เข้าสู่ระบบจินฉิงอีหัวเราะคิกคักเมื่อซ่งฮุ่ยจูหยิบเอาห่อของส่วนตัวที่นางนำมาด้วยเพียงห่อเดียวขึ้นมาเปิดดู
“เจ้าค้นระวังด้วยล่ะ ในนั้นล้วนเป็นของพี่วั่งซู”
“ท่านเข้าไปขโมยของในห้องคุณชายอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“พี่วั่งซูไม่อยู่ป้องกันเอง ช่วยไม่ได้ ข้าใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงทีเดียวกว่าจะหยิบเอาของพวกนี้มาได้” จินฉิงอีเชิดหน้าภาคภูมิใจ
เรือนของจินวั่งซูวางกลไกไว้พิสดารนัก เขากับจวิ้นอ๋องหมิงเฉินกงมักจะค้นคว้าพวกอาวุธลับหรือสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ ด้วยกันเป็นประจำ ล่าสุดตอนที่นางแอบเข้าไปขโมยของพวกนี้ก็เห็นอาวุธลับสี่แฉกวางอยู่บนตู้ ยังไม่มีเวลาพิจารณาก็ต้องรีบออกมาก่อนที่ฝ้าเพดานจะปล่อยควันพิษออกมาเสียก่อน
ถ้าจะว่าไป...พี่ชายที่เป็นจวิ้นอ๋องของนาง มีของพิสดารกว่าพี่วั่งซูหลายร้อยเท่า เพียงแต่เขาซ่อนเอาไว้ในห้องใต้ดินที่วังปีกอินทรี เดินทางคราวนี้เห็นทีพี่ชายจะขนเอาอาวุธลับและเอาเหยี่ยวตัวนั้นออกมาด้วยเป็นแน่ นางเคยตามพี่วั่งซูไปวังของจวิ้นอ๋อง
ด้านหลังของวังอินทรีมีเรือนลับซ่อนอยู่ ในเรือนนั้นเลี้ยงเหยี่ยวไว้หลายตัว หนึ่งในนั้นเป็นเหยี่ยวตาสีฟ้า จวิ้นอ๋องปล่อยมันออกไปสักหนึ่งเค่อมันก็กลับมาพร้อมจดหมาย
‘น่าอัศจรรย์เสียจริงเทียว ไม่ใช่พิราบสื่อสาร แต่เป็นเหยี่ยวสื่อสาร’
จินฉิงอีคิดไว้ว่า นางจะขอเหยี่ยวจากจวิ้นอ๋องสักตัวหนึ่ง เมื่อนางมีเรือนที่มีอาณาเขตกว้างๆ เป็นของตนเอง
ซ่งอุ่ยจูหยิบดูอาวุธแต่ละอย่างที่นางหยิบมา “ขลุ่ยปล่อยเข็มพิษ พัดซ่อนมีดสั้น กระบี่รัดเอว ถุงปล่อยควันพิษ พวกนี้พอไหว ที่ของที่เหลือข้าว่า คุณหนูเก็บไว้ในหีบที่รถม้านี่เถอะเจ้าค่ะ”
ข้าวของที่คุณหนูของนางขโมยมา ล้วนแล้วเป็นของรักของคุณชายจินทั้งสิ้น นางเคยได้ยินคุณชายเล่าด้วยความภาคภูมิใจของแต่ละอย่างล้วนเป็นของที่ประดิษฐ์ด้วยช่างฝีมือดีในยุทธภพ
