Beranda / รักโบราณ / ท่านอ๋องเป็นของข้า / บทที่ 9 ยังไม่หาเจ้าก็มา

Share

บทที่ 9 ยังไม่หาเจ้าก็มา

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-25 15:44:48

         จวิ้นอ๋องเป็นผู้แม่นยำเรื่องบัญชียิ่งนัก นั่นเป็นเพราะพระสนมเซียงมารดาเป็นลูกเจ้าของกิจการร้านแลกเงิน จึงถ่ายทอดความคิดเรื่องเงินทองให้กับโอรส ยุคสมัยที่การรบพุ่งไม่มากนัก หากไม่คิดทำการค้า มียศและเกียรติย่อมไม่เพียงพอ หากขาดทรัพย์แล้วล่ะก็ ทำการใดย่อมสำเร็จได้ยาก

         เซียงเฉินกงไม่ค่อยไว้ใจให้เซียงวั่งซูผู้พี่ทำการค้าเอง แท้จริงแม้เซียงวั่งซูหรือจินวั่งซูผู้นี้จะเติบโตมาในคฤหาสน์คหบดีจิน หากแต่เติบโตมาในช่วงที่ตระกูลฐานะมั่นคงเป็นปึกแผ่น จึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจจากท่านปู่ เขาไม่เคยได้ดูแลการงานใดๆ แต่ละวันเอาแต่หมกมุ่นไปฟังเรื่องชาวบ้านหรือไม่ก็ตามหาสิ่งประดิษฐ์ที่เขาหลงใหล หลายคราที่หายจากคฤหาสน์ บางครั้งไม่ยอมเอาองครักษ์ประจำตัว คือ เฟิ่งหู่ไปด้วย สร้างความปวดหัวให้กับคนในครอบครัว ที่ต้องวิ่งวุ่นตามหาเพราะนายท่านใหญ่แห่งตระกูลจินนั้น รักใคร่หลานคนนี้ยิ่งกว่าหลานคนอื่น

         “ข้าจะมอบสมบัติส่วนตัวทั้งหมดให้จินวั่งซู พวกเจ้านั้น ข้าแบ่งกิจการให้แล้ว อย่ามาก้าวก่ายส่วนนี้”

ท่านปู่ของจินวั่งซูก็มีนิสัยเหมือนเขา ไม่ว่าจะเป็นการชอบไปฟังเรื่องผู้อื่น เจ้าเล่ห์เพทุบาย หรือเป็นจอมยุแยง เมื่อหลานชายสืบทอดนิสัยของตนอย่างเด่นชัดเพียงนี้ จึงทุ่มเทความรักให้สุดจิตสุดใจ

         “เคราะห์ดีที่ชินอ๋องให้เจ้ามาด้วย ข้าจึงได้เสมียนที่เก่งอย่างเจ้ามาช่วยงาน” ฉินจางหย่งผู้เป็นทายาทของสำนักคุ้มภัยใหญ่ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างแคว้นหมิงกับแคว้นเหลียน เขตลุ่มน้ำสายสวรรค์ เคยฝึกทำบัญชีในวัยเด็กกับท่านน้าที่ทำร้านค้าเครื่องประดับจึงจำต้องปรากฏตัวในฐานะเสมียนร้านค้าข้าวสารและเกลือ

         ฉินจางหย่งก็พอรู้ว่าตนเองมีรูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดใจหญิงสาวอยู่ไม่น้อย เพียงแต่อาชีพองครักษ์เงา ทำให้เขาไม่ได้ใส่เรื่องรูปลักษณ์นัก พฤติกรรมขององครักษ์เงาโดยส่วนใหญ่ต้องฝึกการไม่พูดกับใคร ทำตัวให้เงียบ นิ่ง และคนจับความเคลื่อนไหวไม่ได้ โดยมากฉินจางหย่งจะคุยกับองครักษ์ฉินผู้พี่เท่านั้น แต่ยามนี้เมื่อต้องมาเป็นคุณชายฉิน เสมียนหนุ่มรูปงามอย่างเขาก็ทำตัวไม่ค่อยถูก หลายคราเผลอใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินไป ทำเอาฉีเจียตงอ้าปากค้าง แต่เพราะเห็นว่า อีกฝ่ายเป็นคนซื่อ จึงไม่ได้ใส่ใจแก้ตัว

