าสงสารเกินไปแล้ว...ไยจึงน่าสงสารถึงเพียงนี้ โถ..."
ซึ่งย่อมแน่นอนเด็กหญิงเพียงหกหนาวเท่านั้นก็ต้องตบแต่งให้แก่บุรุษวัยสิบเก้าหนาว ผู้ใดได้ฟังมีหรือจะไม่แตกตื่น ก็เจ้าสาวกับผู้เป็นเจ้าบ่าววัยห่างกันราวกับบิดาและบุตรสาวเช่นนั้น มิอาจทราบได้ว่าสตรีสูงศักดิ์เช่นไทเฮาพระนางงมงายจนเสียสติไปแล้วหรือไม่?
ส่วนเจ้าสาวผู้ถูกกล่าวขานว่ามากวาสนา แต่กลับน่าสงสารอย่างยิ่ง เป็นถึงดวงผู้เป็นธิดาเทพโอสถมากำเนิดนั้นกำลังนั่งขยับเกาซ้ายบ้างขวาบ้าง หนักเข้านางก็ถึงกับถลกตลบเอาชายกระโปรงชุดเจ้าสาวที่งดงามหรูหรา ทว่านางทรมานคันไปทั้งกายแล้ว เด็กน้อยเช่นไรนางก็ยังเป็นเด็กน้อย ต่อให้กว่าหนึ่งเดือนที่ถูกส่งเข้าวังนางจะถูกไทเฮาและแม่นมเข้มงวดเพียงใดแต่ 'เฉียวปิงเซียว' ท่านหญิงน้อยแห่งจวนจวินกั๋วกงนางก็ยังเป็นเด็กน้อยวัยเพียงหกขวบปี ย่อมมีความอดทนต่ำเป็นปกติอยู่นั่นเอง
“อุ๊ย! ท่านหญิงหก อย่าถลกชายกระโปรงนะเจ้าคะ”
เสี่ยวเตี๋ย สาวใช้วัยสิบสามหนาวเร่งตลบชายผ้าคืนกลับ ไม่ให้ท่านหญิงตัวน้อยของนางทำขายหน้าตั้งแต่ยังไม่ทันลงจากเกี้ยวเจ้าสาวเช่นนี้ หาไม่หากแม่นมซางเหนียงจือมาพบเห็นนายน้อยของนาง จะต้องถูกเฆี่ยนเอาจนหลังลายเสียเป็นแน่ ก็ต่อให้บัดนี้ท่านหญิงน้อยกำลังจะตบแต่งเป็นชินหวางเฟยน้อยก็จริง ทว่าหากนายน้อยของนางดื้อดึง ไทเฮาทรงกำชับให้แม่นมสาวลงโทษได้เลยมิต้องรายงานนี่นา
“เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ ท่านช่างใจร้ายเกินไปแล้ว...มันร้อน...มันคัน...เสี่ยวปิงอยากอาบน้ำ”
ริมฝีปากเล็กคว่ำลงทันใดที่ตนถูกสาวใช้กึ่งพี่เลี้ยงดุเอาอีกแล้ว มิผิดเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊นี้นางก็คือสาวใช้กึ่งพี่เลี้ยงให้แก่ท่านหญิงหกในจวินกั๋วกงแซ่เฉียวมาเนิ่นนาน เพราะเจ้าสาวผู้มาจากชายแดนฟากฝั่งเผ่าซีเป่ยนางหาใช่สาวงาม ทว่านางคือเด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงหกหนาวเท่านั้น! นางจะรู้จักว่าสิ่งใดสมควรหรือไม่สมควรทำไปได้เช่นไรกัน นางร้อน นางคัน ย่อมพูดจาจริงใจไร้เดียงสามิมีปั้นแต่ง
...บิดามันเถอะ! ...
