เข้าสู่ระบบบทที่ 1
ชื่อหมอนี่มันคุ้นจัง
เทียนหอมตั้งสติ สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระลึกความทรงจำของร่างนี้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
ไอ้แม่ย้อยเอ๊ย แม่นี่แทบไม่สุงสิงกับใครในหมู่บ้านเลย ไม่มีเพื่อน ไม่มีพ่อแม่ และไม่มีผัว! แล้วคำถามผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
เธอจะกลับไปยังไง? อยู่อย่างไร? หาเงินจากไหน? ที่นี่จะมีใครรับจ้างเธอวาดรูปหรือ?
เสียงซุบซิบดังขึ้นนอกบ้านเรียกความสนใจเทียนหอมได้เป็นอย่างดี ถึงจะเป็นภาษาจีนแต่ดันสามารถฟังเข้าใจ ได้ความว่ามีกองกำลังทหารจำนวนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านแห่งนี้
เมื่อเธอโผล่หน้าออกไปมองที่หน้าต่างก็พบทหารม้าจำนวนสิบกว่ารายกำลังเคลื่อนผ่านหน้าบ้าน เทียนหอมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขนลุกซู่ที่เห็นนักรบจีนโบราณตัวจริงเสียงจริง
อย่าลืมสินี่มันยุคสงคราม...
ชายนำขบวนยังดูมีอายุไม่มากนัก เขามีรูปร่างกำยำอยู่ในชุดเกราะเหล็กปิดช่วงลำตัวลงมาถึงหน้าขาและสวมเสื้อข้างในเป็นแขนยาวสีแดงเลือดหมู ผิวคล้ำแดด ใบหน้าเข้มคมคาย จมูกมีดั้งโด่งเป็นสันสวยเหมือนศัลยกรรมมา ผมสีดำเข้มรวบสวมที่รัดเกล้า นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยว ตวัดมองไปทางใดผู้คนก็ต่างพากันเกรงกลัวตัวสั่นหมอบลงกับพื้น
เว้นแต่หญิงสาวนางหนึ่ง นางโผล่หน้ามาที่หน้าต่างบ้านหลังเล็ก ดวงตากลมโตสุกสกาวจ้องมองสัญลักษณ์ที่เกราะเหล็ก ปากบางขมุบขมิบไม่ได้ใจความ
สัญลักษณ์รูปมังกรผงาด ด้านหลังเป็นวงแสงคล้ายรัศมีของดวงอาทิตย์
แล้วเธอก็เผลอเคลื่อนสบตากับชายนำขบวน เนิ่นนานจนเขาหันกลับไป
เทียนหอมงุนงงเล็กน้อย แต่ตนก็ให้ความสนใจกับตราสัญลักษณ์นั่นมากกว่า มันคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เธอโคลงหัวไปมาแต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก จนกระทั่งขบวนทหารทั้งหมดผ่านไปเทียนหอมจึงวิ่งออกมาถามคนแถวนี้
“พี่ๆ พวกนั้นเป็นใครอะ” เธอเลือกถามหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่ง
“ท่านแม่ทัพหวังเฟิงหลง แม่ทัพปีศาจอย่างไรล่ะ”
เทียนหอมไม่ได้ฟังที่นางพูดต่อ เธอสะดุดตั้งแต่ได้ยินชื่อ
ทำไมชื่อหมอนี่มันคุ้นจังวะ
หวังเฟิงหลงงั้นเหรอ ตราสัญลักษณ์แบบนั้น..
“ที่นี่แคว้นอะไรหรือ”
ป้าวัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้นสูง
“แม่หนูอยู่ที่นี่มานานแล้วไม่รู้จักชื่อแคว้นหรือ ที่นี่คือแคว้นโจว ปกครองโดยจักรพรรดิโจวหมิงตี้ เนี่ยลูกชายป้าเพิ่งอาสาไปร่วมรบกับเขา สร้างชื่อเสียง...”
