LOGINบทที่ 11
ชิงช้าไม้ถูกแกว่งไกวเบาๆ ด้วยกำลังขาของว่าที่คุณแม่ ใบหน้าสวยเฉี่ยวดูสดใสขึ้นกว่าหลายวันที่ผ่านมา ขณะที่สายลมเอื่อยพัดพาความเย็นมาช่วยคลายร้อน ผมยาวสลวยถูกปล่อยทิ้งตัวตามธรรมชาติ เธอเลือกที่จะตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
บนหน้าตักมีจานมะม่วงเปรี้ยวปอกวางอยู่ มือเรียวหยิบชิ้นมะม่วงเข้าปาก รสเปรี้ยวจี๊ดทำให้เข็ดฟัน แต่กลับเป็นรสชาติที่โหยหา ทว่าไม่นานกลับมีเสียงเรียกร้อนรนดังแว่วมา
“นังไจ๋”
“มีอะไรยัยเกี๊ยว เรียกซะเสียงดังเชียว” จนิตาหันไปมองเกวลินที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหาราวกับมีเรื่องร้อนใจ จึงหยุดไกวชิงช้า หัวคิ้วเลิกขึ้นด้วยความสงสัย
“แกทำใจดีๆ นะไจ๋” เกวลินหน้าซีดเผือด แล้วเอื้อมมือไปกุมหัวไหล่เพื่อนไว้แน่น กลัวเหลือเกินว่าหากจนิตารู้ข่าวนี้แล้วจะตกใจจนเป็นลมล้มพับไป
“มีอะไรก็พูดมาเถอะ” จนิตาเริ่มใจคอไม่ดี
“ผัวแกถูกยิง” เกวลินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนบอก ตอนแรกก็ลังเลว่าจะบอกดีไหม แต่คิดว่าไม่ควรปิดบังเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ เพราะคนที่ควรตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปคือจนิตา
“อะ...ไรนะ” คนฟังรู้สึกว่าปากสั่นจนควบคุมไม่ได้ หัวคิ้วย่นเข้าหากันราวกับอยากจะทบทวนดูว่าเธอได้ยินผิดไปหรือเปล่า
“คุณพายถูกยิง” เกวลินย้ำอีกครั้ง มือยกขึ้นลูบแผ่นหลังเพื่อนเบาๆ เพื่อปลอบขวัญ “เห็นว่าสาหัสน่าดู ผ่านมาสองวันแล้วยังไม่ออกจากห้องไอซียูเลย”
จนิตานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องถี่ๆ ปากอวบอิ่มขบเม้มเข้าหากัน แต่กลับไม่ได้พูดหรือแสดงความรู้สึกอะไรออกมามากกว่านั้น มีแค่เสียงครางรับแผ่วเบาในลำคอ
“อื้อ”
แม้เกวลินจะไม่ชอบใจการกระทำของพริษฐ์ แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ก็อดห่วงไม่ได้ แล้วรอคอยคำตอบว่าจนิตาจะตัดสินใจอย่างไร
“ก็แค่ผัวเก่า ฉันคงไม่ต้องไปเยี่ยมหรอก” ว่าที่คุณแม่บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แววตาแน่วแน่แม้จะมีประกายวูบไหว
“เอาจริงดิ” เกวลินยิ้มแห้ง เธอเคารพการตัดสินใจของเพื่อน แต่ก็อดทึ่งไม่ได้
“จริง”
จนิตายืนยัน เธอจะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว ในเมื่อเลือกจะเดินไปข้างหน้าก็จะไม่เปลี่ยนใจ อีกอย่างตนกับพริษฐ์ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแล้ว มือเรียวหยิบมะม่วงขึ้นมาเคี้ยวใส่ปากที่พยายามทำให้เลิกสั่น
เกวลินไม่ถามใดๆ อีก เลือกหมุนตัวเดินห่างออกมา ขณะหยิบสมาร์ตโฟนที่คาสายอยู่นั้นขึ้นมาแนบหู
“มันใจแข็งโคตร” เกวลินกรอกเสียงบอกศราที่เป็นผู้นำความมาบอก
“ก็สมกับที่เป็นนังไจ๋ดี ทั้งใจเด็ด ทั้งใจแข็ง” ศราได้แต่หวังว่าจนิตาจะผ่านทุกอย่างไปได้ “แกก็ดูแลมันดีๆ ด้วยนะ ถึงยังไงใจมันก็ไม่ใช่เหล็ก”
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลมันอย่างดี” โชคดีที่ธุรกิจเกี่ยวกับร้านดอกไม้ตอนนี้มีน้องสาวคอยเข้ามาช่วยดูแลให้
เกวลินจึงมีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนจนิตายังรีสอร์ตที่เป็นของพี่ชาย ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเธอมีพี่ชายต่างมารดา
ด้านหน้าห้องไอซียูเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียด วาโยพรูลมหายใจร้อนๆ ออกมาด้วยความล้า ผ่านมาสองวันเต็มแล้วแต่พริษฐ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนสติ เพราะเสียเลือดไปมาก ภาพวินาทีที่เขาต้องจับมีดกรีดลงบนหน้าอกของเพื่อนรักยังคงติดตา
