เข้าสู่ระบบแคว้นจินมีพื้นที่น้อยกว่าแคว้นหมิงมาก ซ้ำยังไม่มีที่ราบมากพอจะปลูกข้าวเลี้ยงดูคนทั้งหมด จึงต้องสั่งซื้อข้าวสารจากแคว้นหมิงและแคว้นเหลียนซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน อุดมสมบูรณ์ยิ่ง
จวิ้นอ๋อง หมิงเฉินกง กับจินวั่งซูจึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าข้าวสารและค้าเกลือ สินค้าพวกนี้จินวั่งซูไม่ได้คิดจะลงทุนสักนิด
“ข้าวสารกับเกลือในร้านของท่านปู่มีมากมาย เดี๋ยวข้าไปขอมาเอง”
มิคาดในช่วงที่ทั้งสองแอบปรึกษากันที่ศาลานั่งเล่นในคฤหาสน์ตระกูลจิน น้องสาวคนเล็กของจินวั่งซูแอบได้ยินเข้า
‘พี่วั่งซูออกไปเที่ยวเตร่ต่างเมืองได้ แล้วข้าเล่า เมื่อไหร่ท่านพ่อจะอนุญาตเสียที’
จินฉิงอีเป็นลูกที่ท่านจิน คหบดีใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะได้มา เพราะครานั้น ฮูหยินรองก็คลอดบุตรชายมาเพิ่มแล้วหนึ่ง และบุตรสาวอีกหนึ่ง ฮูหยินเอก เซียงผิงที่ไม่ยอมตั้งท้องเสียทีภายหลังกลับมีจินฉิงอีออกมา ห่างกับจินวั่งซูถึง หกปี นางอายุสิบแปดปีนี้ ด้วยความห่วงและหวงลูกสาวคนเล็ก แม้จะมีผู้มาทาบทาม คหบดีจินก็ยังไม่ตอบรับผู้ใด
“จวิ้นอ๋อง ให้ข้าไปเที่ยวด้วยคนได้หรือไม่” ใบหน้าที่ละม้ายจินวั่งซู จมูกโด่งตรงเรียว และริมฝีปากบางค่อนข้างกว้าง คิ้วเข้มคมเฉียง นางมีลักยิ้มสองข้าง ในยามยิ้มแย้มชวนให้คนเอ็นดู
จวิ้นอ๋องหันไปมองญาติผู้น้อง รีบส่ายหน้าอย่างว่องไว
“เจ้าจะไปได้อย่างไร การเดินทางครั้งนี้ต้องข้ามหุบเขาหลงเฟยซาน ซ้ำแคว้นจินก็มีแต่ป่า ไหนจะมีโจรอีก เอาไว้คราวหน้าไปในที่ที่ไม่อันตรายข้าจะอนุญาต”
จินฉิงอีใบหน้างอง้ำ นางได้รับการเอาใจอย่างถึงที่สุดจากบิดา แม้ว่ามารดาจะคอยปรามลงอยู่บ้าง แม้แต่พี่วั่งซูเอง ก็ตามใจนางอยู่บ่อยครั้ง จินวั่งซูได้ยินจวิ้นอ๋องห้ามน้องสาวก็รีบหันมาสำทับ
“ฉิงเอ๋อร์ คราวนี้อันตรายจริงๆ เจ้ารออยู่นี่ล่ะ แล้วพี่จะกลับมาเล่าเรื่องแคว้นจินให้เจ้าฟัง ดีไหม ”
จินฉิงอีพยักหน้ารับ เดินจากไปอย่างเหงาๆ หากแต่ลับหลังกลับไปเรียกคนรับใช้ประจำตัวทั้ง ซ่งฮุ่ยจู และซ่งเหวินฉีมาเตรียมตัวอย่างเร่งด่วน
“พวกเราจะออกไปผจญภัยในแคว้นฉิน พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม”
ซ่งฮุ่ยจูหน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่า จินฉิงอีนั้นอุตริเพียงใด ตั้งแต่เล็กจนโต นางต้องรับโทษแทนนายน้อยผู้นี้นับครั้งไม่ถ้วน
“คุณหนู ไม่คิดให้ดีก่อนหรือเจ้าคะ ครั้งที่แล้ว บ่าวยังไม่หายก้นบวมเลยเจ้าค่ะ”
จินฉิงอีโบกมือแทนคำตอบ “ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเจ้ารีบไปเก็บข้าวของ”
