เข้าสู่ระบบปัญหาแรกผ่านไปแล้ว เรื่องของท่านลุงจางก็เหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ต่อจากนี้คือการเริ่มต้นแผนการ
เช้าวันต่อมาหลิงอันตื่นแต่เช้าตรู่ เด็กน้อยต้องการเริ่มต้นทำงานให้เร็วที่สุดเพื่อครอบครัวจะได้มีเงินเข้ามาโดยเร็ว
เด็กสาวที่คิดว่าตนเองตื่นเช้าแล้วแต่เมื่อลืมตาขึ้นมาไม่เห็นมารดาข้างกายจึงรู้ได้ทันทีว่ามารดาตื่นเช้ากว่า
หลิงอันขยับก้าวลงจากเตียงเดินผ่านประตูห้องนอนพัง ๆ ก็เห็นว่าบนลานกว้างขนาดครึ่งหมู่มารดากำลังนั่งล้างองุ่นที่ได้มาเมื่อวาน นางล้างองุ่นแต่ละพวงอย่างใจเย็น ล้างเสร็จก็แยกไว้เป็นสัดส่วน ไม่รู้ว่านางตื่นนอนนานขนาดไหนแล้ว องุ่นสองตะกร้าใหญ่ถึงได้ถูกล้างไปเกือบหมด
“อันเอ๋อร์ตื่นแล้วหรือลูก”หลิงซุนเงยหน้ามอง สะบัดมือไล่น้ำออกจากมือลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว
ก่อนจะออกมาพร้อมแกงเห็ดชามเล็ก
“กินข้าวเช้าก่อนนะลูก องุ่นพวกนี้เดี๋ยวแม่ล้างเอง”
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”หลิงอันยื่นมือออกไปรับชามแกงเห็ดมาถือไว้ ก่อนวางลงบนเก้าอี้เก่าอย่างระมัดระวัง แล้วเดินผ่านมารดาไปจัดการล้างหน้า
เสร็จแล้วก็มากินข้าวเช้าที่มารดาเตรียมไว้ให้ เด็กสาวตัวน้อยหย่อนตัวลงนั่งข้างหลิงซุนใช้ช้อนตักแกงเข้าปากพลางเอ่ย
“ท่านแม่ตื่นนานแล้วหรือเจ้าคะ ?”
“ไม่นานตื่นก่อนอันเอ๋อร์ของแม่เพียงครึ่งชั่วยาม”
“เช้ากว่าอยู่ดี ต่อไปอันเอ๋อร์จะพยายามไม่ให้ท่านแม่ต้องเหนื่อยมาก”
มือที่กำลังล้างองุ่นหยุดชะงัก หลิงซุนเงยหน้าสบสายตาบุตรสาวเผยรอยยิ้มมีความสุข
“แม่จะรอวันนี้อันเอ๋อร์ทำเสร็จนะ”
“อีกไม่นานท่านแม่ก็จะได้เห็นแล้วเจ้าค่ะ”
สองแม่ลูกมองหน้ากันยิ้ม ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา
“แม่เข้าใจแล้ว แต่ก่อนอื่นอันเอ๋อร์ของแม่ต้องกินข้าวให้หมดก่อน”เด็กสาวพยักหน้ารับ ตักแกงเห็ดเข้าปากไม่พูดอะไรออกมาอีก
บรรยากาศระหว่างสองแม่ลูกเป็นไปอย่างเรียบง่าย หลังหลิงซุนล้างองุ่นเรียบร้อยก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หลิงอันกินข้าวอิ่มพอดี
เด็กน้อยขยับตัวลุกขึ้นนำชามไปล้างเก็บไว้แล้วออกมาช่วยเหลือมารดา
และในตอนนี้เองที่หน้าประตูบ้านเกิดเสียงเรียกดังขึ้น
หลิงอันหันมองหน้ามารดา ก่อนที่เด็กสาวจะเป็นคนเดินไปเปิดประตู
“ท่านลุงจางมาแล้วหรือเจ้าคะ เข้ามาก่อนสิเจ้าคะ”จางเหวินยิ้มให้เด็กสาวตัวน้อย เดินตามเข้ามาในบ้าน ก่อนประตูบ้านจะถูกปิดลงท่ามกลางสายตาของชาวบ้าน
พวกเขามองหน้ากันอย่างรู้ ๆ กัน ก่อนจะส่ายหัวไปมา
เสียแรงที่เป็นถึงลูกคนมีจะกิน ไม่คิดว่าจะหลงคารมสตรีหม้าย บิดามารดาของเขาก็กระไร เหตุใดถึงไม่เอ่ยห้ามบุตรชายของตน
