เข้าสู่ระบบเส้นทางที่จะข้ามเทือกเขาหลงเฟยซานไปยังแคว้นจินมีทั้งทางตรงและทางอ้อม หากไปทางตรงจะข้ามเขาเพียงสองวัน แต่หากไปทางอ้อมจะต้องเดินทางถึงห้าวัน แต่ทางตรงนั้นล้วนไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยง ช่วงหนึ่งนั้นเป็นช่องเขาที่เกิดจากภูเขาที่ยุบลงในคืนที่ฟ้าพิโรธหนัก ฝนตกแรง ฟ้าผ่ายอดผาหิน พรานป่าที่ล่าสัตว์อยู่แถวนั้นเล่ากันว่า เทพเจ้าบนภูเขาดลบันดาลให้เกิดช่องทางเดินขนาดใหญ่ กว้างพอที่เกวียนสองคันผ่านพร้อมกันได้
ทว่าช่องทางนั้นกลับเป็นทางผ่านสำหรับฝูงสัตว์ที่จะไปกินน้ำยังแอ่งมรกตด้วย บางคราเหล่าพรานเห็นหมีดำ หรือไม่ก็เสือโคร่งป้วนเปี้ยนมารอจับกินกวางหรือกระทิง พวกเขาจึงไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้เส้นทางนี่นัก
“เราจะผ่านไปทางช่องเขามรกต” เซียงเฉินกงประกาศให้คนทั้งขบวนทราบ
นอกจากจินวั่งซูและเหล่าองครักษ์แล้ว คนในสำนักคุ้มภัยและคนงานต่างพาคนตื่นตระหนก
“คุณชาย ท่านไม่รู้หรือว่า เสือในช่องเขามรกตนั้นน่ากลัวเพียงใด ” ผู้นำคนจากสำนักหงส์ไฟรีบเตือนนายจ้าง
“ไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมอุปกรณ์ดักเสืออย่างดีมาด้วย” เซียงวั่งซูผู้พี่รีบยกมือสองข้างขึ้นห้ามปรามมิให้ทุกคนในขบวนคิดมาก
“ครั้งนี้เราจะดักเสือเอาไปขายที่แคว้นจินด้วย” ชายหนุ่มที่มีรอยปานสีเทาประปรายทั้งคอและใบหน้า พูดจาดูน่าเชื่อถือ ดวงตาของเขาองอาจกล้าหาญชวนให้ผู้คนเคารพเลื่อมใส
สองหนุ่มพี่น้องรีบให้บ่าวไพร่เปิดเอาอุปกรณ์ในหีบไม้ใหญ่ออกมา นำเอาแผ่นเหล็กขึ้นประกอบกันเป็นรูปกรง โซ่ขนาดใหญ่สองเส้นเตรียมไว้พร้อม
หลังจากตั้งแคมป์นอนห่างจากเชิงช่องเขามรกตหนึ่งคืน พวกเขาก็ออกเดินทางกันในยามเหม่า ทางที่ขึ้นไปใกล้ผาหินนั้นช่วงแรกจะค่อนข้างชันทำให้วัวค่อนข้างจะลากเกวียนลำบาก คนงานจะต้องคอยช่วยดึงรถด้วย ไม่นานนักก็พบช่องเขาคล้ายมีคนเอามีดฟันแบ่งออกเป็นสองส่วน แล้วเลื่อนมันออกจากกัน
เมื่อเดินเข้าไปเป็นเวลาประมาณสองเค่อก็จะเห็นสวนที่ถูกโอบด้วยผาหินรอบๆ มีแอ่งน้ำใสสีมรกดกว้างประมาณ 1 หมู่[1] น้ำในแอ่ง ใสจนมองเห็นพื้นดินข้างใต้
“โอ....สวยราวกับแดนสวรรค์” เซียงวั่งซูเข้าไปยืนโบกพัดใกล้ๆ ฝั่งนี้เป็นลานกว้างที่ประชิดแอ่ง อีกฝั่งเป็นป่ารกทึบที่รกเรื้อซ้อนใต้เงื้อมผาหิน
“ท่านเคยไปสวรรค์แล้วหรือ”
คนโบกพัดถึงกับเสียอารมณ์ “เจ้าไม่เข้าใจหรือว่า มันคำเปรียบเปรย”
เซียงเฉินกงเห็นหน้าบูดบึ้งของพี่ชายก็ยิ้ม “จริงของท่าน ที่นี่สวยงามราวกับแดนเทพเซียน ข้าเองก็ไม่เคยคิดว่าในช่องเขาจะงดงามเช่นนี้”
“ปลาตัวโตเท่าขาข้าทั้งนั้นเลย” คนงานร้องเรียกกันมาดูอย่างตื่นเต้น
“ส่วนหนึ่งระวังภัย อีกส่วนหนึ่งจับปลา” เซียงเฉินกงสั่งการ