ซ่งฮุ่ยจูส่ายหน้า แม้นางจะอายุมากกว่าจินฉิงอีถึงสามปี แต่ก็ไม่สามารถทัดทานเจ้านายของตนได้สักครั้ง ทั้งรักทั้งตามใจกันมาตั้งแต่เล็ก จึงต้องยอมกันเสมอมา
“คุณหนู เราจะเดินทางกันอย่างไร”
ซ่งฮุ่ยจูมองหน้าคุณหนูของนาง ไหนๆ ก็ไม่อาจทัดทานได้แล้ว คงได้แต่เตรียมการให้รอบคอบ
“ข้าจะเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ท่านพ่อ เงินทองที่ซ่อนไว้ก็พอมีอยู่ พวกเจ้าเตรียมรถม้ากับเสื้อผ้าให้พร้อม เราจะออกเดินทางตามขบวนรถของพวกเขาไป”
จวิ้นอ๋องแอบกินยาที่ได้มาจากพระชายาเอกของชินอ๋อง เมื่อเห็นพระองค์ไม่อยากตบแต่งกับจินเฟิ่ง พี่สะใภ้จึงให้กินยาขนานหนึ่ง เพียงแต่ให้กินทีละน้อยก่อนนอน
เช้าวันต่อมา ตามใบหน้าและลำคอของจวิ้นอ๋องปรากฏปานสีเทาเข้มเป็นแผ่นขนาดหัวแม่มือประปราย บดบังใบหน้าอันหล่อเหลาไปเสียกว่าครึ่ง แม้กระทั่งจินวั่งซูเองถึงกับออกปาก
“เจ้า....เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
“ไม่รู้ว่าท่านพี่สะใภ้เอาสิ่งใดให้ข้ากิน เห็นบอกว่า เพื่อความปลอดภัย”
จินวั่งซูถึงกับตะลึงในการกระทำของฟ่านซิ่วอิง พระชายาเอกของชินอ๋องผู้สร้างเรื่องโฉดมากมายไม่แพ้ตน
“อืม...ขี้ริ้วขี้เหร่จนน่าตกใจอย่างนี้ ต้องปลอดภัยแน่นอน” จินวั่งซูสรุป
ทั้งสองตกลงกันจะเป็นเพียงพ่อค้าข้าวและเกลือ ทั้งจึงกลายเป็นสองพี่น้องตระกูลเซียง เซียงเฉินกงและเซียงวั่งซู
ขบวนคาราวานค้าข้าวและเกลือยาวเหยียด เซียงเฉินกงมียอดฝีมืออารักขาสองคน คือ ฝาแฝดหยางจื้อและหยางเจี้ยน องครักษ์อันดับหนึ่งที่ต้องปลอมตัวเป็นเพียงจอมยุทธ์รับจ้าง
ส่วนจินวั่งซูนำเอาเฟิ่งหู องครักษ์ประจำตัวในสกุลจินที่ไม่เคยเอาไปไหนด้วยติดตามมาเป็นครั้งแรก ทั้งสองตกลงใจว่าจ้างสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งของแคว้นหมิง ‘สำนักหงส์ไฟ’
สำนักคุ้มภัยหงส์ไฟแห่งนี้ หากจะกล่าวว่าเป็นอันดับหนึ่งก็ย่อมได้ เพราะทั้งแคว้นก็มีเพียงสำนักเดียวในเวลานี้
“เจ้าดูสิ แทนที่ข้าจะได้เงินค่าจ้างคุ้มกันขบวนค้าขายใหญ่ขนาดนี้ กลับทำไม่ได้ก็เพราะดันเป็นคนของจวิ้นอ๋อง” องค์หญิงซู่ลี่ หรือจอมยุทธ์ลี่ที่รับงานในการรับส่งสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล บ่นจนเนื้อตัวกระเพื่อมอยู่บนกอไผ่ขนาดใหญ่ที่บดบังร่างของนางแทบไม่มิด เพียงแต่ทุกคนในขบวนมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาเดิน จึงไม่ได้สนใจเงยหน้า
“เอาเถิด ไว้งานหน้าก็แล้วกัน งานนี้แม้จะเงินดี แต่ก็เสี่ยงภัยนัก ต้องผ่านหุบเขามรณะของเทือกเขาหลงเฟยซาน รูปร่างของเจ้ายามนี้ จะเล็ดลอดไปตามซอกเขานั้น ลำบากนัก” คนที่อยู่ข้างเอ่ยปลอบ
