Masukในระหว่างที่นางกำลังขบคิดเรื่องชั่ว ๆ ของเจ้าของร่างเดิมที่ทำไว้ สาวใช้เรือนใหญ่บอกให้รีบเข้าวังหลวงกับเวยอ๋องเพื่อไปรักษาอาการของไท่ชางหวง
เวยอ๋องมีสีหน้ากังวลมาก เหตุใดท่านปู่ถึงได้ป่วยอีก มิใช่หนิงเยียนรักษาหายเเล้วรึ
หนิงเยียนเองมิคิดว่าไท่ชางหวงจะป่วย หรือว่ามีคนจงใจวางยาเขา เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ คราเเรกนางคิดว่าไท่ชางหวงแค่เป็นลมพิษ จึงฉีดยาให้หาย
เมื่อรถม้ามาถึงวังหลวง เวยอ๋องและหนิงเยียนมุ่งหน้าไปที่ตำหนักหรงทันที
หนิงเยียนเดินเข้าไปยังไม่ทันที่จะถึงม่านมุ้ง นางโดนอวี้ฮองเฮาตบหน้าเข้าเสียก่อน ทุกคนต่างอึ้งงันมิคาดคิดว่าอวี้ฮองเฮาจะตบหนิงเยียนยามนี้
"ไหนเจ้าบอกว่ารักษาไท่ชางหวงหายดีเเล้วมิใช่รึ"
หนิงเยียนมองอวี้ฮองเฮา ยัยแก่คนนี้ครั้งแรกต่อว่านางที่ถีบหยวนเหมยตกน้ำ ครั้งที่สองตบหน้านางต่อหน้าคนหมู่มาก
"พระนางโปรดหลีกทางให้หม่อมฉันตรวจดูอาการไท่ชางหวงเถอะเพคะ"
แผลนี้นางจะจดจำไว้ในใจ
"เจ้าถอยเถอะ" ฮ่องเต้จ้าวซุนส่งสายตามาทางอวี้ฮองเฮาทำให้พระนางรีบถอยออกมาทันที
หนิงเยียนมองผื่นขึ้นที่เเขนของไท่ชางหวง ต้องมีคนวางยาพิษเขาแน่ ๆ นางนั่งลงแล้วปิดม่านมุ้ง จากนั้นรีบฉีดยาให้ไท่ชางหวง เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปหนิงเยียนออกมาจากม่านมุ้ง หมอหลวงรีบเข้าไปตรวจดูออกมากราบทูลฝ่าบาท
"ไท่ชางหวงหายเป็นผื่นเเล้วพ่ะย่ะค่ะ" ทุกสายตามองหนิงเยียนด้วยความชื่นชม มีเพียงสามคนเท่านั้นที่เห็นหนิงเยียนเป็นปรปักษ์ เวยอ๋องนางมารร้ายในใจยังแค้นนาง อีกใจหนึ่งอยากที่จะอธิบายความรู้สึกที่มีต่อหนิงเยียน
หยวนเหมยได้แต่จิกมือภายใต้สาบเสื้อไว้แน่น ในใจด่าทอหนิงเยียนไม่เหลือชิ้นดี
ส่วนอีกคนคืออวี้ฮองเฮา เห็นทีจะเก็บหนิงเยียนไว้มิได้เสียเเล้ว
เพียงไม่นานไท่ชางหวงก็พลันฟื้นขึ้นมา คนแรกที่เขาถามหาคือหนิงเยียน หนิงเยียนได้เข้าไปในม่านมุ้งอีกครั้ง
ทั้งสองกระซิบกระซาบกันอย่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องที่พวกเขาทั้งสองสนทนากัน
เพียงไม่นานหนิงเยียนขอตัวกลับจวนอ๋อง ในรถม้าเวยอ๋องมองหนิงเยียนอย่างไม่กะพริบตา
คล้อยหลังทั้งสองคน ไท่ชางหวงสั่งให้คนไปตบหน้าอวี้ฮองเฮาโทษฐานที่ทำร้ายหนิงเยียน เรื่องนี้ทำให้อวี้ฮองเฮาขายหน้าไม่น้อย
"เจ้าคุยอันใดกับท่านปู่"
หญิงสาวมองเขาอย่างไม่กะพริบตาเช่นกัน
"ไม่ใช่เรื่องของท่าน"
"นี่อย่าคิดว่า ท่านปู่ถือหางแล้ว ข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้"
"ลองดูสิ ข้ามีป้ายทองคำของไท่ชางหวง" นางไม่กลัวเขาเลยสักนิดเดียว อยู่ในโลกแห่งนี้ ใช้ชีวิตแทนหนิงเยียนตัวจริง มันช่างยากเย็นนัก