ทันใดนั้น ศัลยแพทย์หนุ่มก็ต้องหันไปมองคนที่เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งลงข้างๆ
“มันเป็นไงบ้าง” สิบทิศถามด้วยความห่วงใย ตนเดินวนกลับมาดูอาการเพื่อนแทบจะทุกชั่วโมง
“ยังไม่ฟื้นเลย แต่น่าจะอีกไม่นานนี้แล้ว” วาโยเอ่ยบอก
“แล้วคุณแม่ล่ะ” สิบทิศหันไปมองหาพรอุษา เมื่อวานท่านเป็นลมไปถึงสองรอบ
“ไอ้ธามเพิ่งพากลับไปพัก” ธนกฤตแยกตัวไปส่งพรอุษาที่บ้านเมื่อสิบห้านาทีก่อน ส่วนเรื่องคดีความนั้นนายตำรวจหนุ่มลงมือจัดการด้วยตัวเองอย่างสุดกำลัง ตอนนี้ลูกน้องใต้บังคับบัญชาก็กำลังไล่เช็กกล้องวงจรปิดทุกตัวรอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด
วาโยไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนลั่นไก คนอย่างพริษฐ์ไม่น่าจะไปมีศัตรูที่ไหนได้ เรื่องชกต่อยคราวก่อนก็ไม่น่าจะเป็นชนวนเหตุให้ถึงขั้นปองร้ายเอาชีวิตกันได้
สิบทิศพยักหน้ารับ แล้วนั่งรออยู่ด้านหน้าห้องไอซียูไปเรื่อยๆ กระทั่งมีนางพยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาบอกข่าวดี
“หมอโยคะ หมอพายฟื้นแล้วค่ะ”
เพื่อนทั้งสองรีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที เมื่อเห็นดวงตาของพริษฐ์ค่อยๆ ขยับกะพริบถี่ พวกเขาก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เป็นไงบ้างไอ้พาย” สิบทิศเอ่ยถามคนที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างมึนงง
“กู...”
พริษฐ์นิ่วหน้า ความเจ็บร้าวแล่นปราดไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าอก ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องราวกับกำลังค้นหาบางอย่าง ก่อนเอ่ยถามชื่อคนที่ติดอยู่ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ไจ๋ล่ะ” ทำไมตนถึงไม่เห็นจนิตาเลย “ไจ๋ไจ๋ไปไหน...”
เพื่อนทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้มไม่ออก หรือว่าตอนล้มลงไปศีรษะของพริษฐ์จะได้รับความกระทบกระเทือน แต่ก่อนหน้านี้ก็ทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ
“เธอไปแล้วไง” วาโยเอ่ยบอก
“ไปแล้ว” พริษฐ์ทวนคำนั้น ก่อนร่างกายจะนิ่งค้าง ใบหน้าเริ่มมีความเศร้าปรากฏ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ผุดขึ้นมาตอกย้ำความจริง ว่าในวันนี้ไม่มีอีกแล้วคนที่รักเขาสุดหัวใจ คนที่ยอมได้ทุกอย่าง คนที่ชอบหิ้วท้องรอกินข้าวพร้อมกัน
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ยืนนิ่งรับแรงดันน้ำที่ปะทะร่างกายจนเปียกโชกไปทั้งตัว เขายอมให้ศราสาดซัดความโกรธแค้นใส่ได้ตามสบาย ขอแค่เจ้าตัวใจอ่อนยอมบอกที่ซ่อนของจนิตา ศราเร่งระดับน้ำให้แรงขึ้นไปอีก จะดูว่าคนหน้าด้านจะทนได้สักแค่ไหน ทว่าเวลาผ่านไป คนตรงหน้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยอมหนีเลยแม้แต่น้อย จนหญิงสาวเริ่มขบเม้มปาก ใจกลัวขึ้นมาว่าตนเองจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายแผลติดเชื้อ ถ้าถึงขั้นตายขึ้นมาตนจะซวยเอาได้ จึงฮึดฮัดขัดใจพร้อมทิ้งสายยางลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเท้าเอวด้วยความเหนื่อยหน่าย “โอ๊ย…มันอยู่ระยองมั้ง” “จริงเหรอครับ” พริษฐ์ตาโตอย่างมีความหวัง ระยองเป็นสถานที่ที่จนิตาชอบและเขาเคยพาเธอไปเที่ยวบ่อยๆ ไม่ต่างจากเขาใหญ่ “ไปหาเอาเอง” ศราสะบัดมือไล่ส่งๆ ไม่คิดจะขยายความต่อ “ขอบคุณครับ” พริษฐ์กล่าวขอบคุณจากใจ แม้จะรับรู้ว่าถ้อยคำนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็เป็นความหวังได้อยู่ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนกฤตส่งคนช่วยตามหาตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ว่าแล้วร่างสูงก็พลิกตัวกลับขึ้นรถพร้อมมุ่งหน้าไปยังจังหวัดร
