เข้าสู่ระบบนี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ
*****
"คุณลุงฉี สวัสดีค่ะ" เว่ยเว่ยกล่าวทักทาย หัวหน้ากองการผลิตของหมู่บ้าน
"อ้าว เว่ยเว่ย มาทำอะไรแถวนี้ล่ะ"
"คือว่าฉันมาทำธุระแถวนี้ค่ะ คุณลุงคะ ถ้าฉันจะฝากของไปไห้คนที่บ้าน จะเป็นการรบกวนรึเปล่าคะ" เว่ยเว่ยเอ่ยถาม
"รบกงรบกวนอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้นแหละ"
"ถ้างั้นฉันขอไปเอาของก่อนนะคะเดี๋ยวฉันกลับมา" แล้วเธอก็ไปเตรียมของให้กับที่บ้าน เธอหยิบตะกร้ามา 1 ใบ ใส่หมูลงไป 5 ชั่ง ข้าวสาร 10 ชั่ง เกลือ 3 ชั่ง น้ำตาลทรายแดง 1 ชั่ง ไข่ไก่ 2 ชั่ง ขนมเปี๊ยะ 2 กล่อง แตงโม 1 ลูก ส้ม 2 ชั่ง
"แค่นี้น่าจะพอ เอาไปมากเดี๋ยวพวกท่านจะสงสัยเราได้"
"คุณลุงฉีคะ ฉันมาแล้วค่ะ"
"มาทันเวลาพอดีเลยหนู อีกครึ่งชั่วโมงลุงต้องกลับเข้าในหมู่บ้านแล้ว ขนอะไรมาเยอะแยะเลยเนี่ย มาๆเดี๋ยวลุงถือขึ้นไปไว้บนรถให้เอง"
"ขอบคุณนะคะลุงฉี แล้วก็ฉันฝากซองเงินไปให้พ่อกับแม่ด้วยนะคะ ส่วนอันนี้ค่าฝากค่ะ" เว่ยเว่ยส่งซองเงินและมอบเงินให้กับลุงฉี 1 หยวนเป็นค่ารับฝากของ
"ไอ้หยา..ค่าฝ่งค่าฝากอะไรไม่คิดหรอก"
"ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะว่าโอกาสหน้าฉันจะได้รบกวนลุงอีก เพราะฉันก็จะฝากของไปให้ที่บ้านบ่อยๆเหมือนกันค่ะ ว่าแต่คราวหน้าลุงฉีจะเข้ามาในเมืองวันไหนบ้างหรอคะ"
"ก็ทุก 10 วันเหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละ ถ้าจะฝากก็มาเวลานี้ ลุงก็จะมาจอดรถบริเวณนี้เหมือนกัน "
"ได้ค่ะถ้างั้นรบกวนลุงฉี ส่งของให้ด้วยนะคะ ไว้คราวหน้าเจอกันนะคะ ฉันขอตัวก่อนขอบคุณค่ะ"
ส่วนเว่ยเว่ยนั้น เมื่อฝากของไปให้กับพ่อกับแม่แล้ว ก็กลับมาที่บ้านเช่า เธอวางแผนไว้ว่า ถ้าเธอสอบติดมหาลัยแล้วนั้น เธอจะไปซื้อบ้านอยู่ที่ตัวมณฑล เผื่อว่าเธอจะขายของกับพี่หลี่อี้เฟิงต่อ และถ้ามีการนัดรับของเธอจะได้ไม่ต้องลำบากส่วนในตัวอำเภอนั้นเธอขอคิดดูก่อนว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ เพราะไม่แน่ว่า เธออาจจะเปิดร้านขายของสักร้านให้กับพ่อแม่และครอบครัวของเธอ แต่ก็อยากถามพวกท่านก่อนว่าอยากเข้ามาทำอาชีพค้าขายในอำเภอไหมถึงเวลานั้นเธอคงมีเงินอยู่เยอะ เพราะยอดขายของเดือนนี้ได้เกือบ 10000 หยวน เชียวล่ะ
บ้านที่ชนบท......