ในระหว่างทางกลับจวนอ๋องได้มีกลุ่มนักฆ่าชุดดำได้ยิงธนูเข้ามาในรถม้าโชคดีที่หนิงเยียนหลบได้ทัน เวยอ๋องไม่คิดว่ายามวิกาลขนาดนี้จะมีคนลอบสังหารเขา
ชายหนุ่มกระโดดออกไปทางม่านต่อสู้กับเหล่านักฆ่าชุดดำสิบคน เขามิได้ให้องครักษ์ตามมาเสียด้วย ยามนี้เวยอ๋องจึงสู้เพียงลำพังในตรอกซอยที่มืดมิด
หนิงเยียนเปิดม่านดูพบว่า เวยอ๋องต่อสู้กับเหล่านักฆ่านั้นเสียเปรียบโดยเเท้ สิบรุมหนึ่ง ไม่ได้ ถึงเเม้ว่านางจะเกลียดเจ้าอ๋องถ่อย แต่ในใจของนางย่อมมีมโนธรรม หญิงสาวเห็นพลุพอดี จุดพลุขึ้นฟ้าเป็นการส่งสัญญาณให้เหล่าองครักษ์ทราบ
เพียงไม่นานเหล่าองครักษ์ของจวนอ๋องนำโดยไป๋หลานมาช่วยเวยอ๋องกว่าจะมาถึงพบว่าเวยอ๋องโดนแทงเข้าที่แขนด้านซ้ายเสียเเล้ว เสียเลือดเป็นจำนวนมาก
หนิงเยียนทนดูไม่ได้ให้คนนำตัวเวยอ๋องขึ้นรถม้า นางมองแผลด้านซ้ายที่เเขน
นางฉีกผ้าออก เวยอ๋องคิดว่านางจะทำร้ายเขา
"เจ้าทำอันใด"
"หุบปากเถอะถ้าไม่อยากตาย" หนิงเยียนตบเขา อาศัยจังหวะที่เวยอ๋องไม่ได้สติฉีดยาสลบให้เขา นางล้างแผลด้วยน้ำเกลือ จากนั้นมองรอยแผลที่เหวอะหวะ ฉีดยาบาดทะยักให้เขาแล้วพันแผลอย่างเรียบร้อย
เมื่อถึงจวนอ๋องไป๋หลานหมายจะเรียกหมอหลวง แต่หนิงเยียนบอกว่ารักษาเวยอ๋องเเล้ว ให้พาเขากลับเรือนไปพักผ่อนได้
หนิงเยียนเดินกลับเรือนของนาง ในใจภาวนาขอให้ความดีครั้งนี้ ส่งผลให้นางได้กลับโลกปัจจุบันในเร็ววันด้วยเถอะ แม้จะเกลียดเพียงใด ด้วยความเป็นหมอต้องมีมโนธรรม จำต้องรักษาคนไข้
ยามเช้าวันถัดมาที่เรือนหลักเวยอ๋องตื่นขึ้นมาพบว่าบาดแผลของเขาหายดีเเล้ว เท้าความจากไป๋หลานจึงได้ทราบว่า หนิงเยียนเป็นคนรักษาเขา ทำให้เวยอ๋องไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ไม่ได้นึกรังเกียจนางเหมือนแต่ก่อน
"นักฆ่าพวกนั้นเล่า"
เหตุใดจึงมีนักฆ่าได้ เขาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
"อยู่ในคุกใต้ดินขอรับ"
เวยอ๋องรีบแต่งกายไปที่คุกใต้ดินของเขา เมื่อมาถึงพบว่านักฆ่าได้กินยาพิษตายหมดเเล้ว
ข่าวที่เวยอ๋องโดนลอบทำร้ายแพร่งพรายออกไป แน่นอนคนที่ส่งข่าวคืออนุหยวนเซียงนั่นเอง นางให้บ่าวไปส่งข่าวที่จวนหนานอ๋องให้พี่สาวของนางทราบ
เวยอ๋องกำลังพักผ่อนที่เรือนหลักแม้จะค่อยยังชั่วเเล้ว แต่เขาก็ไม่อยากเดินไปไหนมาไหนให้แผลฉีกขาด
หยวนเซียงคอยดูแลป้อนยาเวยอ๋องตลอดเวลา ในระหว่างนั้น บ่าวหน้าจวนมาเเจ้งว่าหนานอ๋องกับพระชายามาเยี่ยม
หยวนเหมยเดินมาพร้อมกับหนานอ๋องเข้าไปในเรือนหลักของเวยอ๋อง เมื่อทราบข่าวว่าชายในดวงใจได้รับบาดเจ็บ หยวนเหมยพลันปวดใจมาก