         “ท่านดูบัญชีร้านเราสิ ตอนมาใหม่ๆ ท่านขายข้าวไม่ดูพันธุ์จนมั่วไปหมด ขาดทุนไปเกือบหมื่นตำลึงเลยทีเดียว”

         เซียงวั่งซูคลี่พัดงูดำ โบกไปมา ช่วงนั้นเหล่าแม่นางทั้งหลายต่างทำสายตาชื่นชมในรูปโฉมของเขา จนเขาลืมใส่ใจดูราคาข้าวแต่ละกระสอบ ตักขายไปยิ้มไปทุกวัน ตอนอยู่ที่เมืองหมิงไม่มีคนมารุมล้อมเขาขนาดนี้ เป็นครั้งแรกที่เซียงวั่งซูรู้สึกว่า แคว้นจินช่างน่าอยู่เสียนี่กระไร

         “เอาเถิด ส่วนที่ขาด ข้าจะรับผิดชอบเอง”

         “ข้าอยากให้ท่านรอบคอบกว่านี้ การมาครั้งนี้เราต้องใช้เงินส่วนตัวในการใช้จ่าย ท่านจะสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ ทุกย่างก้าวควรมีประโยชน์ ในเมื่อเรานำข้าวสารกับเกลือมาถึงนี่ได้แล้วก็ควรจะขยายสาขาไว้ด้วย หากแม้ข้าไม่ตบแต่งกับองค์หญิง เราก็จะขยายเส้นทางการค้าสำเร็จ นับว่า แคว้นหมิงเราได้ประโยชน์จากแคว้นจินแล้ว”

         จวิ้นอ๋องรู้สึกว่า การให้คนในราชวงศ์อภิเษกสมรสเพื่อสร้างฐานอำนาจล้วนเป็นเรื่องที่ควรยกเลิกไปได้แล้ว เขาศึกษาตำรับตำราและพูดคุยกับผู้รู้จากแคว้นต่างๆ ที่เดินทางไปมาบ่อยๆ เริ่มมองเห็นว่า ต่อไป การค้าขายจะกลายเป็นอำนาจหลักของแคว้น ในเมื่อแคว้นหมิงไม่อาจทำสงครามเพื่อครอบครองดินแดนที่มีเหมืองทองคำแห่งนี้ได้ และเขาเองก็ไม่อยากแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รัก จวิ้นอ๋องจึงหวังจะหาเส้นทางการค้าเพื่อลบปัญหานี้ทิ้งไป

         เขานึกถึงหญิงสาวผิวคล้ำที่ฆ่าเสือในวันนั้น จะว่าไปนางก็เป็นผู้มีพระคุณในการช่วยชีวิตเขา หากนางเป็นองค์หญิงจินเฟิ่งจริง แม้ไม่อาจจะอภิเษกสมรสกับนาง เขาก็ยังจะมีไมตรีจิตให้ นางนับว่าเป็นผู้กล้าคนหนึ่ง

         หลายวันมานี้ เซียงวั่งซูออกไปนั่งสืบข่าวที่ร้านน้ำชามวลมิตร เขากลับมาด้วยความกระตือรือร้น

         “ข้าได้ข่าวองค์หญิงมาแล้ว เจ้าอยากฟังหรือไม่ ”

         จวิ้นอ๋องทำหน้าเบื่อหน่าย “แล้วท่านคิดว่า ข้ารอสิ่งใดเล่า ”

         “หญิงที่เราพบในหุบเขามรกตน่าจะเป็นนาง เพราะหนังเสือนั้น ใต้เท้าเถากรมพิธีการเป็นคนขอซื้อไปไว้ที่คฤหาสน์”

         “หากนางเป็นองค์หญิง เหตุใดต้องขาย ไยไม่มอบให้ไปเลย”

         “แคว้นนี้ทุกอย่างเป็นการค้า องค์หญิงก็ต้องทำงานหาเงินเช่นกัน เพราะการเปิดเหมืองทอง จินอ๋องจะเอาออกมาใช้ตามสมควรเท่านั้น การจ่ายเบี้ยหวัดให้คนในราชวงศ์ก็จ่ายจำกัด เพราะเกรงว่า ทองจะหมดแล้วการพัฒนาบ้านเมืองจะลำบาก เจ้าไม่เห็นหรือว่า มีที่ราบอยู่น้อย เพาะปลูกธัญพืชได้ไม่เพียงพอกับประชาชน”

