เข้าสู่ระบบ“ไม่ใช่พ่อ ไม่ต้องมาสั่ง”
พริษฐ์กลอกตาใส่คนปากดีที่พอเริ่มมีแรงก็แผลงฤทธิ์
“ผมจะไปทำอะไรให้กิน” ชายหนุ่มตัดบทสั้นๆ หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัว โดยไม่รอฟังคำค้าน
“ไม่...” จนิตาเค้นเสียงได้แค่คำเดียว อาการหน้ามืดระลอกใหม่ก็จู่โจมจนต้องเอนกายพิงพนักโซฟา
เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่พริษฐ์ก็เดินกลับมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว มือยื่นจานข้าวพร้อมกับน้ำดื่มวางไว้บนโต๊ะ
“กินซะครับ จะได้กินยา”
หญิงสาวค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เพราะกลิ่นที่คุ้นเคยเตะจมูก แล้วในนาทีถัดมาก็แทบปากสั่น
“ข้าวไข่เจียว”
สิ่งที่เขาทำให้ คือข้าวไข่เจียวที่ตอนนี้เธอเกลียดมันเข้าไส้ แค่เห็นใจก็เดือดดาล พลันยกนิ้วขึ้นชี้ไปทางประตูบ้าน
“ออกไป”
“กินซะ อย่ามามัวแต่ทำตัวอวดดีอยู่เลยครับ หรือต้องให้ผมป้อน” พริษฐ์มองหน้าอดีตภรรยาอย่างไม่เข้าใจ ทำไมการจะคุยกันดีๆ เหมือนเมื่อก่อนถึงได้ยากเย็นนัก
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนที่แม้จะหย่ากันไปแล้ว แต่ก็ยังให้เธอเป็นตัวแทนแม่นั่นอยู่อีก ดวงตามองไปยังข้าวไข่เจียว ก่อนจะปัดมันทิ้งลงพื้นจนจานแตกดังเพล้ง
“คุณไจ๋” พริษฐ์มองเม็ดข้าวที่กระจายเกลื่อนพื้นด้วยอาการอึ้งๆ “ผมอุตส่าห์ตั้งใจทำให้นะครับ”
“ไม่ได้ขอปะวะ” คนเจ็บช้ำใจเค้นเสียงถามพร้อมปรายตามอง
“จะว่าผมสะเออะ?” มันจะตีความเป็นอื่นได้อย่างไร นอกจากเขาสาระแนทำให้เองโดยเจ้าตัวไม่ได้ขอ
“คิดได้ก็ดี” จนิตากลั้วหัวเราะใส่ พยายามฝืนอาการวิงเวียนมาสู้กลับอย่างสมน้ำสมเนื้อ
“แบบนี้ไงผมถึงทนคุณไม่ไหว” คนถูกว่าสติขาดผึง ใบหน้าคมเข้มขรึมลงด้วยความโกรธจัด สายตาตวัดมองคนอวดดีที่ตนไม่น่าให้ความสนใจเลย
“ใครทนใครไม่ไหวกันแน่” จนิตาสวนกลับทันควัน ลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าเธอเป็นคนขอหย่า
“อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นนะไจ๋ไจ๋ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อก่อนคุณเป็นฝ่ายวิ่งโร่ตามผมต้อยๆ เอง” พริษฐ์ประชดกลับด้วยรอยยิ้มร้าย ตอกย้ำภาพเก่าๆ ที่จนิตาเคยวิ่งตามจีบเขาจนลือกันไปทั้งโรงพยาบาล แถมยังชอบทำกับข้าวฝีมือห่วยๆ เค็มจนกินไม่ได้มาให้อีก
“ที่ผ่านมาฉันตาบอด” จนิตายอมรับ
พริษฐ์ทั้งสะอึกทั้งโกรธคนที่กำลังดูถูกกัน ทว่าไม่ทันได้โต้กลับก็ต้องหันไปสนใจกับเสียงสมาร์ตโฟนที่ดังขึ้น
ปิ๊บๆ
ยามหางตาของจนิตาเห็นว่าสายเรียกเข้านั้นคือผู้ใดก็เหยียดปากออกมา แล้วสะบัดหน้าหนีคล้ายไม่อยากรับรู้
“อิจฉา หึง?” คนที่เห็นบิดปากคว่ำ แล้วไม่วายบอกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าคุณทำตัวน่ารักแบบคุณฉายบ้าง...”