"ตาเฒ่าเฉียน ตาเฒ่าเฉียน อยู่บ้านไหม มีใครอยู่บ้านบ้างออกมาเปิดประตูให้หน่อย"
หัวหน้ากองการผลิตตระโกนเรียกอยู่ที่รั้วประตูบ้าน"มาแล้ว มาแล้ว ใครกันนะมายืนเรียกอยู่ได้" แม่มู่อดบ่นไม่ได้
"อ้าวพี่ฉี มีอะไรกับที่บ้านฉันหรือเปล่าจ๊ะ" แม่มู่เอ่ยถาม
"ก็นังหนูเว่ยเว่ยน่ะสิ ข้าเจออยู่ที่ในอำเภอ หล่อนก็เลยฝากของมาให้พวกแกน่ะ นี่ซองเงิน แล้วก็นี่ของที่นังหนูมันฝากมา อ้าว..รับไปสิ " ลุงฉีเล่าให้แม่มู่ฟังและส่งของที่เว่ยเว่ยฝากมาให้
"นี่จ๊ะค่าเสียเวลา"
"โอ๊ย เหมือนกันทั้งแม่ทั้งลูก นังหนูให้ข้ามาแล้วล่ะ หล่อนเก็บไว้เถอะ" ลุงฉีดันเงินจำนวนนั้นออกไป
"ถ้างั้นฉันต้องขอบใจมากนะจ๊ะ ที่อุตส่าห์เป็นธุระให้"
"งั้นข้าไปละ"
"จ๊ะ เดินดีๆนะจ๊ะ" แล้วแม่มู่ก็ขนของเข้าบ้านไป
"ใครมาล่ะคุณ" พ่อเฉียนถามขึ้น
"หัวหน้าฝ่ายการผลิตน่ะ เขาเอาของมาให้ บอกว่าลูกสาวเราฝากมา" แม่มู่ชี้ให้ดูของในตะกร้า
"ลูกฝากอะไรมาเยอะแยะเชียว คุณคิดว่าลูกเก็บไว้กินบ้างไหมเนี่ยหรือขนมาให้พวกเราหมด" พ่อเฉียงยังสงสัยต่อ
"ฉันคิดว่าคงแบ่งไว้แล้วล่ะค่ะ แล้วก็นี่ลูกยังฝากซองเงินมาด้วย" แล้วแม่มู่ก็ชูซองเงินให้พ่อเฉียนดู พร้อมกับแกะซอง
"100หยวน น่ะคุณ ลูกไปรวยอะไรมาคะเนี่ย"
"ก็คงอย่างที่ลูกบอกนั่นแหละ ว่าไปช่วยเขาขายของ คงจะขายดีมาก เลยได้ค่าเหนื่อยเยอะหน่อย คุณอย่ากังวลไปเลย " พ่อเฉียนบอกแม่มู่ เพื่อไม่ให้กังวล
แต่ทั้งสองคนก็อดกังวลใจไม่ได้กลัวว่าลูกจะทำงานลำบาก และเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป ถ้ายังไงเดี๋ยวคงจะส่งลูกชายไปดูลูกสาวสักวันหนึ่ง
*****......*****
เธอบอกว่าการผ่าคลอดนั้นเจ็บมากกว่าการคลอดเองมาก แถมการฟื้นฟูหลังคลอดก็ยากกว่า เธอจึงไม่เลือกวิธีนี้ แต่ตอนนี้ ตอนที่เขาเห็นว่าเธอทนเจ็บอย่างทรมาณก็อยากจะให้เธอผ่าคลอด “ไม่ค่ะ ฉันทนมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ฉันไหวค่ะ” เธอจับมือของเขาและบีบมันเบาๆ เพื่อสื่อว่าเธอทนได้จริงๆในการคลอดครั้งนี้ พวกเขาได้ฝากท้องที่โรงพยาบาลเอกชน ลู่เฟิงจึงได้เพิ่มเงินค่าคลอด และขอเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยาด้วย เพราะเขานั้นเป็นห่วงเธอมาก จึงไม่อยากที่จะรออยู่ที่ด้านนอก เขาอยากเป็นกำลังใจของเธอทุกช่วงเวลาและเมื่อไกล้คลอด อาการของเว่ยเว่ยก็น่าเป็นห่วง เพราะอาการปวดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เธอทนได้ก็เริ่มที่จะทนไม่ได้ เธอจึงมีน้ำตาไหลออกมา“คุณเจ็บมากเลยหรือครับ” เมื่อเห็นว่าน้ำตาของเธอไหลออกมา ก็รู้แหละว่าเธอคงจะทนไม่ไหวแล้ว เขาเองก็ทนเห็นเธอเจ็บไม่ได้เหมือนกัน จึงได้คิดแล้วว่าเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว เขาจะทำหมันเอง เพื่อที่เว่ยเว่ยจะได้ไม่ต้องท้องและทรมาณแบบนี้อีก และอีกอย่างตอนนี้รัฐเองก็มีนโยบายลูกคนเดียวนี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด“ตอนนี้ฉันแทบจะทนไม่ไหวแล้วค่ะ ลู่เฟิงคะฉันทรมาณมากเลย” ตอนนี้เธอปวดมาก ปวดจนเหมือน
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ(บทส่งท้าย)ฉันกับคุณจะเป็นครอบครัวเดียวกันและวันแต่งงานก็มาถึงวันนี้ทุกคนล้วนวุ่นวายกันหมด แม้กระทั่งเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาว ถึงแม้ว่าจะวางแผนการจัดงานเอาไว้อย่างดี ก็ยังมีติดขัดอยู่บ้างหลังจากที่เว่ยเว่ยแต่งตัวเสร็จด้วยชุดกี่เพ้าสีแดงเพื่อที่จะทำพิธียกน้ำชาในช่วงเช้า เธอได้แอบมาดูสถานที่ ตอนนี้ทางโรงแรมได้ตกแต่งออกมาอย่างสวยงาม โดยใช้สีแดงเป็นหลัก ทั้งผ้าม่าน และดอกไม้ที่ใช้ตกแต่ง รวมทั้งอุปกรณืที่ต้องใช้ในพิธีด้วย“มาอยู่ที่นี่เองหรือลูก ทำไมไม่รอที่ห้องล่ะ จะออกมาทำไมกัน” แม่มู่ที่แวะมาดูความเรียบร้อยอีกครั้งก็เจอเข้ากับว่าที่เจ้าสาวที่ยืนอยู่“หนูแค่มาดูเท่านั้นค่ะ แล้วแม่ล่ะคะเหนื่อยไหม” ทั้งๆที่เธอให้ทางโรงแรมจัดการทั้งหมด แต่แม่ของเธอและทุกคนก็ยังอาสามาช่วยพนักงานทำ“ไม่เหนื่อยเลยลูก แม่ดีใจเสียอีกที่ลูกสาวแม่มีวันนี้ ต่อไปนี้ลูกก็จะเป็นภรรยา และเป็นแม่คนแล้วนะ” แม่มู่อดที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันไม่ได้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวของเธอจะมาถึงจุดนี้ จุดที่มีครบทุกอย่าง โดยคนที่ยื่นมันให้ก็คือลูกสาวคนนี้ของเธอ“แม่คะ หนูรักแม่นะคะ ถึงหนูจะแต่งงานแล้ว แต่หน
และในมลฑลนี้ก็มีโรงแรมเพียงสองที่เท่านั้นที่อยู่ไกล้ที่สุด ซึ่งทั้งสองก็ได้พากันไปดู ซึ่งเว่ยเว่ยถูกใจโรงแรมที่สองที่ลู่เฟิงพาเธอมาดูมากที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าที่แรกมาก เพราะอยู่ในแถบชานเมืองออกมาหน่อย แต่ก็ไม้ได้ไกลจากบ้านมากนัก ทั้งยังมีที่จอดรถไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งที่แรกไม่มีเพราะอยู่ติดถนนเลยนั่นจะทำให้แขกที่มางานนั้นไม่สะดวกเรื่องการจอดรถและเมื่อทั้งสองได้เข้ามาติดต่อ ก็ได้รับบริการอย่างดีจากผู้จัดการโรงแรม