ผู้เป็นเจ้าบ่าวนั้นสบถแล้วสบถอีกเกรงว่านับไม่ถ้วนเสียแล้วนับตั้งแต่เขาได้รู้ว่าเจ้าสาวผู้จะมาเป็นพระชายาเอกมีวัยเยาว์จนแทบจะเป็นบุตรสาวของเขาได้อยู่แล้ว ก็ห่างกันถึงสิบสามหนาว หากเขาตบแต่งพระชายาตั้งแต่วัยเยาว์เกรงว่าบุตรของเขาวัยคงน้อยกว่าธิดาในจวินกั๋วกงไม่กี่หนาวเป็นแน่ บุรุษผู้รู้เพียงการรบย่อม มิรู้จักการทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงเด็กเช่นนี้จะมิให้เขาโมโหเดือดไปได้อย่างไรกัน
ซึ่งหากเสด็จแม่จะประทานเจ้าสาวโตเต็มวัยมาให้เขา หานไท่หมิงผู้เป็นจอมทัพใหญ่คงไม่อารมณ์ขุ่นมัวถึงเพียงนี้ ทว่าไม่อาจทราบได้ว่าพระมารดาและฝ่าบาทนั้นคิดการใดกันจึงตบแต่งเด็กน้อยผู้ยังกอดตุ๊กตาผ้าเก่าเน่าหนึ่งตัวขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาด้วยเช่นนี้
'เลือกเอาเถิดชินหวางว่าเจ้าจะรับเอาเสี่ยวปิงไปร่วมตำหนัก โดยที่เปิ่นกงยินดีให้เจ้าตบแต่งจางหลานเย่ไปเป็นพระชายารองได้ หรือ...เจ้าปฏิเสธเสี่ยวปิง แล้วเปิ่นกงจะประทานสมรสให้จางหลานเย่ตบแต่งออกไปกับคนต่างเผ่า ชินหวางย่อมรู้เปิ่นกงสามารถกระทำสิ่งใดได้อยู่บ้าง'
เช่นนั้นต่อให้หานไท่หมิงทั้งโกรธและแค้นเคืองต่อโชคชะตา ทว่าก็จำต้องทำตามใจขององค์ไทเฮาผู้เป็นมารดาและองค์จักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายร่วมบิดาและมารดาเดียวอย่างมิอาจหลีกหนีพ้นไปได้
ก็หากเขายอมรับสมรสพระราชทานนี้อย่างสงบ ปัญหาจึงจบลง หาไม่จางหลานเย่สตรีที่เขารักปักใจอยู่หลายหนาว จะถูกพระทานสมรสออกไปกับองค์ชายต่างแดนสักพระองค์เสียเป็นแน่ ถึงองค์จักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายปกติตามใจเขาอย่างมาก แต่หากองค์ไทเฮาผู้เป็นมารดาถึงกับเอ่ยปากเองเช่นนี้ เกรงว่าให้เป็นอดีตองค์จักรพรรดิผู้นอนหลับใหลในสุสานหลวงก็ยากจะช่วยเขาไปได้ หนทางมันจึงมาลงเอยที่ได้ภรรยาศีรษะเท่ากำปั้นแกร่งมาหนึ่งนางเช่นนี้!
ถึงเขาจะไม่เคยเชื่อถือคำทำนายไร้แก่นสารของเหล่านักบวชและนักพรตทั้งหลาย แต่ก็ยากจะต่อต้านพระประสงค์ของผู้เป็นมารดาไปได้ วิวาห์ที่มีเจ้าสาวเป็นเด็กหญิงผู้ไม่ประสีประสาจึงต้องบังเกิดขึ้นเช่นในวันนี้ชวนให้เขาโกรธไปหมด ทั้งที่เขาผู้เป็นเจ้าบ่าวไม่ต้องการเลยสักนิด ดังนั้นเจ้าเพลิงโทสะนี้ ความขัดเคืองทั้งหลายที่อัดแน่นเหล่านี้ หานไท่หมิงจึงนำมันไปลงที่เด็กน้อยไม่ประสาเช่นเฉียวปิงเซียวไปโดยปริยาย ทั้งที่เด็กน้อยเองก็ยากจะเลือกเส้นทางด้วยตนเองเช่นนั้น แต่แล้วจะอย่างไรคนกำลังมีอารมณ์พาล เพราะหากนางไม่เกิดในวันเวลาตกฟากตามคำทำนาย เขาอาจจะไม่ถูกพระมารดาบีบบังคับเช่นนี้มิถูกหรอกหรือไรเล่า?
...โครม!...