“ก็ไปรักแม่นั่นสิ” เขาจะมามัวยืนมองเธอไปทำไม เชิญวิ่งโร่ไปหาผู้หญิงคนนั้นได้เลย
“มั่นใจนะว่าจะไม่ตามไปอาละวาด” ชายหนุ่มหรี่ตามอง เมื่อก่อนจำได้ดีว่าเวลามีผู้หญิงมาอยู่ใกล้ตน จนิตาจะมีอาการหึงหวงชอบแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
“มั่นใจ แถมฉันจะร่วมอวยพรให้ด้วย” เธอมันโง่ที่ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนที่พริษฐ์ไม่ชอบให้เธอออกงาน เป็นเพราะไม่เคยคิดจะให้เป็นภรรยาที่แท้จริง
“ไว้มีข่าวดีเมื่อไหร่ ผมจะจ้างคุณไปร้องเพลง” พริษฐ์หวังว่าในวันนั้นหญิงสาวจะร้องเพลงเพราะๆ ไม่ใช่ร้องไห้กระซิกๆ
จนิตาค้อมศีรษะรับ รับรองว่าจะเรียกค่าตัวหลักล้านเลย แล้วชี้นิ้วไล่อีกครั้ง “ออกไปได้แล้ว หรือต้องให้เอาน้ำมาสาดไล่”
หากพริษฐ์ยังไม่รีบเดินออกไป เธอจะเอาน้ำมาสาดไล่เขาเหมือนหมูเหมือนหมาแน่
ชายหนุ่มมีศักดิ์ศรีพอจะไม่รอให้ถูกไล่ซ้ำเป็นครั้งที่สาม สองเท้าเดินไวๆ หายไปอย่างเร็วไว ทิ้งไว้เพียงข้าวไข่เจียวที่ถูกสายตาคู่สวยมองอย่างเกลียดชัง
หญิงสาวพยายามระงับอารมณ์และเรียกสติกลับมา ทว่าก็รู้สึกได้ว่าเธอไม่เป็นตัวเอง ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้น เพราะอยากจะล้างหน้าล้างตาอีกรอบ แล้วก็ต้องเก็บกวาดทั้งห้องน้ำ ทั้งห้องนั่งเล่น
ทว่าแค่ปลายเท้าแตะพื้นกระเบื้องก็ต้องพบกับสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ
บนพื้นห้องน้ำที่ควรจะเลอะเทอะกลับสะอาดเอี่ยมอ่อง
เขาทำอย่างนั้นหรือ จนิตานิ่งครุ่นคิด นึกถึงช่วงเวลาที่พริษฐ์หายเข้าไปในห้องครัวนานสองนาน นอกจากเสียงหุงข้าวก็แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลยเพราะอาการหน้ามืดเล่นงาน ก่อนสะบัดศีรษะไล่ความคิดเหล่านั้น เพราะเธอไม่ควรไปสนใจ แล้วรีบล้างหน้าล้างตาให้สะอาด
หญิงสาวเดินกลับไปทำความสะอาดห้องนั่งเล่น ส่วนเรื่องข้าวกลางวันก็เปลี่ยนเป็นสั่งผ่านแอปพลิเคชันสั่งอาหารแทน โดยที่ในมือยังคงกำยาดมสมุนไพรไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
วันเวลาล่วงเลยมาอีกสามวัน อาการแพ้ท้องของจนิตายังคงวนเวียนมาทักทายทุกเช้าที่ลืมตาขึ้น และจะเริ่มทุเลาลงในช่วงสายๆ หญิงสาวหยิบยาดมอันใหม่เอี่ยมขึ้นมาสูดดมความสดชื่นเข้าปอด ส่วนยาดมสมุนไพรของพริษฐ์นั้นเธอโยนทิ้งลงถังขยะไปแล้ว ปากเบะใส่อย่างนึกชัง ไม่รัก ไม่ว่า แต่ไม่ใช่มาหลอกว่ารัก
ปิ๊บๆ
จนิตาสะบัดความคิดนั้นทิ้งหันไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดรับ
“นังไจ๋” คนที่โทร.เข้ามาคือเกวลิน