ซึ่งลู่เฟิงบอกว่าที่นี่ไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นของเอกชน แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาลนั่นเองเว่ยเว่ยได้ตกลงเรื่องสถานที่ที่จะจัดงาน ซึ่งทางโรงแรมก็บอกว่าวันนั้นไม่มีลูกค้ามาจองไว้ เธอสามารถทำเรื่องจองไว้ได้เลย โดยที่เธอต้องจ่ายเงินมัดจำเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะทางโรงแรมกลัวว่าเมื่อจัดงานไว้แล้วลูกค้าจะเบี้ยว จึงได้เรียกเก็บเงินมากกว่าครึ่งเมื่อได้สถานที่แล้ว เว่ยเว่ยก็พูดถึงเรื่องการตกแต่ง เธอไม่ได้ต้องการให้หรูหรามาก ขอแค่มีแท่นพิธีที่มีดอกไม้สวยงามเท่านั้น และรอบๆก็ขอให้มีดอกไม้วางในจุดต่างๆที่เห็นสมควรเพื่อความสวยงามส่วนเรื่องอาหารนั้นเธอขอให้ทางโรงแรมนั้
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****หลังจากที่ลู่เฟิงพาเธอไปจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็พาเธอไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ที่ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงร้านอาหารร้านนี้บรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว เพราะจัดโต๊ะสำหรับต้อนรับแขกที่มาทานอาหารนั้นค่อนข้างส่วนตัว โต๊ะที่เธอเข้ามานั่งนั้นติดกับแม่น้ำเลยทีเดียว หรือจะพูดว่าทางร้านทำร้านให้ยื่นเข้าไปในแม่น้ำก็ได้“ที่นี่สวยดีนะคะ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ ว่าที่นี่จะมีที่สวยๆแบบนี้” เว่ยเว่ยที่ไม่เคยออกไปที่ไหนนอกจากที่ร้านและมหาวิทยาลัย จึงได้ไม่เคยมาที่นี่ เธอค่อนข้างที่จะเสียดายมากทีเดียว“เป็นผมเองที่ไม่ได้พาคุณมา แต่ต่อไปนี้ผมจะพาคุณไปหลายๆที่เลยนะครับ” เพราะก่อนหน้านั้นเขาต้องทำงาน และเมื่อปีที่ผ่านมาเขาต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่จึงไม่ได้มีโอกาสพาเธอไปที่ไหนเลย เขาจึงอยากจะชดเชยวันเวลาที่ผ่านมา“คุณสัญญาแล้วนะคะ” เว่ยเว่ยนั้นไม่ได้คิดจริงจังกับเรื่องเที่ยวนัก แต่เธอก็ชอบที่คนรักของเธอนั้นชอบที่จะดูแลเธออย่างนี้ เธออยากเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา “ครับ ต่อไปนี้สามีจะพาคุณไปทุกที่ที่อยากไปเลยครับ” อยู่ๆลู่เฟิงก็แทนตัวเองว่าสามี นั่