“อ๊ะ! ล่าสุดพี่วั่งซูได้พัดสีขาวดำมาใหม่นี่ พัดด้ามนั้นข้ายังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มีดีที่ตรงไหน”
“คุณหนูรีบเก็บของไว้กับตัวก่อนเถอะ บางอย่างอาจได้ใช้” ซ่งฮุ่ยจูรีบดึงผ้าคาดเอวของนางออกมา เอาเข็มและด้ายมาเย็บที่ซ่อนกระบี่ให้คุณหนู ส่วนขลุ่ยก็กำชับให้นางถือไว้ ส่วนถุงปล่อยควันพิษเล็กๆ สามารถพกพาไว้ในอกเสื้อได้
“แล้วพัดข้าเล่า”
“ท่านจะถือทุกอย่างได้อย่างไร เดี๋ยวข้าใช้พัดเอง”
“เช่นนั้นก็ดี”
เมื่อตกลงเรื่องอาวุธแล้ว ซ่งฮุ่ยจูก็เก็บของที่เหลือลงในหีบและล็อคกุญแจเรียบร้อย “หากเรามีเหตุให้ต้องทิ้งรถม้า อย่างน้อยก็คงไม่มีใครเอาของไปได้ง่ายๆ เจ้าค่ะ”
บนทางผ่านหุบเขาหลงเฟยซานแห่งนี้ มีชุมโจรที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก พวกเขามีจำนวนคนและอาวุธไม่มาก ครั้นเห็นขบวนค้าข้าวที่มีสำนักคุ้มภัยใหญ่ตามมาดูแลด้วยจึงจำยอมปล่อยผ่าน
“เสียดายนัก นั่นน่าจะเป็นข้าวสารกับเกลือจำนวนมาก พ่อค้ารายนี้อาจจะเป็นคหบดีใหญ่แคว้นหมิง” เจ้าหัวหน้าที่หนวดเครารุงรังมองแล้วถอนหายใจเฮือกๆ หันไปมองดูจำนวนลูกน้องตนเองเพียงหกคน ซ้ำเพิ่งมีดาบเพียงสี่คน อีกสองคนยังถือเสียม
“ลูกพี่ ดูนั่น รถม้ามาคันเดียว เช่นนี้เราน่าจะพอปล้นได้”
“มืดค่ำทำไมจึงไม่จอดหลับนอน กลับเดินทางข้ามเขาที่มีป่าทึบรอบข้าง ไม่แปลกไปหน่อยหรือ ” ลูกน้องที่เคยไปรับจ้างทำงานในเมือง ดูแล้วรู้สึกไม่สบายใจ หากคนพวกนี้มีวรยุทธ์ พวกเขาที่วิทยายุทธแค่พอกวัดแกว่งดาบจะข่มขู่ผู้เคราะห์ร้ายอย่างไรไหว
“ถ้าเจ้าคิดมาก เจ้าไม่ได้ปล้นแล้ว ลงมาเถอะ” คนเป็นหัวหน้ารีบตัดสินใจ
สองวันมานี้ไม่มีผู้ผ่านมาสักราย หากปล้นได้วันนี้จะหยุดไปสักสามสี่วัน ไปหาซื้อผ้าห่มให้มารดา ความจริงป่าแถบนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่ง แต่เป็นเพราะพวกเขาด้อยฝีมือในการล่าสัตว์ จึงต้องคอยเก็บสมุนไพรไปขาย และดักปล้นเป็นบางครั้ง
“หยุด! ส่งของมีค่ามาให้หมด!” เสียงตะโกนก้องช่องเขา บุรุษในวัยฉกรรจ์เก้าคนรายล้อมรถม้า
ซ่งเหวินฉีตะโกนดังกว่านั้น “คุณหนู ฮุ่ยจู มีโจรป่า!”