จอมยุทธ์ลี่ถอดหายใจเฮือกใหญ่ นับตั้งแต่นางกินยาผิดสูตรของเจ้าผีไร้หลุมตัวนั้น ร่างกายที่เคยอรชรอ้อนแอ้นกลับขยายขนาดใหญ่กว่าคนปกติที่ตัวอวบถึงสามเท่า นอกจากจะสูญเงินจำนวนมากจนต้องมารับจ้างคุ้มภัยในแคว้น หมิงแล้ว ขนาดตัวที่ใหญ่เกินคาดก็ยังเป็นปัญหาอีกด้วย
“นี่หัวหน้า ข้าอยากได้งานที่ไม่ไปไกลนัก หากข้าแอบออกจากวังมาบ่อยๆ อ๋องเก้าจะสงสัยเอา” องค์หญิงซู่ลี่รู้สึกเสียดาย นางมองตามหลังขบวนคุ้มกันที่กำลังจะลับตาไป ยามนี้นางอภิเษกสมรสกับท่านอ๋องเก้าและเข้าไปอยู่ในวังของเขาแล้ว การรับงานลับๆ ทำได้เป็นบางครั้งแต่ไม่อาจจะไปไกลได้
หัวหน้าหงพยักหน้ารับ “ได้”
ทั้งสองร่างจึงเด้งปลายต้นไผ่ลิ่วไปยังป่าด้านหลัง แต่น้ำหนักของจอมยุทธ์ลี่ที่ทิ้งลงบนปลายไผ่กลับกร่อนถึงลำต้นมันจนหักโค่น
“โอ๊ะ! ต้นไผ่หัก” คนงานท้ายขบวนที่เข็นรถข้าวสารแตกตื่น เซียงเฉินกงหันไปมองเห็นลำต้นไผ่เขียวขนาดใหญ่ที่หักโค่นลงมาด้วยความแปลกใจ
“พี่วั่งซู ท่านว่า ลำใหญ่ขนาดท่อนขา แถมยังเขียวขนาดนั้น หักลงมาได้อย่างไร”
เซียงวั่งซูปรายตามอง “อาจจะมีแมลงกินโคนลำต้นมันก็ได้”
เซียงเฉินกงพยักหน้าน้อยๆ ไม่อยากจะเห็นด้วย แต่เขาก็ไม่มีความคิดเห็นอย่างอื่น เหล่าคนงานจึงลากเอารถเข็นให้พ้นจากระยะที่ลำไผ่หักโค่น
รถม้าของจินฉิงอีตามมาทีหลัง “ชิ! ดูสิ เสียเวลาชะมัด ต้นไผ่โค่นลงมาได้เช่นไรล่ะนี่ เหวินฉีเร็วเข้า”
ซ่งเหวินฉีทำหน้าที่ขับรถม้า รีบไปผลักเอาลำไผ่ออก เขานับเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์คนหนึ่งจึงจัดการได้ไม่ยาก
“มันไม่ได้หักตามธรรมชาติหรอกนะขอรับคุณหนู นี่น่าจะเป็นฝีมือของจอมยุทธ์สักคน”
จินฉิงอีผู้มีเพียงวิชาตัวเบาเอาไว้หลบมารดาในยามที่นางเรียกหาเพื่อทำโทษ พยักหน้าหงึกหงัก
“อืม....เริ่มเดินทางก็ได้เจอจอมยุทธ์แล้ว ช่างดีจริง”
ซ่งฮุ่ยจูรู้สึกได้ถึงอันตราย นางส่ายหน้าในความรักสนุกของคุณหนู เคราะห์ดีที่จินฉิงอียังยอมให้นางกับเหวินฉีมาด้วย นางเขียนจดหมายอีกฉบับเรียนนายท่านแล้วว่า นางและน้องชายจะดูแลคุณหนูด้วยชีวิต
สองพี่น้องเติบโตมาในตระกูลจินด้วยความเมตตาอย่างยิ่งของนายท่านและฮูหยิน ทั้งได้เรียนหนังสือและวิทยายุทธ์ไปพร้อมกับคุณหนู
นางกับเหวินฉีเก่งกาจเรื่องการต่อสู้เพราะมุ่งหวังจะใช้วิชาปกป้องผู้เป็นนาย แม้คุณหนูจะเชี่ยวชาญเพียงวิชาตัวเบา หากแต่กลับเก่งกาจด้านอักษร
ฮูหยินคอยเคี่ยวกรำให้คุณหนูของนางหัดทำอาหาร เพราะฮูหยินเห็นว่า บุตรสาวนั้นเย็บปักไม่ได้ความ หากพอทำอาหารเป็นบ้างก็พอจะได้ดูแลสามีในอนาคต
รอนแรมในรถม้าสองวันก็ถึงชายป่าเทือกเขาหลงเฟยซาน
“จากนี้เราต้องระวังตัวยิ่งขึ้น ป่าแห่งนี้ มีเรื่องลี้ลับมากมายนัก”