ชาวบ้านที่เห็นต่างก็คิดไปในทางเดียวกัน แตกต่างจากครอบครัวหวังที่มองตามแผ่นหลังชายหนุ่มเข้าไปด้วยสายตากรุ่นโกรธ
เถ้าแก่ร้านซาลาเปาชั่งใจเล็กน้อย ตนไม่เคยเห็นสัตว์หน้าตาประหลาดเช่นนี้มาก่อนจึงอดลังเลไม่ได้ แต่เมื่อสายตามองสบนัยน์ตาใสซื่อของเด็กสาว เหลือบมองประกายแวววาวตรงหน้า สีเขียวแดงของพริกตัดกันได้ดีกับสีขาวกระจ่างของตัวเนื้ออึก !!กลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง“ท่านลุงไม่กินหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นหลิงอันกินเองเจ้าค่ะ!!” ว่าพลางขยับตะเกียบกลับมาหาตน ทว่าอีกฝ่ายกับเร็วกว่า เพียงพริบตาเดียวกุ้งตัวใหญ่ก็เข้าไปอยู่ในปากรสชาติเผ็ดเปรี้ยวกำลังดี ความเด้งนุ่ม และหวานที่ปลายลิ้นทันทีที่รสชาติมากมายตีกันอยู่ในโพรงปากเถ้าแก่เจ้าของร้านซาลาเปาถึงกับเบิกตากว้าง ยกมือปิดปาก ก่อนเอ่ยออกมาว่า“อร่อยมาก!! อาหารอะไรกันเหตุใดถึงได้มีรสชาติเลิศล้ำขนาดนี้!! แม่หนูเจ้าขายหรือไม่ลุงยินดีซื้อทั้งหมด!!”ปฏิกิริยาของเขากระตุ้นผู้คนมากมายซึ่งให้ความสนใจอยู่ก่อนแล้ว ผู้คนเริ่มขยับเข้ามาใกล้แสดงความสนใจกันมากขึ้น“มีขายเจ้าคะ แต่เป็นของร้านท่านลุงสือนะเจ้าคะ ท่านลุงสามารถเดินเข้าไปสั่งซื้อในร้าน ชื่อรายการอาหารคือกุ้งเผาน้ำปรุงรสเด็ดเจ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นเถ้าแก่ร้านถึงกับเข้าใจอย่างถ่องแท้ ที่แท้พวกเขาสองคนมาหน้าร้านเพื่อเร
งานแต่งงานของท่านแม่ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยไม่ต้องการขัดขวางช่วงเวลาหวานล้ำของคนทั้งคู่หลิงอันจึงขันอาสาออกจากบ้านมาดูอาหารชนิดใหม่กับสือกัง“แม่หนูอันเจ้าช่างเป็นเด็กรู้ความยิ่งนัก” สือกังเอ่ยยิ้ม ๆ ขณะเดินตรวจสัตว์ทะเลที่ได้มาวันนี้ด้วยกัน“เพราะข้ารู้ความไม่ใช่หรือเจ้าคะท่านลุงสือถึงได้ชื่นชอบข้า” ตอบออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม รอยยิ้มเต็มไปด้วยความถือดี“ฮ่า ฮ่า ใช่ เพราะเจ้าเป็นเช่นนี้ลุงถึงได้ชื่นชอบ” ว่าพลางก้าวขาตามหลังไปวันนี้ถือเป็นวันแรกที่ร้านมีสุขจะเปิดขายอาหารทะเล หลิงอันจึงเข้ามาตรวจความพร้อมทั้งมาคอยชิมรสชาติอาหารที่ทางพ่อครัวเป็นคนทำครึ่งเดือนนับจากวันแรกที่ได้พูดคุยกับท่านลุงชาวประมง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร้านมีสุขได้นำอาหารทะเลเข้ามาหลายรอบให้พ่อครัวได้ลองฝีมือทำอาหารทะเล หลังผ่านพ้นความพยายามทั้งการปรับปรุงรสชาติและปรับปรุงรูปแบบการขนส่งในที่สุดวันนี้ร้านมีสุขก็พร้อมสำหรับเปิดขายอาหารทะเลเสียที“แม่หนูอันเจ้าพูดจริงใช่ไหม? คิดจะทำอย่างนี้จริง ๆ หรือ?” สือกังเอ่ยถามด้วยใจเป็นกังวลเขาไม่ได้กังวลว่าของจะขายไม่ได้ แต่กำลังกังวลกับวิธีการของเด็กสาวต่างหาก ถึงของจะขายไม่อ