เสียงอันกึกก้องของชายหนุ่ม ทำเอาเหล่าโจรแทบเข่าอ่อน ซ่งเหวินฉีคว้าดาบทะยานลิ่วไปถึงหัวหน้าโจร ประดาบเพียงสามเพลง หรือจะว่าไป ฝ่ายนั้นแค่ส่ายดาบสะเปะสะปะเท่านั้น
“ถ้าไม่อยากให้หัวหน้าพวกเจ้าตาย วางดาบเดี๋ยวนี้” เสียงตวาดนั้นทำเอาชายที่เหลือวิ่งหายไปในความมืด ทิ้งดาบและเสียมไว้ให้ทั้งสามมองอย่างพิศวง
“อย่าฆ่าข้าเลย พวกข้าทำไปเพราะจำเป็น”
“พวกเจ้านี่นะโจรภูเขา ข้ายังไม่ได้ทันได้ชมการประลองเลยสักนิด” จินฉิงอีก้าวออกจากรถม้าอย่างผิดหวัง
เมื่อสักครู่ที่นางได้ยินเสียงซ่งเหวินฉีตะโกน นางอุตส่าห์แอบแง้มผ้าบังช่องข้างรถม้าด้วยใจระทึก มิคาดว่าแค่ซ่งเหวินฉีกระโจนไปเพียงครั้งเดียวก็พาดดาบลงบนคออีกฝ่ายได้
โจรภูเขาร่างใหญ่พยายามเล่าเรื่องรันทดของครอบครัวและหมู่บ้านให้คุณหนูผู้นี้ฟัง พยายามขุดงิ้วหลายเรื่องที่เคยดูแล้วหลั่งน้ำตามารวมกันให้นางเห็นใจ
“อืม...เจ้าว่ามาก็น่าสนใจ เช่นนั้นข้าอยากไปดูบ้านของเจ้า”
“หา!”
ต่อจากนั้นไม่ถึงสองเค่อรถม้าก็พาคนทั้งสี่ไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาที่มีบ้านเรือนห้าหกหลัง เจ้าโจรภูเขาเรียกให้ลูกน้องของตนที่วิ่งหนีตายเมื่อครู่ออกมาจากบ้านแต่โดยดี
จินฉิงอีเห็นสภาพพ่อแม่ และน้องของโจรภูเขาแล้วให้อนาถใจ พวกเขาล้วนผอมแห้ง ดีที่เจ้าโจรผู้นี้สูงใหญ่
“นี่เจ้าล่าสัตว์ไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้เชียวหรือ อยู่กับป่าแท้ๆ ยังหาเลี้ยงครอบครัวได้แค่นี้” หญิงสาวในเครื่องแต่งกายที่ดูราคาสูงกวาดสายตามองทีละคน “แล้วทำไม เจ้าถึงอ้วนอยู่คนเดียวเล่า”
เจ้าโจรเปิดเสื้อของเขาออก ด้านในมีฟางสานอัดกันแน่น “ข้ากลัวจะโดนคนเอาดาบแทงจึงสานฟางเป็นเสื้อหนาๆ นอกจากจะทำให้ดูตัวใหญ่น่ากลัวแล้ว ยังป้องกันดาบได้อีกด้วย”
จินฉิงอีกับซ่งฮุ่ยจูเห็นแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
จินฉิงอียินดีมอบเงินส่วนหนึ่งให้ครอบครัวของพวกโจรภูเขาเพื่อซื้อเครื่องกันหนาวแต่ขอร้องให้หยุดปล้นเพราะพวกเขาไม่มีวิทยายุทธเป็นอันตรายอย่างยิ่ง หากพลาดพลั้งเสียชีวิตไปจะทำให้ครอบครัวที่รออยู่เดือดร้อน ทุกคนจึงตกลง
ฉีเจียตงเล่าเรื่องที่เขาเคยไปรับจ้างทำงานในเมืองหลวงแคว้นหมิงอยู่ช่วงหนึ่ง พอรู้หนังสือและทำบัญชีเป็น อีกทั้งยังเคยเดินทางไปเมืองหลวงแคว้น จินด้วย
“เช่นนั้น เจ้าติดตามข้าไปทำงานจะดีกว่า ข้าต้องการคนพาไปเมืองหลวงแคว้นจินพอดี และเมื่อกลับเมืองหมิงอีกครั้ง ข้าจะให้เจ้าไปทำงานร้านแลกเงินของท่านพ่อ”
ฉีเจียตงดีใจยิ่งเขารีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณคุณหนูจิน นางมอบตั๋วเงินเป็นค่าจ้างล่วงหน้าเพื่อให้เขาทิ้งไว้ให้ท่านพ่อท่านแม่และน้องชายที่อายุเพิ่ง สิบสองปีได้ใช้ ปีนี้ทั้งปีเขาจะได้ไม่ต้องห่วงครอบครัวอีก