คนงานส่วนหนึ่งจึงทำการจับปลาขึ้นมาก่อไฟย่างเป็นอาหาร การเดินทางที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะกินอาหารแห้งที่เตรียมไว้ บางคราก็ได้กินสัตว์ป่าที่ล่าได้บ้าง วันนี้ปลาตัวใหญ่เสียบไม้ย่างกำลังส่งกลิ่นหอมยั่วยวน แถมนายท่านกับนายน้อยก็ใจดีให้หยุดพักหุงข้าวด้วย อาหารมื้อนี้จึงนับเป็นมื้อใหญ่
กลุ่มคนที่ซุ่มอยู่บนผาหิน มองลงมายังคาราวานข้างล่างอย่างแปลกใจ คนพวกนี้ไม่รู้หรือไรว่าหุบเขามรกตน่ากลัวเพียงใด ไม่เพียงแต่มีเสือร้าย แต่ยังมีหมีป่าที่คอยวนเวียนมาดื่มน้ำ และหาอาหาร
“ท่านน้า ท่านว่า เสือจะออกมาหรือไม่”
แม่ทัพจินหลี่หมิง หันมามองหลานสาวที่นอนหมอบอยู่บนชะง่อนหินรอคอยด้วยความตื่นเต้น “คงอีกไม่นาน มันคงซุ่มดูวัวอยู่แถวนี้”
“วัวมีเยอะทีเดียว นี่คงเป็นพ่อค้าเศรษฐีแคว้นหมิงเป็นแน่”
“อืม....ข้าวสารจำนวนมากขนาดนั้น อาจจะคิดไปตั้งสาขาที่แคว้นจิน”
“ถ้าเสือออกมา เราต้องช่วยพวกเขาใช่ไหมเจ้าคะ”
“ถ้าเจ้าอยากให้ประชาชนแคว้นเรามีข้าวสารกิน ไม่ต้องคอยแย่งกันซื้อ เราก็ต้องช่วยพวกเขา”
จินเฟิ่งพยักหน้ารับทราบ ปีนี้อากาศหนาวยาวนาน น้ำก็ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ข้าวไม่ค่อยได้ผล ชาวเมืองคงต้องรอคอยพ่อค้าจากแคว้นหมิงและแคว้นเหลียนนำข้าวมาขายอีกเช่นเคย
กลิ่นย่างปลาหอมฉุยลอยขึ้นมา จินเฟิ่งกลืนน้ำลายลงคอไปสองอึก เธอเคยมาย่างปลากินที่นี่ครั้งแรก ตอนที่ท่านน้านำทหารฝีมือดีมาด้วยกลุ่มใหญ่เพื่อสำรวจเส้นทางที่พรานป่าได้แจ้งกับทางการ เนื้อปลาหอมหวานนุ่มลิ้น
“นั่นน่าจะเป็นเจ้าของขบวน” นางชี้ไปยังชายหนุ่มผิวพรรณขาวผ่องในชุดคุณชาย มือถือพัดสีขาวดำ “เอ๊ะ! พัดนั่นดูคุ้นมาก”
รองแม่ทัพซ้ายหยางหมิง เห็นองค์หญิงกล่าวเช่นนั้น ก็มองดูผู้คนที่อยู่รอบตัวของเจ้าของพัด “สามคนนั้นน่าจะเป็นยอดฝีมือ” เจ้าของฉายาอินทรีขาวมองดูท่าทางการจับกระบี่ของคนทั้งสามแล้วมั่นใจยิ่ง
“บางทีเราอาจจะไม่ต้องช่วยพวกเขาก็ได้” แม่ทัพจินตัดสินใจ “เรารอดูพวกเขาจัดการเสือเองก่อนดีกว่า หากพวกเขาไม่ไหวจริงๆ พวกเจ้าค่อยลงไปช่วย”
เหยียนเหลยรองแม่ทัพฝ่ายขวา เจ้าของฉายาอินทรีดำ รับคำ
“องค์หญิง ท่านอยู่ข้างหลังข้า ให้ข้ากับหยางหมิงขึงเสือได้ก่อน ท่านค่อยฆ่า”
อินทรีขาวและอินทรีดำทำหน้าที่ติดตามองค์หญิงจินเฟิ่งล่าเสือหลายครั้ง ภายใต้การดูแลของท่านแม่ทัพจิน ความไม่เคร่งธรรมเนียมของแคว้นจินทำให้ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์กับเหล่าคนในราชวงศ์ พวกเขาถือตัวว่าพวกเขายังคงเป็นชนเผ่า การตั้งราชวงศ์เป็นเพียงหน้าฉากในการติดต่อกับแคว้นอื่นเท่านั้น
เมื่อคนในคาราวานกินข้าวเสร็จ ผู้ชายหลายคนถอดเสื้อผ้าลงอาบน้ำ ท่านแม่ทัพรีบห้ามองค์หญิงไม่ให้หันไปมอง นางจึงเบือนหน้าหนีพลางบ่นพึมพำ
‘แค่นี้ข้าดูหน่อยจะเป็นไร ดูได้ก็เอาไปไม่ได้’
ครั้นทุกคนอาบน้ำเรียบร้อยพวกเขาก็เตรียมเดินทางต่อ
โฮก! โฮก!