เมื่อตอนที่เธอเห็นมันครั้งแรก เธอเองก็งงเหมือนกัน ว่ามันมาจากที่ไหน ในเมื่อเธอเอาผ้าออกมาจากในมิติทุกวันเพื่อเอาออกมาตัดชุดที่ร้าน เธอก็ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้ง และมันไม่ใช่มีแค่สีเดียว แต่มีถึงสองสี และอีกสีหนึ่งก็คือสีแดงซึ่งเว่ยเว่ยก็นำมันมาตัดชุดกี่เพ้าด้วยเหมือนกัน แต่ชุดนั้นเธอคิดว่าจะเอามันไว้ใส่ในวันแต่งงานของเธอกับลู่เฟิง ตอนที่เธอหยิบชุดออกมาใส่ เธอก็แอบคิดไปเหมือนกันว่ามิติอาจจะรู้ว่าเธอจะได้ทำแบบนี้จึงได้มอบผ้าสวยๆแบบนี้มาให้ก็เป็นได้พอถึงช่วงบ่าย ลู่เฟิงก็มารับเธอที่บ้านตามที่ได้ตกลงกันไว้ ก่อนไปจดทะเบียน เขาได้พาเธอเข้าไปหาครอบครัวของเขาก่อน เพื่อบอกว่าทั้งสองจะไปจดทะเบียนกัน“ลูกว่าอะไรนะลู่เฟิง” แม่จิ่งที่ได้ยินลูกชายบอกว่าจะพาคู่หมั้นไปจดทะเบียนก็ถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง“ผมจะพาเว่ยเว่ยไปจดทะเบียนครับ” ลู่เฟิงบอกคนเป็นแม่อีกครั้ง ส่วนพ่อเจียงที่นั่งฟังอยู่ก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะเขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะเด็กทั้งสองคนก็คบหาดูใจกันมาหลายปีแล้ว ถ้านับเวลาคงเกือบห้าปีเลยล่ะ“แล้วลูกบอกทางบ้านของหนูเว่ยเว่ยแล้วหรือยัง ทำไมลูกถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้ ทำอะไรทำไมไม่ถามผู้ใหญ่
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****และเมื้อมื้ออาหารเย็นจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอน รวมทั้งจางหย่งด้วย ที่วันนี้เขาได้รับอนุญาติให้ค้างที่นี่กับภรรยาและลูกได้ และในพรุ่งนี้เช้าเขาจะพาลูกและภรรยากลับไปพักที่ค่าย“อื้อ อื้อ” เว่ยเว่ยที่ถูกจู่โจมหลังจากที่ออกจากห้องน้ำก็ได้ได้แต่ครางอยู่แต่ในลำคอ “คุณเรียนจบแล้วใช่หรือเปล่า” ลู่เฟิงเมื่อละปากออก ก็พูดถามเสียงอู้อี้ เพราะตอนนี้จมูกของเขาได้ซุกไซร้ไปที่ซอกคอขาวของเว่ยเว่ย ยิ่งเขาได้กลิ่นหอมที่มาจากตัวของเธอ ยิ่งทำให้เขานั้นแทบคลั่ง“อื้อ ค่ะ” เธอเรียนจบมาได้สองเดือนแล้ว เหลือแค่รอใบประกาศเท่านั้น“ถ้าอย่างนั้นเราแต่งงานกันนะ” ลู่เฟิงที่ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก จึงได้ถามถึงเรื่องแต่งงาน“อะ อะไรนะคะ” เว่ยเว่ยคิดว่าตัวเองหูฝาดที่ได้ยินลู่เฟิงขอเธอแต่งงาน “เราแต่งงานกันนะครับ” เขาย้ำให้เธอฟังอีกครั้ง และครั้งนี้เขาเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธอให้ชัดๆ และหยุดการกระทำทุกอย่างไปก่อน“เรื่องนี้ เราไม่ต้องบอกพ่อแม่ก่อนหรือคะ” เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ยังไงพ่อแม่ก็ควรที่จะรับรู้เรื่องนี้“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกครับ ว่าแต่คุณเถอะ แต่งงานกับผมได







