Masukตายแล้วเกิดใหม่ทั้งที ดันตื่นมาในร่าง นางร้ายไฮโซที่คนเกลียดกันทั้งเมือง! แถมลืมตาขึ้นมาปุ๊บ สามีเย็นชาหน้าตายก็ยื่น 'ใบหย่า' ให้ปั๊บ
Lihat lebih banyakเสียงแรกที่ปลายได้ยินไม่ใช่เสียงสวดศพ ไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์พังยับ หรือเสียงใครสักคนกรีดร้องเรียกชื่อเธอจากปลายทางของอุบัติเหตุ
แต่มันคือเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ที่เหมือนจะพยายามกลั้นไว้เต็มแรง
สะอื้นหนึ่งครั้ง หายใจสะดุดหนึ่งหน แล้วตามด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาจนแทบแตกสลาย
“แม่…”
ปลายอยากลืมตา แต่หนังตาหนักเหมือนมีใครเอาหินทั้งภูเขามากดไว้ ร่างกายเจ็บหนึบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ลำคอแห้งผากเหมือนกลืนทรายเข้าไปทั้งกำมือ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเย็นเฉียบลอยอยู่รอบตัว เสียงเครื่องวัดชีพจรดังอย่างสม่ำเสมอ แต่หัวใจเธอกลับเต้นผิดจังหวะราวกับยังติดอยู่ในวินาทีสุดท้ายก่อนตาย
แสงไฟหน้ารถบรรทุกพุ่งเข้ามา เสียงเบรกที่ไม่ทัน เสียงโลหะกระแทกกันจนโลกทั้งใบฉีกออก แล้วก็…มืด
ปลายจำได้ชัดว่าตัวเองตายไปแล้ว
เธอจำได้ว่าก่อนหน้านั้น เธอเพิ่งรู้ความจริงว่าคู่หมั้นที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับเธอแอบคบกับน้องสาวต่างแม่มาตลอด จำได้ว่าคนทั้งบ้านยืนอยู่ข้างสองคนนั้น แล้วใส่ร้ายเธอว่าเธอทำร้ายเด็กนั่น จำได้ว่าผู้หญิงที่เธอเรียกว่าน้องร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ดวงตากลับไม่มีความรู้สึกสักเสี้ยว
จำได้ว่าตัวเองขับรถหนีออกมาทั้งน้ำตา จำได้ว่ามีรถคันหนึ่งตามหลังมา และจำได้ว่าตอนที่รถพุ่งชน เธอมีเพียงคำถามเดียวในหัว
ทำไมไม่มีใครเชื่อเธอเลย
“แม่…ตื่นสิครับ”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม แผ่วกว่าเดิม และสั่นมากกว่าเดิม
ปลายบังคับตัวเองให้ลืมตา ภาพตรงหน้าพร่าเลือนอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะค่อย ๆ ชัดขึ้นเป็นเพดานสีขาว โคมไฟกลมของห้องพักผู้ป่วย และใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กชายคนหนึ่งที่เกาะข้างเตียงอยู่
เด็กคนนั้นอายุไม่น่าจะเกินสี่ขวบ แก้มยังกลมแบบเด็กเล็ก ผิวขาวซีด ดวงตากลมโตแดงก่ำจากการร้องไห้ เขากอดตุ๊กตาไดโนเสาร์ตัวเล็กไว้แนบอก ขณะมืออีกข้างกำชายผ้าห่มของเธอแน่นราวกับกลัวว่าถ้าปล่อย เธอจะหายไปจริง ๆ
ปลายกะพริบตา
เด็กชายตรงหน้าไม่ใช่คนที่เธอรู้จัก
แต่แววตาของเขา…แววตาที่ทั้งกลัว ทั้งหวัง ทั้งโหยหาอย่างเจ็บปวดนั้น ทำให้หัวใจเธอเหมือนถูกนิ้วเล็ก ๆ บีบไว้
“แม่…” เด็กชายเรียกอีกครั้ง คราวนี้เสียงแตกพร่า “แม่ไม่หลับแล้วใช่ไหมครับ”
ปลายขยับปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา
แม่?
