LOGINสองวันต่อมา ณ วังหลวง ที่ยามนี้ประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ เต็มพื้นที่ในอุทยาน บรรดาคุณหนูของตระกูลขุนนาง ต่างเดินเข้างานด้วยชุดที่สวยสดงดงาม และวันนี้เป็นครั้งแรกที่จะเปิดให้บุรุษเข้าร่วมงานด้วย
เหล่าคุณหนูต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะทุกครั้งที่มา ก็มีเพียงสตรี แต่ครั้งนี้ได้เปิดให้มีบุรุษเข้าร่วม เหล่าคุณหนูจึงต่างงัดชุด ที่คิดว่าโดดเด่นที่สุดออกมาสวมใส่ เมื่อถึงเวลางาน ดนตรีก็เริ่มบรรเลงขึ้นอย่างแผ่วเบาและผ่อนคลาย เหล่าขุนหนูพากันไปรวมที่จุดการแสดง เป็นดั่งเช่นทุกปี ที่ทางจัดงานได้ให้เหล่าคุณหนูขึ้นแสดง คุณหนูที่ลงรายชื่อต้องขึ้นแสดง ยามนี้ตื่นเต้นและประหม่า อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ฮ่องเต้เสด็จ!” หลังถูกประกาศ ฮ่องเต้ก้าวเข้ามาในงาน ด้วยชุดมังกรสีทองอย่างสง่างาม ตามมาด้วยฮองเฮา ไทเฮา องค์รัชทายาท เหว่ยอ๋อง องค์หญิง ตามมาด้วยขบวนขุนนางและเหล่าบุรุษ เมื่อฮ่องเต้ประทับบนที่นั่งดีแล้ว คนอื่น ๆ ก็ต่างพากันนั่งลง ตามรายชื่อที่วางไว้บนโต๊ะ ท่านหญิงฟู่เหลียนฮวาได้นั่งติดกับองค์หญิง ยามนี้ทุกคนต่างรอคอยตระกูลลู่อย่างใจจดใจจ่อ การแสดงบนเวที แทบไม่มีใครสนใจ ไทเฮาหันไปมองฮองเฮา ที่มันเกิดอะไรขึ้น ไหนว่าปีนี้บุตรสาวตระกูลลู่ ถูกเชิญให้มาร่วมงาน เหตุใดยังไม่เห็นมาเสียที หรือว่าไม่กล้ามา “ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ข่าวว่า ฝ่าบาทเชิญบุตรสาวตระกูลลู่มาร่วมงาน ไม่ทราบว่าหม่อมฉันฟังผิดไปหรือว่าอย่างไร เหตุใดยามนี้แล้วยังไม่มา” ฮ่องเต้ปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้าจะสนใจไปทำไม นางเป็นเพียงบุตรสาวพ่อค้า มาเมื่อไหร่เจ้าก็เห็นเอง” ฮองเฮาแอบค้อนให้ฮ่องเต้ นางก็ไม่ได้ใส่ใจนักหรอก เพียงแต่ว่าแผนการที่จะทำให้พวกนางอับอายนั้นรออยู่ อุตส่าห์วางแผนอย่างดิบดี หากไม่มา ที่วางแผนเอาไว้ก็เสียแรงเปล่า หลังจากจากจบการแสดง ของเหล่าคุณหนู ตระกูลลู่ก็ยังไม่มา แม่งานอย่างไทเฮาและฮองเฮา เริ่มกระสับกระส่าย ฮ่องเต้แอบมองท่าทาง ของพวกนางอย่างสะใจ คิดจะกลั่นแกล้ง ลูกสะใภ้คนโปรดของข้า ฝันไปเถอะ! “ฮองเฮาในเมื่อปีนี้เปิดให้มีบุรุษ เข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผา ถ้าเช่นนั้นข้าเสนอแนวทาง เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับเหล่าบุรุษบ้าง ได้หรือไม่?” ไทเฮาพอได้ยินก็คิดว่าน่าสนใจ เพราะแลดูงานหง่อยเหงาพิกล “ฮองเฮาข้าก็เห็นด้วยกับฝ่าบาทนะ” ฮองเฮาระบายยิ้ม “ฝ่าบาทเชิญเสนอมาได้เลยเพคะ” “อีกไม่นานจะมีคณะทูตมาเยือน ข้าอยากหาสตรีที่มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ เพื่อจะได้โอ้อวดต่อคณะทูตได้อย่างภาคภูมิใจ เหล่าคุณหนูตระกูลขุนนาง หากใครมีความสามารถ ก็จงแสดงให้เราเห็น” “เราอยากเห็นสตรีที่เก่ง และมีความสามารถในศิลปะทั้งสี่แขนง ฉิน ฉี ซูและฮว่า เมื่อกี้เราได้ดูการเล่นดนตรีไปแล้ว ต่อไปเราอยากเห็นการเล่นหมากล้อมดูบ้าง ท่านราชครูขึ้นชื่อเรื่อง การเล่นหมากล้อมเป็นอันดับหนึ่งของแคว้นโจว หากคุณหนูท่านใดเอาชนะเขาได้ เราจะให้รางวัล” พอฮ่องเต้กล่าวจบ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้น เหตุใดฝ่าบาทถึงหางานยากมาให้เช่นนี้ ไม่มีใครไม่รู้ว่า ท่านราชครูเก่งกาจ มีความสามารถด้านหมากล้อม ในแคว้นโจว ไม่มีใครโค่นเขาลงได้ ไทเฮาหันไปมองฮองเฮาอย่างหนักใจ ฝ่าบาทคิดจะทำอะไรกันแน่ เหล่าคุณหนูเหงื่อแตกพลั่ก ไม่มีใครกล้าออกไปแข่ง เพราะกลัวอับอายหากพ่ายแพ้ขึ้นมา ทุกคนจึงพากันนั่งเงียบกริบ “ทำไม? คุณหนูตระกูลชั้นสูง ที่เย่อหยิ่งทระทงตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น แค่หมากล้อมก็ไม่กล้าลงแข่งแล้วหรือ?” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมาอย่างเย้ยหยัน “ท่านหญิงท่านไม่ลองดูหน่อยหรือ?” ฮองเฮาหันไปถามฟู่เหลียนฮวา ที่ยามนี้มีสีหน้ากังวล ไม่ใช่ว่านางไม่เก่งหมากล้อม แต่นางกลัวว่าจะเก่ง สู้ราชครูไม่ได้ต่างหาก “หม่อมฉันต้องขออภัยที่ไร้ความสามารถเพคะ” “แล้วเจ้าละฟู่เหลียนอวี่?” “เอ่อ…หม่อมฉันก็ต้องขออภัยที่ไร้ความสามารถเพคะ” ไทเฮาและฮองเฮาได้ยินก็ถอนใจออกมา น่าขายหน้าจริง ๆ แต่แล้วเสียงที่เอ่ยขึ้นมา ทำให้ทุกคนหันไปมอง กันอย่างพร้อมเพรียง “หม่อมฉันจะแข่งเองเพคะ” สตรีงดงามผู้นี้เป็นใครกัน แต่พอเห็นบุรุษ ที่แต่งกายด้วยผ้าไหมราคาแพงเดินตามมาด้วย ก็รู้ทันทีว่านางคือใคร นี่มันคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่หรือ? แล้วเมื่อกี้นางบอกจะลงแข่งเอง พวกเขาหูไม่ฝาดไปใช่หรือไม่ นางช่างกล้าบ้าบิ่นเสียจริง หากแพ้ขึ้นมา พวกเขาจะรอสมน้ำหน้า อยากกล้ามาอวดดีดีนัก ลู่เฉิงและลู่เสียนเดินไปตรงหน้าพระพักตร์ ก่อนจะยอบกายถวายความเคารพ ฮ่องเต้ยกยิ้มอย่างพอใจ คราแรกนางบอกจะไม่มา แต่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจ แล้ววางแผนการให้เขาช่วยเหลือ แต่ว่าเขาเองก็กังวลไม่น้อย เพราะการเล่นหมากล้อมของท่านราชครู ไม่เคยมีใครเอาชนะเขาได้เลย แต่นางบอกว่าให้เชื่อมั่นในตัวนาง เหว่ยอ๋องยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ นางจิ้งจอกคนงามของเขามาแล้ว เจียวลู่ยกมือขึ้นมาลูบค้างอย่างวิเคราะห์ ส่วนรองแม่ทัพฉือ เกิดความกังวลกลัวว่านางจะพ่ายแพ้ ส่วนรัชทายาท มองลู่เสียนด้วยดวงตาเป็นประกายอย่างชื่นชม โดยมีคุณหนูตระกูลฟู่ คอยจับตามองดูเขาอยู่ เมื่อท่าทางนั้นของรัชทายาท ฟู่เหลียนอวี่ถึงกับกำหมัดแน่น ไม่ต่างกับท่านหญิงที่ภายในเริ่มปะทุความโกรธ “เจ้าเป็นบุตรสาวของลู่เฉิงหรือ?” ฮ่องเต้แม้จะรู้จักนางแล้ว แต่เขาก็เสแสร้งแกล้งทำว่า เพิ่งพบเจอนางเป็นครั้งแรก