تسجيل الدخول“…” เป่ยลี่กลืนก้อนสะอื้นลงคอ ตั้งแต่ที่นางแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะสะใภ้ ผู้คนในจวนปฏิบัติต่อนางอย่างที่ควรปฏิบัติ ส่วนท่านแม่ฮูหยินซูเจียงผู้นี้ก็ดูเหมือนจะรักใคร่ เมตตา เอ็นดูนาง หาใช่ชังน้ำหน้ากันเช่นนี้ไม่ แล้วเหตุใดยามนี้ถึงได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างสิ้นเชิงกันเล่า
หรือตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาพวกเขาแสร้งปฏิบัติต่อนางเพียงตบตาแม่ทัพเฉินซือหยางเช่นนั้นหรือ ซึ่งหลังจากนี้จนถึงเมื่ิอใดก็ไม่อาจทราบชัดว่าท่านพี่จะกลับจากการนำทหารออกรบเมื่อไร นางคงได้รู้ธาตุแท้ของทุกคนในจวนว่าแท้จริงเเล้วยามถอดหน้ากากจะเป็นเช่นไรกันแน่ก็คราวนี้ “หน้าที่ของเจ้าในฐานะสะใภ้ตระกูลเฉินนั่นก็คือ รีบนำเสื้อผ้าอาภรณ์ของข้าและลูกข้าซูฮวาไปซักทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นเมื่อเสร็จแล้วก็ขัดพื้นในเรือนใหญ่ทุกซอกทุกมุมอย่าให้ข้าเห็นว่ายังมีฝุ่นเกาะ” เมื่อสิ้นเสียงฮูหยินซูเจียว สาวใช้ผู้เลียแข้งเลียขาก็นำผ้าขี้ริ้วและถังน้ำมากระแทกตั้งตรงหน้าเป่ยลี่ “นั่นเป็นหน้าที่ของสาวใช้ไม่ใช่หรือเจ้าคะเฉินฮูหยิน ไยต้องให้ฮูหยินเป่ยลี่ทำเองด้วยเล่าเจ้าค่ะ” หลิ่งจินร้องทัก ดูก็รู้ว่าพวกนางต้องการกลั่นแกล้งนายตน แต่หาใช่ต้องทำกันถึงเพียงนี้เลยไม่! “หาใช่เรื่องที่เจ้าต้องสอดไม่หลิ่งจิน ขนบธรรมเนียมที่แคว้นเหยี่ยชิงมันมิได้เหมือนกับขนบธรรมเนียมของแคว้นเหม่ยกวางหรอกนะ หากหน้าที่สะใภ้เพียงเท่านี้นายเจ้ายังทำไม่ได้เจ้าก็พานายเจ้ากลับบ้านกลับเมืองไปเสีย เพราะข้าได้พิสูจน์แล้วว่านายเจ้าคงไม่เหมาะสำหรับการเป็นสะใภ้ตระกูลเฉิน” ฮูหยินซูเจียงยกมือขึ้นกอดอกแล้วใช้สายตารังเกียจมองเป่ยลี่ที่ตอนนี้เป็นเพียงลูกไก่ในกำมือนางเท่านั้น “ข้าทำได้เจ้าค่ะท่านแม่” แค่ซักทำความสะอาดอาภรณ์และขัดพื้นเรือนใหญ่เล็กน้อย ไม่ได้หนักหนาสาหัสกระทั่งนางต้องแข็งข้อกับมารดาของสามีให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางนำทหารออกรบเนิ่นนานนับแรมเดือน หากรู้ว่ายามนี้เมียกับแม่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน คงจะต้องพลอยห่างหน้าพะวงหลัง ไม่สบายใจไปด้วยเป็นแน่… “ดี เจ้าทำได้ก็ดี เพราะถ้าเจ้าทำไม่ได้ก็ไสหัวกลับจวนตระกูลเหวินของเจ้าไปซะ” แววตาของเฉินฮูหยินยังเต็มไปด้วยความเกลียดชังสะใภ้คนนี้ หมายจะทำให้เป่ยลี่กระเด็นจากออกไปจากจวนตระกูลเฉินเสียโดยเร็ววันก่อนที่บุตรชายของนางจะกลับมามิเช่นนั้นแผนการในการกำจัดเป่ยลี่คงทำได้ยากขึ้นเท่าตัว “ส่วนเจ้าหลิ่งจิน นี่ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า หากข้ารู้ว่าเจ้าให้การช่วยเหลือหรือทำแทนเป่ยลี่ จ้าจะสั่งโบยนายเจ้า 50 ที!” “เจ้าค่ะ” ทั้งสองคนผู้มาจากจวนตระกูลเหวินน้อมรับคำสั่งเฉินฮูหยินอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดใด “ข้าให้เวลาเจ้าซักทำความสะอาดเสื้อผ้าพวกนี้เพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น (เท่ากับหนึ่งชั่วโมง) เจ้าจะได้ขัดพื้นเรือนใหญ่และลงไปในเรือนครัวเพื่อช่วยสาวใช้ปรุงสำรับมื้อเที่ยงต่อ” เฉินฮูหยินกระตุกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “พวกเจ้าทั้งสองคนเข้ามาอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉิน แม้แต่ค่าข้าว ค่าน้ำก็ไม่ต้องเสียสักตำลึง หวังว่าพวกเจ้าคงจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ มิใช่นั่งชี้นิ้ว จิบน้ำชา คัดอักษรเพราะถือตนว่าเป็นภรรยาของบุตรชายข้าหรอกกระมัง” “เจ้าค่ะท่านแม่” “ข้ามีลูกเพียงสองคนเท่านั้นคือซือหยางและซูฮวา