تسجيل الدخول“คุณหนูเจ้าคะ! คุณหนูซูฮวาอย่าทำอะไรฮูหยินเป่ยลี่เลยนะเจ้าคะ อย่างน้อย ๆ ฮูหยินก็มีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของคุณหนูซูฮวานะเจ้าคะ” หลิ่งจินพยายามสะบัดตัวดิ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากเหยี่ยนถิงแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเพราะร่างกายของอีกฝ่ายแข็งแรงจนนางไม่อาจต้านไหว
“ข้าหาได้นับสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้ว่าคือพี่สะใภ้ของข้าไม่! นางก็เป็นเพียงกาฝากที่เข้ามาอาศัยหลับนอนในจวนตระกูลเฉินเท่านั้น เพราะพี่สะใภ้ข้าจะต้องเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่มาจากครอบครัวขุนนาง เสนาบดีหรือเศรษฐีผู้ร่ำรวยไม่ใช่ลูกสาวชาวบ้านเช่นเจ้า” ครอบครัวตระกูลเฉิน เดิมทีที่ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ท่านก็ให้อำนาจในการตัดสินใจและเลี้ยงดูบุตรแก่ฮูหยินใหญ่ซูเจียง เว้นเสียมีช่วงหนึ่งที่ฮูหยินเฒ่าผู้มีศักดิ์เป็นย่าขอเลี้ยงดูหลานชายคนแรกด้วยตนเอง ซึ่งซูเจียงนางมาจากครอบครัวขุนนางใหญ่ที่สามารถส่งเสริม เป็นหน้าเป็นตาให้สามีได้ชูคออยู่เหนือขุนนางคนอื่น ๆ ได้ นางจึงอบรมสั่งสอนบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางนั่นก็คือเฉินซูฮวาอย่างดี พยายามเสาะแสวงหาอาจารย์ชั้นยอดให้บุตรสาวได้ร่ำเรียนวิชาความรู้มากมายทั้งเขียนอักษร วาดภาพ ร่ายรำ โดยปรารถนาสิ่งเดียวนั่นก็คือเพื่อเป็นสตรีที่เพียบพร้อมสำหรับการออกเรือน สามีพึงพอใจและเป็นหน้าเป็นตาให้เขาได้… บุตรสาวก็เปรียบเสมือนของประดับชิ้นหนึ่ง หากเลี้ยงดูแบบส่ง ๆ อาจตีราคาได้เพียงน้อยนิดหรือสิ้นประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง แต่หากอบรมบ่มเพาะเจียระไนเป็นเพชรเม็ดงามก็กลายเป็นของประดับเลอค่า ขายออกไปเพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งและหนุนหลังวงศ์ตระกูล ฉะนั้นการแต่งสตรีเข้ามาในจวนตระกูลเฉินย่อมต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะช่วยเสริมความมั่งคั่งของวงศ์ตระกูลและช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้แม่ทัพเฉินซือหยางได้ ไม่ใช่นำพาความอับอายจนมิกล้าสู้หน้าอย่างเป่ยลี่ นางผู้นี้ทำคุณประโยชน์และช่วยส่งเสริมแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางไม่ได้สักอย่าง ในทางกลับกันหากมีผู้ใดสืบเสาะขุดลงไปเจอรากลึกอันโสมมของนางว่าแท้จริงแล้วนางเป็นเพียงสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าที่แม่ทัพใหญ่เหวินต้าเหลียนเมตตาอุปการะคุณรับเป็นบุตรบุญธรรมเท่านั้น ชื่อเสียงของสกุลเฉินที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษคงได้พังลงเพราะฝีมือนางเพียงผู้เดียวเป็นแน่! “ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้ามาทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเฉินป่นปี้เป็นแน่!” เมื่อสิ้นเสียงเฉินซูฮวาก็รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่นางมียกกะละมังซักผ้าขึ้นจากพื้นแล้วเทน้ำราดศีรษะเป่ยลี่จนเนื้อตัวและเสื้อผ้าอาภรณ์ของนางเปียกโชก “คุณหนู!!!!!” หลิ่งจินร้องเรียกใจแทบขาดเมื่อคุณหนูที่นางเฝ้าทะนุถนอมตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่อย่างดีโดนกระทำจากผู้ที่มีศักดิ์เป็นน้องสามีเช่นนี้ “มันจะมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ! ต่อให้เจ้าจะไม่นับว่าข้าเป็นพี่สะใภ้ของเจ้าก็ไม่แป็นไร