โอ-มาย-ก๊อดดดดดดดด
เทียนหอมไม่สนใจป้าข้างบ้านพรรณนาเรื่องลูกชายตัวเองอีกแล้ว
มันชัดเจนแล้วว่า...
เธอโผล่มาในนิยายเรื่องลำนำรักแม่ทัพปีศาจนี่!!
เทียนหอมกลับเข้าบ้านมานั่งขัดสมาธิบนเสื่อ ยกมือทั้งสองข้าง ชูนิ้วชี้แล้วหมุนวนเป็นวงกลมข้างขมับ
“ใช้หมอง ใช้หมอง”
มาทวนความจำเกี่ยวกับนิยายลำนำรักแม่ทัพปีศาจของนักเขียนชื่อดังกันดีกว่า เธอเคยอ่านไปเมื่อหลายเดือนก่อน สัญลักษณ์มังกรผงาดถึงได้คุ้นตานักเพราะมันถูกวาดไว้ที่ปกหลังของหนังสืออย่างไรล่ะ
พระเอกของเรื่องมีนามว่าหวังเฟิงหลง เกิดในจวนแม่ทัพใหญ่ เขาถูกฝึกปรือฝีมือมาตั้งแต่เด็ก ซ้ำยังเป็นชายมีพรสวรรค์จึงไม่แปลกที่จะได้ขึ้นเป็นแม่ทัพตั้งแต่ยังหนุ่ม มีนิสัยเย็นชาและโหดเหี้ยม สามารถสังหารศัตรูได้อย่างเลือดเย็น บุคลิกเงียบขรึมและยังฉลาดเป็นกรด สามารถวางแผนกลยุทธ์กำจัดอีกฝ่ายได้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญคือเขาช่างร้อนแรง นอกจากทำให้นางเอกอ่อนระทวยอยู่ใต้ร่างแล้วยังละลายหัวใจนักอ่านไปตามๆ กัน
จบเรื่องพระเอกเพียงเท่านี้ก่อน
ตอนนี้เธอข้ามภพ เอ๊ะ หรือเรียกว่าทะลุมิติ อะไรก็ตามแต่มายังโลกนิยายจีนโบราณ ถ้าอย่างนั้นมันต้องมีหนทางกลับโลกของเธอสิ
หญิงสาวยกมือข้างหนึ่งทุบลงกับฝ่ามืออีกข้างเมื่อตนคิดออกว่า..
เธอเคยดูซีรีส์จีนเรื่องหนึ่ง นางเอกก็หลงเข้ามาในนิยายที่ตัวเองเขียน จะกลับออกไปก็ได้ต่อเมื่อเรื่องดำเนินไปจนถึงบทจบ หรือก็คือนางจะต้องใช้ชีวิตจนกว่าพระเอกของเรื่องจะแต่งงานกับนางเอก แล้วใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข
อืม เป็นไปได้
แต่แล้วใบหน้าที่ว่าซีดอยู่แล้วก็ซีดเผือดเข้าไปใหญ่เมื่อตนจำบทนำของนิยายได้ มันเล่าว่าพระเอกซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ทิศอุดรนำขบวนไปปราบชนเผ่าซงนู
เผ่าซงนูนับเป็นชนเผ่าที่แข็งแกร่งสามารถรวมรวบชนเผ่าน้อยที่เร่ร่อนในแถบตอนเหนือของแคว้นโจวเข้าไว้ด้วยกันได้ และพากันมาบุกแคว้นโจวหวังจะครอบครองพื้นที่
กองทัพโจวสู้รบยืดเยื้อมาถึงสามปีจนกระทั่งหวังเฟิงหลงได้รับมอบหมายมาจัดการจึงได้รับชัยชนะกลับมาภายในหนึ่งปีเท่านั้น หากแต่มีความสูญเสียเกิดขึ้นมากทีเดียว นั่นคือหมู่บ้านเล็กๆ น้อยใหญ่ตามขอบชายแดนถูก ตีพ่าย ชาวบ้านตายกันระนาว
หมู่บ้านที่ว่ารวมไปถึงหมู่บ้านนี้ด้วย!!