         “พวกเขาคิดอ่านรอบคอบ กว่าจะตั้งบ้านตั้งเมืองมาได้ ก็หมดทองไปมิใช่น้อย หากพวกเขาค้าขายเก่ง เช่นนั้นแคว้นหมิงของเราอาจก้าวหน้าไม่ทัน” จวิ้นอ๋องรู้สึกว่า มีหลายอย่างที่ตนจะต้องเร่งกราบทูลให้ฮ่องเต้ทรงเตรียมการ

         แม้เซียงวั่งซูจะไม่คิดอ่านไปข้างหน้าได้ไกลเท่าจวิ้นอ๋อง แต่เมื่อตรึกตรองดูแล้วน้องชายก็พูดถูก ตอนนี้เงินที่เขานำติดตัวมาด้วยก็หร่อยหรอลง ยิ่งเขาแอบไป    หอมุกจันทรากับเฟิ่งหู่สองสามครั้งก็สูญเงินไปไม่น้อย แม่นางจากชนเผ่าทางเหนือที่มาเป็นหญิงคณิกาล้วนแต่ผิวพรรณขาวแปลกตา ไม่เหมือนผิวของหญิงสาวแคว้นหมิงที่ขาวนวล ดวงตาของพวกนางก็เป็นสีน้ำตาลอ่อน ยิ่งมองก็ยิ่งสะกดใจ จึงทำให้สะกดเงินออกไปจากถุงได้ไม่น้อย

         “เจ้าไม่คิดจะไปหอมุกจันทรากับข้าบ้างหรือ”

         “ในเมืองนี้ หากข้าไปสักวันอาจจะรู้ถึงหูคนจินอ๋อง ข้าจะเสียชื่อเอาได้ เอาไว้ไปที่เมืองอื่นเถิด ท่านเสี่ยงคนเดียวก็พอแล้ว”

         ธรรมเนียมขององค์ชายทั้งหลาย ล้วนถูกห้ามมิให้เข้าไปในหอคณิกา ยกเว้นพวกเขาจะแอบลักลอบ ในช่วงอายุเริ่มรุ่นหนุ่ม จวิ้นอ๋องเคยตามชินอ๋องพี่ชายที่เป็นแม่ทัพหมิงผู้เก่งกาจเดินทัพไปทางใต้ พี่ชายพาเขาปลอมตัวเข้าไปประมูลสาวงามอันดับหนึ่งในหัวเมืองต่างๆ ให้เขาเชยชมหลายครั้ง ภายหลังจากที่ชินอ๋องมีสาวใช้อุ่นเตียง  คนนั้น เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เชยชมสาวงามอีก เพราะหากจะลอบไปกับจินวั่งซูก็เกรงว่า เรื่องดีจะกลายเป็นเรื่องร้าย

          เงาสายหนึ่งวูบมาข้างหน้า “นายน้อย แม่นางตาสีฟ้ามาที่นี่”

         เซียงเฉินกงผุดยืนขึ้นทันที ใบหน้าคมคล้ำเข้มกับดวงตาสีฟ้าคู่นั้น รบกวนจิตใจเขามาหลายวัน ใคร่จะได้พบนางอีกสักครั้ง อยากรู้ว่า นางคือ องค์หญิงจินเฟิ่งจริงหรือไม่ “เจ้าไปต้อนรับนางไว้”

         เถ้าแก่เซียงสองพี่น้องเดินออกมาหน้าร้าน องค์หญิงจินเฟิ่งพาไป๋อวี๋กับหลี่เปียวออกมาร้านข้าวสารเซียงอีกวัน เพราะไป๋อวี้ที่นำเอาเรื่องของเสมียนหนุ่มทั้งสองไปเล่าให้นางกำนัลทั้งหลายฟัง เรียกเสียงฮือฮากันทั่วหน้า