“ว่าไง มีอะไรดีๆ หรือไงยะ” จากน้ำเสียงฟังดูก็รู้ว่าต้องมีสิ่งดีๆ แน่นอน
“แกได้งานแล้ว”
“จริงเหรอ งานอะไร” จนิตาตาเป็นประกาย ความห่อเหี่ยวจากการนั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้านมาสองวันมลายหายไปสิ้น
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม”
“ถ้าสมมุติว่าจริง แล้วคุณไจ๋เธอรู้ได้ไงวะ” วาโยทำสีหน้าครุ่นคิด แล้วก็มีชื่อหนึ่งลอยเด่นขึ้นมา “หรือคุณฉายบอก ว่าแต่คุณไจ๋ขอหย่ามึงวันไหนนะ” “วันที่...” พริษฐ์จำวันนั้นได้ขึ้นใจ จะลืมได้อย่างไรกับความบ้าของตัวเอง วาโยทำหน้าครุ่นคิด พลางยกมือขึ้นมาจับที่ปลายคาง “ก็หลังจากที่มึงชวนกูไปผับได้สองวัน” พริษฐ์บอกไปอีก “ไอ้เหี้ย...” บางอย่างฉายวาบเข้ามาในหัวสมองของวาโย เขาหน้าตาตื่นพร้อมหันไปมองจ้องตากับพริษฐ์ “หรือว่าคุณไจ๋จะได้ยินที่พวกกูคุยกันวะ” พริษฐ์เลิกคิ้วขึ้น เพราะต้องการคำอธิบายโดยด่วนและอย่างละเอียด “ก็วันนั้นที่ผับก่อนที่มึงจะมา ไอ้สิบบอกกูเรื่องนี้...” วาโยคิดว่าจำรายละเอียดส่วนนี้ได้ไม่ผิด “แล้วเหมือนกูก็จะเห็นเพื่อนคุณไจ๋แว้บๆ แต่กูก็ไม่ได้ไปสนใจ” พริษฐ์เริ่มหน้าเครียด หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาก็คงได้คำตอบถึงสาเหตุการขอหย่าแล้ว “มึงลองเข้าไปส่องไอจีเพื่อนคุณไจ๋สิวะ” อย่างไรก็ต้องหาหลักฐานมาประกอบเพิ่ม “กูถูกบล็อกหมด” หมอสูติฯ ทำหน้าเศร้า “งั้นกูเอง” วาโยรีบหยิบสมาร์ตโฟนข
“ผมยอมทุกอย่าง” พริษฐ์กล่าวไปเสียงหนัก “ต่อให้ผมบอกให้คุกเข่า หรือกราบขอร้องผม?” นพเก้าปรายตาลงพื้นเพื่อสื่อสาร “ผมยอม” พริษฐ์ตอบแบบแทบไม่หยุดคิด ศักดิ์ศรีไม่ได้มีค่าไปกว่าภรรยา ฉะนั้นต่อให้ต้องก้มกราบเท้าก็พร้อมทำ สิ้นคำพูดลำตัวก็ทิ้งลงคุกเข่าบนพื้นทันทีเพื่อแสดงความจริงใจ “ไม่ต้อง...” ฝ่ายคนที่เพียงอยากวัดความจริงใจยกมือขึ้นห้าม “ผมไม่รู้ว่าไจ๋อยู่ไหน แต่ที่พอรู้คือคุณรักไจ๋” ถ้าไม่รัก ฝ่ายนั้นคงไม่ยอมเท่านี้ หากเป็นเขาก็คงต้องชั่งใจอยู่นาน “ผมรักไจ๋เสมอมา รักไจ๋คนเดียว ไม่เคยรักคนอื่น” พริษฐ์ยืนยัน มันเป็นความจริงที่ถูกต้องที่สุด ขณะที่อีกฝ่ายนั้นเลิกคิ้วขึ้นมองมาอย่างตั้งคำถาม “ผมไม่เคยรักคุณฉาย” “แต่เธอบอกว่าคุณรักเธอ ถึงขั้นยอมแต่งงานกับไจ๋เพื่อเธอ” นพเก้ามีข้อขัดแย้ง เมื่อเรื่องพวกนี้ออกมาจากปากของตะวันฉาย ด้วยสีหน้าสุดแสนจะมั่นใจ พริษฐ์ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นโดยมีวาโยช่วยประคอง พลันบอกข้อเท็จจริงไป “เพราะในตอนนั้นเธอจะฆ่าตัวตาย ผมเลยต้องรับปาก แต่ผมผิดเองที่คิดน้อยไปว่ายังไงผมก็
