LOGINแม้นประโยคคำถามที่ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของกุ้ยไป๋หลาน จะดูคล้ายว่านางสำเหนียก เจียมเนื้อเจียมตัวหดเหลือเพียงครึ่งคืบสยบให้แก่แม่นางซือเหย่ที่ตอนนี้กำลังวางตัวเยี่ยงเป็นฮูหยินของแม่ทัพเล่อหยางหลง แต่เหตุใดยามฟังคำพูดนางพร้อมกับท่าทาง เท้าสะเอวเลิกคิ้วถามอย่างไม่เกรงกลัวนั่นกลับตีความออกไปในทางประชดประชันแกมท้าทายเสียมากกว่าเล่า
ซือเหย่ แม้ไม่ใช่บุตรสาวขุนนาง หรือเกิดในจวนเศรษฐีฐานะดีที่มีทรัพย์สินเงินทองล้นหลามสามารถส่งเสียให้นางร่ำเรียนเยี่ยงสตรีชนชั้นสูงได้ ทว่ามารดานางคือ ซือเหยา แม่นมผู้ที่เป็นคนคอยเลี้ยงดู อุ้มชูเล่อหยางหลงหลังจากที่ฮูหยินใหญ่สิ้นใจมาโดยตลอดจนเขารัก เคารพ และนับถือเสมือนเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันอีกจึงได้รับความเมตตามีโอกาสศึกษาหาความรู้กับท่านอาจารย์ ฉะนั้นนางก็มิได้โง่เขลาจนกระทั่งไม่สามารถมองออกว่าแท้จริงแล้ว สตรีเชลยศึก ตรงหน้าผู้นี้หาได้มีความยำเกรงตนเลยสักน้อยนิด “เจ้า! นางสตรีอวดดี เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด ถึงได้กล้าแสดงกิริยาท่าทางเหิมเกริมกับข้าเช่นนี้!!” ซือเหย่กำหมัดแน่น พร้อมร่างกายที่สั่นไหวโยกขึ้นลงคล้ายลูกคลื่นเพราะกำลังพ่นลมหายใจเข้าออกอย่างแรงและถี่กระชั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยยามโดนสตรีที่ตนมองด้วยสาตาเหยียดหยามว่าต่ำต้อย น่าสมเพช หักหน้าเยี่ยงที่มิเคยมีใครกล้ากระทำต่อนางเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง “คุณหนูซือเหย่เป็นอันใดไปเจ้าคะ ไยถึงได้…ทำตัวเยี่ยงคนใกล้จะขาดอากาศตายเยี่ยงนี้ ตายจริงเจ้าค่ะ!” กุ้ยไป๋หลานยกฝ่ามือขึ้นมาป้องปาก ส่งสายตา ทำท่าทางลนลานคล้ายกับคนที่กำลังตกใจจนกระวนกระวายอย่างหนัก “อาจเป็นเพราะอากาศร้อน อาการเลยกำเริบขึ้นมาใช่หรือไม่เจ้าคะ หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องรีบไปรายงานท่านพี่หยางหลงของคุณหนูให้ตามหมอโดยด่วนแล้วล่ะเจ้าค่ะ ขืนปล่อยไว้เช่นนี้หาใช่เรื่องดีแน่” ได้เห็นเช่นนี้กุ้ยไป๋หลานก็ทราบได้ทันท่วงทีเลยว่า ซือเหย่ผู้นี้ คงถือดี ชูคออยู่บนวอทองว่าตนมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้ใดในจวนหลังนี้เพราะสนิทสนมและเป็นคนของเล่อหยางหลงบุรุษตัวร้ายเป็นแน่ จึงได้พูดจา แสดงท่าทางข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม เอาแต่ใจอย่างคนนิสัยเสียด้วยความเคยตัวกับผู้อื่นเขาไปทั่ว