ประนอมผ่อนลมหายใจช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ป้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไจ๋ที่รักคุณพายขนาดนั้น จู่ๆ ถึงขอหย่าได้ แล้วคุณพายเองก็รักคุณไจ๋ไม่แพ้กัน” ประนอมนึกถึงความหลัง “ที่คุณพายให้ป้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากให้ป้าช่วยมาดูแลคุณไจ๋ เพราะเธอชอบหัดทำอาหารแล้วมือโดนน้ำมันกระเด็นใส่บ่อยๆ รวมถึงไม่อยากทิ้งให้คุณไจ๋ต้องอยู่บ้านคนเดียว เวลาที่คุณพายต้องไปทำงาน” หากไม่รักก็คงไม่เอาใจใส่และห่วงใยเท่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนแก่เกินไปจึงไม่เข้าใจอารมณ์ของหนุ่มสาวหรือเปล่า “ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากนิสัยมันแหละครับป้า ทำอะไรห่วงอะไรก็ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยบอกเมีย” วาโยอธิบายเสริม ประนอมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเจ้านายเป็นคนปากหนักมาแต่ไหนแต่ไร ความรักความห่วงใยส่วนใหญ่มักจะแสดงออกผ่านการกระทำหรือฝากฝังผ่านเธอเสียมากกว่า “ยังไงผมก็ฝากมันด้วยนะครับ” “ค่ะ” ประนอมยิ้มรับคำฝากฝัง แล้วรีบหันไปตระเตรียมปรุงอาหารรสอ่อนๆ ที่พริษฐ์พอจะกินได้ ซึ่งก็ไม่พ้นเมนูโปรดของจนิตาอย่างข้าวต้มกุ้ง เผื่อว่ากลิ่นหอมคุ้นเคยจะช่วยให้เจ้านายเจริญอาหา
“ญาติคนไข้คนนั้นตัดทิ้งได้เลย เขาไม่มีปัญญาจ้างมือปืนมายิงไอ้พายได้หรอก” ธนกฤตตอบ สีหน้ายิ่งเครียดหนักเมื่อคดีดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น “ทำไม” ทุกคนทำสีหน้าใคร่รู้ “เพราะเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน” คำเฉลยของธนกฤตทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สิบทิศจะโพล่งถามถึงอีกคน “แล้วคนที่ไอ้พายไปมีเรื่องด้วยที่ผับล่ะ” “เพื่อนคุณไจ๋...เพื่อนสาว” “อะไรนะ” แม้แต่พริษฐ์ก็ทำหน้าตกใจ คาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเพื่อนของจนิตา “เมื่อก่อนชื่อนน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นเมธาวิน หรือวินนี่” ธนกฤตบอกถึงข้อมูลที่สืบทราบมาได้ “แล้วมึงจำไม่ได้เลยหรือไงวะพาย” วาโยหันไปถามคนบนเตียง “หรือว่าวันนั้นมึงเมาจนเบลอ” “จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะเขาศัลยกรรมมาเยอะ และได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศมานานแล้ว วันนั้นเขาแค่คงอยากยั่วโมโหมัน” ธนกฤตอธิบายจนทุกคนกระจ่างใจ “ไว้มีโอกาสกูจะไปขอโทษเขา” พริษฐ์เริ่มจำได้ถึงเพื่อนคนดังกล่าว อีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่จนิตาเคยพูดถึงอยู่บ้างว่าอยู่ต่างประเทศ
