LOGIN“แล้วคุณหนูใหญ่อยากแข่งอะไร”
“บุรุษชำนาญศิลปะการต่อสู้ ถ้าเช่นนั้นยิงธนูเป็นเช่นไรเพคะ?” “หา…” เสียงของใครบางคนร้องออกมาอย่างตกใจ คุณหนูใหญ่นางยิงธนูเป็นด้วยหรือ จากนั้นทุกสายตาก็จับจ้องไปที่หยวนอ๋องว่าเขา จะตอบรับว่าเช่นไร “ได้” ลู่เสียนยกยิ้มแล้วเอ่ยออกมา “เป้าธนูตั้งห่างออกไป250ก้าว” (200เมตร) หยวนอ๋องถึงกับผงะ นางบ้าไปแล้วหรืออย่างไร! ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะดูถูกความสามารถของนาง แต่สตรีบอบบางเช่นนางจะยิงได้ไกลขนาดนั้นได้อย่างไร นางไม่มีทางทำได้แน่ ขนาดบุรุษยังต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่นาน แต่เอาเถอะในเมื่อนางเรียกร้องมา เขาก็แค่สนองความต้องการ อย่ามาโทษว่าเขารังแกสตรีก็แล้วกัน องค์หญิงเจินไป๋อวี่แห่งแคว้นเจินกำหมัดแน่น สตรีผู้นี้ช่างจองหองพองขนอวดดีเกินไปแล้ว พี่ชายของนางฝีมือการยิงธนูนับว่าแม่นยำ เป็นเพียงสตรีแต่ทำเก่งเหนือบุรุษช่างน่าขัน ข้าจะรอหัวเราะกับความโง่เขลาของเจ้าคุณหนูใหญ่ ฮ่องเต้หันไปมองลู่เฉิง ที่ยังคงนักพูดคุยกับบุตรสาวอย่างผ่อนคลาย เขาก็ถอนใจออกมา ดูเขาไม่มีความกังวลใจเลยสักนิด นางคงทำได้กระมังเขาถึงไม่มีท่าทีร้อนใจ เหว่ยอ๋องยกจอกสุราขึ้นมาจิบด้วยท่าทีเกียจคร้าน เจียวลู่และรองแม่ทัพฉือมีสีหน้ากังวล นางเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา แถมร่างกายก็บอบบางจะมีแรงยกคันธนูไหวหรือไม่ แต่เหตุใดบุรุษหน้าน้ำแข็งถึงดูผ่อนคลายนักเล่า เขาไม่เป็นห่วงนางหรือ? เมื่อทหารเตรียมสถานที่ เพื่อทำการประลองยิงธนูเสร็จเรียบร้อย เหว่ยอ๋องก็เดินลงไปหาลู่เสียน พร้อมคันธนูประจำตัวของเขา เหว่ยอ๋องจับมือของลู่เสียนแล้วพาเดินไปส่งยังลานประลอง ทุกสายตามองเทพสงครามกับคุณหนูใหญ่อย่างแปลกใจ โดยเฉพาะสามแคว้นที่มาเยือน เขาเป็นอะไรกับคุณหนูใหญ่ “หากทำดีจะได้รางวัลหรือไม่เพคะ?” “อยากได้อะไร” เขาถามพร้อมยกมือมาลูบหัวของนางอย่างเอ็นดู ลู่เสียนทำท่าครุ่นคิดก่อนยิ้มหวานตอบออกไป “อยากได้หนอนน้อย” “เพียะ” เขาดีดหน้าผากของนางอย่างมันเขี้ยว “ตั้งใจแข่งหนอนน้อยไม่ไปไหน อยู่กับเจ้าไปตลอดชีวิตจนกลายเป็นหนอนแก่” ลู่เสียนหลุดขำออกมา ไม่คิดว่าเขาจะพูดประโยคแบบนี้เป็นเหมือนกัน ลู่เสียนหันไปตั้งใจกับการแข่งขัน โดยเหว่ยอ๋องเดินไปยืนอยู่มุมหนึ่งกับองครักษ์จางไห่ “ท่านอ๋องนางจะทำได้หรือพ่ะย่ะค่ะ” “เจ้ายังไม่เชื่อฝีมือนางอีกหรือ?” “ทุกอย่างมันดูน่าเหลือเกินไป กระหม่อมก็เลยหวั่นใจพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น หยวนอ๋องก็ยกคันธนูแล้วยิงออกไปอย่างมั่นใจ ลูกศรปักลงตรงกลางเป้าอย่างแม่นยำ เขายกยิ้มแล้วหันมามองลู่เสียนอย่างเย้ยหยัน เสียงปรบมือดังขึ้นจากผู้คนที่นั่งชม ลู่เสียนเดินไปหยิบลูกธนูดอกแรก ดอกที่สอง ดอกที่สาม ผู้คนมองการกระทำของนางอย่างไม่เข้าใจ รวมทั้งหยวนอ๋อง ที่ยืนกอดอกมองนางอย่างขบขัน นางจะทำอะไร จะยิงทีเดียวสามดอกเลยรึ ดอกเดียวก็ยิงให้เข้าเป้าเถอะอย่าโง่เขลานักเลย แต่แล้ว ปึก! ปึก!