และเพียงกายน้อยนั้นก้าวลงจากเกี้ยว เจ้าสาวเด็กน้อยในชุดยาวรุ่มร่ามก็ลงไปวัดความกว้างและแข็งของพื้นหน้าตำหนักชินหวางเสียแล้ว แต่หากนางจะคาดหวังให้เจ้าบ่าวตัวเท่าหมียักษ์มีน้ำใจมาช่วยเห็นทีจะยาก เพราะเขานั้นเลือกจะเดินข้ามกายที่นอนจุกอยู่ที่พื้นจนน้ำตาปริ่มดวงตาแล้วไปอุ้มพี่สาวคนงามที่อยู่อีกเกี้ยวด้านหลังก้าวเข้าประตูตำหนักไปไกลลับตาเสียแล้ว เด็กน้อยทำได้เพียงมองตามแล้วระบายลมหายใจแสนเจ็บปวดที่พี่ชายช่างใจร้ายใจดำต่อตนเองยิ่งนัก
“ชินหวางเฟย...ให้กระหม่อมช่วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
...ท่านเซียนใจดี...
มือขาวสะอาดที่ยื่นมาตรงหน้าเหมือนมือของเทพเซียนที่ส่งมาช่วยเหลือเด็กน้อยไกลบ้านพลัดเมืองเช่นเฉียวปิงเซียวเหลือเกิน เด็กน้อยไม่รีรอที่จะเร่งส่งมือสั้นป้อมของตนเองให้แก่อีกฝ่ายด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะพี่ชายใจดีตรงหน้าดูมีรอยยิ้มทั้งหวังดีและจริงใจ ดีกว่าพี่ชายที่ไทเฮาบอกแก่นางว่าเขาคือสามี และเขาคือเจ้าชีวิตของนางคนต่อไป หาใช่บิดาหรือพี่ชายต่างมารดาอีกต่อไป
“เก่อเกอมีนามว่าอันใดเจ้าคะ”
นางจะจดจำมิตรคนแรกในเทียนคงเฉิงแห่งนี้เช่นบุรุษตรงหน้าเอาไว้ให้ขึ้นใจเลยทีเดียว ต่อให้นางสมองไม่ดี จดจำคนไม่เก่ง แต่พี่ชายใจดีผู้นี้นางจะไม่ยอมลืมเขาเด็ดขาด เพราะเขาคือเทพเซียนใจดีของนางไปเสียแล้วนั่นเอง อันที่จริงในวูบหนึ่งของเด็กน้อยวัยหกหนาวอยากให้พี่ชายผู้นี้คือคนที่จะเป็นเจ้าชีวิตแ ละเป็นโลกทั้งใบ เป็นท้องฟ้า เป็นปฐพี มิใช่คนใจดำที่สนใจแต่พี่สาวคนงามเช่นหานไท่หมิง...
“กระหม่อมแซ่เฉินนามว่าเซินพ่ะย่ะค่ะชินหวางเฟย”
บุรุษผู้อยู่ในชุดเครื่องแบบองครักษ์หลวงประจำหนานสุ่ยเอ่ยตอบเจ้าสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงแสนจะอบอุ่น ผสานไปกับดวงตาที่ดูเมตตาล้ำลึกซึ่งมันอบอุ่นดังเฉียวปิงเซียวนางถูกสายตาคู่นั้นโอบกอดปลอบขวัญเลยทีเดียว
“แซ่เฉินนามว่าเซิน...แซ่เฉินนามว่าเซิน...ได้!...เสี่ยวปิงจดจำเฉินเก่อเกอได้แล้ว ลำบากเฉินต้องช่วยเหลือเด็กโง่เขลาเช่นเสี่ยวปิงเสียแล้ว”
เจ้าสาวตัวน้อยที่ยังสูงไม่เท่าช่วงเอวขององครักษ์เฉินถึงกับโค้งให้อีกฝ่ายอย่างที่เด็กวัยเพียงหกขวบจะเข้าใจวิธีขอบคุณในแบบที่มารดาเคยสั่งสอนมาของชาวจงหยวน ส่วนฐานะอันใดเด็กน้อยเช่นเฉียวปิงเซียวนางย่อมยังไม่ค่อยแจ้งใจเท่าใดนัก ว่าที่แท้บัดนี้นางคือนายคนที่สอง ซึ่งมีอำนาจรองก็เพียงชินหวางผู้เป็นพระสวามีเท่านั้น มิสมควรจะก้มศีรษะโค้งกายขอบคุณเพียงองครักษ์ผู้หนึ่งของวังหลวงเช่นนี้
“ชินหวางเฟยเกรงใจไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินเซินเร่งคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มศีรษะต่ำไม่กล้าแหงนเงยใบหน้าขึ้นสบดวงตาทองอร่ามสว่างไสวงดงามตรงหน้า ทั้งที่กายน้อยนั้นพอท่านองครักษ์เฉินคุกเข่าลง เลยทำให้กายเจ้าสาวชุดงดงามเจิดจรัสเลยพอจะสูงขึ้นมาเท่ากับหัวไหล่ท่านองครักษ์หนุ่มเล็กน้อย เฉียวปิงเซียวเลยถอยห่างเพราะตกใจที่บุรุษตัวโตมาก้มศีรษะให้ตนเองเช่นนี้
“เอ่อ ท่านองครักษ์เฉิน ท่านอย่าคิดมากเลย ท่านหญิงหกของข้านั้นนางอายุก็เพียงเท่านี้ จึงยังไม่อาจแจ้งใจต่อฐานะตนเองจึงแสดงกิริยาไม่ระวัง เช่นไรต่อไปเสี่ยวเตี๋ยนั้นจะพยายามสั่งสอนนางให้รู้ความขึ้นในภายหน้าอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเตี๋ยผู้รู้เรื่องราวทุกสิ่งดีเร่งห้ามทัพไม่ให้ทั้งนายน้อยของนางและท่านองครักษ์ผู้เป็นหัวหน้าขบวนรับตัวเจ้าสาวมาจากแคว้นต้านโจวได้ผลัดกันขอบคุณไม่เลิกเสียที หาไม่จะไม่ทันฤกษ์มงคลเป็นแน่ ที่สำคัญแม่นมซางเหนียงจือนางกำลังหันกลับมามองด้วยดวงตาเรืองแสงสีเขียวขุ่นเร่งนางและนายน้อยของตนเองแล้ว
“มาเถิดเจ้าค่ะท่านหญิงหก ใกล้ฤกษ์เต็มทน มาจัดอาภรณ์ให้ดีอีกหน่อยนะเจ้าคะ”
เสี่ยวเตี๋ยจัดการงานตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว เพียงครู่นางก็จัดการจนเจ้าสาวตัวน้อยงดงามดังเทพธิดาในชุดเครื่องทรงเต็มพิธีการของชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ยมิขาดตกไปสักเพียงหนึ่งชิ้น
แต่เพียงแค่เท้าแสนสั้นก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างองอาจ นางเป็นลูกสาวของท่านหญิงผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเผ่าเชียวนา จะมาอ่อนแอให้ชาวจงหยวนขบขันนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง!
"เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊...เตาไฟมันใหญ่ไปหรือไม่"
ผู้ที่เพิ่งบอกตนเองให้เข้มแข็ง แต่พอเห็นขนาดของเตาไฟกลับถอยหลังมาตั้งหลักเสียหกก้าวแล้วกวักมือให้สาวใช้คนสนิทก้มศีรษะลงมาให้นางกระซิบสักหน่อย ซึ่งเสี่ยวเตี๋ยนั้นมองไปก็เห็นจริง ชินหวางผู้นี้คิดจะให้ตบแต่งท่านหญิงหก หรือจะเผาท่านหญิงตัวน้อยของนางตั้งแต่พิธีข้ามเตาไฟกันเล่า?
