หน้าหลัก / รักโบราณ / ท่านอ๋องเป็นของข้า / บทที่ 8 เสมียนหนุ่มร้านข้าวสาร

แชร์

บทที่ 8 เสมียนหนุ่มร้านข้าวสาร

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-25 15:44:29

ไป๋อวี้นางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงจินเฟิ่งมองการแต่งกายขององค์หญิงแล้วได้แต่ทอดถอนใจ องค์หญิงของนางแม้จะมีผิวกายคล้ำมากกว่าชาวพื้นเมือง หากแต่ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นชวนให้คนต้องมองอย่างเผลอไผล สัดส่วนในวัยสาวถือว่าสมบูรณ์ที่สุด แต่นางมักใส่เสื้อผ้าที่หุ้มหนากว่าปกติในยามออกจากวังหลวง ทำให้ดูเป็นคนร่างหนา แม้แต่เอวก็แทบจะไม่เว้า

         “องค์หญิงเพคะ ชุดนี้อีกแล้ว” ชุดสีน้ำเงินเข้มแบบผู้ชายเป็นชุดที่องค์หญิงของนางมักจะสวมใส่เสมอ

         “ท่านน้าจะมารับแล้ว เจ้าอย่าบ่นอยู่เลย” จินเฟิ่งหันมาดุไป๋อวี้ ทำเอาฝ่ายนั้นหลบตาวูบ ไป๋อวี้เป็นสตรีเรียบร้อยได้รับการอบรมกริยามารยาทอย่างดี เชี่ยวชาญศาสตร์และศิลป์ทุกแขนงที่คุณหนูตระกูลใหญ่พึงสามารถ ไป๋อวี้เป็นบุตรของมือปราบไป๋แห่งหัวเมืองเป่าจูหรือเมืองไข่มุกวิเศษอยู่ชายทะเลภาคตะวันออก จินเฟิ่งเคยตามท่านน้าไปเมืองแห่งนี้ พักที่จวนของท่านเจ้าเมืองหลายวัน เมื่อได้พบไป๋อวี้รู้สึกถูกชะตาจึงชวนนางมาอยู่ที่วังหลวงด้วยกัน ครั้นไป๋อวี้อายุได้เก้าขวบบิดาจึงส่งนางเข้าวังเพื่อเรียนหนังสือและเป็นนางกำนัลของจินเฟิ่ง

         อาจารย์ที่ดีที่สุดจากทั่วทุกแคว้นถูกว่าจ้างมาสอนองค์หญิงจินเฟิ่ง นางเป็นคนหัวไว เฉลียวฉลาด รับความรู้ได้เร็ว แต่กลับเบื่อหน่ายบทบาทสตรีที่เรียบร้อยนัก การติดตามท่านน้าแม่ทัพจินหลี่หมิงกลับเป็นสิ่งที่นางโปรดปราน

         “องค์หญิง ท่านแม่ทัพรอที่ประตูวัง พะย่ะค่ะ”

         หากเข้าสู่วังหลวง เหล่าข้าราชบริพารจะจัดเต็มด้านพิธีการ แต่หากออกจากวังแล้ว นางจะเป็นแค่จินเฟิ่งที่ทุกคนสามารถพูดคุยโดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง ชาวบ้านชาวเมืองของแคว้นจินล้วนคุ้นชินกับการเข้าถึงง่ายของคนในราชวงศ์ พวกเขาจึงโบกมือทักทายองค์หญิงจินเฟิ่งตลอดทาง

         “องค์หญิง ท่านจะลองกินซาลาเปารสชาติใหม่หรือไม่ ” หญิงชราเจ้าของร้านซาลาเปาเปิดฝาลังถึงที่ส่งไอร้อนฉุย กลิ่นหอมยั่วยวนทำเอาน้ำลายสอ

         “ไส้อะไรอีก ท่านยาย ข้าเห็นท่านขยันคิด ขยันทำเหลือเกิน”

         “คราวนี้เป็นไส้ไก่ผัดกับวุ้นเส้น”

