Masukแต่บุรุษผู้นี้ไร้หัวใจ! รักใครไม่เป็น เขาไม่เคยชายตาหรือผูกสัมพันธ์กับผู้ใดเลยสักครั้งแม้นสตรีนางนั้นจะเป็นถึงองค์หญิง พระราชธิดาของเจ้าเมืองที่หากเป็นชายอื่นคงรีบตะครุบคว้าเอาไว้ ต่างจากเล่อหยางหลงที่ปฏิเสธค้านหัวชนฝาแล้วขับไล่ไสส่งพวกนางเยี่ยงหมูเยี่ยงหมา
จนมีบางช่วงคนเขาร่ำลือกันว่า เขาอาจเป็นพวก 'ชายตัดแขนเสื้อ' (พวกรักร่วมเพศชายรักชาย มาจากสำนวนจีนที่ว่า "ต้วนซิ่วจือผี่” แปลว่า "พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ”) หรือไม่ ท้ายสุดข่าวลือก็ต้องเงียบหายไป ด้วยเหตุการณ์ในวันนั้น คณิกาหญิงนางโลมที่งามที่สุดเปรียบเสมือนนางฟ้าประจำโรงเตี้ยมซึ่งเหล่าบุรุษต้องทุ่มเงินหลายตำลึงเพื่อยื้อแย่งชิงตัวนางมาปรนเปรอกาม ทว่านางดันต้องตาเล่อหยางหลงที่เข้ามานั่งร่ำสุรากับสหายคนสนิทเข้า จึงพยายามยวนยั่วให้ท่าพร้อมเสนอราคาที่ค่อนข้างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เขาปฏิเสธไปหลายครา ทว่านางหาได้ฟังภาษาคนรู้ความไม่! ถือดีว่ามารยาสตรีออดอ้อนสักนิด บุรุษใดเล่าจะจิตใจแข็งทื่อได้! ผิดคาด นั่นกลับทำให้เล่อหยางหลงทั้งรำคาญ ทั้งหงุดหงิด จึงด่าทอนางไปสารพัด ซ้ำยังสั่งปิดโรงเตี้ยมเป็นเวลาร่วมเดือนอีกด้วย ทำให้มีชายหนุ่มเจ้าสำราญบางคนรู้สึกขุ่นเคืองไม่น้อย เพราะในย่านนี้ โรงเตี้ยมที่นี่ถือว่าใหญ่และมีสตรีสาว ๆ เนื้อแน่นให้เลือกสรรบำเรอกามมากที่สุด กระทั่งชายหนุ่มที่ร่ำสุราจนเมามายขาดสติซ้ำยังปากไม่มีหูรูด พร่ำเพ้อพูดในวงเหล้าว่าเล่อหยางหลงนั้นเป็นอีพวก ตัดแขนเสื้อ ชายรักชาย! ชะตาคนกำลังจะถึงฆาต เขาบังเอิญเดินผ่านมาได้ยินพอดี จึงใช้คมดาบตะบันลิ้นขาดวิ่นต่อหน้าผู้คนนับหลายชีวิตอย่างเลือดเย็น ทำให้ข่าวลือนั้นจำต้องเงียบสงบไปในที่สุด "ซือเหย่ แล้วซืออิ๋งพี่สาวเจ้าเล่า ข้าให้จินเกอ จินเฉอไปตามเจ้ามาทั้งสองคนพี่น้องมิใช่หรือ เหตุใดเจ้าถึงมาเพียงผู้เดียว" เล่อหยางหลงปรายแลมองสตรีบอบบางข้างดายที่มีอายุน้อยกว่าตนเกือบครึ่งค่อนรอบอย่างไม่ใส่เท่าใดนัก ก่อนจะยกแขนขึ้นไขว้หลังแล้วเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง คล้ายกับต้องการเน้นย้ำให้รู้ชัดอีกกลาย ๆ ว่าเขาหาได้สนใจนางเป็นพิเศษไปกว่าสตรีนางอื่นไม่ “ไยต้องถามถึงสตรีนางอื่นด้วยเล่าเจ้าคะ ท่านพี่หยางก็ทราบดีว่าเหย่เหย่คนนี้ทำให้ท่านพี่ได้ทุกอย่าง หาได้มีความจำเป็นต้องเรียกใช้คนอื่นด้วยไม่” ซือเหย่ใช้ใบหน้าน้อย ๆ ของนางถูไถแผงอกแกร่งกำยำที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อทุกสัดส่วนของบุรุษรูปงามผ่านอาภรณ์ราคาแพงอย่างนึกออดอ้อนแสดงความสนิทสนมเต็มที่หมายให้สตรีน่าสมเพชผู้นั้นทราบว่าตนกับแม่ทัพใหญ่เล่อหยางหลงมีความสัมพันธ์อันดีที่ลึกซึ้งต่อกันมากเพียงใด “ซือเหย่” แม้เป็นเพียงคำเรียกขานชื่อธรรมดาทั่วไป ทว่าสุ้มเสียงที่ถูกกดข่มลงจนทุ้มต่ำกลับแผ่รังสีความน่าเกรงขามชวนหัวลุกไปรอบ ๆ พลอยทำให้กุ้ยไป๋หลานรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เสียวสันหลังวาบแทนสตรีนางนั้นไปด้วย “เจ้าค่ะ ๆ” ซือเหย่เบะปากเล็กน้อยคล้ายกับเด็กน้อยโดนขัดใจ ทว่าไม่กล้าแสดงกิริยาอาการพูดจาเย้าหยอกไปมากกว่านี้ เพราะทราบดีว่ายามที่แม่ทัพเล่อหยางหลงขุ่นเคืองใจหรือหงุดหงิดขึ้นมามันน่ากลัวมากเพียงใด แม้นนางที่เป็นบุตรสาวของแม่นมซือเหยาที่เขาให้ความเคารพก็เกรงว่าอาจไม่ไว้หน้าด้วยเช่นกัน “พี่สาวข้า ซืออิ๋งนางเป็นไข้ทับระดูเจ้าค่ะ” “อืม” เขาพยักหน้า “ที่ข้าเรียกเจ้ามา เพราะอยากจะไหว้วานเจ้าคอยจับตาดูสตรีผู้นี้หาบน้ำจนเต็มโอ่งและเตรียมต้มให้ข้าแช่ภายในระเวลาหนึ่งชั่วก้านธูปอย่าให้คลาดสายตาเชียว เข้าใจหรือไม่” “เหย่เหย่เข้าใจเจ้าค่ะ” "ส่วนเจ้ารีบไปเสียสิ! จะมายืนให้ข้ารำคาญใจอีกนานหรือไม่" น้ำเสียงที่เขาใช้กับกุ้ยไป๋หลานและซือเหย่สตรีร่างน้อยผู้นั้นช่างแตกต่าง บ่งบอกถึงความลำเอียงยิ่งนัก แม้นจะแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม วางมาดบุรุษผู้เย่อหยิ่งสมบทบาทพ่อตัวร้ายในนิยายไม่น้อยกว่ากัน ทว่ายามถึงคราวนางกลับใส่ทั้งอารมณ์ฉุนเฉียว ตะคอกตะเบ็งเสียงจนลำคอขึ้นเอ็น ซ้ำยังเขม็งสายตาแทบหลุดออกจากเบ้าเต็มที "เจ้าค่ะ" … กุ้ยไป๋หลานยืนเบิกตาโพลงอยู่ด้านหน้าโอ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวนางเกือบสองเท่าด้วยความตกตะลึง ซ้ำระยะทางจากบริเวณนี้ไปถึงต้นน้ำลำธารกว่าหนึ่งลี้ (1 ลี้ เท่ากับ 150 จั้ง หรือ 500 เมตร) บุรุษผู้นั้นบ้าไปแล้วหรืออย่างไรเล่า นางอยากรู้เสียจริงว่าเขาใช้มันสมองส่วนใดคิดหรือเหตุใดจึงออกคำสั่งที่ตนเองก็คงรู้ทั้งรู้ว่าหาได้มีผู้ใดสามารถทำได้ไม่ “จะยืนโอ้เอ้อยู่นานหรือไม่?” ซือเหย่ยกสองแขนเรียวบางขึ้นกอดอกพร้อมเชิดคอตั้งตรงลอยหน้าลอยตา กุ้ยไป๋หลานกล้าสารภาพเลยว่าการกระทำของนางนั้นไซร้น่าหมั่นไส้เหลือทน “ที่นี่หาใช่จวนของสามีเจ้าไม่ มิมีผู้ใดมารองมือรองตีนให้เจ้าเรียกใช้ตามสบายหรอกนะ หึ” ว่าแล้วก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ประจันหน้าในระยะประชิด “ฐานะที่เจ้าได้รับในจวนแห่งนี้ มีเพียงแค่ สาวรับใช้เท่านั้น เข้าใจหรือไม่!!” “ข้าทราบดีแม่นางซือเหย่ หาได้ต้องย้ำไม่” กุ้ยไป๋หลานพยายามสงบสติอารมณ์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วแสร้งยิ้มตอบกลับไป เช่นไรการใช้ชีวิตอยู่ในจวนของท่านตัวร้ายเล่อหยางหลงที่ไม่รู้ว่าจะสามารถก้าวขาออกไปโบยบินอิสระได้เมื่อใด เห็นทีการผูกมิตรไมตรีกับสตรีและบุรุษคนอื่น ๆ เอาไว้ก็คือสิ่งแรกที่สมควรทำในตอนนี้เป็นอย่างยิ่ง “แต่ในฐานะสตรีด้วยกัน เจ้ามิเห็นใจสตรีเช่นกันอย่างข้าสักนิดหรือ ร่างกายข้าบอบบางถึงเพียงนี้ ซ้ำร้ายโอ่งก็ใบใหญ่ ระยะทางหากเทียบกับเวลาเพียงชั่วก้านธูปหากเป็นชายฉกรรจ์ก็คงมิมีผู้ใดทำได้ แล้วข้าเล่า เห็นทีข้าคงหมดแรง หมดสติไปเสียก่อนกระมัง” “ช่างน่าสมเพชนัก” ซือเหย่เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะใช้สายตาเช่นเดิมเหยียดมองกุ้ยไป๋หลาน “แล้วเหตุใดข้าต้องเห็นอกเห็นใจสตรีที่เป็นเพียงสาวรับใช้ต่ำต้อยเช่นเจ้าด้วยเล่าไป๋หลาน เสียใจที่โดนพรากจากผัวในคืนวันเข้าหอจนเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร ว่านั่นหาใช่ธุระกงการอันใดของข้าไม่” “…” “และที่สำคัญ ข้ากับเจ้าหาได้สนิทสนมหรืออยู่ในฐานะเดียวกันที่เจ้าสามารถเรียกขานชื่อข้าว่าแม่นางซือเหย่ตามใจชอบไม่" ปลายนิ้วเรียวยาวกดจิ้มลงบนหน้าผากมนของกุ้ยไป๋หลานพร้อมออกแรงผลักออกเล็กน้อย "เจ้าเป็นใคร ข้าเป็นใคร จงสำเหนียกตัวเองเถิดแม่นางไป๋หลานว่าตอนนี้ไอ้ศักดิ์ภรรยาเอกแม่ทัพเล่อเยี่ยนเฉินใช้ไม่ได้ผลในจวนหลังนี้หรอก อย่างมากเจ้าก็แค่...เชลยน่าสมเพชคนหนึ่งที่ไม่มีสิทธิ์ออกปากออกเสียง ทำได้เพียงก้มหน้ารองมือรองตีนเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น" ความอดทนของกุ้ยไป๋หลานขาดสะบั้น นางทิ้งตะกร้าหาบน้ำในมือ ก่อนจะยกแขนขึ้นท้าวสะเอวแล้วจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาเช่นเดียวกัน "ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็วอนให้คุณหนูเมตตาบอกเชลยน่าสมเพชคนนี้ทีเถิดเจ้าค่ะ ว่าฐานะของคุณหนูในจวนหลังนี้เนี่ย มันสูงส่งสักเพียงใดกันหรือ เหตุใดข้าถึงต้องก้มหน้ารองมือรองตีนให้คุณหนูเพื่อความอยู่รอดของตนเองด้วยเล่าเจ้าคะ"เขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