เด็กน้อยมองเตาซึ่งนางคิดว่าหากนำแพะสักตัวมาย่างคงสุกได้ในเวลาไม่นานแล้วก็ท้อ สายตาเลยไปที่กงกงผู้ยืนวางท่ามีสีหน้าเหี้ยมโหด ลำคอสั้น ๆ เลยหดสั้นเพิ่มขึ้นไปอีกสองส่วน เห็นแล้วก็ช่างน่าสงสาร แต่พอนางนึกถึงคำสั่งของไทเฮาว่านอกบ้านชินหวางคือบุรุษผู้เป็นใหญ่และมากอำนาจที่สุด ทว่ายามอยู่ในตำหนักส่วนหลังนับจากวันนี้เป็นนางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เด็กน้อยจึงดึงเปลือกตาแคบลงสองส่วน
"เราจะดับถ่านไฟในเตานับว่าผิดประเพณีใช่หรือไม่"
ท่านหญิงน้อยจากต้านโจวทบทวนสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้มาจากตำหนักไทเฮา แล้วคิดทบทวนว่าจะผ่านด่านเตาไฟนี้ไปได้เช่นไรไม่ให้ตนเองกลายเป็นชินหวางเฟยย่างไฟสุกหอมชวนชิมก่อนเข้าหอตามธรรมเนียมของชาวหนานสุ่ยไปเสียก่อน
"เฉินเก่อเกอ...มาทางนี้"
นิ้วกลมสั้นกระดิกเรียกท่านองครักษ์ที่ไทเฮาทรงประทานมาให้ดูแลนางอีกคน แล้วรอยยิ้มมากเล่ห์ของท่านหญิงหกก็ปรากฏเฉิดฉายออกมาจนเสี่ยวเตี๋ยเริ่มหายใจไม่เต็มท้อง เห็นแล้วนางจึงยกชายเสื้อขึ้นซับเหงื่อในทันที ก็...ท่านหญิงน้อยของนางนั้นธรรมดาที่ใดกัน...ปั่นป่วนจนเหล่าอนุภรรยาของจวินกั๋วกงร่ำไห้มาล้วนบ่อยครั้ง เหล่าพี่ชายพี่สาวร่วมบิดาหรือก็ขยาดไม่กล้ารังแก ไปจนถึงคนทางกระโจมของท่านข่านเล่อฉินเต๋อตูผู้เป็นตาก็ล้วนปั่นป่วนมาแล้วทั้งหมดกับรอยยิ้มนี้
"อุ้มหน่อย...น้า~...เฉินเก่อเกออุ้มเสี่ยวปิงหน่อย เตาไฟก็ใหญ่ เมล็ดถั่วเมล็ดงานั้นก็มาก อานม้านั่นก็...ใหญ่ยิ่งเกินไป เสี่ยวปิงเดินเองคงได้ล้มขายหน้าอีกเป็นแน่"
ดวงตาสีทองอร่ามเรืองรองงดงามนั้นแวววาวออดอ้อนมาพร้อมรอยยิ้มแสนหวาน เผยให้เห็นเขี้ยวข้างซ้ายที่โผล่ออกมาอวดโฉม พัดลายหงส์ถูกกำแน่นที่มือข้างขวา แล้วนางก็ชูแขนทั้งสองข้างรอคอยการถูกอุ้มเต็มที่...ก็จำได้ในกฎที่ได้อ่านไม่ได้ห้ามให้นางถูกอุ้มข้ามเตาไฟสักหน่อย...
...นางไม่ได้ทำผิดธรรมเนียม และแหวกม่านประเพณีใดสักนิด...ก็เพียงให้พี่ชายใจดีช่วยอุ้มนางก้าวข้ามเตาไฟเท่านั้นจะผิดที่ใดกัน ยิ่งมองเห็นอานม้ากับเมล็ดธัญพืชทั้งหลาย เด็กน้อยจึงคิดว่านางอาศัยขาแข็งแรงของพี่ชายใจดีนี่แหละงดงามเหมาะสม!
ขนาดเสี่ยวเตี๋ยผู้คุ้นเคยกับนายน้อยของนางมานับตั้งแต่ยังแบเบาะ เจอรอยยิ้มและสายตาออดอ้อนยังไม่เคยต้านทานพลังทำลายล้างสูงนี้ไปได้ แล้วองครักษ์หนุ่มมีหรือจะทานทนใจแข็งไม่ช่วยอุ้มนางไปได้ ดังนั้น ใบหน้าของเจ้าบ่าวที่แต่เดิมก็บึ้งตึงอยู่แล้ว พอเห็นว่าแผนแกล้งไม่ได้ผล ที่คิดว่ายายเด็กน่าชิงชังจากชายแดนข้ามเตาไฟไม่ผ่าน และพิธีล้มเหลว เช่นนั้นพิธีตบแต่งนางก็ไม่ต้องมีขึ้น ทว่าทุกสิ่งถล่มลงจนไม่เหลือชิ้นดีจึงมีสีหน้าดำทะมึนแตะแต้มใบหน้าเพิ่มขึ้นไปอีกสามส่วน!