         “อืม กลิ่นน่ากิน ข้าเอาสิบก้อน”

         ไป๋อวี้รีบเข้ารอรับและจ่ายเงิน พร้อมยื่นสองก้อนแรกให้กับองค์หญิง นางรับไปให้กับแม่ทัพจิน จากนั้นก็แจกจ่ายให้หลี่เปียวองครักษ์ประจำตัวของนาง และอินทรีขาวดำ หยางหมิงและเหยียนเหลย รองแม่ทัพคู่ใจของท่านน้า

         “พวกเจ้าดูสิ ท่านแม่ทัพจิน ไปไหนก็หนีบองค์หญิงไปด้วย เยี่ยงนี้แล้ว เมื่อใดจะมีฮูหยินใหม่เสียที” สาวแก่แม่หม้ายที่ฐานะดี นั่งมองสองน้าหลานจากบนชั้นสองของภัตตาคารมู่กง

         แม่ทัพจินหลี่หมิงเป็นน้องชายของพระชายาเอก รูปร่างสูงใหญ่ รูปโฉมบุคลิกงามสง่า เงียบขรึม ดุดัน เพราะมัวแต่รบพุ่งกับชาวเผ่าต่างๆ ที่อยู่รายล้อมแคว้นจิน กว่าจะสถาปนาแคว้นช่วยพี่เขยขึ้นมาได้ ใช้เวลานับสิบกว่าปี ระหว่างนั้นกว่าท่านแม่ทัพจะได้แต่งงานก็อายุล่วงไปยี่สิบเจ็ด หลังจากนั้นอีกสองปี ฮูหยินก็ป่วยเสียชีวิตโดยไม่มีทายาทแม้สักคน ส่วนอนุภรรยาอีกสองคนที่มีมาก่อนหน้านั้นก็ทยอยเสียชีวิตตามกันไปติดๆ แม้จะมีผู้อยากเป็นฮูหยินของแม่ทัพจิน แต่ก็ยังคำนึงถึงดวงพิฆาตภรรยา หรือผู้ที่หาญกล้าส่งแม่สื่อไปเลียบๆ เคียงๆ เมื่อท่านแม่ทัพแค่หันมาถลึงตาก็แทบจะลากลับไม่ทัน

         จินหลี่หมิงมาร่ำสุรากับมิตรสหายที่หอมุกจันทราบ่อยครั้ง แต่นานครั้งจึงจะถูกใจแม่นางคนงามที่มาใหม่แล้วใช้บริการ แต่ก็จะไม่ยอมใช้บริการซ้ำอีก สร้างความชอกช้ำใจให้กับหญิงงามเหล่านี้ เพราะโดยฐานะพ่อม่าย พวกนางวาดหวังว่า ท่านแม่ทัพอาจจะไถ่ตัวพวกนางไปรับใช้ที่จวน ยิ่งไม่มีนายหญิงให้ต้องเกรงกลัว จะอยู่ในตำแหน่งอนุภรรยาย่อมมิใช่เรื่องเลวร้าย

         “องค์หญิงก็อายุสิบเจ็ดแล้ว พวกเจ้าว่า ข่าวลือที่แคว้นหมิงจะส่งจวิ้นอ๋องมาเป็นราชบุตรเขยแคว้นเราจะเป็นไปได้หรือไม่ ”

         “เจ้าก็ว่าไป คนแคว้นหมิงล้วนผิวพรรณขาวเนียน ผุดผาด เขาจะเข้าใจความงามอย่างองค์หญิงได้หรือ ”

         เหล่าหญิงหม้ายเศรษฐีนีทั้งหลายต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกนางต่างก็มีผิวพรรณแตกต่างกันทั้งขาวและคล้ำ แต่ในแคว้นจินก็ไม่เห็นเป็นเรื่องผิดแปลก เพียงแต่องค์หญิงมีสีผิวที่เข้มจัดกว่าทุกคนในเมืองนี้อย่างน่าแปลกใจ เพราะพระชายานั้นผิวพรรณขาวผ่องราวกับไข่มุก แม้จินอ๋องจะมีผิวคล้ำอย่างชาวพื้นเมืองแต่ก็มิได้คล้ำเท่าองค์หญิง

         ชาวเมืองล้วนเห็นว่า องค์หญิงนั้นมีความงดงาม เครื่องหน้าของนางคมเข้ม โดยเฉพาะดวงตาที่กลมโตและเป็นสีฟ้าประกายเจิดจ้านั้น มีความพิเศษเหนือใคร

         “เอ๊ะ! ท่านน้า ดูสิ ร้านข้าวสารร้านนั้น ทำไมจึงมีหญิงสาวมารุมซื้อมากมายนัก”

         แม่ทัพจินเห็นแล้วก็นึกแปลกใจเช่นกัน “เจ้าไปดูสิ เหยียนเหลย” อินทรีดำผู้ที่ช่างพูดเหมือนกับนามของเขา สาวเท้าไปดูหน้าร้านครู่หนึ่งจึงกลับมา

         “พวกนางมารอดูเถ้าแก่ กับเสมียนสองคนที่ร้านนี้ เห็นว่า ทั้งสามเป็นชายหนุ่มรูปงาม ขอรับ”

         “ปัดโธ่! นึกว่าเหตุน่าสนใจกว่านี้เสียอีก” จินเฟิ่งผู้ไม่สนใจเรื่องชายงามเท่าใดนักถึงกับส่ายหน้า

         ไป๋อวี้นึกอยากจะเห็นบ้าง เผื่อจะพอเอาไปคุยกับพวกนางกำนัลในตำหนักพระชายาเอก พวกนางล้วนอยู่ในวัยกำดัด ย่อมอยากรู้อยากเห็นเรื่องชายหนุ่มเป็นธรรมดา

         “ไป๋อวี้ เจ้าชะเง้อทำไม ”

         เมื่อถูกองค์หญิงทักเช่นนั้น นางถึงกับหน้าแดงก่ำ อึกอักอยู่เป็นครู่ จึงเอียงหน้าไปกระซิบบอก

         “ได้สิ ข้าจะพาเจ้าไปดู”

         แม่ทัพจินหันมามองหลานสาวคนโปรดแล้วอมยิ้ม “หรือเจ้าก็คิดจะเมียงมองชายงามกับเขาด้วย”

         จินเฟิ่งหันมาค้อนขวับ “เอาไว้ท่านแต่งงานอีกครั้ง ข้าถึงจะแต่งก็แล้วกัน”

         เท่านั้นเอง แม่ทัพจินก็หุบยิ้ม เบือนหน้าเล็กน้อย โบกมือไล่หลานสาวไป พี่สาวของเขาและคนในครอบครัวล้วนรบเร้าให้เขาเลือกฮูหยินคนใหม่ แต่ตลอดชีวิตที่ต้องไปรบ รอนแรมอยู่ตามป่าเขา ฮูหยินและอนุภรรยาทั้งสองที่ตบแต่งตามคำขอร้องของมารดาก็ไม่ได้รักใคร่ หากทำตามหน้าที่ของบุตรและสามีที่ดี

การไม่มีทายาทสืบสกุลก็ล้วนเป็นเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต เขาก็ไม่ได้คิดมากในเรื่องนี้ เขามีน้องชายอีกหลายคนที่เกิดจากบ้านรองของบิดา ทำให้ผู้สืบสกุลมีมากมาย เสียดายของแต่น้องชายแท้ๆ ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่อายุได้เพียงสามขวบ มาจนบัดนี้ยังไม่เจอร่องรอย

         แซ่จินที่เขาใช้ ได้มาจากการที่ท่านตาของจินเฟิ่งรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม เนื่องจากเขามีคุณูปการต่อแผ่นดินด้วยการอุทิศชีวิตสู้รบกับชนเผ่าทั้งสี่ที่ดินแดนเหนือมานาน เมื่อสถาปนาแคว้นจินสำเร็จ จึงแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ ในขณะที่จินเฉวียนผู้พี่เขยมีเพียงความสามารถด้านบุ๋นจึงต้องการพึ่งพาเขา การให้ร่วมแซ่จะทำให้บารมีของจินอ๋องมั่นคงยิ่งขึ้น