ไทเฮาและฮองเฮามองลู่เสียนด้วยสายตาเหยียดหยาม ข้าจะรอชม ความพ่ายแพ้ของเจ้า อยากอวดเก่งดีนัก “เพคะ” “ทหารเตรียมโต๊ะกระดาน” “พ่ะย่ะค่ะ” เมื่อทหารนำโต๊ะเก้าอี้มาตั้ง ตรงลานใกล้หน้าพระพักตร์ เพราะฝ่าบาทมีพระประสงค์ ที่จะเห็นการเดินหมากใกล้ ๆ เมื่อทุกอย่างพร้อม ลู่เสียนและท่านราชครู ก็โค้งคำนับให้กันและกัน ก่อนจะนั่งลงวันต่อมาตระกูลลู่ก็ได้ส่งของหมั้นไปสู่ขอกุนซือเจียวลู่ ให้กับคุณหนูรองลู่อัน และส่งของหมั้นไปสู่ขอรองแม่ทัพฉือลี่เฉี่ยว ให้กับคุณหนูสามลู่เจิน บุรุษทั้งเมืองต่างพากันอิจฉา กับของหมั้นที่ทางตระกูลลู่ส่งมามากมาย แต่ก็นึกประหลาดใจในเวลาเดียวกัน สตรีไปสู่ขอบุรุษเกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็น นี่มันขนบธรรมเนียมประเพณีอันใดกันที่จริงตระกูลเจียวและตระกูลฉือ พวกเขาตั้งใจจะคืนของหมั้นให้กับตระกูลลู่ทั้งหมดอยู่แล้ว พวกเขาเป็นบุรุษฐานะก็ไม่ธรรมดา สมควรให้ฝ่ายหญิงมากกว่า แต่ที่ไม่ทำตอนนี้เพราะลู่เสียนบอกว่า อยากให้ตระกูลเจียวและตระกูลฉือ เห็นถึงความจริงใจว่า ตระกูลลู่ต้องการพวกเขาไปเป็นลูกเขยจริง ๆทางด้านตระกูลเจียวและตระกูลฉือ ก็ได้จัดเตรียมของหมั้นเอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน เมื่อแม่สื่อมาเจรจาสู่ขอกันเสร็จเรียบร้อย ผ่านไปไม่นานตระกูลเจียวและตระกูลฉือ ก็ตั้งขบวนแห่ของหมั้น ออกไปสู่ขอคุณหนูรองและคุณหนูสาม ทำเอาผู้คนแตกตื่นให้ความสนใจกับประเพณีที่ไม่เคยเห็นนี้ซึ่งรอบนี้มีของหมั้น ที่มาจากตระกูลเจียว ของหมั้นที่มาจากตระกูลฉือ และของหมั้นก่อนหน้านี้ที่มาจากตระกูลลู่รวมกัน ขบวนแห่ของหมั้นจึงยาวเป็นทางยาว ผู้ค
เรือนอนุจางตระกูลลู่ อนุจางนั่งเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย ฮูหยินรองและคุณหนูห้าลู่เจียว วางยากำหนัดคุณหนูใหญ่ อีกทั้งส่งคนให้ไปรังแกแต่จับได้เสียก่อน พวกนางพากันหนีไป แต่ถูกเหว่ยอ๋องจับกลับมา คุณหนูใหญ่จึงได้สั่งให้ขังทั้งสองคนเอาไว้ในเรือนสองวันก่อนทุกคนในจวนยังคงจดจำได้ดี ภาพที่จางไห่ องครักษ์คนสนิทของท่านอ๋อง สังหารคนร้ายต่อหน้าทุกคน น่าสยดสยองจนทุกคนขวัญผวา โชคที่ที่นางเพียงแค่คิด แต่ยังไม่ได้ลงมือ ไม่เช่นนั้นชีวิตนางและบุตรสาวอีกสองคน จะเป็นเช่นไรคุณหนูหกลู่ฟางและคุณหนูเจ็ดลู่เซียน เปิดประตูเข้ามาพร้อมของว่างและน้ำชา มองมารดาที่ยังคงนั่งเหม่อลอย“ท่านแม่ทานอะไรเสียหน่อยเจ้าค่ะ” อนุจางหันมามองบุตรสาวอย่างเต็มตา พวกนางเติบโตมาเป็นสตรีที่สวยสดงดงาม ถึงจะเป็นเพียงบุตรสาวของอนุ แต่ก็มีความเป็นอยู่อย่างดี คหบดีลู่เฉิงแม้จะไม่ได้รักใคร่นาง แต่ก็ดูแลให้อยู่สุขสบาย ฮูหยินใหญ่ก็ใจกว้างและมีเมตตา นางจะโง่เขลาแค้นเคือง คุณหนูใหญ่ไปด้วยเหตุอันใด แค่นางตัดเบี้ยหวัดลงมา หากไม่ใช้สุรุ่ยสุร่ายย่อมเพียงพออย่างแน่นอน อนุจางลุกมาหาบุตรสาวทั้งสอง ก่อนจะดึงพวกนางมากอด “ต่อไปเราต้องดีกับ