"น้องสามเป็นอย่างไรบ้าง" หนานอ๋องกับชายารักมาเยี่ยมเวยอ๋อง สายตาคู่นั้นของหยวนเหมยเวยอ๋องรับรู้ได้ แต่เขาไม่ต้องการมันอีกเเล้ว ในตอนนี้ นางคือพี่สะใภ้ของเขา
"ค่อยยังชั่วเเล้ว"
"เจ้าดูแลท่านอ๋องให้ดีล่ะ" หนานอ๋องสั่งอนุเหมยเซียง นางรับคำแล้วยิ้มให้หนานอ๋อง
"ดูท่าแผลคงจะหายดีเเล้วกระมัง" หนิงเยียนเดินเข้ามาพอดี นางอยากจะรู้ว่าแผลของเขาหายสนิทรึยัง ดูท่าได้กำลังใจจากชายาหนานอ๋องคงจะหายวันหายคืนแน่ ๆ
"เจ้าช่างไร้มารยาท"
เวยอ๋องอดที่จะด่าทอนางมิได้
ฉากรักได้ดำเนินขึ้น เรือนร่างเปลือยเปล่าทั้งสองจุมพิตกันอย่างหอมหวาน หนึ่งปีแล้วที่พวกเขามิได้จุมพิตกันเยี่ยงนี้ รสชาติความหวานมิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ลิ้นหนาควาญหาความหวานในโพรงปากงาม หญิงสาวใช้ลิ้นเข้าไปในโพรงปากหนาเช่นกัน นางคิดถึงเขามาก การได้เสพรักกับเขาอีกครั้งมันคือสวรรค์ของนาง มือหนาใหญ่กุมที่ทรวงอกคู่งาม ถึงแม้นางจะมีบุตรมาแล้วหนึ่งคนแต่ความงามก็ยังไม่ส่างเสียจริง เต้านมขนาดใหญ่ถูกขยำอย่างแรงยิ่งเพิ่มความเสียวให้คนตัวเล็กยิ่งนัก หญิงสาวไม่ยอมแพ้ นางหื่นกระหายยิ่งนัก กระนั้นนางจึงผลักเขานอนลง จากนั้นขึ้นคร่อมชายหนุ่มลิ้นงามเลียที่ลำคอ ชายหนุ่มถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมา ไล่ลงมาจนถึงทรวงอกที่อัดไปด้วยกล้ามเป็นมัด ๆ ลิ้นงามของนางเลียไปรอบหัวนมของ จากนั้นหน้าท้องงามนางก็เลีย ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีความสุขที่เจ้าสาวเขาเป็นฝ่ายรุก จากนั้นหยุดตรงที่ลำดุ้นขาวอวบ ปลายหัวโค้งงอนงามเหมือนเดิม ลิ้นงามเลียเข้าไปที่ปลายหัว มืองามชัก ไปมา ผ่านไปหนึ่งถ้วยชา ปรี๊ดดดดดดดดดดด น้ำรักสีขาวขุ่นพุ่งติดใบหน้างาม กระนั้นใบหน้างามเยิ้มไปด้วยน้ำรัก นางเลียกินอย่างไม่รังเกียจ บรรย
จากนั้นคนจากร้านผ้าเจียงหนานมาขอเทียบชะตาของสือชิงหลันเพื่อจะหาฤกษ์งามยามดี ที่จะแต่งเข้าสกุลเซียว คืออีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เหล่าชาวบ้าน ต่างอิจฉาคุณหนูสกุลสือ แม้จะโดนสามีหย่าไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนอยากแต่งงานกับนาง ช่างน่าอิจฉาวาสนาของนางนัก สือชิงหลันทำใจกับการแต่งงานครั้งนี้แล้ว ถือว่าเป็นการตอบแทนครอบครัวของนาง สามวันก่อนที่จะถึงวันแต่งงาน คนสกุลเซียวส่งชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงมาให้สือชิงหลันที่สกุลสือ ที่หน้าแปลกที่สุดคือ ชายผู้นั้นรู้สัดส่วนของนางทุกอย่าง หญิงสาวพลันตกใจไม่น้อย ได้ยินมาว่านายน้อยเซียวคนนี้แม้จะอายสี่สิบปี แต่ทว่าใบหน้าช่างอ่อนเยาว์ยิ่งนัก รวกับคนอายุสามสิบปี เรื่องนี้บิดาของนางเป็นคนเล่าให้นางฟัง หลังจากที่นางแต่งงานไป