ซ่งฮุ่ยจูไม่เห็นด้วยที่คุณหนูของนางจะจ้างโจรภูเขาร่วมเดินทาง
“เจ้าไม่สังเกตหรือฮุ่ยจู ข้าว่ารูปลักษณ์ ทั้งหน้าตาและผิวพรรณของเขานั้น ปลอมเป็นคุณชายได้สบายๆ”
จวิ้นอ๋องหัวเราะร่าเมื่อเห็นใต้เท้าเถามหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลจินอ๋องว่าตนกำลังจะจัดงานแต่งงานให้บุตรสาวคนโต เถาหนิงหลี่กับคุณชายฉินจางหย่งเจ้าของสำนักคุ้มภัยเทียนเทพที่มีชื่อเสียงลื่อเลืองทั้งในแคว้นหมิงและแคว้นจิน “เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้บุตรีแต่งงานกับคุณชายฉินเล่า ” “เมื่อคืนวาน กระหม่อมถูกคนร้ายหลายสิบคนดักลอบสังหารระหว่างทางกลับจวน หากมิได้คุณชายฉินช่วยรับดาบแทน เห็นทีกระหม่อมคงไม่มีศีรษะมาเข้าเฝ้าพระองค์เช้านี้แล้ว พะย่ะค่ะ” “อืม! เคราะห์ดีที่เจ้ารอดชีวิต แม่ทัพจินให้ทหารออกตั้งด่านสกัดทั่วเมืองก็ยังหาพวกเขาไม่พบ นี่หากมิได้สำนักคุ้มภัยเทียนเทพ เห็นทีข้าต้องสูญเสียขุนนางที่จงรักภักดียิ่งแล้ว” จินอ๋องเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูซีดเซียวจึงคิดจะปลอบใจ “เช่นนั้นข้าจักเป็นธุระจัดงานสมรสพระราชทานให้บุตรสาวเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าเถารีบคุกเข่า “เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมรอให้คุณชายฉินอาการบาดเจ็บทุเลาจึงจะมากราบทูลจินอ๋องอีกครั้ง” “ดี! บุตรเขยที่กล้าสละชีวิตเพื่อท่านพ่อตาเป็นผู้ที่กตัญญูอย่างยิ่ง” ใต้เท้าเถาไ
ในเมื่อไม่มีมารดาของจวิ้นอ๋องอยู่ร่วมวัง สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจึงไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปคารวะท่านแม่ จวิ้นอ๋องใช้มือค้ำคางนอนดูภรรยาที่ห่มผ้าเพียงอกช่วงไหล่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มคล้ายจะหุบยิ้มไม่ได้ เขานึกถึงคืนวสันต์แรกของทั้งสองที่ป่าในหุบเขา ผิวของนางยังดำคล้ำ ดวงตาสีฟ้าเจิดจรัส แม้คืนที่สองในถ้ำหุบเขาอาถรรพณ์เขาก็ยังจำได้มิรู้ลืม บัดนี้พระชายาของเขากลายเป็นหญิงงามผิวผ่องราวไข่มุกเลอค่า นางยิ่งทวีความสวยสดงดงามจนผู้อื่นล้วนไม่อาจละสายตา แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับนางแต่ลึกๆ ยังอดหงุดหงิดไม่ได้ ต่อให้นางจะผิวดำคล้ำแล้วอย่างไร เพียงเขารู้สึกว่านางงดงามยิ่งเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว บางทีแบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่มีชายใดจ้องนางแล้วจ้องนางอีกเช่นนี้ แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่อง องค์หญิงจินเฟิ่งหยีตาขึ้น ครั้นเห็นพระสวามีจ้องนางทั้งยังยิ้มกว้างก็รู้สึกขวยเขิน “ท่านพี่ยังมองอะไรอยู่อีกหรือเพคะ แดดสายแล้ว เราน่าจะรีบอาบน้ำออกไปข้างนอกได้แล้ว” “เจ้าจะรีบไปไหน ที่นี่ไม่มีท่านผู้อาวุโสทั้งหลายให้เจ้าคารวะดอกนะ” จวิ้นอ๋องขยับนางมาก้มลงจูบไหล่เปลือยข