แต่เฉียวปิงเซียวนอกจากหนูน้อยจะไม่สะทกสะท้านต่อสายตาอยากฆ่านางให้ตายแล้ว ยังมีแก่ใจส่งยิ้มหวานเผื่อแผ่ไปให้คนตัวโตหน้ายักษ์อีกด้วย
...ก็เพียงสายตาในยามที่ข้าอยู่จวนท่านพ่อ ถูกบรรดาแม่ ๆ ทั้งหลายลงมือฆ่าออกบ่อย ข้ายังไม่กลัวเล้ย...
ตอนที่15บุรุษที่เคยเยือกเย็นต่อให้ชายอาภรณ์ถูกเผาบัดนี้แตกตื่นจนแทบทำอันใดไม่ถูก เมื่อแลเห็นนางดูเจ็บปวดสาหัสใกล้ควบคุมสติไม่อยู่เตรียมกรีดร้อง แต่ก็เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจสติคืนกลับมามั่นคงได้เช่นเดิม ส่งนิ้วตนเองเข้าปากกัดจนโลหิตเข้มข้นไหลรินแล้วป้อนเข้า ปากน้อยทันที กิริยาดิ้นทุรนทุรายเพราะหนอนร้ายตื่นเตลิดจึงแน่นิ่งไป หยุดยั้งเสียงกรีดร้องที่อาจสังหารคนได้มิใช่น้อยเสียทันการณ์ "บิดาพบเจ้าช้าไปสามก้าวหรือนี่...มิน่าเลย" ในขณะที่เฉียวปิงเซียวต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแทบควบคุมสติตนเองไม่ไหว บุรุษผู้กำลังวางแผนการศึกอยู่ห่างไกลร่วมพันลี้เองก็พลันเจ็บจุกแน่นแล่นร้าวไปทั้งช่องหน้าอกด้านซ้าย ก่อนจะสำลักเอาโลหิตออกมากองใหญ่แล้วสิ้นสติไปทันที "ชินหวาง! / ชินหวาง! / น้องสิบแปด!” ทุกผู้ในห้องกว้างต่างแตกตื่นเสียขวัญด้วยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของตนเองเสียทีฝ่ายศัตรูถูกวางยาพิษเข้าเสียแล้วเป็นแน่มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าแท้จริงผู้มอบพิษร้ายนี้กับมือจะเป็นมารดาของชินหวางเลยสักคน...ซึ่งแม้แต่ตัวของหานไท่หมิงเองก็คาดไม่ถึงเฉกเช่นกัน! ...ต่อให้เป็นเฉินเซินเองความลับนี้เขาก็ยังมิทันรู้แจ้งว่าที่แ
ตอนที่14ทว่าในยามที่นางก้าวพ้นสนามสอบกลับออกมาเป็นคนแรกนั้น ทุกสายตาที่เคยมองเด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวผู้นี้แปดส่วนเกินจะคาดถึง ที่เหลืออีกสองส่วนก็คือกังขา ซึ่งก็มิอาจมีสิ่งใดไปคัดค้าน เพราะชินหวางเฟยตัวน้อยผู้นี้นางทดสอบข้อเขียนอย่างโปร่งใสหมดจด แต่พอผลการสอบถูกประกาศขึ้นบนป้ายกระดานขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลาต้อนรับของฮุ่ยเจ๋อ ทุกสายตาต่างจับจ้องที่ชื่ออันดับหนึ่งว่าที่แท้เป็นบุตรหลานจากสกุลใดกันจึงมีคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับที่สองไปไกลถึงกึ่งหนึ่ง บุรุษหนึ่งที่นั่งจิบน้ำชาอยู่มุมศาลามองไปที่กายน้อยกิริยาดูสดใส มุมปากเรียวสวยยกขึ้นสูง ฟ่านอิงเฉิงก้าวมายืนด้านข้างผู้ที่นั่งจิบชาเดินหมากล้อมอยู่แต่เพียงลำพัง แล้วอมยิ้มพึงใจก็ฉายชัดขึ้นมาอีกผู้ "เป็นเช่นไรบ้างท่านอาจารย์เสวี่ยจิ่นคง นางพอจะเป็นศิษย์ในรอบหลายร้อยหนาวของท่านไหวหรือไม่" ดวงตาเรียวสวยหลุบสายตาลงมองกระดานหมากล้อมตรงหน้าแล้วก็ยิ้มเยือกเย็น ก่อนหมากล้อมตัวสุดท้ายจะถูกวางลงบนกระดานนั้นแล้วเขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ศิษย์หนึ่งครั้งวาสนาพันผูกมิอาจปล่อยวาง...ดังบิดาผูกพันสายเลือดร้อยรัดยาวนาน...จะกี่ภพชาติหมุนผ่าน นาง