         จินเฟิ่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อได้เห็นเสมียนหนุ่มในร้านทั้งสองคน องค์หญิงเดินกลับมาบอกท่านน้าอย่างอารมณ์ดี

         “ก็สมควรแล้วที่พวกนางจะพยายามมาซื้อข้าวสารและเกลือกันขนาดนี้”

        

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 94 แผนเราสามพี่น้อง (ตอนจบ)

    จวิ้นอ๋องหัวเราะร่าเมื่อเห็นใต้เท้าเถามหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลจินอ๋องว่าตนกำลังจะจัดงานแต่งงานให้บุตรสาวคนโต เถาหนิงหลี่กับคุณชายฉินจางหย่งเจ้าของสำนักคุ้มภัยเทียนเทพที่มีชื่อเสียงลื่อเลืองทั้งในแคว้นหมิงและแคว้นจิน “เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้บุตรีแต่งงานกับคุณชายฉินเล่า ” “เมื่อคืนวาน กระหม่อมถูกคนร้ายหลายสิบคนดักลอบสังหารระหว่างทางกลับจวน หากมิได้คุณชายฉินช่วยรับดาบแทน เห็นทีกระหม่อมคงไม่มีศีรษะมาเข้าเฝ้าพระองค์เช้านี้แล้ว พะย่ะค่ะ” “อืม! เคราะห์ดีที่เจ้ารอดชีวิต แม่ทัพจินให้ทหารออกตั้งด่านสกัดทั่วเมืองก็ยังหาพวกเขาไม่พบ นี่หากมิได้สำนักคุ้มภัยเทียนเทพ เห็นทีข้าต้องสูญเสียขุนนางที่จงรักภักดียิ่งแล้ว” จินอ๋องเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูซีดเซียวจึงคิดจะปลอบใจ “เช่นนั้นข้าจักเป็นธุระจัดงานสมรสพระราชทานให้บุตรสาวเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าเถารีบคุกเข่า “เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมรอให้คุณชายฉินอาการบาดเจ็บทุเลาจึงจะมากราบทูลจินอ๋องอีกครั้ง” “ดี! บุตรเขยที่กล้าสละชีวิตเพื่อท่านพ่อตาเป็นผู้ที่กตัญญูอย่างยิ่ง” ใต้เท้าเถาไ

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 93 เช้าแรกของสองเรา

    ในเมื่อไม่มีมารดาของจวิ้นอ๋องอยู่ร่วมวัง สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจึงไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปคารวะท่านแม่ จวิ้นอ๋องใช้มือค้ำคางนอนดูภรรยาที่ห่มผ้าเพียงอกช่วงไหล่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มคล้ายจะหุบยิ้มไม่ได้ เขานึกถึงคืนวสันต์แรกของทั้งสองที่ป่าในหุบเขา ผิวของนางยังดำคล้ำ ดวงตาสีฟ้าเจิดจรัส แม้คืนที่สองในถ้ำหุบเขาอาถรรพณ์เขาก็ยังจำได้มิรู้ลืม บัดนี้พระชายาของเขากลายเป็นหญิงงามผิวผ่องราวไข่มุกเลอค่า นางยิ่งทวีความสวยสดงดงามจนผู้อื่นล้วนไม่อาจละสายตา แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับนางแต่ลึกๆ ยังอดหงุดหงิดไม่ได้ ต่อให้นางจะผิวดำคล้ำแล้วอย่างไร เพียงเขารู้สึกว่านางงดงามยิ่งเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว บางทีแบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่มีชายใดจ้องนางแล้วจ้องนางอีกเช่นนี้ แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่อง องค์หญิงจินเฟิ่งหยีตาขึ้น ครั้นเห็นพระสวามีจ้องนางทั้งยังยิ้มกว้างก็รู้สึกขวยเขิน “ท่านพี่ยังมองอะไรอยู่อีกหรือเพคะ แดดสายแล้ว เราน่าจะรีบอาบน้ำออกไปข้างนอกได้แล้ว” “เจ้าจะรีบไปไหน ที่นี่ไม่มีท่านผู้อาวุโสทั้งหลายให้เจ้าคารวะดอกนะ” จวิ้นอ๋องขยับนางมาก้มลงจูบไหล่เปลือยข