ส่วนเจ้าเป็นเพียงสตรีกาฝาก อย่าริอาจจะนับญาติกับข้า ข้าไม่ต้องการผูกพันธมิตรกับสตรีต่ำต้อยไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้า” บัดนี้รอบกายนางเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะในลำคอและแววตาดูถูกดูแคลนจากเหล่าสาวใช้ในเรือนที่กำลังเย้ยหยันตามคำยุยงมารดาของสามี “เจ้าค่ะฮูหยิน” เป่ยลี่พยักหน้ารับแล้วรีบหยิบเสื้อผ้าอาภรณ์ของมารดาสามีและน้องสามีไปซักทำความสะอาดตามคำสั่ง … “เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะคุณหนู” หากอยู่กันเพียงตามลำพังหลิ่งจินก็มักจะใช้สรรพนามเดิมที่คุ้นเคยกับคุณหนูเป่ยลี่ของนาง “หากข้าตอบว่าไม่เหนื่อยเจ้าคงจะหาว่าข้าโกหกใช่หรือไม่หลิ่งจิน” นิ้วมือเรียวยาวชมพูอวบอิ่มของนางซีดเซียวเสมือนไร้เลือดฝาดหลังจากแช่น้ำเย็นเฉียบในสภาพอากาศเหมันต์ตฤดูอันหนาวเหน็บเป็นระยะเวลาเกือบร่วมครึ่งชั่วยาม “ที่ฮูหยินชังน้ำหน้าข้าเพียงเพราะข้าไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงของท่านพ่อแต่เป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมนอกสายเลือดใช่หรือไม่หลิ่งจิน” นางแปลกใจยิ่งนัก ถึงแม้นางจะไม่ใช่บุตรสาวในสายเลือดของแม่ทัพใหญ่เหวินต้าเหลียน ต่อให้นางจะเป็นเพียงบุตรสาวพ่อค้าเร่ร่อนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างที่มารดาสามีดูถูกดูหมิ่น แล้วทำไมกันเล่า…นางเองก็เติบโตมาในจวนตระกูลเหวินที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี ท่านพ่อใฝ่หาอาจารย์ชั้นยอดเพื่อสั่งสอนนางตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งการอ่านเขียน เย็บปักถักร้อย ปรุงสำรับมิได้น้อยหน้าผู้ใด กิริยามารยาทล้วนก็ได้รับการอบรมบ่มเพาะตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่ได้ขาดตกบกพร่อง หาใช่ว่ากำพืดของนางจะมาเปลี่ยนแปลงหรือทดแทนสิ่งที่นางได้รับการปลูกฝังมาจวบจนอายุสิบแปดปีไม่ มารดาสามีกล่าวว่านางมิมีอันใดเหมาะสมกับท่านพี่เฉินซือหยางอย่างนั้นหรือ เป่ยลี่ได้ชื่อว่าเป็นหญิงที่งดงามที่สุดในเมืองหลวงแคว้นเหยี่ยชิง ใบหน้าอ่อนช้อยประหนึ่งใช้พู่กันเเต้มวาด ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใยขาวเนียนดุจหิมะที่กำลังโปรยปรายอยู่ด้านนอกเรือน ซ้ำการศึกษาของนางก็สูงส่งกว่าบุตรสาวของเหล่าขุนนางในราชสำนักเสียอีก แล้วอย่างนี้มารดาสามียังกล้ากล่าวหาว่านางไม่เหมาะสมอีกหรือ!! หากตัดเรื่องสายเลือด ชาติตระกูล นางนับได้ว่าเป็นสตรีที่ดีและเพียบพร้อม ควรค่าแก่บุรุษ! “ใช่เจ้าค่ะ!” อาภรณ์อีกหอบใหญ่ ๆ ถูกโยนกระแทกทิ้งใส่กะละมังซักผ้าทำให้น้ำกระเด็นใส่เนื้อตัวเป่ยลี่จนเปียกโชก “พี่สะใภ้ยังไม่รู้ตัวอีกหรือเจ้าคะ ที่ท่านแม่ชังนำหน้าพี่สะใภ้ถึงเพียงนี้ก็เพราะท่านแม่เพิ่งจะทราบหลังจากที่ยินยอมพร้อมใจให้ท่านพี่แต่งพี่สะใภ้เข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยาเอก ว่าแท้จริงแล้วพี่สะใภ้ไม่ใช่บุตรสาวในสายเลือดของแม่ทัพใหญ่เหวินต้าเหลียนและฮูหยินเหมยอ้ายแต่เป็นเพียงบุตรบุญธรรม!” “ข้าเป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมแล้วอย่างไรกันเล่า ข้าเองก็ถูกอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทและได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ชั้นยอดไม่ได้น้อยหน้าสตรีนางใด ต่อให้ชาติตระกูลของข้าจะไม่ได้สูงศักดิ์หรือสูงส่งเทียบเท่าเจ้า แต่เจ้าก็เปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ไม่ได้ ความจริงที่ว่าข้าเป็นภรรยาของท่านพี่เจ้า