ยังไม่พ้นบทนำก็ตายแล้วเหรอเนี่ย จะไปอยู่จนจบนิยายได้อย่างไร
ชั่วขณะหนึ่งคำพูดของป้าข้างบ้านเมื่อครู่ก็ดังขึ้นในหัวว่ากลุ่มทหารเมื่อกี้เข้าหมู่บ้านมาเพื่อเกณฑ์ผู้ชายไปร่วมออกรบ ซึ่งการสู้รบนี้ผ่านมาสามปีกว่าแล้ว แสดงว่าใกล้จะจบศึกแล้วสิ
หมู่บ้านใกล้จะถูกทำลายแล้ว
เทียนหอมลูบคางใช้ความคิด
เป็นเช่นนี้เธอก็ปลอมตัวไปสมัครเป็นทหารเสียสิ จะให้เธอรอความตายที่นี่ได้อย่างไร จะหนีเข้าป่าก็คงเอาชีวิตไม่รอดเช่นกัน ไปหมู่บ้านอื่นก็ราบคาบทุกที่ สู้ตายดาบหน้ายังดีเสียกว่าตายที่นี่ เคยดูมู่หลานหรือไม่ เธอยังเอาชีวิตรอดได้เลย กะอีกแค่ปลอมตัวเป็นชายแล้วเข้าเป็นทหาร จิ๊บๆ
....
จิ๊บๆ พ่อง..
เทียนหอมเบ้ปากกล้ำกลืนความรู้สึกอยากอ้วกทั้งที่อาหารจุกมาถึงคอหอย
ค่ายทหารโคตรเน่า!
หวังเฟิงหลงก้มลงจูบอย่างอ่อนโยนกว่าปกติ ละเมียดละไมไปตามเรียวปากบาง น้ำหวานเริ่มผลิต เขากระซิบบอกพร้อมดึงมือเล็กที่ขยุ้มเสื้อเขาอยู่ล้วงผ่านกางเกงไปยังตัวตนที่เริ่มพองขยาย“ช่วยข้าที”“อะอือ ส...เสี่ยวมู่อยู่” นางยังไม่ยอมแม้ดวงตาจะเริ่มหวานฉ่ำ มือเกาะกุมแท่งร้อนผ่าวเบื้องล่าง“อืมม”ร่างสูงครางในลำคอ มือของนางช่างนุ่มนิ่มและสร้างอารมณ์เขาได้เป็นอย่างดี จากจูบอ่อนหวานกลายเป็นร้อนแรงขึ้น บดขยี้ริมฝีปากบาง มือขวาแหวกสาบเสื้อเข้าไปเคล้นทรวงอกหญิงสาวถูกกระตุ้นความเสียวทั้งบนและล่าง มือเล็กเริ่มสาวท่อนร้อน ปลายยอดเริ่มมีน้ำเยิ้มออกมา ขณะที่ชายหนุ่มเริ่มสอดนิ้วเข้าในช่องคับแคบที่บีบรัดไปด้วยความตื่นเต้น“อือ อืมม” ร่างบางแอ่นสะโพกเข้าหาร่างสูงชักนิ้วเข้าและออก งอนิ้วคว้านไปทั่ว จนน้ำหวานไหลทะลักไปทั่วมือเกิดเสียงเฉอะแฉะเวลาขยับ หญิงสาวครวญครางขยับมือให้เร็วขึ้น แท่งร้อนพองขยายจนแทบกำไม่รอบหวังเฟิงหลงดึงนิ้วออกก่อนจะคว้าขาบางให้ยกขึ้นแล้วทำการจ่อท่อนร้อนเสยเข้าร่องคับแคบทันทีสวบ“อิ๊” มือเล็กปิดปากปิดเสียงร้องร่างสูงกระทุ้งช้าๆ สร้างความรัญจวน เข้าสุดออกสุด“เสี่ยวมู่ยังไม่ตื่น” ยิ่งเสีย
