เข้าสู่ระบบนี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ
*****
"เครื่งมือการเกษตรล่ะ เอาไปหน่อยก็ดี มีอะไรบ้างนะ" เว่ยเว่ยจึงเลือกของที่คิดว่าต้องได้ใช้ อย่างเช่น จอบ เสียม พลั่ว บัวรดน้ำ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ที่สามารถเพาะพันธุ์ได้ง่าย โตไว อย่างเช่น ผักบุ้งจีน คะน้า ผักชี ต้นหอม และอีกหลายอย่างซึ่งร้านนี้มีครบตามที่เธอต้องการ
เว่ยเว่ยเดินผ่านร้านขายเครื่องประดับจึงคิดว่า "หรือว่าเราจะซื้อเก็บไว้ไปขายดีนะเพราะว่าเงินที่เรามีอยู่ไม่น่าจะใช้ได้ในยุคนั้น"
เมื่อเว่ยเว่ยคิดได้ดังนั้นจึงเดินเข้าไปสอบถามเพื่อซื้อ หยกและทอง จำนวนหนึ่งซึ่งจำนวนนี้เว่ยเว่ยคิดว่า น่าจะพอถ้าไม่ได้ขายเว่ยเว่ยก็คิดว่าจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก หรือเป็นมรดกให้ลูกหลาน
แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเธอยังซื้อยาสามัญประจำบ้าน ยารักษาบาดแผล วิตามินชนิดต่างๆ ยารักษาอาการต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งอีกด้วย
"ลืมไปได้ยังไงนะ เครื่องนอนยังไม่ได้ซื้อเลย เงินเหลือเท่าไหร่ล่ะเนี่ย จะพอมั้ยอ่ะ เข้าไปถามก่อนแล้วกัน" เว่ยเว่ยนำเงินที่เหลืออกมาดู เธอคิดว่าน่าจะพอ จึงเดินเข้าไปสอบถามทันที
"พี่คะ ชุดนี้ราคาเท่าไหร่คะ " ซึ่งหนึ่งชุดจะประกอบไปด้วย หมอนหนุน 2ใบ หมอนข้าง 1ใบ ผ้าห่มนวม 1ผืน ชุดผ้าปู 1เซ็ต
"ชุดนี้ราคา....ค่ะลูกค้า สนใจรับกี่ชุดดีคะ" พนักงานขายถามเว่ยเว่ย
"ขอ2ชุดค่ะ ขอเป็นสีกรมกับสีเทานะคะ เอาแบบไม่มีลวดลายค่ะ เอ่อ..ขอท๊อปเปอร์ด้วยนะคะ 2อันเหมือนกันค่ะ" พนักงานขายได้ยินดังนั้นจึงจัดของให้เธอทันที
"เฮ้อ..เงินเกือบไม่พอแล้วมั้ยล่ะ เหลือเท่าไหร่ละเนี่ย ไปหาอะไรกินรองท้องดีกว่าเริ่มหิวขึ้นมาละ"
แล้วเว่ยเว่ยก็เดินเข้าร้านอาหารร้านหนึ่งไปเพื่อที่จะกินอาหารพอกินเสร็จแล้วจึงเดินออกมา เดินไปเดินมาก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะซื้ออะไร
"ไม่น่าจะลืมอะไรแล้วนะ กลับบ้านดีกว่า" เมื่อเว่ยเว่ยกลับมาถึงบ้านก็จัดการเก็บของทุกอย่างเข้ามิติเพื่อเตรียมความพร้อมแต่เว่ยเว่ย คงไม่คิดว่าการเตรียมตัวในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของในวันถัดไป...