บุตรชายของนางคงจะต้องให้มารดาของนางเลี้ยงดูสืออวี้ แต่คนสกุลเซียวบอกว่าให้นางนำบุตรชายไปเลี้ยงด้วย เรื่องนี้ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ นางกับนายน้อยเซียวไม่เคยเห็นหน้ากันเลยแม้แต่น้อย เหตุใดเขาถึงต้องดีกับนางเพียงนี้ด้วยเล่า ใบหน้างามฉงนขึ้นมาทันที คิ้วงามขมวดเป็นปม ราวกับต้องการหาคำตอบจากเรื่องนี้ จวนสกุลสือหน้าประตูจัดด้วยโคมสีแดง
รถม้ามุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงม่อเป่ย ฝูงชนต่างมองดูรถม้าอีกทั้งผ้าแพรนับร้อยผืนวางในเกวียนอย่างงดงาม คาดไม่ถึงว่าพ่อค้าชาวเจียงหนานจะมาลงรากปักฐานที่เมืองม่อเป่ย อีกทั้งยังได้ยินมาว่าจะมาเปิดร้านผ้าที่ตรอกฟูกุ้ยด้วย ผ้าแพรแต่ละผืนถักทออย่างงดงาม เป็นผ้าที่หาได้อยากส่งมาจากเจียงหนาน ล้วนทำให้คุณหนู ฮูหยินต่างอยากได้ของสวย ๆ งาม ๆ มาประดับบนเรือนกายของตัวเอง กิจการร้านผ้าเจียงหนานดำเนินไปด้วยดี ได้ยินมาว่าเปิดร้านผ้าวันแรก ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเสียแล้ว คุณหนูสกุลต่าง ๆ ต่างก็เข้าแถวเพื่อซื้ออาภรณ์หราจากเจียงหนานทั้งนั้น ได้ยินมาว่าพ่อค้าผ้าถึงแม้จะอายุสี่สิบปีแต่ก็ยังหล่อเหลาไม่เบาเลยทีเดียว อีกทั้งยังได้ยินมาว่า พ่อค้าผ้าเป็นพวกปล่อยเงินกู้ให้กับเหล่าขุนนาง และร้านค้าทั่วไปที่ขาดทุนอีกด้วย กระนั้นจึงให้เหล่าขุนนางแวะเวียนมาร้านผ้าเจียงหนานไม่ขาดสาย รวมทั้งเถ้าแกกิจการต่าง ๆ ในม่อเป่ย ต่างชื่นชมพ่อค้าวัยหนุ่มคนนี้ด้วย มือหนาใหญ่แกว่งถ้วยชาปี้หลัว ชาจากแดนใต้ที่ดีที่สุด แกว่งไปมา น้ำชาวนรอบจอกจากร้อน ๆกลายเป็นเย็น ๆ ดวงตาเรียวเล็กมองดูชั้นร่างของร้านผ้า ฝูงชนต่างต่อแถวซื
หลังจากที่จัดการกับสกุลตงเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเฟิงพาสือชิงหลันเดินทางกลับแคว้นม่อเป่ยพร้อมเงินจำนวนมาก ถึงเวลาที่เขาจะสารภาพความจริงกับนางเสียที ในคืนนั้นในเรือนนอนของนาง ชายหนุ่มย่างกรายเข้ามา เขาอยากจะทำเรื่องอย่างวว่าเหลือเกิน เพราะเขาไม่ได้ทำกับนางมาหลายวัน นางเองคดว่าพรุ่งนี้นางจะบอกข่าวดีกับเขา ว่านางตั้งครรภ์แล้ว ท้องของนางป่องขึ้นอย่างชัดเจน “ท่านพี่ จะนอนกับข้ารึ” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามสามี “ข้าอยากเหลือเกิน ข้าจะทำเบา ๆ เจ้าวางใจเถอะ” ดวงตาหงส์จ้องดวงหน้าหล่อท่ามกลางแสงไฟที่วูบไหว เขาอยากขนาดนั้นเชียวรึ นางไม่ต้องการให้เขาทำอีกแล้ว นางกลัวเด็กจะไม่ปลอดภัย “ท่านพี่ คืนนี้ข้ามิไหว ข้ารู้สึกไม่สบาย ได้โปรดท่านอย่ากวนข้าเลย”น้ำเสียงอ่อนล้า บวกกับดวงตาที่เว้าวอน ทำให้คนฟังอดที่จะใจอ่อนไม่ได้ ชายหนุ่มยิ้มขึ้น “ก็ได้ ไม่ทำแล้ว” ชายหนุ่มหมุนเรือนกายที่จะจากไป “ท่านพี่ แต่ข้ามีวิธีที่จะทำให้ท่านหายอยากเจ้าค่ะ” วิธีนี้น่าจะปลอดภัยและมีความสุขกันทั้งสองฝ่าย ชายหนุ่มพลันมองร่างงามที่นั่งคุกเข่าเลียแท่งหยกงามของเขา วิธีของน