จวิ้นอ๋องทำการค้าข้าวได้กำไรในช่วงที่ผ่านมามิใช่น้อย เขาจึงนำออกมาซื้อที่ดินด้านข้างขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างตำหนักใหญ่รอต้อนรับองค์หญิงจินเฟิ่ง ด้านหน้าถูกเปลี่ยนป้ายเป็น ‘วังเมฆา’ ชื่อเดียวกับวังของเขาที่แคว้นหมิง จินวั่งซูยกคฤหาสน์สกุลเซียงให้เป็นของจวิ๋นอ๋องเพื่อทดแทนหนี้ที่กู้ยืมเงินไปให้จินฉิงอีเป็นสินเดิมเจ้าสาวเมื่อครานางแต่งกับแม่ทัพจิน “ในเมื่อเจ้าจะอยู่เป็นเขยแคว้นจินแล้ว ข้าก็คิดว่าล้างหนี้กับเจ้าไปเสียดีกว่า ที่นี่ก็จะได้กลายเป็นวังเมฆาแห่งแคว้นจินอย่างสมบูรณ์” อาคารภายในล้วนถูกตบแต่งด้วยสีขาวและสีทองหรูหรา การก่อสร้างตำหนักและปรับปรุงสวนล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงเวลาอภิเษกเจ็ดวันทุกอย่างก็เรียบร้อย หมิงฮ่องเต้ทรงส่งของมีค่าจำนวนมากมาเป็นของขวัญให้กับจวิ้นอ๋อง “ข้าสงสัยมาตลอดว่า เจ้าได้เงินจากที่ใดมาปรับปรุงวังเสียใหญ่โตเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะฮ่องเต้นี่เอง” “ในเมื่อข้ามีผลประโยชน์ให้เสด็จพี่ ก็เป็นธรรมดาที่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมตอบแทนข้าบ้าง” จวิ้นอ๋องอมยิ้ม ลำพังเงินกำไรค้าข้าวและเงินเก็บของเขาอาจจะพอ
ครั้นฉินจางหย่งอาการดีขึ้น เขาจึงไปสารภาพกับจวิ้นอ๋องและคุณชายใหญ่จินว่าเขามีใจรักใคร่ในตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเถา “หา! เจ้านี่นะ” จินวั่งซูตะลึงไปครู่หนึ่ง มือที่ถือพัดงูดำค้างอยู่กลางอากาศ จวิ้นอ๋องตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามที พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จะว่าไป คุณหนูเถามารดาของนางก็เป็นญาติกับจินอ๋อง นับไปนับมานางกับเจ้าก็เป็นญาติห่างๆ กัน หากช่วยให้ญาติผู้น้องตบแต่งบุรุษดีๆ อย่างฉินจางหย่ง ก็ย่อมสมควรแล้ว” “เรื่องมันเริ่มจากที่ใด ” จินวั่งซูคิ้วขมวด ไม่คาดคิดว่าตนจะพลาดเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าเถานับว่าเป็นขุนนางคนสำคัญในเวลานี้ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งหลังจากเกิดการกบฏ ขุนนางเฒ่าผู้นั้นไม่ยอมลงชื่อเห็นชอบการสถาปนาอ๋องกบฏขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น จินอ๋องจึงทรงเลื่อนขั้นให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งมีขึ้นในแคว้นจิน ฉินจางหย่งเล่าจุดเริ่มต้นที่คุณหนูเถาผ่านมาพบเขาที่ร้านข้าวสารเซียง จากนั้นนางก็ว่าจ้างฉีเจียตงไว้ส่งข่าว พร้อมกับการส่งสิ่งของต่างๆ นานามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ ผ่านฉีเจียตง