“อะไร” เกวลินยื่นหน้าไปใกล้แล้วรอฟัง แต่ไม่ทันจะได้ฟังคำตอบก็มีคำถามดังขึ้น “ชุดนี้สวยไหม” จนิตาเดินออกมาหาเพื่อนทั้งสองพร้อมกับชุดคลุมท้องสีชมพูอ่อน เธอว่ามันน่ารักดี แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหวานเกินไปหรือไม่ “สวย” เพื่อนทั้งสองรีบหันไปตอบ แล้วทำหน้าเก็บพิรุธหลังมีอีกคำถามตามมาติดๆ “ว่าแต่กระซิบกระซาบอะไรกัน มีเรื่องที่ไม่อยากบอกฉันหรือไง” “คุยเรื่องนังศรีจะมีผัวใหม่” เกวลินชี้นิ้วใส่ศรา “อีเกี๊ยว” คนผัวรักผัวหลงถึงกับยกมือขึ้นเท้าเอว นางเพื่อนบ้า เรื่องอื่นมีให้โกหกเยอะแยะไม่บอกไป ดันมาบอกว่าเธอจะมีสามีใหม่เสียได้ ป่านนี้ที่รักของเธอคงจามไม่หยุดแล้ว จนิตาหมุนตัวกลับไปด้านในร้าน เพราะเหนื่อยใจกับเพื่อนที่ชอบเย้าแหย่กัน ฝ่ายเกวลินรีบส่งสายตาไปคาดคั้นเอาคำตอบทันที “ผัวเก่ามันบอกว่าอะไร” “เขาบอกว่า รักนังไจ๋” “ฮะ?” คนฟังทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ นึกขัดใจในถ้อยคำนั้น “มากี่ครั้งก็บอกทุกครั้ง” ศราย้ำ แล้วก็กลอกตามองบนใส่เช่นกัน “หรือนึกเสียดายนังไจ๋ขึ้นมา” เกวลินทำหน้าครุ่นคิด
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ยืนนิ่งรับแรงดันน้ำที่ปะทะร่างกายจนเปียกโชกไปทั้งตัว เขายอมให้ศราสาดซัดความโกรธแค้นใส่ได้ตามสบาย ขอแค่เจ้าตัวใจอ่อนยอมบอกที่ซ่อนของจนิตา ศราเร่งระดับน้ำให้แรงขึ้นไปอีก จะดูว่าคนหน้าด้านจะทนได้สักแค่ไหน ทว่าเวลาผ่านไป คนตรงหน้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยอมหนีเลยแม้แต่น้อย จนหญิงสาวเริ่มขบเม้มปาก ใจกลัวขึ้นมาว่าตนเองจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายแผลติดเชื้อ ถ้าถึงขั้นตายขึ้นมาตนจะซวยเอาได้ จึงฮึดฮัดขัดใจพร้อมทิ้งสายยางลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเท้าเอวด้วยความเหนื่อยหน่าย “โอ๊ย…มันอยู่ระยองมั้ง” “จริงเหรอครับ” พริษฐ์ตาโตอย่างมีความหวัง ระยองเป็นสถานที่ที่จนิตาชอบและเขาเคยพาเธอไปเที่ยวบ่อยๆ ไม่ต่างจากเขาใหญ่ “ไปหาเอาเอง” ศราสะบัดมือไล่ส่งๆ ไม่คิดจะขยายความต่อ “ขอบคุณครับ” พริษฐ์กล่าวขอบคุณจากใจ แม้จะรับรู้ว่าถ้อยคำนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็เป็นความหวังได้อยู่ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนกฤตส่งคนช่วยตามหาตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ว่าแล้วร่างสูงก็พลิกตัวกลับขึ้นรถพร้อมมุ่งหน้าไปยังจังหวัดร