วันนี้องค์หญิงจึงนำเอาจิตรกรมาด้วยผู้หนึ่งเพื่อจะขอวาดภาพชายหนุ่มทั้งสองไปให้เหล่าหญิงงามในวังทั้งหลายได้ชื่นชม คนที่แคว้นจินล้วนไม่ถือสาในเรื่องการแสดงความชื่นชมผู้อื่น หากองค์หญิงต้องการให้วาดรูปชายหนุ่มก็ไม่นับเป็นเรื่องแปลก

         “ข้าตามหาเจ้าตั้งนาน” ชายหนุ่มที่มีปานกระจายเต็มใบหน้าและลำคอทักขึ้น องค์หญิงเงยหน้า นางมองเห็นความหล่อเหลาของชายผู้นั้นทะลุออกมาจากปานทั้งหลายที่เกลื่อนทั่วผิวหน้าและลำคอเขา

         “พวกท่านนั้นเอง ในเมื่อเจอกันแล้ว เช่นนั้นข้าจะแนะนำตัว นามข้าคือ        จินเฟิ่ง” จวิ้นอ๋องดวงตาเป็นประกายวาบขึ้นสายหนึ่ง

         “ท่านคงเป็น องค์หญิงจินเฟิ่ง”

         “ท่านคงเป็นเถ้าแก่น้อยเซียง” นางยิ้มเห็นฟันขาว

         จวิ้นอ๋องเพิ่งได้พินิจดูใบหน้าของนางอย่างถี่ถ้วนเป็นครั้งแรก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 94 แผนเราสามพี่น้อง (ตอนจบ)

    จวิ้นอ๋องหัวเราะร่าเมื่อเห็นใต้เท้าเถามหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลจินอ๋องว่าตนกำลังจะจัดงานแต่งงานให้บุตรสาวคนโต เถาหนิงหลี่กับคุณชายฉินจางหย่งเจ้าของสำนักคุ้มภัยเทียนเทพที่มีชื่อเสียงลื่อเลืองทั้งในแคว้นหมิงและแคว้นจิน “เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้บุตรีแต่งงานกับคุณชายฉินเล่า ” “เมื่อคืนวาน กระหม่อมถูกคนร้ายหลายสิบคนดักลอบสังหารระหว่างทางกลับจวน หากมิได้คุณชายฉินช่วยรับดาบแทน เห็นทีกระหม่อมคงไม่มีศีรษะมาเข้าเฝ้าพระองค์เช้านี้แล้ว พะย่ะค่ะ” “อืม! เคราะห์ดีที่เจ้ารอดชีวิต แม่ทัพจินให้ทหารออกตั้งด่านสกัดทั่วเมืองก็ยังหาพวกเขาไม่พบ นี่หากมิได้สำนักคุ้มภัยเทียนเทพ เห็นทีข้าต้องสูญเสียขุนนางที่จงรักภักดียิ่งแล้ว” จินอ๋องเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูซีดเซียวจึงคิดจะปลอบใจ “เช่นนั้นข้าจักเป็นธุระจัดงานสมรสพระราชทานให้บุตรสาวเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าเถารีบคุกเข่า “เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมรอให้คุณชายฉินอาการบาดเจ็บทุเลาจึงจะมากราบทูลจินอ๋องอีกครั้ง” “ดี! บุตรเขยที่กล้าสละชีวิตเพื่อท่านพ่อตาเป็นผู้ที่กตัญญูอย่างยิ่ง” ใต้เท้าเถาไ