จวิ้นอ๋องหัวเราะร่าเมื่อเห็นใต้เท้าเถามหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลจินอ๋องว่าตนกำลังจะจัดงานแต่งงานให้บุตรสาวคนโต เถาหนิงหลี่กับคุณชายฉินจางหย่งเจ้าของสำนักคุ้มภัยเทียนเทพที่มีชื่อเสียงลื่อเลืองทั้งในแคว้นหมิงและแคว้นจิน “เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้บุตรีแต่งงานกับคุณชายฉินเล่า ” “เมื่อคืนวาน กระหม่อมถูกคนร้ายหลายสิบคนดักลอบสังหารระหว่างทางกลับจวน หากมิได้คุณชายฉินช่วยรับดาบแทน เห็นทีกระหม่อมคงไม่มีศีรษะมาเข้าเฝ้าพระองค์เช้านี้แล้ว พะย่ะค่ะ” “อืม! เคราะห์ดีที่เจ้ารอดชีวิต แม่ทัพจินให้ทหารออกตั้งด่านสกัดทั่วเมืองก็ยังหาพวกเขาไม่พบ นี่หากมิได้สำนักคุ้มภัยเทียนเทพ เห็นทีข้าต้องสูญเสียขุนนางที่จงรักภักดียิ่งแล้ว” จินอ๋องเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูซีดเซียวจึงคิดจะปลอบใจ “เช่นนั้นข้าจักเป็นธุระจัดงานสมรสพระราชทานให้บุตรสาวเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าเถารีบคุกเข่า “เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมรอให้คุณชายฉินอาการบาดเจ็บทุเลาจึงจะมากราบทูลจินอ๋องอีกครั้ง” “ดี! บุตรเขยที่กล้าสละชีวิตเพื่อท่านพ่อตาเป็นผู้ที่กตัญญูอย่างยิ่ง” ใต้เท้าเถาไ
ในเมื่อไม่มีมารดาของจวิ้นอ๋องอยู่ร่วมวัง สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจึงไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปคารวะท่านแม่ จวิ้นอ๋องใช้มือค้ำคางนอนดูภรรยาที่ห่มผ้าเพียงอกช่วงไหล่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มคล้ายจะหุบยิ้มไม่ได้ เขานึกถึงคืนวสันต์แรกของทั้งสองที่ป่าในหุบเขา ผิวของนางยังดำคล้ำ ดวงตาสีฟ้าเจิดจรัส แม้คืนที่สองในถ้ำหุบเขาอาถรรพณ์เขาก็ยังจำได้มิรู้ลืม บัดนี้พระชายาของเขากลายเป็นหญิงงามผิวผ่องราวไข่มุกเลอค่า นางยิ่งทวีความสวยสดงดงามจนผู้อื่นล้วนไม่อาจละสายตา แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับนางแต่ลึกๆ ยังอดหงุดหงิดไม่ได้ ต่อให้นางจะผิวดำคล้ำแล้วอย่างไร เพียงเขารู้สึกว่านางงดงามยิ่งเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว บางทีแบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่มีชายใดจ้องนางแล้วจ้องนางอีกเช่นนี้ แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่อง องค์หญิงจินเฟิ่งหยีตาขึ้น ครั้นเห็นพระสวามีจ้องนางทั้งยังยิ้มกว้างก็รู้สึกขวยเขิน “ท่านพี่ยังมองอะไรอยู่อีกหรือเพคะ แดดสายแล้ว เราน่าจะรีบอาบน้ำออกไปข้างนอกได้แล้ว” “เจ้าจะรีบไปไหน ที่นี่ไม่มีท่านผู้อาวุโสทั้งหลายให้เจ้าคารวะดอกนะ” จวิ้นอ๋องขยับนางมาก้มลงจูบไหล่เปลือยข