เธอไม่มีลูก
เธอไม่มีแม้แต่โอกาสได้แต่งงานด้วยซ้ำ
ความปวดแปลบแล่นขึ้นมาจากท้ายทอยเหมือนมีใครเอาเข็มนับร้อยแทงพร้อมกัน ภาพหลายอย่างไหลทะลักเข้ามาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว ภาพบ้านหลังใหญ่โอ่อ่า ภาพผู้หญิงหน้าตาสวยเฉี่ยวในกระจก ภาพผู้ชายร่างสูงในสูทสีเข้มที่มองเธอด้วยสายตาเย็นชา ภาพเด็กชายคนเดียวกับตรงหน้ากำลังร้องไห้อยู่หน้าประตู และเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่กรีดร้องจนแหบ
“เอาลูกฉันคืนมา!”
ปลายสะดุ้งเบา ๆ ความเจ็บจากบาดแผลทำให้เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเกินไปจนไอออกมา
เด็กชายตกใจ รีบปล่อยผ้าห่มแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว ดวงตาเบิกกว้างเหมือนกลัวว่าจะถูกดุ
ท่าทางนั้นทำให้ปลายชะงัก
เด็กสามขวบกว่าควรกลัวสัตว์ประหลาดในตู้เสื้อผ้า กลัวคุณหมอฉีดยา หรือกลัวไม่ได้กินไอศกรีม ไม่ใช่กลัวแม่ของตัวเองเพียงเพราะแม่ขยับตัวแรงไปนิดเดียว
ประตูห้องเปิดออกทันที พยาบาลคนหนึ่งรีบเข้ามาพร้อมคุณหมอ อีกด้านหนึ่งมีหญิงวัยกลางคนท่าทางเหมือนพี่เลี้ยงตามเข้ามา เธอมองปลายด้วยสีหน้าทั้งตกใจและโล่งใจ
“คุณปลายฟื้นแล้วค่ะ คุณหมอ!”
คุณปลาย?
ชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นในหัวพร้อมความทรงจำสั้น ๆ ที่เหมือนไม่ใช่ของตัวเอง
ปลายฝน วรเศรษฐ์
ภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของพอร์ช อัศวเมธา
นางร้ายไฮโซชื่อฉาวที่คนทั้งสังคมเกลียด
และแม่ของเด็กชายต้นหนาว
ปลายหลับตาลงแน่น สมองปวดร้าวจนแทบแตก เธอไม่ได้ฝัน ไม่ได้อยู่โรงพยาบาลเดิมหลังอุบัติเหตุเดิม และไม่ได้อยู่ในร่างเดิมของตัวเอง
เธอตายแล้ว
แล้วฟื้นขึ้นมาในร่างของผู้หญิงอีกคน
ผู้หญิงที่มีลูก
“หนาว อย่าเข้าไปใกล้คุณแม่มากลูก” เสียงพี่เลี้ยงเอ่ยเบา ๆ แต่มีความระแวงซ่อนอยู่ “ให้คุณหมอดูก่อนนะคะ”
เด็กชายที่ชื่อหนาวพยักหน้าช้า ๆ เขากอดตุ๊กตาไดโนเสาร์แน่นขึ้น แต่ดวงตายังไม่ละจากปลาย
ปลายอยากเรียกเขากลับมา อยากบอกว่าไม่ต้องกลัว แต่คำว่าลูกติดอยู่ในคอเหมือนก้อนหิน เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองควรพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหนกับเด็กคนนี้
เธอเคยปลอบใครเป็นที่ไหน
ทั้งชีวิตเดิม เธอแทบไม่มีใครปลอบด้วยซ้ำ
หมอตรวจอาการ ถามคำถามพื้นฐาน ปลายตอบเท่าที่ตอบได้โดยอาศัยเศษความทรงจำที่ไหลเข้ามาอย่างกระจัดกระจาย เธอรู้ว่ารถของปลายฝนตกข้างทางเมื่อคืนก่อน รู้ว่าศีรษะกระแทกแรงแต่ไม่ถึงขั้นผ่าตัด รู้ว่าต้นหนาวอยู่ในรถอีกคันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ตกใจมากจนร้องไห้ไม่หยุด