เสียงคำรามกึกก้องมาจากชะง่อนหินฝั่งที่มีต้นไม้ใหญ่ เจ้าป่าออกมาแสดงตัวแล้ว มันมาจ้องเขมือบวัวอวบหลายตัวที่เทียมเกวียนมาตั้งแต่เริ่มขึ้นเขา เฝ้ามองมาหลายคืน หากแต่เพราะฟืนไฟลุกโชน และเวรยามแน่นหนาจึงยากจะฝ่าเข้าไปคาบมาสักตัวได้ และแล้ววันนี้เหยื่อเหล่านั้นก็มาถึงถิ่นของมัน
เซียงวั่งซูดีดตัวผึงขึ้นทันที “มันมาแล้ว เฉินกง”
เขารีบร้องเรียกน้องชายด้วยความตื่นเต้น คนทั้งห้าดีดตัวขึ้นสูง เห็นได้ว่า พวกเขาทั้งหมดล้วนวิชาตัวเบาดีเลิศ ชายหนุ่มที่มีปานกระจายเต็มใบหน้า ขว้างตาข่ายขนาดใหญ่ออก พวกเขาทั้งห้าช่วยกันจับคนละมุม จังหวะที่เสือกระโจนลงมาใส่วัวตัวที่อยู่ใกล้สุด
ควับ! ผลั่ก! เสือตัวแรกตกอยู่ในตาข่าย มันม้วนตัวลงไปกลิ้งกับพื้น แม้จะดิ้นแรงแค่ไหนก็ไม่อาจลอดพ้นจากตาข่ายที่แสนเหนียวนั้นได้
“จับได้แล้ว!”
ในขณะที่พวกเขากำลังจะเอาโซ่เข้าล่าม เสือโคร่งอีกตัวกลับปรากฏขึ้นในตำแหน่งเดิม
โฮก! โฮก
“แย่แล้ว มันมีอีกตัว”
[1] 1 หมู่ เท่ากับ 666 ตารางเมตร
จวิ้นอ๋องหัวเราะร่าเมื่อเห็นใต้เท้าเถามหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลจินอ๋องว่าตนกำลังจะจัดงานแต่งงานให้บุตรสาวคนโต เถาหนิงหลี่กับคุณชายฉินจางหย่งเจ้าของสำนักคุ้มภัยเทียนเทพที่มีชื่อเสียงลื่อเลืองทั้งในแคว้นหมิงและแคว้นจิน “เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้บุตรีแต่งงานกับคุณชายฉินเล่า ” “เมื่อคืนวาน กระหม่อมถูกคนร้ายหลายสิบคนดักลอบสังหารระหว่างทางกลับจวน หากมิได้คุณชายฉินช่วยรับดาบแทน เห็นทีกระหม่อมคงไม่มีศีรษะมาเข้าเฝ้าพระองค์เช้านี้แล้ว พะย่ะค่ะ” “อืม! เคราะห์ดีที่เจ้ารอดชีวิต แม่ทัพจินให้ทหารออกตั้งด่านสกัดทั่วเมืองก็ยังหาพวกเขาไม่พบ นี่หากมิได้สำนักคุ้มภัยเทียนเทพ เห็นทีข้าต้องสูญเสียขุนนางที่จงรักภักดียิ่งแล้ว” จินอ๋องเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูซีดเซียวจึงคิดจะปลอบใจ “เช่นนั้นข้าจักเป็นธุระจัดงานสมรสพระราชทานให้บุตรสาวเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าเถารีบคุกเข่า “เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมรอให้คุณชายฉินอาการบาดเจ็บทุเลาจึงจะมากราบทูลจินอ๋องอีกครั้ง” “ดี! บุตรเขยที่กล้าสละชีวิตเพื่อท่านพ่อตาเป็นผู้ที่กตัญญูอย่างยิ่ง” ใต้เท้าเถาไ
ในเมื่อไม่มีมารดาของจวิ้นอ๋องอยู่ร่วมวัง สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจึงไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปคารวะท่านแม่ จวิ้นอ๋องใช้มือค้ำคางนอนดูภรรยาที่ห่มผ้าเพียงอกช่วงไหล่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มคล้ายจะหุบยิ้มไม่ได้ เขานึกถึงคืนวสันต์แรกของทั้งสองที่ป่าในหุบเขา ผิวของนางยังดำคล้ำ ดวงตาสีฟ้าเจิดจรัส แม้คืนที่สองในถ้ำหุบเขาอาถรรพณ์เขาก็ยังจำได้มิรู้ลืม บัดนี้พระชายาของเขากลายเป็นหญิงงามผิวผ่องราวไข่มุกเลอค่า นางยิ่งทวีความสวยสดงดงามจนผู้อื่นล้วนไม่อาจละสายตา แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับนางแต่ลึกๆ ยังอดหงุดหงิดไม่ได้ ต่อให้นางจะผิวดำคล้ำแล้วอย่างไร เพียงเขารู้สึกว่านางงดงามยิ่งเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว บางทีแบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่มีชายใดจ้องนางแล้วจ้องนางอีกเช่นนี้ แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่อง องค์หญิงจินเฟิ่งหยีตาขึ้น ครั้นเห็นพระสวามีจ้องนางทั้งยังยิ้มกว้างก็รู้สึกขวยเขิน “ท่านพี่ยังมองอะไรอยู่อีกหรือเพคะ แดดสายแล้ว เราน่าจะรีบอาบน้ำออกไปข้างนอกได้แล้ว” “เจ้าจะรีบไปไหน ที่นี่ไม่มีท่านผู้อาวุโสทั้งหลายให้เจ้าคารวะดอกนะ” จวิ้นอ๋องขยับนางมาก้มลงจูบไหล่เปลือยข
จวิ้นอ๋องทำการค้าข้าวได้กำไรในช่วงที่ผ่านมามิใช่น้อย เขาจึงนำออกมาซื้อที่ดินด้านข้างขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างตำหนักใหญ่รอต้อนรับองค์หญิงจินเฟิ่ง ด้านหน้าถูกเปลี่ยนป้ายเป็น ‘วังเมฆา’ ชื่อเดียวกับวังของเขาที่แคว้นหมิง จินวั่งซูยกคฤหาสน์สกุลเซียงให้เป็นของจวิ๋นอ๋องเพื่อทดแทนหนี้ที่กู้ยืมเงินไปให้จินฉิงอีเป็นสินเดิมเจ้าสาวเมื่อครานางแต่งกับแม่ทัพจิน “ในเมื่อเจ้าจะอยู่เป็นเขยแคว้นจินแล้ว ข้าก็คิดว่าล้างหนี้กับเจ้าไปเสียดีกว่า ที่นี่ก็จะได้กลายเป็นวังเมฆาแห่งแคว้นจินอย่างสมบูรณ์” อาคารภายในล้วนถูกตบแต่งด้วยสีขาวและสีทองหรูหรา การก่อสร้างตำหนักและปรับปรุงสวนล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงเวลาอภิเษกเจ็ดวันทุกอย่างก็เรียบร้อย หมิงฮ่องเต้ทรงส่งของมีค่าจำนวนมากมาเป็นของขวัญให้กับจวิ้นอ๋อง “ข้าสงสัยมาตลอดว่า เจ้าได้เงินจากที่ใดมาปรับปรุงวังเสียใหญ่โตเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะฮ่องเต้นี่เอง” “ในเมื่อข้ามีผลประโยชน์ให้เสด็จพี่ ก็เป็นธรรมดาที่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมตอบแทนข้าบ้าง” จวิ้นอ๋องอมยิ้ม ลำพังเงินกำไรค้าข้าวและเงินเก็บของเขาอาจจะพอ
ครั้นฉินจางหย่งอาการดีขึ้น เขาจึงไปสารภาพกับจวิ้นอ๋องและคุณชายใหญ่จินว่าเขามีใจรักใคร่ในตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเถา “หา! เจ้านี่นะ” จินวั่งซูตะลึงไปครู่หนึ่ง มือที่ถือพัดงูดำค้างอยู่กลางอากาศ จวิ้นอ๋องตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามที พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จะว่าไป คุณหนูเถามารดาของนางก็เป็นญาติกับจินอ๋อง นับไปนับมานางกับเจ้าก็เป็นญาติห่างๆ กัน หากช่วยให้ญาติผู้น้องตบแต่งบุรุษดีๆ อย่างฉินจางหย่ง ก็ย่อมสมควรแล้ว” “เรื่องมันเริ่มจากที่ใด ” จินวั่งซูคิ้วขมวด ไม่คาดคิดว่าตนจะพลาดเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าเถานับว่าเป็นขุนนางคนสำคัญในเวลานี้ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งหลังจากเกิดการกบฏ ขุนนางเฒ่าผู้นั้นไม่ยอมลงชื่อเห็นชอบการสถาปนาอ๋องกบฏขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น จินอ๋องจึงทรงเลื่อนขั้นให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งมีขึ้นในแคว้นจิน ฉินจางหย่งเล่าจุดเริ่มต้นที่คุณหนูเถาผ่านมาพบเขาที่ร้านข้าวสารเซียง จากนั้นนางก็ว่าจ้างฉีเจียตงไว้ส่งข่าว พร้อมกับการส่งสิ่งของต่างๆ นานามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ ผ่านฉีเจียตง