จวิ้นอ๋องทำการค้าข้าวได้กำไรในช่วงที่ผ่านมามิใช่น้อย เขาจึงนำออกมาซื้อที่ดินด้านข้างขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างตำหนักใหญ่รอต้อนรับองค์หญิงจินเฟิ่ง ด้านหน้าถูกเปลี่ยนป้ายเป็น ‘วังเมฆา’ ชื่อเดียวกับวังของเขาที่แคว้นหมิง จินวั่งซูยกคฤหาสน์สกุลเซียงให้เป็นของจวิ๋นอ๋องเพื่อทดแทนหนี้ที่กู้ยืมเงินไปให้จินฉิงอีเป็นสินเดิมเจ้าสาวเมื่อครานางแต่งกับแม่ทัพจิน “ในเมื่อเจ้าจะอยู่เป็นเขยแคว้นจินแล้ว ข้าก็คิดว่าล้างหนี้กับเจ้าไปเสียดีกว่า ที่นี่ก็จะได้กลายเป็นวังเมฆาแห่งแคว้นจินอย่างสมบูรณ์” อาคารภายในล้วนถูกตบแต่งด้วยสีขาวและสีทองหรูหรา การก่อสร้างตำหนักและปรับปรุงสวนล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงเวลาอภิเษกเจ็ดวันทุกอย่างก็เรียบร้อย หมิงฮ่องเต้ทรงส่งของมีค่าจำนวนมากมาเป็นของขวัญให้กับจวิ้นอ๋อง “ข้าสงสัยมาตลอดว่า เจ้าได้เงินจากที่ใดมาปรับปรุงวังเสียใหญ่โตเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะฮ่องเต้นี่เอง” “ในเมื่อข้ามีผลประโยชน์ให้เสด็จพี่ ก็เป็นธรรมดาที่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมตอบแทนข้าบ้าง” จวิ้นอ๋องอมยิ้ม ลำพังเงินกำไรค้าข้าวและเงินเก็บของเขาอาจจะพอ
ครั้นฉินจางหย่งอาการดีขึ้น เขาจึงไปสารภาพกับจวิ้นอ๋องและคุณชายใหญ่จินว่าเขามีใจรักใคร่ในตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเถา “หา! เจ้านี่นะ” จินวั่งซูตะลึงไปครู่หนึ่ง มือที่ถือพัดงูดำค้างอยู่กลางอากาศ จวิ้นอ๋องตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามที พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จะว่าไป คุณหนูเถามารดาของนางก็เป็นญาติกับจินอ๋อง นับไปนับมานางกับเจ้าก็เป็นญาติห่างๆ กัน หากช่วยให้ญาติผู้น้องตบแต่งบุรุษดีๆ อย่างฉินจางหย่ง ก็ย่อมสมควรแล้ว” “เรื่องมันเริ่มจากที่ใด ” จินวั่งซูคิ้วขมวด ไม่คาดคิดว่าตนจะพลาดเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าเถานับว่าเป็นขุนนางคนสำคัญในเวลานี้ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งหลังจากเกิดการกบฏ ขุนนางเฒ่าผู้นั้นไม่ยอมลงชื่อเห็นชอบการสถาปนาอ๋องกบฏขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น จินอ๋องจึงทรงเลื่อนขั้นให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งมีขึ้นในแคว้นจิน ฉินจางหย่งเล่าจุดเริ่มต้นที่คุณหนูเถาผ่านมาพบเขาที่ร้านข้าวสารเซียง จากนั้นนางก็ว่าจ้างฉีเจียตงไว้ส่งข่าว พร้อมกับการส่งสิ่งของต่างๆ นานามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ ผ่านฉีเจียตง