และรู้ว่าผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในห้อง
ความเงียบมาเยือนก่อนตัวเขา
ปลายลืมตาขึ้นเมื่อประตูเปิดออกอีกครั้ง ผู้ชายร่างสูงในสูทสีดำเดินเข้ามา ใบหน้าหล่อคมอย่างคนที่คุ้นกับการถูกมอง แต่สายตานิ่งลึกจนเหมือนน้ำแข็ง เขาไม่ได้รีบเข้ามาหาเธอ ไม่ได้ถามว่าเจ็บไหม ไม่ได้แสดงความตกใจที่เธอฟื้น
เขาเพียงมองเธอเหมือนตรวจสภาพของสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ยังไม่พังตามคาด
เศษความทรงจำกระแทกเข้ามาอีกระลอก
พอร์ช อัศวเมธา สามีของปลายฝน พ่อของต้นหนาว และผู้ชายที่กำลังจะหย่ากับเธอ
ต้นหนาวเห็นพ่อก็รีบเดินไปหา แต่เดินไปได้ครึ่งทางกลับหยุด เหมือนไม่แน่ใจว่าควรเข้าหาใครก่อนดี พอร์ชก้มมองลูกชาย แววตาเย็นชาของเขาอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที
“มาหาพ่อ”
เด็กชายเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย พอร์ชย่อตัวลงอุ้มลูกขึ้นแนบอก ท่าทางดูเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย แต่แขนแข็งแรงนั้นกอดเด็กไว้แน่นพอให้รู้ว่าเขารักลูก เพียงแต่ไม่รู้ว่าควรแสดงออกอย่างไร
ต้นหนาวซุกหน้ากับไหล่พ่อ มือยังถือคุณคำรามไว้ไม่ปล่อย
ปลายมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเจ็บแปลบอย่างไม่มีเหตุผล
“คุณหมอบอกว่าอาการคุณพ้นขีดอันตรายแล้ว” พอร์ชพูด เสียงราบเรียบเหมือนอ่านรายงาน “ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน อีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้”
กลับบ้าน
บ้านของใคร...บ้านที่ทุกคนเกลียดเธออย่างนั้นหรือ
ปลายยังไม่ทันถาม พอร์ชก็หันไปทางชายวัยกลางคนในชุดสูทที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลัง เขารับแฟ้มเอกสารจากชายคนนั้น แล้ววางลงบนโต๊ะข้างเตียง
เสียงแฟ้มกระทบโต๊ะเบา ๆ แต่กลับดังในหัวปลาย
“ในเมื่อคุณฟื้นแล้ว เราควรคุยเรื่องที่ควรคุยสักที”
ปลายเหลือบมองเอกสาร
คำว่า “ข้อตกลงการหย่า” อยู่บนหัวกระดาษชัดเจนจนแทบไม่ต้องเดา
พยาบาลกับหมอทำสีหน้ากระอักกระอ่วน พี่เลี้ยงที่ยืนอยู่มุมห้องก้มหน้าลง ส่วนเด็กชายในอ้อมแขนพอร์ชตัวแข็งทันที
ต้นหนาวอาจไม่เข้าใจคำว่าหย่าทั้งหมด แต่เด็กที่โตมากับเสียงผู้ใหญ่ทะเลาะกันย่อมเข้าใจบรรยากาศแย่ ๆ ได้ดีกว่าที่ผู้ใหญ่คิด
ปลายเห็นมือเล็ก ๆ ของเด็กกำตุ๊กตาที่ถูกเรียกว่าคุณคำรามแน่นจนข้อนิ้วซีด