เซี่ยเฟิงพาฮูหยินของเขามาพักที่โรงเตี๊ยมดังที่สุดในแคว้นอวิ่น ในห้องยามนี้สือชิงหลันทำหน้าอย่างมิพอใจ เมื่อหวนคิดถึงตอนสตรีหน้าสุนัขมองสามีของนางจนจะทะลุถึงอาภรณ์ สตรีนางนั้นชื่อตงฮวา ช่างไม่เก็บอาการเสียจริง หญิงสาวนั่งที่ตั่งยาวพรางรินน้ำชายกขึ้นมาดื่ม ชายหนุ่มมองดูก็รู้ว่านางนั้นทำไหน้ำส้มแตก ใบหน้าหล่อเหลาเผยอยิ้มแล้วนั่งลงตรงข้ามนาง มองดวงหน้าที่โกรธาเขา นางหึงเขาอย่างนั้นรึ ครั้งแรกที่ได้เห็นนางหึงเขานั้นมีความสุขเสียจริง “เจ้าหึงข้า” “เปล่า” นางเฉไฉไปเรื่อย “น้องหญิง ตาข้าไม่มีวันบอดที่จะมองหญิงอื่น นัยน์ตาของข้ารักเพียงเจ้า มองเพียงเจ้า ตราบชั่วฟ้าดินสลาย” “จริงนะ” “จริง อนุภรรยาข้าจะไม่มี ข้าจะมีเพียงเจ้าเป็นฮูหยินเพียงคนเดียว” “ข้ารักท่านพี่ที่สุดเลย” นางจุมพิตที่แก้มขาวของเขา ในค่ำคืนนั้นชายหนุ่มได้พาหญิงสาวออกมาเดินเล่นที่ตรอกเฟื่องฟูของเมืองอวิ๋น ท้องถนนเต็มไปด้วยฝูงชนเดินไปมา หญิงสาวมองดูหนังตะลุงของแคว้นอวิ๋น การแสดงช่างตื่นตาตื่นใจเสียจริง เรื่องราวของหนุ่มเลี้ยงม้ากับคุณหนูในห้องหับ ต่างไม
เช้าของอีกวันพอนางลืมตาขึ้นมาพบว่านางนั้นอยู่เตียงนอนของนางเอง แสดงว่าเขาเป็นคนสวมอาภรณ?ให้นาง จากนั้นก็มาส่งนางที่เรือน หญิงสาวมองออกไปทางหน้าต่าง สายจนตะวันโด่งแล้ว นางกำลังจะลุกจากเตียง “คุณหนู ท่านนอนพักเถอะเจ้าค่ะ นายน้อยให้ท่านพักผ่อน อีกอย่างวันพรุ่งนี้ ท่านจะต้องเดินทางไปแคว้นอวิ๋นเพื่อส่งข้าวมรกตกับนายน้อยเจ้าค่ะ นายน้อยแจ้งเรื่องนี้ตอนเช้าเจ้าค่ะ” “อย่างนั้นเอง ดีเหมือนกัน ข้าก็อยากจะไปเที่ยวต่างแคว้น” แคว้นอวิ่นเป็นแคว้นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ กระนั้นการปลูกข้าวกินจำต้องลำบาก ไม่เหมือนแคว้นม่อเป่ยที่อุดมสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง กระนั้นทั้งสองแคว้นจำต้องทำการค้าข้าวด้วยกัน ในยามพลบค่ำที่เรือนใหญ่ “ท่านพ่อวันพรุ่ง ท่านต้องปลอมตัวเป็นข้าไปส่งข้าวมรกตที่แคว้นอวิ๋น ข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัยแล้วกัน” เซี่ยเจียงตัวจริงมองบิดาของเขา สวมหน้ากากหนังมนุษย์ มีใบหน้าคล้ายเขาราวกับแกะ ส่วนเขาอยู่ที่จวนกับเสี่ยวซุนตลอด อีกทั้งบ่าวของเขาต่างรู้เรื่อง ที่เขาเป็นพวกตัดแขนเสื้อดีเชียวล่ะ “ข้ารู้แล้ว เจ้าอยู่ทางนี้ อย่าก่อความวุ่นวาย” “ขอรับ