จินฉิงอีเล่าวีรกรรมของสามีอย่างออกรส “สามีของข้าเก่งกาจมากจริงๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนชื่นชมเขา เรียกขานนามพญาอินทรี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเขารบบนหลังม้า ตอนจะออกจากเมืองเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แต่พอไปถึงค่ายทหารชานเมืองข้าบีบบังคับจนเขายอมพูด” เถาหนิงหลี่ทำหน้าฉงน “เจ้ามีปัญญาไปทารุณท่านแม่ทัพได้อย่างไร ” “อิอิ!” จินฉิงอีหัวเราะเสียงใส “หากข้าเล่าให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอยากเจ้าฟังคงจะไม่สมควร” “อย่างไรหรือ ” จินฉิงอีป้องปากเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูตระกูลเถา“หา! เป็นเรื่องจริงหรือ ” ฝ่ายฟังหน้าแดงจัดไปถึงใบหู“จากนั้น ข้าก็ได้รู้ว่านี่คือแผนของจินอ๋องที่จะหลอกพวกกบฏว่า ท่านพี่พาข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แคว้นหมิง เพื่อให้พวกเขาขนพรรคพวกที่ซ่องสุมไว้ออกมาจากค่ายในป่า เคราะห์ดีที่จวิ้นอ๋องฉลาดนักขอยืมกองกำลังจากฮ่องเต้ หมิงมาได้ ท่านพี่จึงสามารถนำทัพกลับไปช่วยจินอ๋องได้ทันเวลา”“ท่านพ่อข้าบอกว่า จวิ้นอ๋องขออาสานำทัพจากค่ายอินทรีออกมาช่วย พี่วั่งซูเป็นผู้นำทหารสายลับแอบปีนเข้าไปหาวิธีเปิดประตูวัง เจ้าว่าพี่ชายของข้าทั้งสองคนเก่งหรือไม่ ”
องค์หญิงจินเฟิ่งทำหน้าเหวอเมื่อฟังสิงจิ้งถิงเล่าจบ จินวั่งซูไม่ยอมพลาดโอกาสเขานั่งจิบชาฟังสองหนุ่มสาวทวงคำสัญญาในวัยเด็กกันต่อหน้า “ข้าเคยรับหยกหมั้นเจ้าเมื่อใดกัน ” “เฟิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าไม่ยอมรับจริงๆ หรือ ” “นั่นเป็นหยกประจำตัวของท่านแม่ข้าเทียว ข้าอุตส่าห์มอบให้เจ้าไว้แทนใจ” สิงจิ้งถิงทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อองค์หญิงทำหน้างุนงง และยืนกระต่ายขาเดียวว่านางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดเล่าที่สวมรอยมาเป็นเจ้า แล้วรับหยกไปจากข้า” จินเฟิ่งนั่งระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก “ช่วงที่เจ้ากำลังจะเดินทางกลับเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มต้น” “ใช่! ต้นใหญ่ที่อยู่หน้าตำหนักของแม่เจ้าต้นนั้น” “ข้านึกออกแล้ว!” องค์หญิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างที่ซ่อนอยู่ข้างผนังอีกห้องแอบสะดุ้ง “ครานั้นข้าป่วยเป็นไข้หวัด เพราะข้าแอบไปตัดดอกกุหลาบของท่านแม่มาหลายดอก เอามาโรยน้ำอาบอยากเลียนแบบท่านแม่ แต่เพราะแช่น้ำนานไปหน่อยจึงต้องนอนซม ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่า เจ้ากำลังจะเดินทางกลับแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปส่งได้แต่กินยา