พอร์ชวางปากกาข้างแฟ้ม
“คุณควรเซ็นเพื่อจบทุกอย่าง มันดีแค่ไหนที่วันนั้นคุณขโมยลูกออกไป แล้วเขาไม่ได้รับอันตราย” คำพูดนั้นเย็นชามาก
เย็นจนปลายนึกถึงคืนสุดท้ายในชีวิตเดิม คืนที่เธอร้องไห้ แต่เขากลับยืนข้างน้องสาวต่างแม่ แล้วบอกว่า “หยุดแสดงละครสักที”
ใบหน้าของชายคนนั้นซ้อนทับกับใบหน้าของพอร์ชเพียงชั่ววินาที
ปลายรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตกกลับไปในหลุมเดิม หลุมที่มีแต่คนตัดสินเธอโดยไม่ฟัง หลุมที่เธอเคยตายอยู่ในนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่คราวนี้มีเสียงเล็ก ๆ ดึงเธอไว้
“พ่อ…” ต้นหนาวกระซิบ “แม่จะไปไหนครับ”
พอร์ชชะงัก...ปลายก็ชะงัก
เด็กชายไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง เขาแค่ถามเบา ๆ แต่คำถามนั้นกลับเหมือนเข็มเล็ก ๆ แทงใจ เธอมองเด็กในอ้อมแขนพ่อ เห็นความกลัวแบบที่เด็กวัยนี้ไม่ควรต้องรู้จัก
ในชีวิตเดิม ปลายไม่มีใครให้ปกป้อง แม้แต่ตัวเอง เธอก็ปกป้องไม่สำเร็จ
แต่ชาตินี้… ชาตินี้เธอลืมตาขึ้นมาแล้วมีเด็กคนหนึ่งเรียกเธอว่าแม่
ไม่รู้ว่าโชคชะตาต้องการลงโทษหรือให้โอกาส แต่ถ้าเด็กคนนี้เป็นคนเดียวในโลกใหม่ที่ยังร้องเรียกเธอด้วยความหวัง เธอก็จะไม่ปล่อยให้ใครพรากเขาไปง่าย ๆ
ปลายค่อย ๆ ขยับมือ แม้ปลายนิ้วยังสั่นจากความเจ็บ เธอหยิบปากกาขึ้นมา
พอร์ชมองการเคลื่อนไหวนั้นอย่างนิ่งงัน คล้ายคิดว่าเธอยอมเซ็น ส่วนทนายขยับตัวเล็กน้อย พี่เลี้ยงกลั้นหายใจ...ต้นหนาวมองเธอตาโต
ปลายเปิดเอกสารหน้าแรก อ่านเงื่อนไขด้วยสายตาที่แม้พร่าเลือน แต่สมองกลับตื่นตัวอย่างประหลาด รายละเอียดเต็มไปด้วยภาษากฎหมายที่พยายามทำให้เธอหมดสิทธิ์ในตัวลูกอย่างสุภาพที่สุด สุภาพเสียจนอยากปรบมือให้ความหน้าเลือดที่แต่งสูทมาเป็นอย่างดี
เธอขีดเส้นใต้ประโยคหนึ่ง...แล้วขีดฆ่าอีกประโยค
จากนั้นเขียนข้อความใหม่ลงไปด้วยลายมือที่ยังไม่มั่นคง แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนในห้องเห็น
สิทธิ์ในการดูแลบุตรต้องเป็นแบบร่วมกัน และมารดามีสิทธิ์พบ/ดูแลบุตรไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเวลา เว้นแต่ศาลมีคำสั่งเป็นอื่นจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง
พอร์ชหรี่ตาลง
“ปลายฝน” ชื่อที่ออกจากปากเขาไม่เหมือนการเรียกภรรยา แต่เหมือนการเตือนผู้ต้องหา
ปลายเงยหน้าขึ้น มองเขาตรง ๆ “หย่าได้ค่ะ” เธอพูด เสียงแหบเพราะเพิ่งฟื้น แต่ทุกคำชัดเจน “แต่ลูกต้องมีฉันครึ่งหนึ่ง”
ดวงตาของพอร์ชเย็นขึ้นทันที
“คุณคิดว่าตัวเองอยู่ในฐานะต่อรอง?”
ปลายยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ริมฝีปากแห้งแตก “ถ้าคุณคิดจะใช้เงินซื้อความเป็นแม่ของฉัน คุณควรเพิ่มงบไว้ซื้อยาลดความมั่นใจตัวเองด้วยนะคะ เพราะน่าจะแพงกว่าค่าทนายแน่นอน”
ความเงียบตกลงกลางห้องอย่างหนัก ส่วนพยาบาลหลุดทำตาโต ทนายกระแอมเบา ๆ พี่เลี้ยงเบิกตาค้าง ส่วนต้นหนาวหยุดสะอื้นแล้วมองเธอเหมือนเพิ่งเห็นแม่ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
พอร์ชไม่ได้ตอบทันที เขามองเธอนานมาก นานจนปลายรู้สึกได้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังประเมินเธอใหม่ ไม่ใช่ด้วยความเชื่อใจ แต่ด้วยความระแวงที่ลึกขึ้น
ดี...ระแวงไปเถอะ เธอก็ไม่ไว้ใจเขาเหมือนกัน
“คุณเพิ่งฟื้น” เขาพูดในที่สุด “อย่าเพิ่งพูดอะไรที่ตัวเองรับผิดชอบไม่ไหว”
ปลายวางปากกาลงบนเอกสาร ดันแฟ้มกลับไปทางเขาช้า ๆ
“ฉันตายมาแล้วครั้งหนึ่ง” เธอคิด แต่ไม่ได้พูดออกไป
สิ่งที่เธอพูดคือ “ฉันรับผิดชอบคำพูดตัวเองไหวค่ะคุณพอร์ช แต่คุณต่างหากที่ควรเริ่มรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองเชื่อบ้าง”
พอร์ชนิ่ง ส่วนปลายหันไปมองต้นหนาว เด็กชายยังอยู่ในอ้อมแขนพ่อ แต่สายตาเล็ก ๆ นั้นจับอยู่ที่เธอไม่ยอมละ
ปลายไม่รู้ว่าต้องยิ้มแบบแม่อย่างไร เธอจึงเพียงยกมุมปากนิด ๆ แล้วพูดเบา ๆ เท่าที่เสียงจะเอื้อ
“หนาว…ไม่ต้องกลัวนะครับ” เด็กชายกอดคุณคำรามแน่นขึ้น ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
เป็นการพยักหน้าที่เบามาก...แต่สำหรับปลาย มันเหมือนคำสัญญาแรกของชีวิตใหม่
เธออาจไม่รู้ว่าปลายฝนคนเดิมเคยทำอะไรไว้บ้าง ไม่รู้ว่าบ้านอัศวเมธามีหลุมพรางกี่ชั้น ไม่รู้ว่าผู้ชายตรงหน้ารักหรือเกลียดเธอกันแน่
แต่เธอรู้แล้วหนึ่งอย่าง....เด็กคนนี้ต้องได้รับความรัก
และถ้าการรักษาเขาไว้ต้องทำให้เธอกลายเป็นนางร้ายจริง ๆ
ก็ได้
...ชาตินี้เธอจะร้ายให้ถูกคน
ตอนพิเศษ 4 (บทที่ 64) อาณาจักรธีระธาดาที่สมบูรณ์แบบเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามปีเต็มแล้วนับตั้งแต่วันที่ทายาทตัวน้อยลืมตาดูโลก 'น้องคิริน' เติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงวัยเตาะแตะที่น่ารักน่าชังที่สุดในวงการสังคมไฮโซ ใบหน้าจิ้มลิ้มดวงตากลมโตถอดแบบมาจากเฌอรีนไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าคิ้วเข้มและแววตาเด็ดเดี่ยวกลับได้มาจากคินทร์อย่างครบถ้วน