แต่ข้ามีอายุมากกว่าเจ้า เจ้าก็สมควรเคารพข้าบ้างไม่ใช่หรือซูฮวา เจ้าเที่ยวพูด เที่ยวกล่าวว่าเจ้าเป็นสตรีเพียบพร้อม เติบโตมาในตระกูลขุนนางใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี นี่น่ะหรือกิริยามารยาทของผู้ที่บอกว่าตัวเองได้รับการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์ชั้นยอด เหตุใดข้าถึงมองไม่เห็นความต่างระหว่างเจ้ากับสาวรับใช้ที่คอยรองมือรองตีนเจ้าอย่างหนิงลี่และหนิงเหอเลยเล่า” นางพยายามอดทนให้แม่สามีข่มเหงใช้นางอย่างกับสาวใช้ในเรือน แต่หาคิดบ้างหรือไม่ว่าสิ่งที่เฉินซูฮวากระทำ มันร้ายแรงเกินกว่าที่นางจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่นิ่ง ๆ แล้วปล่อยให้พวกนางรังแกอยู่ฝ่ายเดียวได้ เพี๊ยะ!!! เพี๊ยะ!!! ใบหน้าเรียวเล็กหันตามแรงตบจากฝ่ามือของน้องสามีจนเลือดสีแดงสดไหลหยดย้อยตามมุมปากจนรู้สึกระบมไปหมด “เจ้ามีสิทธิอันใดมาต่อปากต่อคำ สั่งสอนข้า ขนาดท่านพ่อ ท่านแม่และท่านพี่ของข้ายังไม่มีผู้ใดกล้าพูดกับข้าถึงเพียงนี้ แล้วเจ้าเป็นใคร สตรีต่ำตมเช่นเจ้าอย่าริอาจมาทำตัวเหนือกว่าข้า!!” ใบหน้าของเฉินซูฮวาแดงก่ำ ถลนแววตาแทบหลุดออกจากเบ้าด้วยไฟโมโหที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เพราะตั้งแต่จำความได้นางก็เติบโตมาในจวนตระกูลเฉินเป็นบุตรสาวคนเดียวที่ทุกคนต่างตามใจจนเคยตัว แม้แต่ดุด่าว่ากล่าวยังไม่เคยมีผู้ใดกระทำ แต่บัดนี้กลับโดนคนที่นางชิงชังมองว่าต่ำต้อยพูดจาหักหน้าต่อหน้าบ่าวไพร่เช่นนี้ มีหรือนางจะไม่อาละวาด เพี๊ยะ!! เพี๊ยะ!! “คุณหนู!!! คุณหนูเจ้าคะ” จากนี้หลิ่งจินคงไม่กล้าสู้หน้าท่านแม่ทัพเหวินต้าเหลียนและฮูหยินเหมยอ้ายได้อีก เพราะนางไม่สามารถดูแลปกป้องคุณหนูเป่ยลี่ได้ตามที่เคยลั่นสัจจะวาจาเอาไว้ก่อนจะตามคุณหนูเป่ยลี่มาอยู่ที่จวนตระกูลเฉิน “หนวกหูข้ายิ่งนัก เหยี่ยนถิงเอาตัวนางออกไปให้พ้นหูพ้นตาข้าเสียที ก่อนที่ข้าจะโมโหไปมากกว่านี้” นางสั่งเสียงอู้อี้อย่างคนไม่ได้เปิดปากเพราะฟันบนและฟันล่างกำลังขบกันด้วยความโมโห “เจ้าค่ะคุณหนู” เหยี่ยนถิงรีบลากตัวหลิ่งจินออกไปตามคำสั่งของคุณหนูซูฮวาก่อนที่นางจะอาละวาดและลงไม้ลงมือกับนางเหมือนที่เคยกระทำกับสาวใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ “เจ้ายังกล้าปากดีกับข้าอยู่อีกหรือไม่เป่ยลี่! ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้จักที่ต่ำที่สูงว่าไม่ควรมากำเริบกับข้าและท่านแม่” แม้สาวใช้ในเรือนที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่รอบ ๆ ในใจจะนึกสงสารฮูหยินเป่ยลี่อยู่ไม่น้อย แต่กลับหามีใครเข้ามาห้ามปรามหรือช่วยเหลือไม่ ทุกคนต่างเกรงกลัวความร้ายกาจของคุณหนูซูฮวาเพราะรอยจ้ำแดงบนเนื้อตัวและใบหน้าหนิงลี่ หนิงเหอ ประจักษ์แจ้งให้เห็นกันทุกวันว่าโทษฐานเป็นเช่นใด “เหตุใดต้องทำกันถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าค่ะ” “หนิงลี่ หนิงเหอ ทำให้นางคุกเข่าลง” “เจ้าค่ะคุณหนูซูฮวา” สองสาวรับใช้ประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียง “แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าอย่ามาลองดีกับข้า” เฉินซูฮวาก้าวขาขึ้นคร่อมเรือนร่างเปียกโชกของพี่สะใภ้ แล้วรวบเส้นผมดำขลับกระชากศีรษะให้เงยขึ้นมามองหน้านางชัด ๆ อย่างเต็มตา ก่่อนจะกดจุ่มลงไปในโอ่งน้ำ “อื้อ!! อ่อย อื้อ” ซ่า!!! “น้ำเย็นดีหรือไม่” คุณหนูเฉินซูฮวาไม่ได้รอคำตอบจากเป่ยลี่ก็รีบกดศีรษะของนางลงไปในโอ่งน้ำอีกครั้งหนึ่ง “ข้าก็หาใช่คนที่เจ้าควรจะสั่งสอนไม่เป่ยลี่ ข้าเป็นใคร เจ้าเป็นใครในจวนตระกูลเฉิน หากเจ้ายังกล้าลองดีต่อปากต่อคำกับข้าและท่านแม่ของข้าเจ้าจะไม่โดนเพียงเท่านี้เป็นแน่” “อื้อ! อ่อย” นางพยายามดิ้นแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ตุ้บ!!! เมื่อกลั่นแกล้งพี่สะใภ้ที่นางรู้สึกชังน้ำหน้าจนสาแก่ใจ นางก็ผลักเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่ล้มแนบลงกับพื้นก่อนจะหัวเราะเย้ยหยันเสียงดัง แล้วสะบัดชายอาภรณ์เดินออกไปอย่างอารมณ์ดี “ฮึก..”เรือนร่างบอบบางของสตรีร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งไหลอาบสองพวงแก้มแดงระเรื่อเพื่อระบายความเจ็บช้ำน้ำใจ กล้ำกลืนฝืนทน ขมในอกมาตลอดระยะเวลาที่ต้องปั้นยิ้มยอมรับให้สามีพาหญิงสาวอีกคนเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยา “ฮึก…ฮื่อ” ความรู้สึกของนางชอกช้ำ ทุกข์ทรมานคล้ายบุรุษผู้ที่นางไว้เนื้อเชื่อใจหยิบฉวยธนูดอกแหลมเสียบเข้ากลางหลังปักทะลุขั้วหัวใจจนนางกระอักเลือดจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อพอดี นางมืดแปดด้าน ดวงตาพร่ามัวเพราะทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตารื้นคลอเบ้า สองแขนสองขาคล้ายมิเหลือเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จะก้าว จะย่างก็เห็นทีหล่นฟุบลงเสียตรงหน้าเป็นแน่ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าแววตาเขามีไว้มองความงามของนางแต่เพียงผู้เดียว ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าความรักของเขาจะมอบให้หญิงงามนางนี้เพียงผู้เดียวและมิเหลือใจไปให้สตรีนางอื่นอีกชั่วชีวิตและไหนเล่าบุรุษที่บอกว่าจะยกย่องนางเป็นภรรยาเพียงหนึ่ง จะมิมีเรื่องสตรีอื่นใดให้นางต้องปวดหัวหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอันขาด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงกล้าพาสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักในฐ
สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง… แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น… แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา “เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้ “ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟาง
“ท่านพี่” เป่ยลี่มองบุรุษตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแห่งความคิดถึง โหยหาที่มิได้ปิดบังซ่อนเร้น…สามีของนางถึงแม้ออกไปตั้งฐานทัพแรมเดือนแต่ก็หาได้ทำให้สง่าราศีของเขาด่างพร้อยลงเลยไม่ “ท่านพี่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโผตัวเข้าโอบกอดเรือนร่างบอบบางของภรรยา แล้วลูบไล้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่คงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “ข้าก็คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะคิดถึงข้าจริง ๆ หรือ ไปราชการกว่าสามเดือนไยไม่เคย ส่งจดหมายมาหาข้าสักฉบับเดียว เหตุใดถึงปล่อยให้ข้านั่งรอเก้อทุกวันเช่นนี้เล่า” เป่ยลี่แอบน้อยอกน้อยใจ แต่ก็หาได้จริงจังไม่เพียงแค่หยอกเอินตามประสาคู่ผัวเมียทั่วไป “ข้าส่งจดหมายมาหาเจ้าเดือนละสามครั้ง สามเดือนก็รวมเป็นเก้าฉบับ เจ้ามิได้รับจดหมายเลยหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้แม่ทัพใหญ่ซือหยางก็นึกแปลกใจ ว่าเหตุใดจดหมายที่เขาส่งให้ภรรยาไม่เคยถึงมือนาง ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่และน้องหญิงซูฮวาก็ได้รับจดหมายเหล่านั้นและเขียนตอบกลับเขามาทุกครั้งตามปกติ “เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เคยได้รับจดหมายจากท่านพี่แ