ปึก! ลูกธนูสามดอกปักลงตรงกลางเป้าพอดี ทุกคนลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง เบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา เป็นเรื่องจริงหรือนี่ นางยิงลูกธนูถึงสามดอกเข้าเป้าอย่างจับวาง น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว ฮ่องเต้ลุกขึ้นปรบมือตามด้วยฮองเฮา ไทเฮา รัชทายาท จากนั้นทุกคนก็ลุกขึ้นปรบมือกันดังสนั่น เมื่อเห็นกับตาเช่นนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คราวนี้ฮ่องเต้มีเชื่อมั่นในตัวลู่เสียนมากขึ้น เขาจึงคิดว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เขาจึงรีบดำเนินการต่อด้วยตนเอง “การประลองจบไปแล้วในรอบที่สอง รอบต่อไปคุณหนูใหญ่เจ้าต้องการประชันกับผู้ใด?” ลู่เสียนระบายยิ้มออกมา ก่อนจะเดินไปตรงกลางลานแสดง “ทูลฝ่าบาทหม่อมฉันอยากประลองกับองค์หญิงแคว้นเป่ยเพคะ” พอลู่เสียนกล่าวจบ องค์หญิงแคว้นเป่ย ไป๋ซูหนี่ว์ ก็ถึงกับหน้าซีดเผือด ตอนมานางมีความมั่นใจเต็มร้อย แต่ตอนนี้ความมั่นใจลดเหลือศูนย์ นางหันไปมององค์ชายเป่ยซีห่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ เขารับรู้ได้ว่านางหวาดกลัวและไม่กล้าลงแข่ง เพราะเห็นฝีมือของคุณหนูใหญ่ไปแล้ว เขาเองก็ไม่อยากให้นางลงแข่งเช่นกัน “ฝ่าบาททางแคว้นเป่ยเห็นความสามารถของคุณใหญ่เป็นที่ประจักษ์แล้ว ยามนี้จึงคิดว่าไม่ควรจะใช้ไม้ซีกไปงัดไม้ซุงพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ยกยิ้มออกมา คนแบบนี้น่านับถือรู้ว่าสู้ไม่ได้ ก็ไม่คิดจะดันทุรังและยอมรับออกมาอย่างสง่างาม “คุณหนูใหญ่ว่าอย่างไร?” “หม่อมฉันคิดว่าแคว้นเป่ยน่านับถือมากเพคะ น่าคบหาเป็นอย่างยิ่ง ดังคำที่ว่านกน้อยทำรังแต่พอตัว นั่นก็คือการรู้จักประมาณตน ไม่ทำอะไรเกินตัวจนทำให้ตนเองเดือดร้อน ข้าคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ขอนับถือจากใจเพคะ” “แต่ว่าหม่อมฉันอยากจะประลองกับคุณหนูใหญ่ ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะทรงอนุญาติหรือไม่เพคะ” เป็นองค์หญิงไป๋อวี่จากแคว้นเจิน ที่ลุกขึ้นเอ่ยด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง นางเจ็บแค้นแทนหยวนอ๋องผู้เป็นพี่ชายที่แพ้ให้กับลู่เสียน นางจึงคิดจะให้วิธีประลองวรยุทธ แล้วแอบลงมือกับคุณหนูใหญ่ นางร่ำเรียนวรยุทธมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะสนใจศิลปะการต่อสู้มากกว่าการคัดอักษร อาจารย์ที่สอนนางก็มีวรยุทธที่สูงส่ง พวกเขาได้สอนวิชาให้นางมากมายหลายแขนง รอเพียงโอกาสที่จะได้ใช้มัน ซึ่งมันก็มาถึงในวันนี้ “ไม่ทราบว่าองค์หญิงอยากประลองความสามารถใด?” “หม่อมฉันฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงอยากประลองยุทธดูสักครั้ง ไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่เป็นวรยุทธหรือไม่เป็นไรเพคะ?” พอเจอคำถามนี้ฮ่องเต้ก็ถึงนิ่งงัน เขาจะตอบอย่างไรดีเพราะเรื่องนี้เขาก็ไม่รู้ และอีกอย่างองค์หญิงแคว้นเจินเหตุใดถึงอยากจะประลองวรยุทธ เพราะปกติสตรีส่วนใหญ่น้อยนักที่จะฝึกวรยุทธ หรือเพราะว่าสาเหตุนี้นางเลยคิดอยากจะประลอง “หม่อมฉันยินดีประลองเพคะ”ลู่เสียนตอบออกมาด้วยท่าทีมั่นใจ คราวนี้เหล่าขุนนางและเหล่าเชื้อพระวงศ์แคว้นโจว ถึงกับตกตะลึงกับคำตอบของลู่เสียน นางเป็นวรยุทธด้วยหรือ? แต่ว่านางยิงลูกธนูเข้าเป้าได้ถึงสามดอกในคราเดียวหากนางเป็นวรยุทธก็ไม่แปลกอะไร แต่ละคนถกเถียงกับตนเองในใจ ภายในใจลุ้นกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นอย่างตื่นเต้น องค์หญิงเจินไป๋อวี่หันไปสบตากับหยวนอ๋อง เขาเห็นสายตาของนางก็เริ่มใจคอไม่ดี อย่าบอกนะว่านางจะใช้วิธีสกปรกเล่นงานคุณหนูใหญ่ หากถูกจับได้ขึ้นมาสัญญายุติสงครามชั่วคราวเป็นอันยกเลิกแน่ ไม่ได้เขาจะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้ แคว้นเจินยังไม่พร้อมเปิดศึกสงครามตอนนี้เมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