ความฉลาดและฝีปากกล้าเกินวัยทำให้ลูกสาวตัวน้อยกลายเป็นศูนย์กลางจักรวาลของตระกูลธีระธาดาและอัครเกียรติโดยเฉพาะบอสใหญ่ผู้เป็นพ่อ คินทร์กลายเป็นทาสรักลูกสาวอย่างสมบูรณ์แบบ มาเฟียผู้เย็นชากลายเป็นคุณพ่อใจอ่อนที่ยอมให้ลูกสาวขี่หลัง เอาสติกเกอร์รูปการ์ตูนมาแปะเต็มหน้าก่อนไปทำงาน และสปอยล์น้องคิรินขั้นสุดจนแทบจะเหมาซื้อสวนสนุกส่วนตัวให้ตั้งแต่อายุสามขวบส่วนเฌอรีน หญิงสาวกลับมาลุยงานบริหารเต็มตัวในลุคคุณแม่สายแซ่บ อดีตนักปั้นมือทองดูแลรูปร่างตัวเองอย่างดีเยี่ยม สัดส่วนโค้งเว้ายังคงเย้ายวนและมีเสน่ห์ไม่ต่างจากวันแรกที่เจอคินทร์ เธอรับหน้าที่เป็นทั้งซีอีโอหญิงเหล็กที่สั่งการลูกน้องอย่างเฉียบขาด และเป็นคุณแม่ที่คอยปราบปรามความดื้อรั้นของลูกสาวและอาการตามใจเกิ
ตอนพิเศษ 3 (บทที่ 63) ของขวัญที่ประเมินค่าไม่ได้เก้าเดือนแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงพร้อมกับความตื่นเต้นที่ไม่มีใครคาดคิด เวลาตีสองของคืนวันเสาร์ ภายในเพนต์เฮาส์ที่เงียบสงบ เฌอรีนสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดเกร็งรุนแรงบริเวณช่องท้องส่วนล่าง หญิงสาวพยายามพลิกตัว แต่กลับพบว่ามีของเหลวอุ่นๆ ไหลทะลักออกมาเปียกชุ่มผ้าปูที่นอน"คินทร์... คินทร์คะ!" เฌอรีนเขย่าท่อนแขนแกร่งของสามีที่กำลังหลับสนิท เสียงของเธอสั่นพร่าด้วยความเจ็บปวด "น้ำเดินแล้วค่ะคินทร์... ลูกจะคลอดแล้ว!"บอสใหญ่แห่งธีระธาดากรุ๊ปเด้งตัวตื่นขึ้นมาราวกับติดสปริง ชายหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อเห็นคราบน้ำคร่ำบนเตียงและสีหน้าซีดเซียวของภรรยา เสี้ยววินาทีแรก ความตื่นตระหนกพุ่งเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจของเขาอย่างจัง ผู้ชายที่เคยวางแผนธุรกิจหมื่นล้านได้อย่างเยือกเย็น บัดนี้มือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะทว่าสัญชาตญาณของความเป็นผู้นำก็ดึงสติเขากลับมาได้อย่างรวดเร็ว คินทร์สลัดความตื่นตระหนกทิ้งไป สวมบทบาทมาเฟียผู้เด็ดขาดสั่งการทันที"ศิลา! เตรียมรถเดี๋ยวนี้! โทรแจ้งโรงพยาบาลให้เตรียมห้องคลอดวีไอพีให้พร้อมที่สุด ภายในห้านาทีฉันต้องเห็นรถจอดรออ