“หลิงซุนข้ารู้ว่าการพูดเช่นนี้ในยามที่เจ้าอ่อนไหวนั้นถือว่าขี้ขลาดแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังคงต้องการจะพูด”ฝ่ามือใหญ่ติดแห้งกร้านจากการทำงานหนัก นัยน์ตาดำขลับแสนจริงจัง ท่าทางของเขาที่คุกเข่าข้างหนึ่งยื่นมือออกมาจับมือหลิงซุนไปกุมไว้ล้วนสะท้อนภายในนัยน์ตาหลิงอัน“เจ้ายินดีจะให้ข้าดูแลเจ้านับจากวันนี้ไปจนกว่าชีวิตจะดับสูญหรือไม่?”จางเหวินยิ้มบางเบา จ้องมองนางไม่วางตาคนถูกขอกะทันหันตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง หญิงสาวที่สะอื้นไห้น้ำตาถึงกับหยุดชะงัก เบิกตากว้างมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง“ขะ...ข้า คือว่าข้า...” หลิงซุนอ้ำอึ้งสายตาเหลือบมองบุตรสาวข้างกาย ทำให้ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยน สายตาเชื่อมั่นความมั่นใจที่ถูกโยนทิ้งไปพลันถูกเก็บขึ้นมาอีกครั้งยามหันมองสบนัยน์ตาดำขลับตรงหน้า สายตาสั่นไหวจึงเปลี่ยนเป็นหนักแน่น“ข้ายินดี”ผ้าแพรสีแดงปลิวไสว บรรยากาศครื้นเครงวันนี้ถือเป็นวันดีของสองแม่ลูกหลิง รวมถึงเป็นวันดีของจางเหวินชายหนุ่มผู้ครองตัวเป็นโสดมานานหลายปี ไม่เคยมีข่าวข้องเกี่ยวกับบุตรสาวบ้านใด ตอนนี้กำลังแต่งตัวเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงสาวที่ตนพึงใจด้วยเป็นงานแต่งของชาวบ้านธรรมดาจึงไม่ได้จัดงานอย่
หลิงซุนไม่พูดจาเอาแต่ร้องไห้เงียบ ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาทั้งอย่างนั้นไม่สนใจกระทั่งยกมือเช็ดคราบน้ำตาออกจากห่างตา หญิงสาวยิ้มเยาะตนเองในใจพลางคิดไปถึงความคาดหวังเล็กน้อยแสนริบหรี่ที่เคยเกิดขึ้นทั้งที่รู้ว่าพวกเขานั้นหาได้สนใจ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาคาดหวังอะไรกับนาง ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบคาดหวังราวกับคนโง่คิดว่าพวกเขามาหาเพราะนึกได้ว่ามีบุตรสาวเช่นนาง หรือไม่ก็คิดว่า นางยังเป็นบุตรสาวหากเปรียบความคาดหวังเป็นความฝันคงเป็นฝันแสนสั้นที่เพียงหลับตาก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นมารับรู้ความเป็นจริงเด็กสาวก้าวเข้ามาในบ้านมองภาพมารดาถูกบุรุษผู้หนึ่งประคองไหล่ไม่ให้ทรุดตัวลงไปด้วยหัวใจปวดหนึบแผ่นหลังที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งบัดนี้นางกลับมองเห็นรอยปริแตกบางเบา“ท่านแม่...” น้ำเสียงเจือนัยกังวลเอ่ยขึ้นขยับขาเข้าไปใกล้ หลิงซุนหลุบตามองบุตรสาวตัวน้อยแสนแข็งแกร่ง เด็กสาวที่คอยปกป้องตนอยู่เสมอ“อันเอ๋อร์ลูก ฮึก แม่ ฮึก ทั้งที่แม่คิดว่าทำใจได้แล้วแท้ ๆ แต่พอได้ยินคำพูดเหล่านั้นจากปากพวกเขาแม่ก็ยังอดรู้สึกเจ็บหน่วงที่ใจไม่ได้ ฮึก” หญิงสาวย่อตัวลงโอบกอดบุตรสาวหลิงอันยกมือกอดตอบ“ท่านแม่ ที่ท่านยังรู้สึกเพราะ