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 93 เช้าแรกของสองเรา

    ในเมื่อไม่มีมารดาของจวิ้นอ๋องอยู่ร่วมวัง สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจึงไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปคารวะท่านแม่ จวิ้นอ๋องใช้มือค้ำคางนอนดูภรรยาที่ห่มผ้าเพียงอกช่วงไหล่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มคล้ายจะหุบยิ้มไม่ได้ เขานึกถึงคืนวสันต์แรกของทั้งสองที่ป่าในหุบเขา ผิวของนางยังดำคล้ำ ดวงตาสีฟ้าเจิดจรัส แม้คืนที่สองในถ้ำหุบเขาอาถรรพณ์เขาก็ยังจำได้มิรู้ลืม บัดนี้พระชายาของเขากลายเป็นหญิงงามผิวผ่องราวไข่มุกเลอค่า นางยิ่งทวีความสวยสดงดงามจนผู้อื่นล้วนไม่อาจละสายตา แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับนางแต่ลึกๆ ยังอดหงุดหงิดไม่ได้ ต่อให้นางจะผิวดำคล้ำแล้วอย่างไร เพียงเขารู้สึกว่านางงดงามยิ่งเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว บางทีแบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่มีชายใดจ้องนางแล้วจ้องนางอีกเช่นนี้ แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่อง องค์หญิงจินเฟิ่งหยีตาขึ้น ครั้นเห็นพระสวามีจ้องนางทั้งยังยิ้มกว้างก็รู้สึกขวยเขิน “ท่านพี่ยังมองอะไรอยู่อีกหรือเพคะ แดดสายแล้ว เราน่าจะรีบอาบน้ำออกไปข้างนอกได้แล้ว” “เจ้าจะรีบไปไหน ที่นี่ไม่มีท่านผู้อาวุโสทั้งหลายให้เจ้าคารวะดอกนะ” จวิ้นอ๋องขยับนางมาก้มลงจูบไหล่เปลือยข

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 92 งานอภิเษกสมรส

    จวิ้นอ๋องทำการค้าข้าวได้กำไรในช่วงที่ผ่านมามิใช่น้อย เขาจึงนำออกมาซื้อที่ดินด้านข้างขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างตำหนักใหญ่รอต้อนรับองค์หญิงจินเฟิ่ง ด้านหน้าถูกเปลี่ยนป้ายเป็น ‘วังเมฆา’ ชื่อเดียวกับวังของเขาที่แคว้นหมิง จินวั่งซูยกคฤหาสน์สกุลเซียงให้เป็นของจวิ๋นอ๋องเพื่อทดแทนหนี้ที่กู้ยืมเงินไปให้จินฉิงอีเป็นสินเดิมเจ้าสาวเมื่อครานางแต่งกับแม่ทัพจิน “ในเมื่อเจ้าจะอยู่เป็นเขยแคว้นจินแล้ว ข้าก็คิดว่าล้างหนี้กับเจ้าไปเสียดีกว่า ที่นี่ก็จะได้กลายเป็นวังเมฆาแห่งแคว้นจินอย่างสมบูรณ์” อาคารภายในล้วนถูกตบแต่งด้วยสีขาวและสีทองหรูหรา การก่อสร้างตำหนักและปรับปรุงสวนล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงเวลาอภิเษกเจ็ดวันทุกอย่างก็เรียบร้อย หมิงฮ่องเต้ทรงส่งของมีค่าจำนวนมากมาเป็นของขวัญให้กับจวิ้นอ๋อง “ข้าสงสัยมาตลอดว่า เจ้าได้เงินจากที่ใดมาปรับปรุงวังเสียใหญ่โตเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะฮ่องเต้นี่เอง” “ในเมื่อข้ามีผลประโยชน์ให้เสด็จพี่ ก็เป็นธรรมดาที่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมตอบแทนข้าบ้าง” จวิ้นอ๋องอมยิ้ม ลำพังเงินกำไรค้าข้าวและเงินเก็บของเขาอาจจะพอ

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 91 แผนแต่งคุณหนูใหญ่

    ครั้นฉินจางหย่งอาการดีขึ้น เขาจึงไปสารภาพกับจวิ้นอ๋องและคุณชายใหญ่จินว่าเขามีใจรักใคร่ในตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเถา “หา! เจ้านี่นะ” จินวั่งซูตะลึงไปครู่หนึ่ง มือที่ถือพัดงูดำค้างอยู่กลางอากาศ จวิ้นอ๋องตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามที พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จะว่าไป คุณหนูเถามารดาของนางก็เป็นญาติกับจินอ๋อง นับไปนับมานางกับเจ้าก็เป็นญาติห่างๆ กัน หากช่วยให้ญาติผู้น้องตบแต่งบุรุษดีๆ อย่างฉินจางหย่ง ก็ย่อมสมควรแล้ว” “เรื่องมันเริ่มจากที่ใด ” จินวั่งซูคิ้วขมวด ไม่คาดคิดว่าตนจะพลาดเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าเถานับว่าเป็นขุนนางคนสำคัญในเวลานี้ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งหลังจากเกิดการกบฏ ขุนนางเฒ่าผู้นั้นไม่ยอมลงชื่อเห็นชอบการสถาปนาอ๋องกบฏขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น จินอ๋องจึงทรงเลื่อนขั้นให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งมีขึ้นในแคว้นจิน ฉินจางหย่งเล่าจุดเริ่มต้นที่คุณหนูเถาผ่านมาพบเขาที่ร้านข้าวสารเซียง จากนั้นนางก็ว่าจ้างฉีเจียตงไว้ส่งข่าว พร้อมกับการส่งสิ่งของต่างๆ นานามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ ผ่านฉีเจียตง