"เว่ยเว่ยตื่นได้แล้วลูก มากินข้าวได้แล้วจะได้กลับเข้าไปในเมืองนะลูก" มู่เว่ยอิง ซึ่งเป็นมารดาของเฉียนเว่ยเว่ย ได้เรียกปลุกลูกสาวที่กลับมาบ้านได้ 2 วันแล้ว สาเหตุที่ลูกสาวสุดที่รักกลับบ้านมานั้นก็คือเงินหมด เว่ยเว่ยจึงได้กลับบ้านเพื่อมาขอเงินครอบครัวนั่นเอง
เว่ยเว่ยตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง “เราอยู่ที่ไหนเนี่ย เมื่อคืนเราอยู่ในห้องนี่นา หรือว่าเราย้อนอดีตมาแล้วนะ” เว่ยเว่ยไม่ทันได้คิดอะไรมากก็รู้สึกปวดหัวปวดจนแทบจะทนไม่ไหวความทรงจำของเว่ยเว่ยคนเก่าได้หลั่งไหลหล่อรวมกับเว่ยเว่ยคนใหม่ จนสมบูรณ์
"หืม...นี่เธอนิสัยแย่ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย ทำตัวยังกะนางร้าย ตายแล้ว.. แล้วฉันจะใช้ชีวิตแทนเธอยังไงกันละทีนี้จะทำตัวให้ดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงกันนะ" เว่ยเว่ยก็ได้แต่พึมพำกับตัวเอง คนอะไรนิสัยไม่ดีเลย
หลังจากที่ตั้งสติได้ เว่ยเว่ย ก็ออกมาล้างหน้าล้างตาทำความสะอาดตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อที่จะออกมากินข้าวกับครอบครัว
"มาแล้วเหรอลูก นั่งเลยนั่งเลย กินเยอะๆนะลูก เห็นไหมว่าหนูผอมลงไปมาก ที่ในอำเภอข้าวยังเหลือเยอะหรือเปล่า" แม่มู่ได้เอ่ยกับลูกสาว ไม่ว่าเธอจะเจอลูกกี่ครั้ง เธอก็คิดว่าลูกสาเธอนั้นผอมลงทุกครั้ง แต่ไม่ได้มองดูตัวเองเลยว่าเธอนั้นก็ผอมบางเช่นกัน
เว่ยเว่ย ได้แต่มองอาหารตรงหน้ามันคือโจ๊กใสๆคนละชาม ผัดผักป่าใส่ไข่ และน้ำแกงหัวไชเท้าเท่านั้น เว่ยเว่ยก็ได้แต่นึกโมโหเว่ยเว่ยคนเก่าในใจว่าดีแต่ล้างผลาญครอบครัว ดูสิดูทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี้ไม่ว่าจะเป็นพ่อเฉียน แม่มู่พี่ชายใหญ่ พี่ชายรอง พี่สะใภ้ทั้งสอง หลานอีก 3 คนเนื้อตัวหมองคล้ำ ผิวหยาบกร้าน ตัวผอมเเกรน แต่ดูเธอสิ ผิวขาวสวยผุดผ่อง อกเป็นอก เอวเป็นเอว มันเทียบไม่ได้กับคนอื่นในครอบครัวเลย เว่ยเว่ยก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ
เมื่อทุกคนเห็นอาการของเว่ยเว่ย ก็ได้แต่ร้อนใจกลัวว่าเว่ยเว่ยจะโวยวายว่าไม่มีเนื้อให้เธอกินในมื้อนี้แม่มู่จึงพูดขึ้นว่า
"เว่ยเว่ย ลูกกินข้าวก่อนนะ ถึงแม้ว่ามื้อนี้จะไม่มีเนื้อให้ลูกกินแต่ว่า แม่มีเงินให้หนูกลับไปในเมืองนะลูก เอ่อ....แต่ว่าแม่มีแค่ 15 หยวน หนูเอาไปใช้ก่อนนะลูกนะเดี๋ยวเก็บเกี่ยวการผลิตรอบนี้แม่จะส่งให้ใหม่นะลูก" เว่ยเว่ย ได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งแค้นเคืองเว่ยเว่ยคนเก่า 'ดูสิดู ครอบครัวอดอยากขนาดนี้หล่อนได้ยังกล้ามาขอเงินอีกนะไม่สงสารพวกเขาบ้างเลย ฮึ'