เฟิงฟาง 5 ลูกกตัญญูผู้สนับสนุนพ่อทุกทางหวังมู่เหยียนคือชื่อลูกชายของนาง เพราะคิดถึงชื่อเก่าของนางและเป็นชื่อในความทรงจำของทั้งเฟิงหลงและนางเองจึงเลือกชื่อนี้เป็นชื่อของลูกชายสุดที่รักอายุมู่เหยียนล่วงเลยเข้าแปดหนาวไปเป็นที่เรียบร้อย เขากำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าเอ็นดู ใบหน้าหล่อเหลาได้พ่อมาเต็มๆ โตขึ้นต้องเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาวๆ แน่ฟางเหนียงลอบชื่นชมลูกชายตัวเองในใจนางไม่ได้เห่อลูกนะ ลูกนางหล่อจริงๆ ฮึตอนนี้นางผันตัวมาเป็นแม่ศรีเรือนเต็มตัว ส่วนเฟิงหลงก็เลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาบดีกลาโหมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องออกไปสู้รบด้วยตัวเองซึ่งถือเป็นเรื่องดีทีเดียวร่างบางกำลังทำอาหารอยู่ในครัวก่อนจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเจ้าลูกชายตัวดี“ท่านแม่! ฮือ”ฟางเหนียงละมือจากอาหารที่กำลังทำอยู่ ให้ลู่อิงอิงคนสนิทมารับหน้าที่ต่อแทนแล้วเดินออกไปหาลูกชายที่กำลังยืนร้องไห้จนหน้าแดง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้
“ข้าหมายถึงขี่ม้า”“ฝึกขี่ข้าก่อนเป็นไร”คนตัวสูงก้มลงบดจูบอย่างเร่าร้อน มือหนาไม่รอช้าบีบนวดหน้าอกทั้งสองข้าง ดึงยอดปทุมขึ้นกระตุ้นให้นางเสียวซ่าน เข่าดันขาเล็กให้อ้าออก“อืออื้ออือ” เสียงประท้วงในลำคอ มือเล็กทุบตีหลังเขานั่นแหละที่คิดอกุศลกับนางตลอดเวลา!ลิ้นร้อนกวาดไปทั่วโพรงปากหวาน สำรวจฟันแต่ละซี่ แล้วมาจบที่นัวเนียกับลิ้นเล็ก จนน้ำใสของทั้งสองปะปนกันจนแยกไม่ออก มือจากทุบตีเริ่มเปลี่ยนมาเป็นจิกแผ่นหลังหนาเขากระตุ้นนางได้เก่งจริงๆ ร่างบางครวญครางอย่างรัญจวน ช่วงล่างน้ำหวานไหลซึม ริมฝีปากร้อนขบเม้มไปตามเรียวปากของนาง ลิ้นร้อนเริ่มเลียมาที่ต้นคอลงมาตามไหปลาร้า แหวกสาบเสื้อแล้วมาจบลงที่ยอดปทุมถันสีชมพูหวานแม้จะดึกแล้วและทหารทุกคนเข้านอนทว่านางก็ไม่กล้าร้องเสียงดัง“อื้ออออ” มือเล็กปิดปากตัวเองแน่น แอ่นอกขึ้นหน้าอกข้างซ้ายถูกมือหนาบีบเคล้น ส่วนข้างขวาก็ถูกกลืนกิน เสียงดูดดังไปทั่วห้องนอน นางหายใจหอบหนัก ในหัวเริ่มสับสนว่าเหตุใดจากการง้องอนเรื่องขี่ม้าแล้วมาจบลงอย่างนี้ไ