ตอนที่13"มิได้!" ...ทว่าผู้ตอบหาใช่ท่านหัวหน้าเสิ่น หากแต่เป็นเทพเซียนผู้หนึ่ง!? ... ถูกต้อง! ... ...มิใช่ผู้หนึ่ง ทว่าเป็นสอง... หนึ่งบุรุษอาภรณ์ขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง จนสีขาวนั้นสะท้อนกับแสงแดดอ่อนยามต้นอรุณรุ่งที่ดวงอาทิตย์เพิ่งตื่นนอน เห็นแล้วดวงตาของเฉียวปิงเซียวก็พร่าเลือนไปชั่วครู่ "เด็กน้อยผู้นี้ข้าพบนางก่อนเจ้า อย่าบังอาจมาแย่งศิษย์คนที่สี่ของข้าสิเจี้ยนหลุน" ท่านเทพเซียนสาวกล่าวดุดัน "ผู้ใดกล่าวกัน ข้าพบนางก่อน เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นศิษย์ลำดับที่หกของข้าแล้วฉิงเซียน" หากแต่ท่านเทพบุรุษผู้งดงามก็มิอ่อนข้อ "เจ้า! ...เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์น้องสี่ของข้า!" ท่านเซียนสตรีงดงามเริ่มใบหน้าเขียวไปครึ่งแถบ "นางคือศิษย์น้องหกของข้า" ท่านเซียนบุรุษก็ใบหูแดงพร้อมคิ้วใบหลิวเริ่มพาดเฉียงชี้เชิดสูงขึ้นทุกที ...อา...ไยพวกเขามิสอบถามนางบ้างว่าอยากเป็นศิษย์ของพวกเขาหรือไม่? ... เฉียวปิงเซียวมองท่านเซียนทั้งสองถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงแล้วจึงหันมามองทั้งเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊กับท่านองครักษ์ข้างกายทั้งสามในเชิงปรึกษาว่าตนเองสมควรย้ายสถานที่ใหม่ดีหรือไม่ ...อาจารย์ฮุ่ยเ
ตอนที่12หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่อีกสิบสี่วันเฉียวปิงเซียวและผู้ติดตามซึ่งเป็นองครักษ์เสียสามคน กับนางกำนัล และเส้ากงกง พร้อมทั้งซางเหนียงจือที่ไทเฮาประทานให้ ยังไม่รวมคนควบคุมรถม้ากับบ่าวชายหญิงกว่าสิบชีวิตก็มาถึงเมืองซั่วหยางเสียที เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่อยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ความสวยงามนั้นแม้ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่เท่าเทียมกับเทียนคงเฉิงที่เป็นเมืองหลวง แต่เฉียวปิงเซียวนางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้มากกว่าเมืองหลวงเหลือเกิน เพียงแค่ขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองนั่นเลยทีเดียว ที่ซั่วหยางนั้นช่างสมกับเป็นเมืองรอง ซึ่งมีเอาไว้ให้องค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนแปรพระราชฐานกันอยู่เป็นนิจ อากาศสดชื่นของกลิ่นดินกับต้นหญ้าบางชนิดพัดโชยอ่อนทำเอาเด็กน้อยต้องเอื้อมมือไปขยับแย้มผ้าม่านของรถม้าออกไปสูดเอาความสดชื่นนั้นมากักเก็บจนเต็มท้อง “แม่นมซางเหตุใดคนในเมืองซั่วหยางนี้จึงดูคึกคักดังกับเมืองหลวงเลยเจ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยมองสองข้างทางที่ตรงไปยังตำหนักเคียงจันทราจากบนรถม้า ซึ่งตำหนักเคียงจันทรานี้จะเป็นที่พำนักของชินหวางเฟยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษานั้นกลับมีผู้คนที่แต่งก
