LOGIN"ออกไป!!! ขัดใจข้ายิ่งนัก" เล่อหยางหลงปัดมือเล็ก ๆ ของกุ้ยไป๋หลานออกห่างกาย สตรีหน้าตายผู้นี้เพียงย่างกรายเข้ามาอยู่ในจวนได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวันกลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก!
เขาตั้งใจจะเอนหลังให้นางบีบนวดผ่อนคลายความปวดเมื่อยแล้วผล็อยพริ้มตาหลับสักชั่วครู่ แต่นางนั้นอิดออด จับ ๆ นวด ๆ เบาหวิวเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง คล้ายสุนัขใช้เท้าสะกิดจนเขานึกรำคาญใจเสียก่อน กุ้ยไป๋หลานสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ เมื่อจู่ ๆ เขาก็เล่นตะเบ็งเสียงคำรามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "เจ้าค่ะ" "ไปเตรียมน้ำให้ข้า" "เจ้าคะ?" "โง่เขลาจนกระทั่งฟังภาษาคนที่ข้าพูดไม่รู้ความหรืออย่างไร!" เล่อหยางหลงพูดถึงเพียงนี้แล้ว แม้นนางหาได้เอื้อนเอ่ยถามไถ่ออกมาทว่านางกลับนั่งตาใส หัวคิ้วเรียวยาวขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย "เหตุใดเจ้าถึงได้ทำให้ข้ารู้สึกหงุดหงิดอยู่เรื่อยเล่าไป๋หลาน" "..." "ข้าต้องการแช่น้ำอุ่น ๆ รีบไปทำหน้าที่สาวรับใช้ของเจ้าเสีย" บุรุษกอดอกจ้องเขม็งมองใบหน้านางอย่างคาดโทษ "หากเจ้ายังไม่รู้ความ ข้าจะใช้ดาบเบะศีรษะเจ้าออกสองซีก แล้วดูว่าภายในสมองเจ้ายังมีเส้นหยักบ้างหรือไม่ เหตุใดถึงได้โง่เขลาเยี่ยงนี้" วาจาที่ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากของเล่อหยางหลงแต่ละคำ ช่างสมบทบาทพ่อตัวร้ายในนิยายเสียจริง! หมาล้วน ๆ ไม่มีแมวผสม "เจ้าค่ะ" นางรีบรับคำ ถึงแม้ไม่เคยทำ ทว่าโชคดีที่หมูหวานในชาติก่อนอ่านนิยายจีนโบราณมาแล้วนับสิบ ๆ เรื่อง จึงพอมีความรู้ จดจำขั้นตอนรายละเอียดมาได้บ้างสักหยิบมือ "โอ่งอยู่ที่ใดเจ้าคะ?" ไม่ว่าเรือนใหญ่หรือเรือนอนุก็จะมีบ่าวผู้ชายที่คอยทำหน้าที่หาบน้ำจากลำธารมาใส่ไว้ในโอ่งใบใหญ่เพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้สอยทำกิจธุระต่าง ๆ ของเจ้านาย "นี่เจ้าคิดว่าข้าจะเมตตาเจ้าถึงเพียงนั้นเลยหรือไป๋หลาน เหอะ สิ้นคิดยิ่งนัก!" เล่อหยางหลงแทบอยากจะหัวเราะให้ฟันหลุดปากยามที่สตรีผู้นี้เอ่ยถามเขาหน้าตาใสว่าโอ่งใส่น้ำอยู่ที่ใด "แม่นาง...