“อืม..น่าเสียดายฝนดันมาตกหนักเสียก่อน เพลิงไหม้จึงไม่ได้เผาทำลายโรงเตี๊ยมให้เสียหายมากกว่านี้ แต่ก็นับว่าได้สร้างความปั่นป่วน ให้กับตระกูลลู่อยู่ไม่น้อย” เจินซีหยวน ท่านอ๋องแห่งแคว้นเจินเอ่ยพร้อมยกชาขึ้นดื่มอย่างเฉื่อยชา“ต่อไปนางและตระกูลลู่ คงระมัดระวังตัวกันมากขึ้น อีกอย่างตอนนี้นางมีเหว่ยอ๋องมาคอยหนุนหลัง พวกเราคงทำอะไรยากขึ้น ไม่คิดว่าตระกูลลู่ที่ไม่มีทายาทที่เป็นบุรุษ จะมีบุตรสาวเก่งการค้าเช่นคุณหนูใหญ่ นางเข้ามาดูแลไม่นาน ก็พบเจอสิ่งผิดปกติ ที่ซุกซ่อนเอาไว้มากมาย จากที่พวกเราส่งคนเข้าไปแฝงตัว และกอบโกยผลประโยชน์ คงต้องรีบดึงคนของเราออกมาพ่ะย่ะค่ะ”“ก็แค่สตรีตัวเล็ก ๆ ผู้หนึ่ง จะกังวลไปทำไม มีเหว่ยอ๋องหนุนหลังแล้วอย่างไร จัดการพวกเขาทั้งคู่ไปเสียพร้อมกัน ที่จริงข้าก็อยากจะจัดการเขามาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที ศึกที่ผ่านมาเขาฆ่าทหารของข้าตายไปหลายหมื่นนาย เป็นเพราะมีตระกูลลู่คอยสนับสนุนเสบี่ยง ไม่เช่นนั้นข้าก็คงพาแคว้นเจินชนะไปแล้ว” เจินซีหยวนหรือหยวนอ๋องแห่งแคว้นเจิน เอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ “ใจเย็น ๆ เถิดเพคะ อีกไม่นานเราต้องได้จัดการพวกเขาอย่างแน่นอน หากฆ่าเหว่ยอ๋องได้ แ
“เรื่องที่เกิดขึ้นเราค่อย ๆ สืบไปดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าคงไม่ง่ายที่จะสืบหาคนที่อยู่เบื้องหลัง ต่อไปข้าจะระมัดระวังตัวให้มากขึ้น แต่ว่าตอนนี้ข้ามีเรื่องอื่นอยากปรึกษาเจ้าค่ะ” ลู่เสียนจ้องมองกุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ อย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยขึ้นพวกท่านสองคนมีความจริงใจเพียงใด ที่จะคบหากับคุณหนูรองและคุณหนูสาม?”“ข้าเอาศักดิ์ศรีของตระกูลฉือเป็นเดิมพัน” รองแม่ทัพฉือตอบด้วยความมั่นใจ“ข้าก็เอาศักดิ์ศรีของตระกูลเจียวเป็นเดิมพันเช่นกัน” เจียวลู่ตอบด้วยความหนักแน่นลู่เสียนหันไปมองบิดาและมารดา นางคิดว่าตระกูลลู่ ต้องการบุรุษที่เข้มแข็งและแข็งแกร่ง มาช่วยกันปกป้องอีกแรง ลำพังนางคนเดียว มันยากเกินไปเพราะกิจการตระกูลลู่มีมากมาย มันเกินกำลังของนางจริง ๆนอกจากเหว่ยอ๋องแล้ว นางต้องการบุรุษมาเพิ่มอีก ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นั่นก็คือ กุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ ก็ในเมื่อเขาสองคนมีใจให้กับน้องสาวของนาง นางก็ช่วยทำให้มันเร็วขึ้นก็แค่นั้นเอง พบเจอบุรุษที่ดีอย่าปล่อยให้ลอยนวล ต้องรีบต้อนเข้ามาไว้ในรั้วแล้วเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี“พวกท่านต้องการค่าสินสอดเท่าใดเจ้าคะ?”“ห้ะ…ค่าสินสอดหรือ?” เจียวลู่และร