หาใช่คนที่เจ้าควรจะแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ใส่ไม่” เป่ยลี่สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วพยายามพูดจาอธิบายนางด้วยเหตุผลก่อนจะลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเฉินซูฮวา ทั้งตามศักดิ์ที่เป่ยลี่เป็นพี่สะใภ้ของเฉินซูฮวาซ้ำยังมีอายุมากกว่า ซูฮวาก็ควรจะเคารพนางบ้างไม่ใช่หรือ เพี๊ยะ!!!! “เหยี่ยนถิง หนิงลี่ หนิงเหอ!” เพียงเรียกชื่อเท่านั้นเหยี่ยนถิงบ่าวรับใช้คนสนิทของฮูหยินซูเจียงก็พุ่งเข้าไปจับหลิ่งจินเอาไว้ไม่ให้เข้าไปให้ความช่วยเหลือเจ้านายตนได้ ส่วนหนิงลี่ หนิงเหอสาวรับใช้สองพี่น้องที่คอยอยู่ดูแล รองรับอารมณ์เฉินซูฮวาก็รีบรวบตัวฮูหยินเป่ยลี่ด้วยเช่นกันเรือนร่างบอบบางของสตรีร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งไหลอาบสองพวงแก้มแดงระเรื่อเพื่อระบายความเจ็บช้ำน้ำใจ กล้ำกลืนฝืนทน ขมในอกมาตลอดระยะเวลาที่ต้องปั้นยิ้มยอมรับให้สามีพาหญิงสาวอีกคนเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยา “ฮึก…ฮื่อ” ความรู้สึกของนางชอกช้ำ ทุกข์ทรมานคล้ายบุรุษผู้ที่นางไว้เนื้อเชื่อใจหยิบฉวยธนูดอกแหลมเสียบเข้ากลางหลังปักทะลุขั้วหัวใจจนนางกระอักเลือดจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อพอดี นางมืดแปดด้าน ดวงตาพร่ามัวเพราะทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตารื้นคลอเบ้า สองแขนสองขาคล้ายมิเหลือเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จะก้าว จะย่างก็เห็นทีหล่นฟุบลงเสียตรงหน้าเป็นแน่ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าแววตาเขามีไว้มองความงามของนางแต่เพียงผู้เดียว ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าความรักของเขาจะมอบให้หญิงงามนางนี้เพียงผู้เดียวและมิเหลือใจไปให้สตรีนางอื่นอีกชั่วชีวิตและไหนเล่าบุรุษที่บอกว่าจะยกย่องนางเป็นภรรยาเพียงหนึ่ง จะมิมีเรื่องสตรีอื่นใดให้นางต้องปวดหัวหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอันขาด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงกล้าพาสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักในฐ
สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง… แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น… แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา “เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้ “ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟาง
“ท่านพี่” เป่ยลี่มองบุรุษตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแห่งความคิดถึง โหยหาที่มิได้ปิดบังซ่อนเร้น…สามีของนางถึงแม้ออกไปตั้งฐานทัพแรมเดือนแต่ก็หาได้ทำให้สง่าราศีของเขาด่างพร้อยลงเลยไม่ “ท่านพี่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโผตัวเข้าโอบกอดเรือนร่างบอบบางของภรรยา แล้วลูบไล้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่คงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “ข้าก็คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะคิดถึงข้าจริง ๆ หรือ ไปราชการกว่าสามเดือนไยไม่เคย ส่งจดหมายมาหาข้าสักฉบับเดียว เหตุใดถึงปล่อยให้ข้านั่งรอเก้อทุกวันเช่นนี้เล่า” เป่ยลี่แอบน้อยอกน้อยใจ แต่ก็หาได้จริงจังไม่เพียงแค่หยอกเอินตามประสาคู่ผัวเมียทั่วไป “ข้าส่งจดหมายมาหาเจ้าเดือนละสามครั้ง สามเดือนก็รวมเป็นเก้าฉบับ เจ้ามิได้รับจดหมายเลยหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้แม่ทัพใหญ่ซือหยางก็นึกแปลกใจ ว่าเหตุใดจดหมายที่เขาส่งให้ภรรยาไม่เคยถึงมือนาง ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่และน้องหญิงซูฮวาก็ได้รับจดหมายเหล่านั้นและเขียนตอบกลับเขามาทุกครั้งตามปกติ “เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เคยได้รับจดหมายจากท่านพี่แ