จดจำไว้เถิด ตราบใดที่เจ้ายังมีส่วนข้องเกี่ยวกับเยี่ยนเฉิน บุตรชายของสตรีอำมหิตผู้นั้น ข้าก็จะถือว่าเจ้าเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน!" ตรรกะเขาป่วยเป็นที่สุด! นางหาได้รู้ความหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องราวบาดหมางใจระหว่างพวกเขาทั้งสองฝ่ายไม่! แล้วเหตุใดนางต้องมาทนทุกข์ทรมานรับกรรมในสิ่งที่นางไม่ได้ก่อด้วยเล่า โง่เง่า รับประกันได้เลยว่าหากเป็นกุ้ยไป๋หลานเจ้าของร่างนี้ นางก็คงจะยินยอมให้อีกฝ่ายข่มเหงรังแกอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่คิดโต้ตอบแล้วรอจนกว่าคนรักของนางจะโผล่หัวมาช่วยเหลือซึ่งผ่านไปร่วมแรมเดือนที่นางต้องทนทุกข์ทรมานให้ทั้งสาวใช้และบุรุษหน้ายักษ์ใจมารโขกสับจนร่างกายซูบผอมล้มป่วยไปในที่สุดตามประสาคงคอนเซ็ปท์นางเอกในนิยายผู้แสนดี (เกินไป) เป็นแน่ ทว่าใช้ไม่ได้กับอีหมูหวานคนนี้อันขาด! อีหมูหวาน คนนี้นี่แหละจะกอบกู้ศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และพลิกแพลงบทบาทของกุ้ยไป๋หลานนางเอกนิยายจีนโบราณในเวอร์ชันใหม่ที่น่าติดตามมากกว่าเก่า พอเสียที! นางเอกนิยายน้ำเน่าขั้นสุดที่โคตรอ่อนแอ ปล่อยให้คนอื่นเขาโขกสับรังแกอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีแม้แต่จะปริปากพูดจนกระทั่งพลอยทำให้ตนเองเดือดร้อนอยู่เรื่อย... 'กุ้ยไป๋หลาน' เวอร์ชั่นใหม่กำลังจะเริ่มต้น นางจะทำให้ทุกคนรวมถึงพ่อตัวร้ายรูปหล่อผู้นี้จดจำนางขึ้นใจจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว "แล้วท่านจะให้ข้าทำเช่นไรหรือเจ้าคะ" "ข้าเหลืออดกับความโง่เขลาของเจ้าเต็มทีแล้ว เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้เหตุใดจึงขบคิดด้วยตนเองไม่ได้เล่า!!" เล่อหยางหลงปวดขมับ สตรีผู้นี้เติบโตมาอย่างไรกันไยไร้สมองนัก! คงต้องถามเยี่ยนเฉินกระมังว่าไปเสาะขุดนางมาจากซอกมุมหลุมใดไฉนถึงได้โง่ดักดานยากเกินจะบรรยาย "เอาเถิด หน้าที่ของเจ้าในฐานะสาวรับใช้คือไปหาบน้ำจากลำธารใส่ให้เต็มโอ่ง จากนั้นก็ต้มอุ่น ๆ เตรียมอ่างให้ข้าลงไปแช่" "เจ้าคะ?" กุ้ยไป๋หลานเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ คาดไม่ถึงว่าความโกรธแค้นที่มันฝังรากฝังโคนอยู่ในใจของเล่อหยางหลงจะเป็นได้ถึงเพียงนี้ เขาใช้สมองส่วนใดคิดหรือ เหตุใดจึงให้สตรีร่างบอบบางหาบน้ำจากลำธารมาใส่ให้เต็มโอ่ง! ทั้ง ๆ ที่หน้าที่เหล่านี้ควรเป็นของเหล่าชายฉกรรค์ร่างบึกบึนมากกว่า “เจ้างุนงงสิ่งใดหรือไป๋หลาน?” เล่อหยางหลงเอียงคอเลิกคิ้วถามอย่างยียวนกวนประสาท พลางแสยะยิ้มมุมปากเล็กน้อยในช่วงที่ใบหน้างามค่อย ๆ แหงนขึ้นมาจงใจหมายให้นางซัดตามองพอดี “หรือสิ่งที่ข้าอธิบายขยายความมันยังน้อยเกินไป จนรอยหยักสมองอันน้อยนิดของเจ้าไม่สามารถทำความเข้าใจได้เช่นนั้นหรือ” “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” นางคร้านจะต่อปากต่อคำให้มากความ จึงยินยอมรับไปเสีย “ดี ข้าให้เวลาเจ้าในการหาบน้ำจากลำธารใส่โอ่งจนเต็ม และเตรียมน้ำอุ่น ๆ ให้ข้าแช่ อืม…” เล่อหยางหลงยกฝ่ามือขึ้นมาทำท่านับนิ้วครุ่นคิด แม้นความจริงจะมีคำตอบรอในใจอยู่แล้วก็ตาม “ชั่วก้านธูป (ชั่วก้านธูป เท่ากับ 20-30 นาทีโดยประมาณ) เพียงพอหรือไม่?” กุ้ยไป๋หลานชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง ‘ชั่วก้านธูป เท่ากับ 20-30 นาทีโดยประมาณ’ เขาบ้าไปแล้วหรืออย่างไร! ให้สตรีตัวเล็ก ๆ เช่นนางหาบน้ำจากลำธารมาใส่ไว้ให้เต็มโอ่งใบใหญ่ยังมิสาแก่ใจอีกหรือ มิหนำซ้ำยังให้เวลาเพียงครึ่งค่อนชั่วโมง! ประสาทไปแล้วแน่แน่ มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเขากำลังกลั่นแกล้งนางอยู่ “มะ…” นางกำลังจะอ้าปากบอกว่าเวลาเท่านั้นหาได้เพียงพอไม่หากเทียบกับภาระงานที่ค่อนข้างหนักสำหรับสตรีร่างบอบบางเช่นกุ้ยไป๋หลาน ทว่ายังไม่ทันพูดจนจบประโยคเลยด้วยซ้ำ บุรุษหน้ายักษ์ร่างคิงคองผู้นี้ก็สวนขึ้นมาเสียก่อนราวกับมีญาณล่วงรู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ “พอหรือไม่พอมันก็เรื่องของเจ้าที่ต้องจัดการให้ดี แต่หากภายในชั่วก้านธูปข้ายังไม่ได้แช่น้ำอุ่น ๆ วันนี้ทั้งวันเจ้าก็ห้ามกินข้าว!” แค่เห็นใบหน้าของนางซีดเผือก เล่อหยางหลงก็นึกสะใจยิ่งนัก อยากรู้เสียจริงหากเยี่ยนเฉินได้มาดูสภาพคนที่มันรักกำลังหาบน้ำจากลำธารมาใส่ให้เต็มโอ่งจนหลังขดหลังแข็งหรืออาจเป็นลมหมดสติไป มันจะทุกข์ทรมานสักเพียงใด "เหย่เหย่มาแล้วเจ้าค่ะท่านพี่หยาง" จู่ ๆ ก็มีสตรีเรือนร่างบอบบาง ผิวพรรณขาวนวล สวมใส่อาภรณ์สีเทาแลดูสะสะอาดสะอ้านเดินรี่ตรงปรี่เข้ามาแอบอิงซบอกเล่อหยางหลงอย่างใกล้ชิดสนิทสนม ก่อนจะตวัดมองกุ้ยไป๋หลานตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม พร้อมทั้งเบะปากแบนคว่ำแล้วเชิดใส่อีกด้วย หรือสตรีผู้นี้จะเป็นคนรักของท่านแม่ทัพตัวร้ายกันนะ? กุ้ยไป๋หลานเกิดคำถามเล็ก ๆ ในใจ แต่ก็ต้องสลัดมันทิ้งไปจากหัว เพราะหากนางจำไมฺ่ผิด ในนิยายเขียนเอาไว้ว่า เล่อหยางหลง แม้นโหดเหี้ยม อำมหิต ซ้ำยังฝากรอยคมดาบจากการสู้รบเพื่อบ้านเมืองเอาไว้บนแก้มข้างซ้าย ทว่าไม่อาจทำให้ความหล่อเหลาจนผู้คนที่เดินผ่านต้องเหลียวหลังแลสุดสายตาลดน้อยลงได้เลย ซ้ำหญิงงามทั้งองค์หญิง บุตรสาวอัครเสนาบดี ขุนนาง รวมถึงเหล่าสตรีทุกถิ่นแดนแคว้นเมืองต่างพร้อมอยากพลีกายถวายให้ ขอเพียงได้หลับนอนขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีอุ่นเตียงของเขาก็ยังดีเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