จินฉิงอีเล่าวีรกรรมของสามีอย่างออกรส “สามีของข้าเก่งกาจมากจริงๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนชื่นชมเขา เรียกขานนามพญาอินทรี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเขารบบนหลังม้า ตอนจะออกจากเมืองเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แต่พอไปถึงค่ายทหารชานเมืองข้าบีบบังคับจนเขายอมพูด” เถาหนิงหลี่ทำหน้าฉงน “เจ้ามีปัญญาไปทารุณท่านแม่ทัพได้อย่างไร ” “อิอิ!” จินฉิงอีหัวเราะเสียงใส “หากข้าเล่าให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอยากเจ้าฟังคงจะไม่สมควร” “อย่างไรหรือ ” จินฉิงอีป้องปากเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูตระกูลเถา“หา! เป็นเรื่องจริงหรือ ” ฝ่ายฟังหน้าแดงจัดไปถึงใบหู“จากนั้น ข้าก็ได้รู้ว่านี่คือแผนของจินอ๋องที่จะหลอกพวกกบฏว่า ท่านพี่พาข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แคว้นหมิง เพื่อให้พวกเขาขนพรรคพวกที่ซ่องสุมไว้ออกมาจากค่ายในป่า เคราะห์ดีที่จวิ้นอ๋องฉลาดนักขอยืมกองกำลังจากฮ่องเต้ หมิงมาได้ ท่านพี่จึงสามารถนำทัพกลับไปช่วยจินอ๋องได้ทันเวลา”“ท่านพ่อข้าบอกว่า จวิ้นอ๋องขออาสานำทัพจากค่ายอินทรีออกมาช่วย พี่วั่งซูเป็นผู้นำทหารสายลับแอบปีนเข้าไปหาวิธีเปิดประตูวัง เจ้าว่าพี่ชายของข้าทั้งสองคนเก่งหรือไม่ ”
องค์หญิงจินเฟิ่งทำหน้าเหวอเมื่อฟังสิงจิ้งถิงเล่าจบ จินวั่งซูไม่ยอมพลาดโอกาสเขานั่งจิบชาฟังสองหนุ่มสาวทวงคำสัญญาในวัยเด็กกันต่อหน้า “ข้าเคยรับหยกหมั้นเจ้าเมื่อใดกัน ” “เฟิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าไม่ยอมรับจริงๆ หรือ ” “นั่นเป็นหยกประจำตัวของท่านแม่ข้าเทียว ข้าอุตส่าห์มอบให้เจ้าไว้แทนใจ” สิงจิ้งถิงทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อองค์หญิงทำหน้างุนงง และยืนกระต่ายขาเดียวว่านางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดเล่าที่สวมรอยมาเป็นเจ้า แล้วรับหยกไปจากข้า” จินเฟิ่งนั่งระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก “ช่วงที่เจ้ากำลังจะเดินทางกลับเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มต้น” “ใช่! ต้นใหญ่ที่อยู่หน้าตำหนักของแม่เจ้าต้นนั้น” “ข้านึกออกแล้ว!” องค์หญิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างที่ซ่อนอยู่ข้างผนังอีกห้องแอบสะดุ้ง “ครานั้นข้าป่วยเป็นไข้หวัด เพราะข้าแอบไปตัดดอกกุหลาบของท่านแม่มาหลายดอก เอามาโรยน้ำอาบอยากเลียนแบบท่านแม่ แต่เพราะแช่น้ำนานไปหน่อยจึงต้องนอนซม ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่า เจ้ากำลังจะเดินทางกลับแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปส่งได้แต่กินยา