ประนอมผ่อนลมหายใจช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ป้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไจ๋ที่รักคุณพายขนาดนั้น จู่ๆ ถึงขอหย่าได้ แล้วคุณพายเองก็รักคุณไจ๋ไม่แพ้กัน” ประนอมนึกถึงความหลัง “ที่คุณพายให้ป้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากให้ป้าช่วยมาดูแลคุณไจ๋ เพราะเธอชอบหัดทำอาหารแล้วมือโดนน้ำมันกระเด็นใส่บ่อยๆ รวมถึงไม่อยากทิ้งให้คุณไจ๋ต้องอยู่บ้านคนเดียว เวลาที่คุณพายต้องไปทำงาน” หากไม่รักก็คงไม่เอาใจใส่และห่วงใยเท่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนแก่เกินไปจึงไม่เข้าใจอารมณ์ของหนุ่มสาวหรือเปล่า “ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากนิสัยมันแหละครับป้า ทำอะไรห่วงอะไรก็ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยบอกเมีย” วาโยอธิบายเสริม ประนอมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเจ้านายเป็นคนปากหนักมาแต่ไหนแต่ไร ความรักความห่วงใยส่วนใหญ่มักจะแสดงออกผ่านการกระทำหรือฝากฝังผ่านเธอเสียมากกว่า “ยังไงผมก็ฝากมันด้วยนะครับ” “ค่ะ” ประนอมยิ้มรับคำฝากฝัง แล้วรีบหันไปตระเตรียมปรุงอาหารรสอ่อนๆ ที่พริษฐ์พอจะกินได้ ซึ่งก็ไม่พ้นเมนูโปรดของจนิตาอย่างข้าวต้มกุ้ง เผื่อว่ากลิ่นหอมคุ้นเคยจะช่วยให้เจ้านายเจริญอาหา
“ญาติคนไข้คนนั้นตัดทิ้งได้เลย เขาไม่มีปัญญาจ้างมือปืนมายิงไอ้พายได้หรอก” ธนกฤตตอบ สีหน้ายิ่งเครียดหนักเมื่อคดีดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น “ทำไม” ทุกคนทำสีหน้าใคร่รู้ “เพราะเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน” คำเฉลยของธนกฤตทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สิบทิศจะโพล่งถามถึงอีกคน “แล้วคนที่ไอ้พายไปมีเรื่องด้วยที่ผับล่ะ” “เพื่อนคุณไจ๋...เพื่อนสาว” “อะไรนะ” แม้แต่พริษฐ์ก็ทำหน้าตกใจ คาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเพื่อนของจนิตา “เมื่อก่อนชื่อนน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นเมธาวิน หรือวินนี่” ธนกฤตบอกถึงข้อมูลที่สืบทราบมาได้ “แล้วมึงจำไม่ได้เลยหรือไงวะพาย” วาโยหันไปถามคนบนเตียง “หรือว่าวันนั้นมึงเมาจนเบลอ” “จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะเขาศัลยกรรมมาเยอะ และได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศมานานแล้ว วันนั้นเขาแค่คงอยากยั่วโมโหมัน” ธนกฤตอธิบายจนทุกคนกระจ่างใจ “ไว้มีโอกาสกูจะไปขอโทษเขา” พริษฐ์เริ่มจำได้ถึงเพื่อนคนดังกล่าว อีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่จนิตาเคยพูดถึงอยู่บ้างว่าอยู่ต่างประเทศ