ตอนที่11การเดินทางเข้าสู่วันที่สิบห้าก็มาถึงครึ่งทางระหว่างซั่วหยางและเทียนคงเฉิง ที่พักม้าวันนี้บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไปสำหรับองครักษ์ผู้ติดตามทั้งสามของชินหวางเฟยตัวน้อย ซึ่งหลายคนที่พบเห็นโดยที่พวกเขาต่างไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้นั้นนางเป็นถึงชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ย พวกเขามองเห็นก็แค่เพียงคุณหนูตัวน้อยวัยคงไม่เกินหกถึงเจ็ดหนาวผู้หนึ่ง ไยจึงมีคนแต่งกายคล้ายองครักษ์หลวงคอยคุ้มกัน ซึ่งเพียงเห็นแวบแรกทุกผู้ย่อมมองออกว่าทั้งสามนี้มากฝีมือเพียงใด แต่อย่าว่าแต่ผู้อื่นพบเห็นแล้วต่างสงสัยเลย เพราะขนาดตัวของเฉียวปิงเซียวเองนางก็ยังไม่เคยทราบเหตุผลที่ตนเองต้องมีคนคุ้มกันแน่นหนากว่าท่านอ๋องบางพระองค์เสียอีก นอกจากไทเฮาและชินหวางเท่านั้นที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใด นอกนั้นบางทีองค์จักรพรรดิเองก็อาจยังไม่ทราบได้เช่นกัน "แม่นมซาง แม่นางน้อยเสี่ยวเตี๋ย วันนี้ลำบากทั้งสองช่วยดูแลชินหวางเฟยให้ดีสักหน่อย ข้าเกรงว่าอาจมีภัย เช่นไรราตรีนี้ข้าจะให้สืออีมาดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วยก็แล้วกัน" เสิ่นอี้ถงบอกแก่สองสาวต่างวัยคนสนิทของชินหวางเฟยตัวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งซางเหนียงจือและเสี่ยวเตี๋ยจึงห
ตอนที่ 10จากนั้นเขาก็กดจุมพิตนางลงมาอีก พอนางต่อต้านก็ถูกบีบกรามสองข้างเจ็บร้าวจนน้ำตาซึมจึงได้ยอมเปิดริมฝีปากอ้าออกให้เขาได้เริ่มดันปลายลิ้นหนักขึ้น จนนางอยากจะร่ำไห้ มิใช่ถึงขั้นขยะแขยง ทว่านางก็ไม่ยินดีจะถูกขืนใจ วูบหนึ่งนางจึงลืมเลือนหน้าที่ พยายามรวบกำลังใช้เท้าขวายกขึ้นแล้วก็ถีบมันออกไป แต่เหมือนแรงถีบของนางนั้นจะทำอันใดบุรุษผู้นี้ไม่ได้เลย คงเพราะเขาตัวโตและทั้งสูงใหญ่ขนาดนั้น เรี่ยวแรงสตรีบอบบางเช่นนางหรือจะไปต่อกรด้วยได้กับความเป็นนักรบแกร่งกล้าของท่านข่านน้อยแห่งซูปี้ เขาเพียงขยับกายเบี่ยงเบนถอยออกไปไม่กี่ก้าว จากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่เริ่มโมโหสุดเหวี่ยง จึงตบหน้าของนางอย่างแรง แล้วจึงตามมาด้วยกำปั้นชกโครมเข้ามาที่ท้องน้อยของนางจนนางนั้นจุกทรุดตัวงองุ้มอย่างสิ้นแรงไปต่อไม่ถูก ก่อนจะถึงกับหมดแรงล้มนอนคว่ำลงไปที่พื้นร้องไม่ออกสักประโยค “เพิ่งแจ้งแก่ใจว่าสตรีแห่งจงหยวนที่แท้ก็ชอบเจ็บตัวก่อนจึงจะเล่นสนุกต่อกันได้” ...แควก! ...แควก! ... สองมือกำยำจับกายงดงามอวบอัดขึ้นมาฉีกกระชากอาภรณ์บางพลิ้วอยู่ไม่กี่ครั้งก็ขาดรุ่งริ่งลงในทันใด พอสิ่งเกะกะสายตาหมดไป