ซึ่งแน่นอนว่าก็คงมิมีผู้ใดหาญกล้าบ้าบิ่นต่อปากต่อคำสวนกลับไปเยี่ยงนาง จึงมีอาการกระฟัดกระเฟียดราวกับเป็นโรคลมบ้าหมูเช่นนี้ “เจ้า กรี๊ด!!!!!! เจ้าว่าข้าเป็นหมาบ้าเช่นนั้นหรือ” ซือเหย่ชี้หน้าใส่กุ้ยไป๋หลาน พร้อมทั้งกระทืบเท้าจนตัวสั่นเร่า ๆ แล้วแผดเสียงร้องโวยวายออกมาดังระงมไปทั่วทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงกับหยุดมองแล้วพูดคุยซุบซิบด้วยรอยยิ้มแย้มแต้มในดวงตา ด้วยนี่คงเป็นคราแรกกระมังที่มีคนกล้าโต้สวนกลับไปและทำให้สตรีเอาแต่ใจถือดีผู้นั้นเสียอาการเช่นนี้ได้ เพราะทุกครานางจะเป็นฝ่ายคอยข่ม คอยเหยียบหัวผู้อื่นให้อยู่ต่ำกว่าตนเสมอ แน่นอนว่าด้วยนางที่ทำตัวสนิทสนม วางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับเป็นว่าที่ภรรยา ฮูหยินของท่านแม่ทัพเล่อหยางหลงซึ่งเขาเองก็หาได้เคยตำหนิติเตียนหรือแสดงท่าทีห้ามปรามใดใดไม่ จึงมิมีผู้ใดกล้าเหิมเกริมกับซือเหย่ทำให้นางเกิดความได้ใจจนเคยตัวกลายเป็นเด็กนิสัยเสียที่แทบจะเข้าหน้าคนอื่น ๆ ไม่ติดเลยนอกเสียจากมารดา พี่สาว และอีพวกประจบสอพลอที่ตีสองหน้า ทว่าลับหลังเองก็กลับเอาความดื้อรั้น เหวี่ยงวีนของนางมาซุบซิบนินทากันสนุกปาก "ข้าเปล่า ข้ายังไม่ได้พูดสักคำเลยนะเจ้าคะว่าคุณหนูซือเหย่เหมือนหมาบ้าที่กำลังคุ้มคลั่งยามอากาศอบอ้าวแดดร้อนจัด" กุ้ยไป๋หลานส่ายศีรษะปฏิเสธ ทว่าสีหน้าท่าทางและแววตาที่คล้ายเห็นอกเห็นใจนั่น มันช่างดูยียวนประชดประชันจนทำให้ซือเหย่ที่มีไฟโทสะสุมกลางอกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วโมโหจัดควันออกหูเข้าไปใหญ่ "แก!!!! นางไป๋หลาน กรี๊ด" ซือเหย่พุ่งหลาวกระโจนเข้าใส่หมายจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้างดงามเพื่อสั่งสอนว่าบทลงโทษของคนที่กล้าอวดดี ท้าทายนางจะโดนเช่นใด ทว่ากลับผิดคาดเล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบหนีได้ทันท่วงที จึงทำให้ร่างบางหน้าทิ่ม หัวขมำ ตูดกระดกยกสูงอยู่บนพื้นหญ้า กุ้ยไป๋หลานแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่านางควรจะรู้สึกสงสารหรือสมเพชสตรีผู้ที่ชูคอว่าตนเองเป็นดั่งนางพญาหงส์โบยบินอยู่เหนือผู้ใดจนคิดจะเอาแต่ใจอย่างไรก็ได้ แต่ตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาพที่ไม่น่ามองเลยสักนิด "เกิดอันใดขึ้น!!!" น้ำเสียงดุดันน่าเกรงขามแผ่กระจายรังสีอายสังหารแห่งความน่ากลัวตีวงกว้างแผ่อาณาเขตมาถึงกุ้ยไป๋หลานที่ยกมือป้องปากกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ ทว่าร่างกายที่กำลังสั่นโยกสั่นคลอนนั้นคือหลักฐานชิ้นเด็ดมัดตัวได้ดีว่านางกำลังขบขันสิ่งใดบางอย่างอยู่ ซือเหย่รู้สึกอับอายขายขี้หน้าไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่จงใจหมายจะตบสั่งสอนกุ้ยไป๋หลานสตรีน่ารังเกียจผู้ดี ทว่ากลับกลายเป็นตนที่โดนนางเล่นงานจนล้มหัวทิ่มลงไปนอนราบบนพื้นหญ้าให้อีพวกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาซุบซิบหัวเราะเยาะ "ท่านพี่หยางหลงเจ้าขา ฮึก" นางแสร้งทำเสียงอ่อนเสียงหวาน เรียกร้องความสงสารจากบุรุษเจ้าของจวน "..." "ฮึก...ท่านพี่หยางหลง ท่านพี่ต้องจัดการสตรีอวดดี ไม่เจียมเนื้อเจียมตัวผู้นี้ให้ข้านะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าหายอมจริง ๆ ด้วย" ใบหน้าสวยซบลงบนท่อนแขนแกร่งกำยำของเล่อหยางหลง "ท่านพี่ดูเถิดเจ้าค่ะ นางหาญกล้าเพียงใด ข้าพูดคำ นางถกเถียงไปสิบกว่าคำ ซ้ำยังทำร้ายร่างกายจนข้าล้มหัวทิ่มลงไปบนพื้นหญ้าให้รู้สึกอับอายอีกด้วย" "ข้าหาได้ทำในสิ่งที่คุณหนูซือเหย่กำลังโป้ปดไม่นะเจ้าคะท่านแม่ทัพ" กุ้ยไป๋หลานแทบไม่อยากเชื่อหูตนเองเลยว่าสตรีผู้นี้ที่มีนิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจ ชอบข่มเหงเหยียดผู้อื่นมิพอ ยังกล้าพูดจาเท็จใส่ความหน้าตาเฉยถึงอาจจะทราบดีว่ามีผู้อื่นเดินผ่านไปมาเห็นเหตุการณ์โดยทั้งหมดก็ตาม อาจเพราะซือเหย่มั่นใจว่าคงมิมีผู้ใดหาญกล้า เป็นศัตรูกับนาง และ ต่อให้อย่างไรบุรุษผู้นี้ แม่ทัพใหญ่เล่อหยางหลงที่มิได้โง่เขลาอาจมองสถานการณ์ออกตั้งแต่ต้นก็คงแสร้งปิดหูปิดตาเชื่อคำนางเพื่อพาลหาเรื่องใส่คนที่ตนอคติเช่นกุ้ยไป๋หลานเช่นนั้นหรือ? "เหตุใดเจ้าถึงได้กล่าวหาว่าข้ากำลังโป้ปดเล่า ข้าขอถามหน่อยเถิดข้าจะทำสิ่งนั้นไปเพื่ออันใด ใช่หรือไม่เจ้าค่ะท่านพี่หยางหลง" ว่าพลางก็ใช้ฝ่ามือบอบบางลูบแผงอบล่ำสั่นผ่านอาภรณ์เบา ๆ "พวกเจ้า! มานี่" ซือเหย่หันไปตะโกนเรียกสตรีสองคนที่กำลังยืนตากผ้าอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้นัก "เจ้าค่ะ" "เจ้าเห็นใช่หรือไม่ว่าสตรีผู้นี้เถียงคำข้าไม่ตกฟาก ซ้ำยังรังแกทำร้ายร่างกายจนข้าล้มหัวทิ่มลงไปบนพื้น" สายตาเกรี้ยวกราดที่ซือเหย่จ้องมองเขม็งไปยังสาวรับใช้ผู้นั้นคล้ายกับเป็นการข่มขู่โดยนัยน์ว่าหากนางตอบนอกเหนือหรือผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ตนหยิบยื่นให้จะโดนดีไม่ใช่น้อยเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







