LOGINลู่เสียนมองท่าทางขององค์หญิงอย่างครุ่นคิด ท่าทางแบบนี้คงจะคิดแผนเล่นไม่ซื่อเป็นแน่ เหว่ยอ๋อง เจียวลู่และรองแม่ทัพ ก็พอจะมองออกเช่นเดียวกัน เจียวลู่จึงรีบหันไปปรึกษากับเหว่ยอ๋องอย่างกังวล
“ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่?” “อืม” “ถ้าเช่นนั้นเราจะต้องเตือนคุณใหญ่ให้ระวังตัว” “ไม่ต้องหรอก” “ทำไม? ท่านไม่ห่วงนางหรือ?” “ข้าห่วงว่าองค์หญิงผู้โง่เขลาผู้นั้น จะนำพาแคว้นตนให้เดือดร้อนเสียมากกว่า” เหว่ยอ๋องเอ่ยตอบพร้อมยกจอกสุรามาจิบอย่างผ่อนคลาย เจียวลู่และลี่เฉี่ยวมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ “ท่านขยายความหน่อย” “เจ้าเป็นกุนซือผู้เฉลียวฉลาด เหตุใดวันนี้ถึงโง่เขลานัก หากนางเล่นไม่ซื่อกับคุณหนูใหญ่ สัญญายุติสงครามชั่วคราวจะจบลงทันที หากนางฉลาดพอคงไม่ทำอย่างนั้น” เจียวลู่พยักหน้ารับรู้ แต่แล้วจู่ ๆ เหว่ยอ๋องก็ขยับมานั่งตัวตรงก่อนจะเอ่ยออกไป “ก่อนจะประลอง ข้าเหว่ยอ๋องขอกล่าวอะไรสักนิด คุณหนูใหญ่ลู่เสียนคือว่าที่พระชายาของข้า หากนางได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายเส้นผม นั้นหมายถึงแคว้นเจินละเมิดข้อตกลงการทำสัญญายุติสงครามชั่วคราว ข้าในฐานะเป็นผู้ร่วมลงนาม คงไม่อาจอยู่นิ่งเฉยกับคนที่ละเมิดสัญญา และบังอาจมาทำร้ายคนรักของข้า” คำพูดของเหว่ยอ๋องทำเอาทั้งงานถึงกับอึ้ง บุรุษผู้เหี้ยมโหดสารภาพรักต่อหน้าผู้คนเช่นนี้เลยหรือ ยามนี้ผู้คนทั้งงานเกิดอาการเขินขึ้นมา บุรุษหน้านิ่งอย่างเหว่ยอ๋องจู่ ๆ ก็ประกาศความรักออกอากาศให้ผู้คนรับรู้ ฮ่องเต้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เจ้าลูกคนนี้เห็นเงียบ ๆ แต่พอได้พูดขึ้นมามันได้ใจเขาจริง ๆ ลู่หลินนึกปรบมือให้เขาอยู่ในใจ พี่เขยคำพูดของท่านมันหล่อและพระเอกมาก ๆ นางไม่คิดเลยว่ายุคจีนโบราณจะมีบุรุษเช่นนี้อยู่ ร้ายกับคนทั้งโลกแต่ดีกับนางคนเดียว สามีเขาแต่เราเขินไม่ไหว ส่วนลู่เสียนฉีกยิ้มออกมาด้วยใจที่พองโต เหว่นอ๋องท่านทำให้ข้าตกหลุมรักท่านอีกแล้ว พอเขาหันมามองที่นาง ลู่เสียนก็ทำท่าใช้มือไปหยิบใจข้างซ้าย จากนั้นก็ทำท่ายิงลูกศรธนูไปให้เขา คราวนี้เสียงโห่ร้องอยากชอบใจดังขึ้นจากกลุ่มบุรุษในงาน ทางด้านหยวนอ๋องและองค์หญิงเจินไป๋อวี่ยามนี้หน้าซีดเผือด เหว่ยอ๋องประกาศชัดออกมาเช่นนี้ คงรู้แล้วว่าในใจองค์หญิงมีแผนการอะไร แบบนี้ก็ดีน้องสาวเขาจะได้ไม่สร้างเรื่อง ส่วนองค์หญิงกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ นางจะต้องหาทางเล่นงานคุณหนูใหญ่ให้ได้ “ทูลฝ่าบาทต้องขอประทานอภัยกับความโง่เขลาขององค์หญิง กระหม่อมขอยกเลิกการประลองที่องค์หญิงได้กล่าวไปพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้พยักหน้ารับรู้ จากนั้นฝ่ายพิธีการก็ประกาศแจ้งการเสด็จกลับตำหนักของฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์ เมื่อไม่มีการประลองงานเลี้ยงจึงจำเป็นต้องเลิกรา ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับ ส่วนองค์หญิงองค์ชายต่างแคว้นกลับที่พักที่ตำหนักรับรองแล้วจะเดินทางกลับในอีกสองวัน ฮ่องเต้เดินกลับมายังห้องทรงงานหรือห้องทรงอักษร แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าไทเฮาและฮองเฮาเดินตามมา เขามองด้วยความแปลกใจว่า พวกนางจะตามมาทำไมกัน “เสด็จแม่ ฮองเฮา มีเรื่องอันใดหรือ?” ไทเฮาทรุดกายนั่งพร้อมด้วยฮองเฮาที่มีสีหน้ากังวลใจ ก่อนไทเฮาจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาท เมื่อก่อนข้ายอมรับว่ามีอคติกับตระกูลลู่มากเกินไป ยามนี้ข้าเข้าใจถ่องแท้แล้ว วันนี้ข้านั่งดูและเฝ้ามองเหล่าคุณหนูตระกูลลู่ ที่ทำหน้าที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับแคว้นเราได้อย่างสง่างาม ข้าปรึกษาหารือกับฮองเฮาแล้วว่า บุตรสาวตระกูลลู่ที่เกิดจากฮูหยินเอก ยังคงไม่ออกเรือนมีอยู่หนึ่งคน นั่นก็คือคุณหนูสี่ลู่หลิน หากไม่รีบดึงมาเป็นคนของเราอาจถูกตระกูลอื่นแย่งไป” ฮ่องเต้ฟังไทเฮากล่าวอย่างตั้งใจ ก่อนจะถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “ความหมายของเสด็จแม่คือ?” “ฝ่าบาทก็ต้องออกราชโองการหมั้นหมายพร้อมกันไปเลย ตอนนี้ข้าไม่ได้อยากได้หลานสะใภ้ตระกูลฟู่เท่าใดนัก แต่เพราะฮองเฮาได้ลั่นวาจาออกไปแล้วอาจจะถูกมองไม่ดี ข้าจึงคิดว่าให้หมั้นคุณหนูฟู่เหลียนอวี่แต่งมาเป็นชายาเอก หมั้นคุณหนูลู่หลินแต่งมาเป็นชายารอง ในวันที่รัชทายาทขึ้นครองราชย์ ในสองคนนี้ต้องมีใครขึ้นเป็นฮองเฮา ” “ตามขนบธรรมเนียมประเพณี คนที่เป็นชายาเอกจะต้องได้เป็นฮองเฮา แต่ว่าเรื่องนี้คงต้องดูกันต่อไป เพราะใจข้ายามนี้เทหมดใจให้คุณหนูตระกูลลู่” “หม่อมฉันก็มีความคิดเห็นไม่ต่างจากไทเฮาเพคะ” ฮองเฮาเอ่ยเสริมขึ้น “แต่ว่าเรื่องนี้ข้ากลัวว่าจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ตระกูลลู่นะสิ รองแม่ทัพเล่าให้ข้าฟังว่าตอนนี้ กิจการของตระกูลลู่ถูกคนวางแผนทำลาย อีกทั้งยังมีคนคิดกำจัดคุณหนูใหญ่อีกด้วย หากมีเรื่องหมั้นหมายขึ้นมา ข้ากลัวว่าตระกูลลู่จะเป็นเป้าโจมตีมากขึ้น” “เสด็จพ่อลูกอยากหมั้นกับคุณหนูตระกูลลู่พ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทที่ก้าวเข้ามารีบเอ่ยบอก “หลังจากหมั้นหมายข้าจะส่งองครักษ์ไปคอยคุ้มครองนางและตระกูลลู่ ไม่ให้พวกเขาได้รับความเดือดร้อนแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทที่ยืนฟังอยู่หน้าประตู ตัดสินใจเดินเข้ามาบอกความต้องการของตนเอง เขาเพิ่งเห็นคุณหนูสี่วันนี้แต่ก็รู้สึกถูกใจ นางงดงามสดใสร่าเริงและดูมีความมั่นใจ เขาคิดว่าหากได้หมั้นหมายคงจะได้มีโอกาสศึกษาใจคอกันมากขึ้น ส่วนคุณหนูฟู่เขาไม่คิดอยากหมั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อได้ยินไทเฮาเอ่ยเช่นนี้ เขาจึงรู้สึกพอใจไม่น้อย ฮ่องเต้ถอนใจออกมาอย่างหนักใจ เขานึกเห็นใจตระกูลลู่ขึ้นมา เหว่ยอ๋องหมั้นหมายคุณหนูใหญ่ ไม่มีผู้ใดคัดค้าน เหตุเพราะเหว่ยอ๋องเป็นคนเงียบขรึมโหดเหี้ยมอำมหิต ตระกูลขุนนางหวาดกลัวไม่กล้าส่งบุตรสาวมาให้แต่งกับเขา แต่หากเป็นรัชทายาทต้องมีคนไม่พอใจและต้องคัดค้านอย่างแน่นอน คุณหนูฟู่ถูกวางตัวเอาไว้เนิ่นนาน ความหวังของตระกูลฟู่คือการที่นางได้แต่งและขึ้นเป็นฮองเฮา หากมีคู่แข่งขึ้นมาแน่นอนว่า ตระกูลฟู่ต้องไม่สบายใจแน่ ในช่วงที่เขาขึ้นครองราชย์โชคดีมีเพียงฮองเฮา เขาไม่ได้มีสนมคนใด เพราะแว่นแคว้นหลายสิบปีตกอยู่ในภาวะสงครามสู้รบอยู่ตลอดเวลา เหล่าขุนนางจึงไม่มีใครเสนอให้แต่งตั้งสนม แต่ว่าช่วงนี้สงครามสงบลงแน่นอนว่าตระกูลใดที่สนับสนุนตระกูลฟู่อยู่ ย่อมออกมาแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยเป็นแน่ “หากราชโองการนี้ประกาศออกไป คลื่นใต้น้ำย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเรื่องนี้พวกเราต้องเตรียมการรับมือเอาไว้ให้ดี หวังกงกงให้คนไปแจ้งเหว่ยอ๋อง กุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือให้มาพบข้า” ฮ่องเต้ถอนใจออกมาไม่มีศึกนอกก็มีศึกในสินะเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