"ไม่เป็นไรค่ะแม่ อะไรหนูก็กินได้ ส่วนเงินหนูเอาแค่ 5 หยวนพอ อีก 10 หยวนแม่เอาไปซื้ออาหารมาไว้ทำกินดีกว่านะคะแค่นี้หนูก็พอใช้จริงๆค่ะ" เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกใจปกติเว่ยเว่ย ต้องลุกขึ้นมาโวยวายไม่ใช่หรอนี่อะไรบอกว่าเอาแค่นี้พอแล้ว แปลก แปลกเกินไปแล้ว
"!!!!" ทุกคนในครอบครัว
แต่กลับกัน เว่ยเว่ยกลับคิดว่า ถ้ากลับเข้าไปในเมืองแล้วเธอนั้นจะต้องหาวิธีปล่อยของที่เธอมีอยู่ในมิติให้ได้ เธอจะได้มีเงินกินมีเงินใช้ ไม่ต้องขอพ่อแม่อีกทุกคนจะได้มีเงินไว้ซื้อข้าวปลาอาหารกิน มีเงินซื้อผ้ามาตัดชุดใหม่ๆได้ใส่กันทุกคน
เมื่อเว่ยเว่ย กินอาหารเสร็จจึงรับเงินมาจากมารดาแล้วบอกลา แล้วเดินไปขึ้นรถแทรกเตอร์ของกองการผลิตที่จะเข้าไปซื้อของในตัวเมืองระหว่างทางเธอได้เจอกับคนในหมู่บ้านต่างซุบซิบนินทาเธอว่า
"ดูสิ..แต่งตัวสวยแต่ตัวเอง แต่หลานๆกลับได้ใส่เสื้อผ้าปะแล้วปะอีก จนจะเป็นผ้าขี้ริ้วได้อยู่แล้ว"
"ใช่ๆฉันได้ยินมาว่า งานบ้านงานเรือนไม่ทำ ใช้พี่สะใภ้ซักผ้าให้ด้วย ถ้าพี่สะใภ้ไม่ทำหล่อนก็จะโวยวายด่าทอพี่สะใภ้"
"ฮึ..ถ้าเป็นฉันไม่กล้ามาเดินแบบนี้อายชาวบ้านตายเลย"
"ก็นะ..หล่อนหยิ่งผยองว่าตัวเองเป็นนักเรียนในเมืองคิดว่าสูงส่งกว่าคนอื่นเขาล่ะสิ"
เมื่อเว่ยเว่ยได้ยินคำนินทา ก็ได้แต่ก้มหน้าเดิน ไม่กล้าสู้หน้า เพราะว่าอายคำคน แต่ถ้าหากเป็นเว่ยเว่ยคนเก่าแล้วละก็ คงจะต้องมีทะเลาะลงไม้ลงมือกันบ้างแหละเพราะเว่ยเว่ยคนเก่าไม่ยอมใคร และหยิ่งผยองมาก
"ฉันคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว คงต้องทำวันหน้าให้ดีที่สุด" เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ นี่เธอจะต้องเจออะไรที่มากกว่านี้หรือเปล่านะ
พอเธอขึ้นไปบนรถแทรกเตอร์แล้วเธอก็กล่าวสวัสดีกับหัวหน้ากองการผลิตซึ่งเป็นคนขับรถแทรกเตอร์
"สวัสดีค่ะคุณลุงฉี รบกวนด้วยนะคะ"
"ไม่เป็นไรหรอกคนกันเองทั้งนั้น นั่งดีๆแล้วกันนี่ก็ใกล้จะได้เวลาออกแล้ว" พอถึงเวลารถแทรกเตอร์ก็เคลื่อนออกจากหมู่บ้านไป
เธอบอกว่าการผ่าคลอดนั้นเจ็บมากกว่าการคลอดเองมาก แถมการฟื้นฟูหลังคลอดก็ยากกว่า เธอจึงไม่เลือกวิธีนี้ แต่ตอนนี้ ตอนที่เขาเห็นว่าเธอทนเจ็บอย่างทรมาณก็อยากจะให้เธอผ่าคลอด “ไม่ค่ะ ฉันทนมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ฉันไหวค่ะ” เธอจับมือของเขาและบีบมันเบาๆ เพื่อสื่อว่าเธอทนได้จริงๆในการคลอดครั้งนี้ พวกเขาได้ฝากท้องที่โรงพยาบาลเอกชน ลู่เฟิงจึงได้เพิ่มเงินค่าคลอด และขอเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยาด้วย เพราะเขานั้นเป็นห่วงเธอมาก