ตอนพิเศษ 2 (บทที่ 62) (NC) อารมณ์ปรารถนาของคุณแม่สายแซ่บเวลาล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่ห้าของการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้องอย่างหนักหน่วงของบอสใหญ่หายสนิทเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายของคินทร์กลับมาแข็งแกร่งและดุดันพร้อมลุยงานประมูลระดับหมื่นล้านได้ตามปกติ ทว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่กลับไปตกอยู่ที่สรีระและฮอร์โมนของคุณแม่สายแซ่บแทนหน้าท้องของเฌอรีนนูนป่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ความสวยงามของเธอลดทอนลงเลย กลับยิ่งขับเน้นให้สัดส่วนความเป็นหญิงดูอวบอิ่มและเย้ายวนมากยิ่งขึ้น ทรวงอกคัดเต่งล้นทะลัก ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล แต่สิ่งที่รับมือยากที่สุดสำหรับอดีตนักปั้นดาราในตอนนี้ ไม่ใช่รูปร่างที่เปลี่ยนไป แต่เป็น 'อารมณ์ความต้องการ' ที่พุ่งทะยานสูงปรี๊ดตามการสวิงของฮอร์โมนคนท้องต่างหากปัญหาใหญ่คือ คินทร์ ธีระธาดา กำลังเข้าสู่โหมดคุณพ่อจอมหวงและทะนุถนอมภรรยายิ่งกว่าไข่ในหิน ตั้งแต่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์ ชายหนุ่มก็สั่งงดกิจกรรมเข้าจังหวะบนเตียงแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเขาไปอ่านบทความทางการแพทย์มากเกินไปจนเกิดความกังวล กลัวว่าความรุนแรงและขนาดของเขาจะไปกระทบกระเทือนถึงลูกน
ตอนพิเศษ 1 (บทที่ 61) บอสใหญ่แพ้ท้องอายุครรภ์ของคุณนายธีระธาดาก้าวเข้าสู่เดือนที่สามอย่างเป็นทางการ ข่าวดีเรื่องทายาทคนแรกของสองตระกูลมหาอำนาจถูกประกาศออกไปให้สื่อมวลชนและพนักงานในเครือได้รับทราบ ทุกคนต่างร่วมแสดงความยินดีและเฝ้ารอคอยการลืมตาดูโลกของทายาทหมื่นล้านคนนี้ทว่า สิ่งที่ผิดคาดไปจากทฤษฎีการตั้งครรภ์ทั่วไป คือสภาพร่างกายของเฌอรีน หญิงสาวไม่มีอาการแพ้ท้องใดๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เธอไม่เวียนหัว ไม่คลื่นไส้ ไม่อาเจียน และที่สำคัญ เธอยังคงแต่งตัวด้วยชุดสูทคลุมท้องดีไซน์เฉียบเนี้ยบ สวมรองเท้าส้นเตี้ยเดินตรวจงานในโรงแรมได้อย่างคล่องแคล่ว อาหารการกินก็เจริญอาหารมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมนูรสจัดจ้านอย่างส้มตำปูปลาร้าหรือยำมะม่วงรสแซ่บที่เธอสามารถสั่งมานั่งทานในห้องทำงานได้อย่างเอร็ดอร่อยแต่คนที่ต้องมารับเคราะห์กรรมแทนคุณแม่คนสวย กลับกลายเป็นบอสใหญ่ผู้แสนจะแข็งแกร่งอย่าง คินทร์ ธีระธาดาภายในห้องประชุมบอร์ดบริหารชั้นสูงสุดของธีระธาดากรุ๊ป บรรยากาศการนำเสนอผลประกอบการไตรมาสล่าสุดกำลังดำเนินไปอย่างตึงเครียด ผู้บริหารระดับสูงนับสิบชีวิตนั่งเรียงรายอยู่รอบโต๊ะกระจกตัวยาว ทุกสายตาจ