“คุณหนูคิดอันใดอยู่เจ้าคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่” “มิมีอันใดหรอก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าดับตะเกียงเถิด” นางพยายามข่มตาหลับเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ก่อกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลาเหล่านี้เสียที … “เจ้าวิ่งหน้าตาตื่นมามีอันใดหรือหลิ่งจิน” นี่คงเป็นเช้าตรู่ในรอบสองเดือนที่นางสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจวนตระกูลเฉินได้อย่างเต็มปอด เพราะวันนี้แม่สามีและน้องสามีออกไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งหนิงลี่ หนิงเหอให้คอยกลั่นแกล้ง เหน็บแนมเป่ยลี่ในเวลาที่นายตนไม่อยู่“เมื่อครู่ข้าออกไปตลาดมาเจ้าค่ะจึงได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ากองทัพที่ท่านแม่ทัพใหญ่นำออกรบเมื่อสามเดือนก่อนได้รับชัยชนะกลับมาเจ้าค่ะ” เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น จึงรีบกลับมาที่จวนตระกูลเฉินเพื่อแจ้งข่าวดีให้กับคุณหนูเป่ยลี่ของนางได้ทราบทันที “จริงหรือ” นางรีบวางผ้าพันคอผืนนุ่มลงบนเก้าอี้ ผ้าพันคอผืนนี้นางตั้งใจเย็บปักถักร้อยประณีตงดงามทุกขั้นตอนเพื่อมอบให้สามีหลังจากที่เขากลับมาไว้ได้ใช้ในยามเหมันตฤดูที่จะเวียนมาถึงอีกคราว “แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ที่ใดเล่า เจ้ารู้หรือไม่” “ข้าได้ยินชาวบ้านพ
“เจ้าค่ะ” เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม“ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่ “ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป… “แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว “…” “อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอ
หนิงลี่ หนิงเหอมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินเป่ยลี่ถึงกล่าวว่าจาเช่นนี้แต่คงจะเป็นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบสาวใช้ในเรือนทั่วไป พวกนางจึงไม่คิดอันใดมากความ “ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกข้าสองคนตายตั้งแต่พวกข้าได้ห้าขวบเจ้าค่ะ” เป็นฝ่ายแฝดพี่หนิงลี่ที่เอ่ยตอบ หนิงลี่ หนิงเหอแม้จะเป็นฝาแฝดแต่ก็เป็นแฝดคนละฝา ทำให้หน้าตาของพวกนางแตกต่างกันจึงสามารถแยกออกได้โดยไม่เกิดความสงสัย ลักษณะนิสัยของพวกนางก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงและมีบางส่วนที่แตกต่างกันในทางตรงข้ามหนิงลี่ แฝดคนพี่ รูปร่างของนางสูงโปร่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำขมวดไว้กลางหัวแล้วเสียบปิ่นปักผมประจำตระกูล ผิวกายของนางมิได้ขาวหมดจรดเช่นหนิงเหอที่ได้มารดามาหกถึงสิบส่วน แต่หน้าตานางละม้ายคล้ายไปทางฝ่ายบิดามากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยของนางมองดูผิวเผินจากภายนอกหยิ่งยโสโอหัง เรื่องคนในจวนตระกูลเฉินนางรู้หมดตั้งแต่สาวใช้ยันฮูหยิน เสี้ยม สอด ยุแยงเป็นที่หนึ่ง ซ้ำสาวใช้เฒ่ายังเคยเตือนนางเรื่องหนิงลี่ด้วยว่าสตรีผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะจับแม่ทัพใหญ่ซือหยางอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนหนิงเหอ นางตัวเล็กกว่าหนิงลี่ ลักษณะนิสัยย่อมแตกต่