ลู่เสียนล้มป่วยลงจริง ๆ เพราะตากฝน และก่อนหน้านั้นนางก็ถูกพิษกำหนัด และได้เปิดศึกสงครามบนเตียง กับเหว่ยอ๋องจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ร่างกายจึงอ่อนเพลียและอ่อนล้า จึงล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ลู่เสียนนอนซมอยู่บนเตียงมาได้สองวันแล้ว นางนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้“ท่านปู่ข้ายังไม่ได้กินยาห้ามครรภ์เลยเจ้าค่ะ ข้าจะท้องหรือไม่ ข้ายังไม่อยากท้องตอนนี้” ชายชราบรรพบุรุษได้ยินก็หัวเราะออกมา“ฮ่า ๆ ตราบใดที่เจ้ายังใส่กำไลที่ข้อมือ เจ้าก็ไม่มีทางท้องอย่างแน่นอน หากเจ้าอยากท้องก็แค่ถอดกำไลออก เมื่อนั้นเจ้าได้ท้องสมใจแน่”“จริงหรือเจ้าคะ เฮ้อ!ค่อยเบาใจหน่อย ข้ายังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย ยังตั้งครรภ์ตอนนี้ไม่ได้ ““อืมข้าก็เห็นด้วย แต่ว่าต่อไปเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ดูเหมือนมีคนอยากเอาชีวิตเจ้า การวางเพลิงสี่จุดพร้อมกัน เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลย”“ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านปู่เหมือนข้าได้รับพลังมาเลยเจ้าค่ะ ยิ่งเวลาโกรธพลังยิ่งเพิ่มมากขึ้น แล้วพอตัวข้าพอคิดว่า อยากเหาะไปให้ถึงเร็ว ๆ ก็เหมือนจะทำได้ทันทีเลย แปลกจริง ๆ เจ้าค่ะ”“ข้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เจ้าได้รับมาคืออะไร แต่ก็ดีแล้ว
เมื่อลู่เสียนเดินออกมา จางไห่ก็ได้นำรถม้า มาจอดรอหน้าโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว ลู่เสียนก้าวขึ้นไปทันทีตามด้วยเหว่ยอ๋อง ก่อนนางจะบอกให้จางไห่รีบไป เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งที่สอง ลู่เสียนรีบก้าวลงมาจากรถม้าอย่างเร่งรีบ ก่อนจะกวาดสายตามองสำรวจโดยรอบ ดูเหมือนจะเสียหายไปพอสมควร สวรรค์หากนางมาไม่ทันจะเป็นเช่นไร เจ้าพวกคนชั่ว ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่ เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบแก้มนางอย่างแผ่วเบา เพราะเขารับรู้ได้ถึงไอพลังสังหาร ที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างของนาง “จิ้งจอกน้อยเริ่มโกรธแล้ว” “เข้าไปกันเถอเพคะ” “อืม” ลู่เสียนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม พร้อมกวาดตามองหาผู้จัดการร้าน แต่กลับไม่เห็นเขาอยู่ที่นี่ “ผู้จัดการโรงเตี๊ยมไปไหน?” “วันนี้ผู้จัดการไม่มาทำงานเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่” “ไม่มาทำงานแล้วมีคนไปบอกเขาหรือไม่ว่า โรงเตี๊ยมเกิดไฟไหม้?” “มีคนไปบอกเขาแล้วเจ้าค่ะ แต่เขาบอกไม่สบายลุกไม่ไหว” ลู่เสียนกำหมัดเข้าหากันแน่น คงถึงเวลาจริง ๆ แล้วสินะ ในเมื่อจะร้ายก็ร้ายให้ทุกคนจดจำไปตลอดชีวิต! ข้าจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว “ท่านอ๋องหม่อมฉันสงสัยเขา” “จางไห่ส่งคนไปจับตัวเขา ไปขังที่คุกของทางการ” “พ่ะย