เนิ่นนานไม่หวาดกลัว พอมองเห็นอำนาจแล้วถึงพึ่งมานึกเสียใจสองแม่ลูกตระกูลหวังรับรู้แล้วว่าหลิงอันรู้เห็นในการกระทำของพวกนางถึงขั้นรีบหันหลังกลับออกไปไม่กล้ามอง ด้วยหวาดกลัวว่าหากยังอยู่ต่อจะอาจจะโดนลูกหลงเข้าก็เป็นได้ฝ่ายเจียลี่ที่ถูกคำพูดสือกังทำให้บื้อใบ้ใบหน้าซีดเผือด ปลายนิ้วที่ชี้ไปยังชายหนุ่มถูกดึงกลับมา“ใจจริงข้าไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของครอบครัว แต่ในเมื่อพวกท่านเล่นละครไร้คุณธรรม คิดหวังในทรัพย์สินของผู้อื่น ก็คงต้องให้ศาลตัดสินความผิดแล้ว”“ศาล!! ไม่ ข้าไม่อยากไปศาลอะไรทั้งนั้น!!”“ในเมื่อท่านไม่ต้องการเช่นนั้นก็มาคุยกันดี ๆ ดีกว่า ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้าแล้วกัน”ถึงตอนนี้แล้วนางจะยังทำอะไรได้อีก ชาวบ้านธรรมดามักหวาดกลัวสถานที่ที่เรียกว่าศาลกันทั้งนั้น หากต้องไปจริง ๆ มีหวังได้เป็นลมล้มไปเสียตอนนี้เจียลี่ที่หวาดกลัวอำนาจเบื้องหลังสือกังพยักหน้าราวแม่ไก่จิกหาของกิน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรล้วนเชื่อฟัง“เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะให้พวกเจ้าเขียนหนังสือแยกบ้านออกมายืนยันการตัดสัมพันธ์เสีย”ไม่ว่าเปล่าสือกังหันไปสั่งให้คนของตนไปนำหนังสือสัญญาออกมา ปกติเขามักจะพกหน
“ไม่จริง!! พวกเจ้ารวมหัวกันหลอกข้า โกหกเรื่องกฎแคว้น กลัวว่าข้าจะนำเงินบ้านหลิงซุนไปจนหมด พวกเจ้าโกหกข้า!!”ยืนรอหน้าบ้านมานานหลายวัน ทั้งยังต้องทนกับสายตาของชาวบ้าน นางจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ตนต้องนำตัวหลิงซุนกลับไปให้ได้พอกลับไปแล้วจะต้องสั่งสอนลูกคนนี้ให้รู้จักเชื่อฟังเช่นเดิม ออกจากบ้านมานานปีกกล้าขาแข็งถึงขั้นไม่เชื่อฟังแม่อย่างนางแล้ว!!“หลิงซุนเจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไม รีบเชิญข้าเข้าไปในบ้าน เรื่องนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เจ้าต้องกลับบ้านไปกับข้าหรือไม่ก็ปล่อยให้ข้ากับพี่ชายเจ้าเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย เจ้ามีเงินแล้วสมควรเลี้ยงดูครอบครัว อย่าได้ปล่อยให้อดอยาก!!”หากเป็นเมื่อก่อนชาวบ้านหลายคนคงจะยืนข้างฝั่งบ้านเดิมหลิงซุน แต่หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากพวกนาง ได้เห็นว่าครอบครัวที่ทำดีต่อครอบครัวหลิงนั้นมีความเป็นอยู่เช่นไร ทั้งยังได้เห็นว่าครอบครัวที่หันหลังให้ครอบครัวหลิงนั้นจะเป็นเช่นไร ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหันเหไปทางสองแม่ลูกหลิงพวกเขาเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยเกี่ยวกับการกระทำของเจียลี่ นึกย้อนไปยังไม่กี่เดือนก่อนที่สองแม่ลูกหลิงต้องใช้ชีวิตกันอย่างขัดสนพว