“พาย” ตะวันฉายถึงกับหน้าเสีย ไม่นึกว่าพริษฐ์จะใจร้ายใส่เธอได้ถึงเพียงนี้ แล้วน้ำตาก็ขังคลอหน่วยตาในทันที พริษฐ์ไม่คิดใจอ่อน ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่จบ ที่สำคัญเขาฝืนใจแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้จริงๆ ทว่าไม่ทันได้พูดใดๆ ต่อไปอีกก็มีเสียงตวาดลั่นดังขึ้น “ตาพาย ทำไมพูดแบบนี้กับหนูฉายฮะ” พรรุจาที่เปิดประตูมาได้ยินประโยคใจร้ายเข้าถึงกับขึ้นเสียงใส่หลานชาย สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอรีบก้าวไปหยุดเท้าอยู่เคียงข้างตะวันฉาย “คุณป้า” ตะวันฉายเบะปากคล้ายจะปล่อยโฮออกมา “หนูฉายตั้งใจทำมาให้ แกก็ควรกิน” คนเป็นป้าดุหลานชายอีกครั้ง ไม่นึกว่าพริษฐ์จะทำนิสัยเช่นนี้ คงติดมาจากแม่นางร้ายนั่น “ผมรับไว้แต่น้ำใจนะครับ อย่างอื่นผมขอปฏิเสธ” ชายหนุ่มรู้ดีว่าซุปไก่นั้นไม่ได้มีแต่น้ำใจ จึงยืนกรานปฏิเสธ ดวงตาจ้องมองคนเป็นป้าอย่างจริงจัง “ตาพาย” พรรุจาตวาดเสียงปรามดุ แล้วไม่วายเตือนให้หลานชายได้พึงระลึกไว้ “อย่าทำตัวแบบนี้ อย่าลืมสิว่า ครอบครัวหนูฉายมีบุญคุณต่อพวกเรา” “ผมไม่เคยลืมครับ” พริษฐ์ตอบสั้นๆ เพราะคำว่าบุญคุณนี่แหละที
“อะไรล่ะ” เกวลินถามกลับ จะได้โทร.กลับไปบอกเพื่อนทั้งสองถูก “อยากกินเนื้อผู้ชายหนุ่มๆ” ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าใช้ลิ้นเลียกลีบปากอีกด้วย นั่นทำให้ต้นแขนถูกฟาดดังเพียะ “นังไจ๋ อย่าเพิ่งมาหาพ่อให้หลานฉันตอนนี้” เกวลินเท้าเอววีน ตนก็คิดว่าเพื่อนจะอยากกินขนมนมเนย ที่ไหนได้กลับนึกหิวผู้ชายขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ใครว่า หาผัวใหม่ให้ตัวเองต่างหาก” จนิตาว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกได้ แต่เป็นผัวให้ตัวเองไม่ได้ เกวลินเห็นเพื่อนหัวเราะได้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ลึกๆ จะไม่แน่ใจว่าจนิตากำลังแกล้งทำเพื่อให้เธอสบายใจหรือเปล่า หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฝีเท้าที่ตั้งใจจะก้าวตรงไปยังเตียงคนไข้ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน สิบทิศรีบพุ่งตัวไปยังห้องน้ำแทนเมื่อได้ยินเสียงอาเจียนดังแว่วออกมาไม่หยุด “ไอ้พายไหวไหมเนี่ย” สิบทิศรีบเข้าไปช่วยประคองเพื่อนที่นั่งกองอยู่กับพื้น หลังพยายามขยับตัวลุกจากการนั่งกอดชักโครก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขาถึงกับต
วาโยมองหน้าเพื่อนแล้วได้แต่นึกสงสาร พลันรีบประคองคนที่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง “มึงจะทำอะไร...” “กูจะไปตามหาไจ๋” พริษฐ์พยายามฝืนความเจ็บที่ทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นเลย “มึงเอาตัวให้รอดก่อน เดี๋ยวพวกกูจะช่วยตามหาให้ก่อน” แค่ขยับตัวลุกยังทำไม่ได้ แล้วมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเร่ตามหาจนิตา “แต่ถ้ากูปล่อยให้นานไปกว่านี้ โอกาสที่กูจะหาไจ๋เจอก็จะยิ่งน้อยลง” พริษฐ์ทำหน้าดื้อรั้น จะให้นอนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร “ตอนนี้สิ่งที่มึงต้องสนคือใครยิงมึงต่างหาก ถ้าออกไปแล้วถูกยิงอีกมึงจะทำยังไง” วาโยเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “แต่อยู่โดยไม่มีไจ๋ กูน่าจะทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก” พริษฐ์มองเพื่อนด้วยแววตาเจ็บปวดรวดร้าว “อย่ามาคลั่งรักตอนนี้” วาโยปรามดุ สิบทิศก็พยักหน้าเห็นด้วยว่าเพื่อนควรฟังคำเตือน “กูคลั่งรักไจ๋มานานแล้ว” พริษฐ์แย้งไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เออ แต่มึงเป็นพวกปากหนักไงไอ้พาย คราวนี้ก็เรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียนซะ และถ้ายังไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ มึงต้องพักให้ร่างกายหายดีก่อน หายแล้วพวกกูจะไม่ห้ามมึงเลย”