“คุณหนูคิดอันใดอยู่เจ้าคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่” “มิมีอันใดหรอก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าดับตะเกียงเถิด” นางพยายามข่มตาหลับเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ก่อกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลาเหล่านี้เสียที … “เจ้าวิ่งหน้าตาตื่นมามีอันใดหรือหลิ่งจิน” นี่คงเป็นเช้าตรู่ในรอบสองเดือนที่นางสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจวนตระกูลเฉินได้อย่างเต็มปอด เพราะวันนี้แม่สามีและน้องสามีออกไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งหนิงลี่ หนิงเหอให้คอยกลั่นแกล้ง เหน็บแนมเป่ยลี่ในเวลาที่นายตนไม่อยู่“เมื่อครู่ข้าออกไปตลาดมาเจ้าค่ะจึงได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ากองทัพที่ท่านแม่ทัพใหญ่นำออกรบเมื่อสามเดือนก่อนได้รับชัยชนะกลับมาเจ้าค่ะ” เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น จึงรีบกลับมาที่จวนตระกูลเฉินเพื่อแจ้งข่าวดีให้กับคุณหนูเป่ยลี่ของนางได้ทราบทันที “จริงหรือ” นางรีบวางผ้าพันคอผืนนุ่มลงบนเก้าอี้ ผ้าพันคอผืนนี้นางตั้งใจเย็บปักถักร้อยประณีตงดงามทุกขั้นตอนเพื่อมอบให้สามีหลังจากที่เขากลับมาไว้ได้ใช้ในยามเหมันตฤดูที่จะเวียนมาถึงอีกคราว “แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ที่ใดเล่า เจ้ารู้หรือไม่” “ข้าได้ยินชาวบ้านพ
“เจ้าค่ะ” เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม“ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่ “ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป… “แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว “…” “อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอ
หนิงลี่ หนิงเหอมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินเป่ยลี่ถึงกล่าวว่าจาเช่นนี้แต่คงจะเป็นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบสาวใช้ในเรือนทั่วไป พวกนางจึงไม่คิดอันใดมากความ “ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกข้าสองคนตายตั้งแต่พวกข้าได้ห้าขวบเจ้าค่ะ” เป็นฝ่ายแฝดพี่หนิงลี่ที่เอ่ยตอบ หนิงลี่ หนิงเหอแม้จะเป็นฝาแฝดแต่ก็เป็นแฝดคนละฝา ทำให้หน้าตาของพวกนางแตกต่างกันจึงสามารถแยกออกได้โดยไม่เกิดความสงสัย ลักษณะนิสัยของพวกนางก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงและมีบางส่วนที่แตกต่างกันในทางตรงข้ามหนิงลี่ แฝดคนพี่ รูปร่างของนางสูงโปร่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำขมวดไว้กลางหัวแล้วเสียบปิ่นปักผมประจำตระกูล ผิวกายของนางมิได้ขาวหมดจรดเช่นหนิงเหอที่ได้มารดามาหกถึงสิบส่วน แต่หน้าตานางละม้ายคล้ายไปทางฝ่ายบิดามากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยของนางมองดูผิวเผินจากภายนอกหยิ่งยโสโอหัง เรื่องคนในจวนตระกูลเฉินนางรู้หมดตั้งแต่สาวใช้ยันฮูหยิน เสี้ยม สอด ยุแยงเป็นที่หนึ่ง ซ้ำสาวใช้เฒ่ายังเคยเตือนนางเรื่องหนิงลี่ด้วยว่าสตรีผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะจับแม่ทัพใหญ่ซือหยางอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนหนิงเหอ นางตัวเล็กกว่าหนิงลี่ ลักษณะนิสัยย่อมแตกต่