จึงไม่อยากที่จะรออยู่ที่ด้านนอก เขาอยากเป็นกำลังใจของเธอทุกช่วงเวลาและเมื่อไกล้คลอด อาการของเว่ยเว่ยก็น่าเป็นห่วง เพราะอาการปวดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เธอทนได้ก็เริ่มที่จะทนไม่ได้ เธอจึงมีน้ำตาไหลออกมา“คุณเจ็บมากเลยหรือครับ” เมื่อเห็นว่าน้ำตาของเธอไหลออกมา ก็รู้แหละว่าเธอคงจะทนไม่ไหวแล้ว เขาเองก็ทนเห็นเธอเจ็บไม่ได้เหมือนกัน จึงได้คิดแล้วว่าเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว เขาจะทำหมันเอง เพื่อที่เว่ยเว่ยจะได้ไม่ต้องท้องและทรมาณแบบนี้อีก และอีกอย่างตอนนี้รัฐเองก็มีนโยบายลูกคนเดียวนี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด“ตอนนี้ฉันแทบจะทนไม่ไหวแล้วค่ะ ลู่เฟิงคะฉันทรมาณมากเลย” ตอนนี้เธอปวดมาก ปวดจนเหมือน
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ(บทส่งท้าย)ฉันกับคุณจะเป็นครอบครัวเดียวกันและวันแต่งงานก็มาถึงวันนี้ทุกคนล้วนวุ่นวายกันหมด แม้กระทั่งเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาว ถึงแม้ว่าจะวางแผนการจัดงานเอาไว้อย่างดี ก็ยังมีติดขัดอยู่บ้างหลังจากที่เว่ยเว่ยแต่งตัวเสร็จด้วยชุดกี่เพ้าสีแดงเพื่อที่จะทำพิธียกน้ำชาในช่วงเช้า เธอได้แอบมาดูสถานที่ ตอนนี้ทางโรงแรมได้ตกแต่งออกมาอย่างสวยงาม โดยใช้สีแดงเป็นหลัก ทั้งผ้าม่าน และดอกไม้ที่ใช้ตกแต่ง รวมทั้งอุปกรณืที่ต้องใช้ในพิธีด้วย“มาอยู่ที่นี่เองหรือลูก ทำไมไม่รอที่ห้องล่ะ จะออกมาทำไมกัน” แม่มู่ที่แวะมาดูความเรียบร้อยอีกครั้งก็เจอเข้ากับว่าที่เจ้าสาวที่ยืนอยู่“หนูแค่มาดูเท่านั้นค่ะ แล้วแม่ล่ะคะเหนื่อยไหม” ทั้งๆที่เธอให้ทางโรงแรมจัดการทั้งหมด แต่แม่ของเธอและทุกคนก็ยังอาสามาช่วยพนักงานทำ“ไม่เหนื่อยเลยลูก แม่ดีใจเสียอีกที่ลูกสาวแม่มีวันนี้ ต่อไปนี้ลูกก็จะเป็นภรรยา และเป็นแม่คนแล้วนะ” แม่มู่อดที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันไม่ได้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวของเธอจะมาถึงจุดนี้ จุดที่มีครบทุกอย่าง โดยคนที่ยื่นมันให้ก็คือลูกสาวคนนี้ของเธอ“แม่คะ หนูรักแม่นะคะ ถึงหนูจะแต่งงานแล้ว แต่หน
และในมลฑลนี้ก็มีโรงแรมเพียงสองที่เท่านั้นที่อยู่ไกล้ที่สุด ซึ่งทั้งสองก็ได้พากันไปดู ซึ่งเว่ยเว่ยถูกใจโรงแรมที่สองที่ลู่เฟิงพาเธอมาดูมากที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าที่แรกมาก เพราะอยู่ในแถบชานเมืองออกมาหน่อย แต่ก็ไม้ได้ไกลจากบ้านมากนัก ทั้งยังมีที่จอดรถไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งที่แรกไม่มีเพราะอยู่ติดถนนเลยนั่นจะทำให้แขกที่มางานนั้นไม่สะดวกเรื่องการจอดรถและเมื่อทั้งสองได้เข้ามาติดต่อ ก็ได้รับบริการอย่างดีจากผู้จัดการโรงแรม ซึ่งลู่เฟิงบอกว่าที่นี่ไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นของเอกชน แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาลนั่นเองเว่ยเว่ยได้ตกลงเรื่องสถานที่ที่จะจัดงาน ซึ่งทางโรงแรมก็บอกว่าวันนั้นไม่มีลูกค้ามาจองไว้ เธอสามารถทำเรื่องจองไว้ได้เลย โดยที่เธอต้องจ่ายเงินมัดจำเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะทางโรงแรมกลัวว่าเมื่อจัดงานไว้แล้วลูกค้าจะเบี้ยว จึงได้เรียกเก็บเงินมากกว่าครึ่งเมื่อได้สถานที่แล้ว เว่ยเว่ยก็พูดถึงเรื่องการตกแต่ง เธอไม่ได้ต้องการให้หรูหรามาก ขอแค่มีแท่นพิธีที่มีดอกไม้สวยงามเท่านั้น และรอบๆก็ขอให้มีดอกไม้วางในจุดต่างๆที่เห็นสมควรเพื่อความสวยงามส่วนเรื่องอาหารนั้นเธอขอให้ทางโรงแรมนั้
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****หลังจากที่ลู่เฟิงพาเธอไปจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็พาเธอไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ที่ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงร้านอาหารร้านนี้บรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว เพราะจัดโต๊ะสำหรับต้อนรับแขกที่มาทานอาหารนั้นค่อนข้างส่วนตัว โต๊ะที่เธอเข้ามานั่งนั้นติดกับแม่น้ำเลยทีเดียว หรือจะพูดว่าทางร้านทำร้านให้ยื่นเข้าไปในแม่น้ำก็ได้“ที่นี่สวยดีนะคะ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ ว่าที่นี่จะมีที่สวยๆแบบนี้” เว่ยเว่ยที่ไม่เคยออกไปที่ไหนนอกจากที่ร้านและมหาวิทยาลัย จึงได้ไม่เคยมาที่นี่ เธอค่อนข้างที่จะเสียดายมากทีเดียว“เป็นผมเองที่ไม่ได้พาคุณมา แต่ต่อไปนี้ผมจะพาคุณไปหลายๆที่เลยนะครับ” เพราะก่อนหน้านั้นเขาต้องทำงาน และเมื่อปีที่ผ่านมาเขาต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่จึงไม่ได้มีโอกาสพาเธอไปที่ไหนเลย เขาจึงอยากจะชดเชยวันเวลาที่ผ่านมา“คุณสัญญาแล้วนะคะ” เว่ยเว่ยนั้นไม่ได้คิดจริงจังกับเรื่องเที่ยวนัก แต่เธอก็ชอบที่คนรักของเธอนั้นชอบที่จะดูแลเธออย่างนี้ เธออยากเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา “ครับ ต่อไปนี้สามีจะพาคุณไปทุกที่ที่อยากไปเลยครับ” อยู่ๆลู่เฟิงก็แทนตัวเองว่าสามี นั่