เฟิงฟาง 4 ลูกศิษย์หัวไววันครบรอบวันตายของท่านแม่ของเฟิงหลงเวียนมาบรรจบอีกครั้ง พวกนางพากันไปยังสุสาน เช่นเดิมที่ต้องเดินทางไปหมู่บ้านเพื่อหาดอกไม้ที่ค่ายทหาร เฟิงหลงจะให้นางขึ้นม้าตัวเดียวกัน ทว่านางปฏิเสธเพราะเหตุการณ์ที่เทศกาลซีซียังจำฝังใจแม้แต่บนหลังม้า... หน้ามนขึ้นสีระเรื่อ รีบสะบัดหน้าแล้วหมุนตัวเดินหนีไปหาม้าของตัวเอง“ฟางเอ๋อร์”แม้เสียงทุ้มจะกดต่ำแสดงความไม่พอใจแค่ไหนก็ตามแต่คนตัวเล็กก็ไม่ตามใจ กระโดดขึ้นหลังม้าสีขาวของตนแล้วบังคับให้ออกเดิน“เอ้า ไปกันได้แล้ว” ไม่วายหันมาเร่งเขาคนตัวสูงถอนหายใจ กระโดดขึ้นหลังม้าบ้างแล้วตรงไปยังหมู่บ้านด้วยความหงุดหงิดที่โดนขัดใจเขาฟ้องท่านแม่หน้าหลุมศพเรื่องภรรยาเริ่มดื้อ แต่ก็โดนมือหนักตบเข้าที่กลางหลัง“ฟ้องเรื่องอะไรเช่นนั้น!”“ก็เจ้าดื้อจริงๆ”หวังฟางเหนียงกัดริมฝีปากแน่นถลึงตาใส่และหน้าร
จมูกโด่งคลอเคลียกับปุ่มกระสันจนร่างบางเริ่มอ่อนระทวย น้ำหวานเริ่มไหลซึม หวังเฟิงหลงกระตุกยิ้มเมื่อมือเล็กเลื่อนมาขยุ้มศีรษะของตัวเองและเผลอกดให้เขาจมลงกับกลีบกุหลาบหอม“อ่ะ ซี้ดดดด”ลิ้นสากและร้อนกวาดเข้าน้ำหวานเข้าปาก แล้วค่อยๆ ชอนไชสำรวจเข้าไปยังร่องอ่อนนุ่ม ฟางเหนียงต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียง ดวงตาเหล่มองทางประตูตลอดเวลาเข้าใจหรือไม่ว่าที่นี่คือยุคจีนโบราณและเป็นกระโจมในค่ายทหาร ไม่มีตัวล็อกกลอนกุญแจอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสามารถมีใครเข้าออกได้ตลอดเวลาด้วยความตื่นเต้นทำให้ช่องตอดรัดแน่นทั้งกลัวจะมีคนเข้ามาพบและกลัวคนได้ยิน น้ำหวานไหลทะลักจนเปียกชุ่มและเยิ้มลงเลอะเก้าอี้“งื้อออออ”ลิ้นร้อนสอดเข้าออก กวาดไปทั่วโพรงหวานจนร่างบางแหงนหน้าขึ้นสูดปากด้วยความเสียว ขาอ้ากว้างขึ้น ปลายเท้าจิกเกร็ง ร่างสูงดูดกลืนน้ำหวานอย่างกระหายราวกับเป็นชาร้อนที่ตนชื่นชอบ เขารัวลิ้นอย่างรวดเร็ว ความหนาวเริ่มหายไปจากทั้งคู่กลับกลายเป็นร้อนจนระอุ“แฮ่ก อืออืม”ร่างสูงผละออก จัดการส่งนิ้วเข้าไปแทนที่ ช่อง