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 92 งานอภิเษกสมรส

    จวิ้นอ๋องทำการค้าข้าวได้กำไรในช่วงที่ผ่านมามิใช่น้อย เขาจึงนำออกมาซื้อที่ดินด้านข้างขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างตำหนักใหญ่รอต้อนรับองค์หญิงจินเฟิ่ง ด้านหน้าถูกเปลี่ยนป้ายเป็น ‘วังเมฆา’ ชื่อเดียวกับวังของเขาที่แคว้นหมิง จินวั่งซูยกคฤหาสน์สกุลเซียงให้เป็นของจวิ๋นอ๋องเพื่อทดแทนหนี้ที่กู้ยืมเงินไปให้จินฉิงอีเป็นสินเดิมเจ้าสาวเมื่อครานางแต่งกับแม่ทัพจิน “ในเมื่อเจ้าจะอยู่เป็นเขยแคว้นจินแล้ว ข้าก็คิดว่าล้างหนี้กับเจ้าไปเสียดีกว่า ที่นี่ก็จะได้กลายเป็นวังเมฆาแห่งแคว้นจินอย่างสมบูรณ์” อาคารภายในล้วนถูกตบแต่งด้วยสีขาวและสีทองหรูหรา การก่อสร้างตำหนักและปรับปรุงสวนล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงเวลาอภิเษกเจ็ดวันทุกอย่างก็เรียบร้อย หมิงฮ่องเต้ทรงส่งของมีค่าจำนวนมากมาเป็นของขวัญให้กับจวิ้นอ๋อง “ข้าสงสัยมาตลอดว่า เจ้าได้เงินจากที่ใดมาปรับปรุงวังเสียใหญ่โตเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะฮ่องเต้นี่เอง” “ในเมื่อข้ามีผลประโยชน์ให้เสด็จพี่ ก็เป็นธรรมดาที่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมตอบแทนข้าบ้าง” จวิ้นอ๋องอมยิ้ม ลำพังเงินกำไรค้าข้าวและเงินเก็บของเขาอาจจะพอ

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 91 แผนแต่งคุณหนูใหญ่

    ครั้นฉินจางหย่งอาการดีขึ้น เขาจึงไปสารภาพกับจวิ้นอ๋องและคุณชายใหญ่จินว่าเขามีใจรักใคร่ในตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเถา “หา! เจ้านี่นะ” จินวั่งซูตะลึงไปครู่หนึ่ง มือที่ถือพัดงูดำค้างอยู่กลางอากาศ จวิ้นอ๋องตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามที พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จะว่าไป คุณหนูเถามารดาของนางก็เป็นญาติกับจินอ๋อง นับไปนับมานางกับเจ้าก็เป็นญาติห่างๆ กัน หากช่วยให้ญาติผู้น้องตบแต่งบุรุษดีๆ อย่างฉินจางหย่ง ก็ย่อมสมควรแล้ว” “เรื่องมันเริ่มจากที่ใด ” จินวั่งซูคิ้วขมวด ไม่คาดคิดว่าตนจะพลาดเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าเถานับว่าเป็นขุนนางคนสำคัญในเวลานี้ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งหลังจากเกิดการกบฏ ขุนนางเฒ่าผู้นั้นไม่ยอมลงชื่อเห็นชอบการสถาปนาอ๋องกบฏขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น จินอ๋องจึงทรงเลื่อนขั้นให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งมีขึ้นในแคว้นจิน ฉินจางหย่งเล่าจุดเริ่มต้นที่คุณหนูเถาผ่านมาพบเขาที่ร้านข้าวสารเซียง จากนั้นนางก็ว่าจ้างฉีเจียตงไว้ส่งข่าว พร้อมกับการส่งสิ่งของต่างๆ นานามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ ผ่านฉีเจียตง