จินฉิงอีเล่าวีรกรรมของสามีอย่างออกรส “สามีของข้าเก่งกาจมากจริงๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนชื่นชมเขา เรียกขานนามพญาอินทรี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเขารบบนหลังม้า ตอนจะออกจากเมืองเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แต่พอไปถึงค่ายทหารชานเมืองข้าบีบบังคับจนเขายอมพูด” เถาหนิงหลี่ทำหน้าฉงน “เจ้ามีปัญญาไปทารุณท่านแม่ทัพได้อย่างไร ” “อิอิ!” จินฉิงอีหัวเราะเสียงใส “หากข้าเล่าให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอยากเจ้าฟังคงจะไม่สมควร” “อย่างไรหรือ ” จินฉิงอีป้องปากเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูตระกูลเถา“หา! เป็นเรื่องจริงหรือ ” ฝ่ายฟังหน้าแดงจัดไปถึงใบหู“จากนั้น ข้าก็ได้รู้ว่านี่คือแผนของจินอ๋องที่จะหลอกพวกกบฏว่า ท่านพี่พาข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แคว้นหมิง เพื่อให้พวกเขาขนพรรคพวกที่ซ่องสุมไว้ออกมาจากค่ายในป่า เคราะห์ดีที่จวิ้นอ๋องฉลาดนักขอยืมกองกำลังจากฮ่องเต้ หมิงมาได้ ท่านพี่จึงสามารถนำทัพกลับไปช่วยจินอ๋องได้ทันเวลา”“ท่านพ่อข้าบอกว่า จวิ้นอ๋องขออาสานำทัพจากค่ายอินทรีออกมาช่วย พี่วั่งซูเป็นผู้นำทหารสายลับแอบปีนเข้าไปหาวิธีเปิดประตูวัง เจ้าว่าพี่ชายของข้าทั้งสองคนเก่งหรือไม่ ”
องค์หญิงจินเฟิ่งทำหน้าเหวอเมื่อฟังสิงจิ้งถิงเล่าจบ จินวั่งซูไม่ยอมพลาดโอกาสเขานั่งจิบชาฟังสองหนุ่มสาวทวงคำสัญญาในวัยเด็กกันต่อหน้า “ข้าเคยรับหยกหมั้นเจ้าเมื่อใดกัน ” “เฟิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าไม่ยอมรับจริงๆ หรือ ” “นั่นเป็นหยกประจำตัวของท่านแม่ข้าเทียว ข้าอุตส่าห์มอบให้เจ้าไว้แทนใจ” สิงจิ้งถิงทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อองค์หญิงทำหน้างุนงง และยืนกระต่ายขาเดียวว่านางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดเล่าที่สวมรอยมาเป็นเจ้า แล้วรับหยกไปจากข้า” จินเฟิ่งนั่งระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก “ช่วงที่เจ้ากำลังจะเดินทางกลับเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มต้น” “ใช่! ต้นใหญ่ที่อยู่หน้าตำหนักของแม่เจ้าต้นนั้น” “ข้านึกออกแล้ว!” องค์หญิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างที่ซ่อนอยู่ข้างผนังอีกห้องแอบสะดุ้ง “ครานั้นข้าป่วยเป็นไข้หวัด เพราะข้าแอบไปตัดดอกกุหลาบของท่านแม่มาหลายดอก เอามาโรยน้ำอาบอยากเลียนแบบท่านแม่ แต่เพราะแช่น้ำนานไปหน่อยจึงต้องนอนซม ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่า เจ้ากำลังจะเดินทางกลับแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปส่งได้แต่กินยา