เฟิงฟาง 3 หนาวนี้กอดใคร หนาวใจกอดข้าครบกำหนดที่หวังเฟิงหลงต้องเดินทางมาเก็บตัวฝึกซ้อมที่ค่ายทหารอีกครั้ง หน้าหนาวมาถึงหิมะสีขาวนวลเริ่มตกจากท้องฟ้าปกคลุมให้พื้นที่เป็นสีขาวล้วน แต่ไม่อาจลดความตั้งใจของเหล่าทหารในการฝึกฝนร่างกายของตนเองหญิงสาวถือกาและถ้วยชาหลงจิ่นร้อนสุดโปรดของสามีไปบริการเขาที่กระโจมแม่ทัพ ผ่านทหารรักษาการณ์ด้านหน้า เข้าไปพบร่างสูงกำลังก้มทำงานอยู่ที่โต๊ะกลางกระโจมหวังเฟิงหลงเงยหน้าขึ้นเห็นนางมาหาก็ส่งยิ้มให้ กวักมือเรียก คนตัวเล็กเดินเข้าไปหา วางถ้วยชาลงบนโต๊ะตำแหน่งที่ว่าง มือหนาฉุดนางให้นั่งลงบนตักแล้วทำการกอดรัดหาไออุ่น“ตัวเย็นเชียว” เขาทัก ลูบมือนางให้อุ่น กลิ่นหอมของชาทำให้เขาผ่อนคลาย“ข้าเพิ่งซ้อมกับพวกจางฉวนเสร็จ”นางบอกสาเหตุที่ตัวเย็น ฝึกซ้อมในที่ร่มแต่ก็ไม่ได้อุ่นขนาดนั้น ลมหนาวยังพัดผ่านเข้ามา“ข้าเห็นว่าอากาศเย็นขึ้นแล้วจึงต้มชามาให้” หวังฟางเหนีย
บทที่ 7บุญคุณนี้ไม่ต้องทดแทนก็ได้หลี่เฉิงไห่โผล่หัวมายังกระโจมของนางในยามอิ๋น (3.00-4.59 น.) มาลากตัวนางไปยังกระโจมแม่ทัพท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ ทุกคน หัวหน้าหมู่กระซิบบอกตอนเดินผ่านว่าจะแจ้งหัวหน้ากองให้ว่ามู่เหยียนหายไปไหนที่ทุกคนไม่แปลกใจว่าทำไมระดับขุนพลอย่างหลี่เฉิงไห่มาตามนา
บทที่ 6นึกถึงผี ผีก็มาการเดินกลับค่ายทหารเป็นอะไรที่ทุลักทุเลพอสมควรเนื่องจากคนตัวสูงเจ็บหนักทำให้เคลื่อนที่เร็วไม่ได้นัก ทว่ามู่เหยียนต้องขอชื่นชม หวังเฟิงหลงเป็นชายที่มีความอดทนสูงมาก เขาไม่ปริปากหรือหลุดร้องเจ็บแผลเลยแม้แต่น้อย หากเป็นนางละก็..คงกรี๊ดแปดตลบ ร้องไห้เป็นเผาเต่าหรือโอดโอยตลอดเว
บทที่ 5ช่วยเหลือท่านแม่ทัพฉิบหาย..มู่เหยียนบ่นเป็นรอบที่สิบนางแอบตามมาห่างๆ เห็นว่าพระเอกถูกศัตรูรุมทำร้ายจนเสียเปรียบอย่างหนัก นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพถึงเอาแต่ยืนเหม่อลอยข้างน้ำตก มันไม่ได้มีบอกในเนื้อเรื่องและเพราะอาการเหม่อลอยนั่นจึงทำให้เสียเปรียบจนถึงตอนนี้!“อั๊ก
บทที่ 4พลทหารเสียงเพราะผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนที่มู่เหยียนเข้ามาเป็นทหารที่ค่ายแห่งนี้ ทุกวันยามเช้าก่อนกินมื้อแรกจะต้องวิ่งรอบค่ายให้ครบกำหนด ตามด้วยทำงานที่ได้รับมอบหมายในการแต่ละสัปดาห์ สัปดาห์ที่แล้วมู่เหยียนคาดว่าตนสามารถผ่านจุดที่อดทนอดกลั้นมากที่สุดในชีวิตได้แล้วจากหน้าที่ที่ได้รับ นั่นคือ.