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 90 บุรุษของคุณหนูเถา

    จินฉิงอีเล่าวีรกรรมของสามีอย่างออกรส “สามีของข้าเก่งกาจมากจริงๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนชื่นชมเขา เรียกขานนามพญาอินทรี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเขารบบนหลังม้า ตอนจะออกจากเมืองเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แต่พอไปถึงค่ายทหารชานเมืองข้าบีบบังคับจนเขายอมพูด” เถาหนิงหลี่ทำหน้าฉงน “เจ้ามีปัญญาไปทารุณท่านแม่ทัพได้อย่างไร ” “อิอิ!” จินฉิงอีหัวเราะเสียงใส “หากข้าเล่าให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอยากเจ้าฟังคงจะไม่สมควร” “อย่างไรหรือ ” จินฉิงอีป้องปากเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูตระกูลเถา“หา! เป็นเรื่องจริงหรือ ” ฝ่ายฟังหน้าแดงจัดไปถึงใบหู“จากนั้น ข้าก็ได้รู้ว่านี่คือแผนของจินอ๋องที่จะหลอกพวกกบฏว่า ท่านพี่พาข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แคว้นหมิง เพื่อให้พวกเขาขนพรรคพวกที่ซ่องสุมไว้ออกมาจากค่ายในป่า เคราะห์ดีที่จวิ้นอ๋องฉลาดนักขอยืมกองกำลังจากฮ่องเต้ หมิงมาได้ ท่านพี่จึงสามารถนำทัพกลับไปช่วยจินอ๋องได้ทันเวลา”“ท่านพ่อข้าบอกว่า จวิ้นอ๋องขออาสานำทัพจากค่ายอินทรีออกมาช่วย พี่วั่งซูเป็นผู้นำทหารสายลับแอบปีนเข้าไปหาวิธีเปิดประตูวัง เจ้าว่าพี่ชายของข้าทั้งสองคนเก่งหรือไม่ ”

  • ท่านอ๋องเป็นของข้า   บทที่ 89 หยกเจ้าอยู่ที่ใด

    องค์หญิงจินเฟิ่งทำหน้าเหวอเมื่อฟังสิงจิ้งถิงเล่าจบ จินวั่งซูไม่ยอมพลาดโอกาสเขานั่งจิบชาฟังสองหนุ่มสาวทวงคำสัญญาในวัยเด็กกันต่อหน้า “ข้าเคยรับหยกหมั้นเจ้าเมื่อใดกัน ” “เฟิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าไม่ยอมรับจริงๆ หรือ ” “นั่นเป็นหยกประจำตัวของท่านแม่ข้าเทียว ข้าอุตส่าห์มอบให้เจ้าไว้แทนใจ” สิงจิ้งถิงทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อองค์หญิงทำหน้างุนงง และยืนกระต่ายขาเดียวว่านางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดเล่าที่สวมรอยมาเป็นเจ้า แล้วรับหยกไปจากข้า” จินเฟิ่งนั่งระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก “ช่วงที่เจ้ากำลังจะเดินทางกลับเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มต้น” “ใช่! ต้นใหญ่ที่อยู่หน้าตำหนักของแม่เจ้าต้นนั้น” “ข้านึกออกแล้ว!” องค์หญิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างที่ซ่อนอยู่ข้างผนังอีกห้องแอบสะดุ้ง “ครานั้นข้าป่วยเป็นไข้หวัด เพราะข้าแอบไปตัดดอกกุหลาบของท่านแม่มาหลายดอก เอามาโรยน้ำอาบอยากเลียนแบบท่านแม่ แต่เพราะแช่น้ำนานไปหน่อยจึงต้องนอนซม ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่า เจ้ากำลังจะเดินทางกลับแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปส่งได้แต่กินยา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status