LOGINบทที่ 4
เวลาประมาณสี่ทุ่มรถคันหรูก็ถอยเข้าไปจอดภายในโรงรถ ทันทีที่เปิดประตูก้าวเท้าลงไป หัวคิ้วบนกรอบหน้าคมคายก็ต้องเลิกขึ้น
เพราะเขาได้ยินเสียงเพลงดังกระหึ่มแว่วมาจากในบ้าน หนำซ้ำบนถนนหน้าบ้านยังมีรถจอดเรียงรายอยู่หลายคัน จึงไม่รอช้ารีบก้าวเท้าฉับๆ ตรงไปยังสระว่ายน้ำที่เป็นต้นเสียง ทว่ากลับพบชายแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังเดินสวนออกมา
“คุณเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในบ้านผม” พริษฐ์มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาหวาดระแวง มั่นใจว่าไม่ใช่คนที่เขารู้จักแน่นอน
“ผมเป็นเพื่อนน้องไจ๋ครับ” ชายคนนั้นยิ้มตอบรับอย่างเป็นมิตร
“แล้วมาทำอะไรที่นี่ครับ” พริษฐ์ยังมองไม่วางตา ดึกดื่นแล้วทำไมจนิตาถึงให้ชายคนนี้เข้ามาในบ้าน
“ก็มางานปาร์ตี้ที่น้องไจ๋จัดขึ้นไงครับ” แขกหนุ่มที่เดินออกมาหยิบเหล้าที่รถเพิ่มบุ้ยปากไปทางด้านใน แล้วอดปรายตามองชายที่น่าจะเป็นเจ้าของบ้านไม่ได้
พริษฐ์ไม่อยู่ฟังต่อรีบจ้ำอ้าวเข้าไปยังจุดจัดงานปาร์ตี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เสียงเพลงบีตหนักๆ ดังกระแทกเข้าหูพร้อมเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนที่กวาดสายตาดูแล้วมีไม่ต่ำกว่าสิบห้าคน
และเมื่อเห็นเป้าหมาย เขาก็ปรี่เข้าไปหาพร้อมเค้นเสียงถามคนแหกกฎอย่างเอาเรื่อง
“ทำบ้าอะไรไจ๋ไจ๋”
จนิตาที่กำลังเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ริมสระปรายตามองคนที่เพิ่งกลับบ้านมาด้วยท่าทีนิ่งเฉย แล้วตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน “ก็จัดปาร์ตี้ไงคะ”
ว่าจบมือเรียวก็คว้าแก้วไวน์ที่ถูกวางไว้อยู่ใกล้ตัวขึ้นชู แล้วส่งเสียงบอกกลุ่มเพื่อนที่ตอบรับคำเชิญ “เอ้าทุกคนชน”
“จำที่ผมสั่งไม่ได้?” พริษฐ์กดเสียงต่ำดุดัน จนิตาลืมคำสั่งของตนไปแล้วหรืออย่างไรว่า ห้ามเจ้าตัวจัดงานปาร์ตี้
ผู้คนรอบข้างเริ่มหันมองด้วยความสนใจ ทว่าหญิงสาวไม่ได้ไยดี กลับหันไปโปรยยิ้มให้เพื่อนๆ แล้วพยักหน้าบอกให้ทุกคนสนุกกันต่อ
“สั่งให้คนพวกนี้ออกไปจากบ้านของผม” พริษฐ์ออกคำสั่งเฉียบขาด พร้อมชี้นิ้วไปทางหน้าบ้าน
จนิตาลุกขึ้นยืนแล้วเดินเลี่ยงไปอีกด้าน เพราะเสียงของอีกฝ่ายทำให้รำคาญหู ทว่าในจังหวะที่ก้าวเดินอย่างไม่ระวัง ร่างบางกลับเสียหลักเกือบจะหงายหลังตกลงไปในสระน้ำ โชคดีที่มีคนคว้าตัวไว้ได้ทัน
“ระวังครับน้องไจ๋” ชายคนที่ได้เผชิญหน้ากับพริษฐ์ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก แล้วประคองเธอไว้ในอ้อมกอด
“ขอบคุณค่ะพี่ปาล์ม” จนิตามองด้วยสายตาเป็นประกาย แอบนึกใจหายไม่น้อย โชคดีที่ไม่ตกลงไป
ส่วนพริษฐ์ที่มองเห็นเหตุการณ์ได้แต่ขบกรามแน่น หลังหญิงสาวปรายตามองเขาแล้วบิดปากใส่ ความกรุ่นโกรธก็พลุ่งพล่าน เขาตัดสินใจเดินตรงไปยังลำโพง มือยื่นไปดึงกระชากปลั๊กไฟให้หลุดออกจากเต้ารับอย่างแรง
เมื่อเสียงเพลงดับลงกะทันหัน เสียงโห่ก็ดังขึ้น เพราะทำให้ทุกคนหมดสนุก ก่อนเสียงก้องกัมปนาทจะดังขึ้นราวกับฟ้าผ่า
“ออกไปจากบ้านผมให้หมด เดี๋ยวนี้ ก่อนที่ผมจะแจ้งตำรวจ”
ทุกคนหันไปมองคนที่ร่อนคำเชิญอย่างจนิตาที่กำลังพยักหน้าบอกให้ถอยกลับ
“ไว้นัดกันใหม่นะคะ” หญิงสาวร้องบอกทุกคน
“จะไม่มีการจัดปาร์ตี้ที่บ้านผมอีก” พริษฐ์ชักทนจนิตาไม่ไหวแล้ว นี่เจ้าตัวคิดจะทำอีกอย่างนั้นหรือ ทั้งที่เห็นว่า ตนไม่พอใจขนาดไหน
“ค่ะ” จนิตาค้อมศีรษะรับแล้วไหวไหล่ “ไจ๋ไปจัดที่อื่นก็ได้”
“อย่ามางี่เง่าเอาแต่ใจใส่ผมนะครับ ผมไม่ชอบ”
“ไจ๋งี่เง่าตรงไหนคะ” หญิงสาวตั้งคำถาม ก่อนจะสั่นศีรษะแรง แล้วตวัดตามองคนปลิ้นปล้อนที่หลอกกันมาถึงสามปี “ไม่นะคะ แล้วไจ๋ก็ไม่ได้ใช้ให้คุณพายมาชอบนี่”
“จะกวนโมโหผม?” พริษฐ์พยายามควบคุมสติ แล้วสบตากับคนที่กำลังส่งสายตายั่วยุกัน “อย่าทำให้ความอดทนของผมหมดลงนะครับ”
“หมดได้เลยค่ะ เพราะไจ๋ก็เบื่อแล้ว” หญิงสาวเบะปากใส่ นับจากนี้เธอก็ขอไม่ทนเช่นกัน เธอจะเลิกเป็นควายให้เขาจูงจมูก
“เบื่อ?” พริษฐ์เลิกคิ้วใส่คนที่กล้าพ่นคำว่าเบื่อใส่หน้ากัน
“ค่ะ เบื่อของเดิมๆ” จนิตาเอ่ยย้ำพลางปรายตามองของเดิมตรงหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าปัดไล่ความเหม็นอีกด้วย “คนเก่าๆ”
“จนิตา”
พริษฐ์กำลังจะหมดความอดทน แทบอยากจะจับหญิงสาวมาเขย่าตัวแรงๆ ทว่าเจ้าตัวไม่อยู่ฟัง เดินเชิดหน้าหนีไป
“แล้วนั่นจะไปไหน”
“ไจ๋จะไปเก็บของ ไจ๋จะหย่า” หญิงสาวบอกโดยไม่หันหลังกลับไปมอง สองเท้ารีบจ้ำเข้าไปด้านในบ้าน
พริษฐ์เดินตามไป แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงบ้านก็ต้องชะงักกึก นัยน์ตาคมตวัดมองพื้นกระเบื้องที่บัดนี้เต็มไปด้วยเศษกระจกแตกละเอียดกระจายไปทั่ว
“นี่คุณทำบ้าอะไร ทำไมบ้านผมมันเละขนาดนี้”
ชายหนุ่มถามเสียงฉุนเฉียว ก้าวเท้าอย่างระวังเข้าไปด้านใน แล้วพบว่าเศษกระจกเหล่านั้นมาจากกรอบรูป...
รูปคู่แต่งงานที่จนิตาชอบมายืนอมยิ้มมอง ทว่าตอนนี้มันกลับแหลกละเอียดอยู่แทบเท้าเขา กรอบหน้าคมเข้มหันขวับไปมองหญิงสาวอย่างตั้งคำถาม
“ไจ๋ทำเองละค่ะ” หญิงสาวปรายตามองรูปแต่งงานที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น แล้วเหยียดยิ้มเย็น เธอไม่ได้เป็นบ้าถึงขนาดจะทุบทิ้งหรอก ก็แค่กะจะหยิบมันลงมาโยนใส่ถังขยะหน้าบ้าน แต่มันดันหลุดมือตกกระแทกพื้นจนพังยับเยิน
“มันจะมากไปแล้วนะครับ” พริษฐ์สติขาดผึงกับคนที่เอาแต่ใจ แถมยังทำลายข้าวของ
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