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 90 บุรุษของคุณหนูเถา

    จินฉิงอีเล่าวีรกรรมของสามีอย่างออกรส “สามีของข้าเก่งกาจมากจริงๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนชื่นชมเขา เรียกขานนามพญาอินทรี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเขารบบนหลังม้า ตอนจะออกจากเมืองเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แต่พอไปถึงค่ายทหารชานเมืองข้าบีบบังคับจนเขายอมพูด” เถาหนิงหลี่ทำหน้าฉงน “เจ้ามีปัญญาไปทารุณท่านแม่ทัพได้อย่างไร ” “อิอิ!” จินฉิงอีหัวเราะเสียงใส “หากข้าเล่าให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอยากเจ้าฟังคงจะไม่สมควร” “อย่างไรหรือ ” จินฉิงอีป้องปากเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูตระกูลเถา“หา! เป็นเรื่องจริงหรือ ” ฝ่ายฟังหน้าแดงจัดไปถึงใบหู“จากนั้น ข้าก็ได้รู้ว่านี่คือแผนของจินอ๋องที่จะหลอกพวกกบฏว่า ท่านพี่พาข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แคว้นหมิง เพื่อให้พวกเขาขนพรรคพวกที่ซ่องสุมไว้ออกมาจากค่ายในป่า เคราะห์ดีที่จวิ้นอ๋องฉลาดนักขอยืมกองกำลังจากฮ่องเต้ หมิงมาได้ ท่านพี่จึงสามารถนำทัพกลับไปช่วยจินอ๋องได้ทันเวลา”“ท่านพ่อข้าบอกว่า จวิ้นอ๋องขออาสานำทัพจากค่ายอินทรีออกมาช่วย พี่วั่งซูเป็นผู้นำทหารสายลับแอบปีนเข้าไปหาวิธีเปิดประตูวัง เจ้าว่าพี่ชายของข้าทั้งสองคนเก่งหรือไม่ ”

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 89 หยกเจ้าอยู่ที่ใด

    องค์หญิงจินเฟิ่งทำหน้าเหวอเมื่อฟังสิงจิ้งถิงเล่าจบ จินวั่งซูไม่ยอมพลาดโอกาสเขานั่งจิบชาฟังสองหนุ่มสาวทวงคำสัญญาในวัยเด็กกันต่อหน้า “ข้าเคยรับหยกหมั้นเจ้าเมื่อใดกัน ” “เฟิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าไม่ยอมรับจริงๆ หรือ ” “นั่นเป็นหยกประจำตัวของท่านแม่ข้าเทียว ข้าอุตส่าห์มอบให้เจ้าไว้แทนใจ” สิงจิ้งถิงทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อองค์หญิงทำหน้างุนงง และยืนกระต่ายขาเดียวว่านางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดเล่าที่สวมรอยมาเป็นเจ้า แล้วรับหยกไปจากข้า” จินเฟิ่งนั่งระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก “ช่วงที่เจ้ากำลังจะเดินทางกลับเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มต้น” “ใช่! ต้นใหญ่ที่อยู่หน้าตำหนักของแม่เจ้าต้นนั้น” “ข้านึกออกแล้ว!” องค์หญิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างที่ซ่อนอยู่ข้างผนังอีกห้องแอบสะดุ้ง “ครานั้นข้าป่วยเป็นไข้หวัด เพราะข้าแอบไปตัดดอกกุหลาบของท่านแม่มาหลายดอก เอามาโรยน้ำอาบอยากเลียนแบบท่านแม่ แต่เพราะแช่น้ำนานไปหน่อยจึงต้องนอนซม ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่า เจ้ากำลังจะเดินทางกลับแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปส่งได้แต่กินยา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status