เมื่อตอนที่เธอเห็นมันครั้งแรก เธอเองก็งงเหมือนกัน ว่ามันมาจากที่ไหน ในเมื่อเธอเอาผ้าออกมาจากในมิติทุกวันเพื่อเอาออกมาตัดชุดที่ร้าน เธอก็ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้ง และมันไม่ใช่มีแค่สีเดียว แต่มีถึงสองสี และอีกสีหนึ่งก็คือสีแดงซึ่งเว่ยเว่ยก็นำมันมาตัดชุดกี่เพ้าด้วยเหมือนกัน แต่ชุดนั้นเธอคิดว่าจะเอามันไว้ใส่ในวันแต่งงานของเธอกับลู่เฟิง ตอนที่เธอหยิบชุดออกมาใส่ เธอก็แอบคิดไปเหมือนกันว่ามิติอาจจะรู้ว่าเธอจะได้ทำแบบนี้จึงได้มอบผ้าสวยๆแบบนี้มาให้ก็เป็นได้พอถึงช่วงบ่าย ลู่เฟิงก็มารับเธอที่บ้านตามที่ได้ตกลงกันไว้ ก่อนไปจดทะเบียน เขาได้พาเธอเข้าไปหาครอบครัวของเขาก่อน เพื่อบอกว่าทั้งสองจะไปจดทะเบียนกัน“ลูกว่าอะไรนะลู่เฟิง” แม่จิ่งที่ได้ยินลูกชายบอกว่าจะพาคู่หมั้นไปจดทะเบียนก็ถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง“ผมจะพาเว่ยเว่ยไปจดทะเบียนครับ” ลู่เฟิงบอกคนเป็นแม่อีกครั้ง ส่วนพ่อเจียงที่นั่งฟังอยู่ก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะเขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะเด็กทั้งสองคนก็คบหาดูใจกันมาหลายปีแล้ว ถ้านับเวลาคงเกือบห้าปีเลยล่ะ“แล้วลูกบอกทางบ้านของหนูเว่ยเว่ยแล้วหรือยัง ทำไมลูกถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้ ทำอะไรทำไมไม่ถามผู้ใหญ่
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****และเมื้อมื้ออาหารเย็นจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอน รวมทั้งจางหย่งด้วย ที่วันนี้เขาได้รับอนุญาติให้ค้างที่นี่กับภรรยาและลูกได้ และในพรุ่งนี้เช้าเขาจะพาลูกและภรรยากลับไปพักที่ค่าย“อื้อ อื้อ” เว่ยเว่ยที่ถูกจู่โจมหลังจากที่ออกจากห้องน้ำก็ได้ได้แต่ครางอยู่แต่ในลำคอ “คุณเรียนจบแล้วใช่หรือเปล่า” ลู่เฟิงเมื่อละปากออก ก็พูดถามเสียงอู้อี้ เพราะตอนนี้จมูกของเขาได้ซุกไซร้ไปที่ซอกคอขาวของเว่ยเว่ย ยิ่งเขาได้กลิ่นหอมที่มาจากตัวของเธอ ยิ่งทำให้เขานั้นแทบคลั่ง“อื้อ ค่ะ” เธอเรียนจบมาได้สองเดือนแล้ว เหลือแค่รอใบประกาศเท่านั้น“ถ้าอย่างนั้นเราแต่งงานกันนะ” ลู่เฟิงที่ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก จึงได้ถามถึงเรื่องแต่งงาน“อะ อะไรนะคะ” เว่ยเว่ยคิดว่าตัวเองหูฝาดที่ได้ยินลู่เฟิงขอเธอแต่งงาน “เราแต่งงานกันนะครับ” เขาย้ำให้เธอฟังอีกครั้ง และครั้งนี้เขาเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธอให้ชัดๆ และหยุดการกระทำทุกอย่างไปก่อน“เรื่องนี้ เราไม่ต้องบอกพ่อแม่ก่อนหรือคะ” เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ยังไงพ่อแม่ก็ควรที่จะรับรู้เรื่องนี้“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกครับ ว่าแต่คุณเถอะ แต่งงานกับผมได







![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)