เข้าสู่ระบบนี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ
*****
"คุณครับ..คุณ..คุณเฉียนเว่ยเว่ย คุณอยู่ไหมครับ"ลู่เฟิงยืนเรียกเว่ยเว่ยอยู่หน้าห้องเช่า
"ค่ะ..มาแล้วค่ะ อ้าวคุณมาทำไมแต่เช้ากันคะ มีอะไรหรือเปล่า" เว่ยเว่ยถามออกไปด้วยความแปลกใจ
"คือ ผมจะมาสอบถามอาการของคุณนะครับ เผื่ออาการไม่ดีขึ้น จะได้พาไปหาหมออีกครั้ง" ลู่เฟิงหลังจากกลับไปเมื่อวานนี้เขาก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากที่ทำหญิงสาวเจ็บตัว จนวันนี้ต้องมาที่นี่แต่เช้าเพื่อมาดูให้แน่ใจว่าเะอไม่เป็นอะไร
"อ๋อ..ไม่เป็นไรแล้วค่ะ ฉันพักผ่อนแล้วก็ทานยา อาการดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณนะคะ" ที่ดีขึ้นเพราะเธอเอายายุคปัจจุบันมากินมาทา ไม่อย่างนั้นอาการคงไม่บรรเทาได้เร็วขนาดนี้
"เอ่อ...คุณทานข้าวเช้าหรือยังครับ ออกไปทานข้าวกับผมไหมครับ พอดีว่าผมรีบมาหาคุณผมยังไม่ได้ทานข้าวเลย ตอนนี้หิวมาก" ลู่เฟิงชวนเว่ยเว่ยไปทานข้าว
"ยังค่ะ แต่ว่าฉันไม่รบกวนคุณดีกว่าฉันเกรงใจน่ะค่ะ"
"ไม่หรอกครับ ผมเต็มใจไปกันนะครับ ผมรู้จักร้านอาหารอร่อยๆหลายร้านเลย" ลู่เฟิงยังตื้อต่อ
เว่ยเว่ยก็ได้แต่บ่นในใจ 'อีตาบ้านี่มันยังไงกันนะทำยังกะจะมาจีบฉันแหน่ะ ไปหรือไม่ไปดีนะ เฮ้อ!!!คนสวยเพลีย'
"ไปก็ได้ค่ะ..เชิญค่ะ" ในที่สุดเว่ยเว่ยก็ตัดสินใจที่จะออกไปทานข้าวกับลู่เฟิง
"คุณชอบทานอะไรบ้างครับ ร้านนี้มีเมนูอร่อยหลายอย่างเลย" ลู่เฟิงถามความชอบของเว่ยเว่ย
"แล้วแต่คุณเลยค่ะ ฉันเป็นคนกินง่ายทานง่ายอะไรก็ทานได้ค่ะ" ลู่เฟิงที่ได้ยินแบบนั้น จึงสั่งอาหารไป 3-4 อย่าง ข้าวอีก 2 ถ้วย ระหว่างรออาหารลู่เฟิงเอ่ยปากถามเว่ยเว่ยว่า
"คุณเรียนชั้นไหนแล้วครับ ใกล้จบหรือยัง" ลู่เฟิงคิดว่าเว่ยเว่ยน่าจะกำลังเรียนชั้นมัธยมปลาย แต่ก็อยากถามให้แน่ใจ
"ฉันเรียนชั้นมัธยมปีสุดท้ายแล้วค่ะ เดือนหน้าก็สอบจบแล้ว" เว่ยเว่ยคิดว่าดีมากที่เธอมาในช่วงที่ไกล้สอบแบบนี้ ไม่อย่างนั้นเธอต้องมาทนนั่งเรียนอีกเป็นปีๆ มันน่าเบื่อจะตาย
"แล้วคุณวางแผนกับอนาคตไว้ยังไงบ้างครับ" ลู่เฟิงถามขึ้น เหมือนกับว่ากำลังถามคำถามทั่วไป เว่ยเว่ยจึงมองหน้าลู่เฟิงด้วยความสงสัย
"ผมขอโทษด้วยนะครับที่ละลาบละล้วงเรื่องของคุณ ไม่ตอบก็ไม่เป็นไรครับ" เมื่อเห็นสายตาของเว่ยเว่ย ลู่เฟิงก็รีบโบกมือปฎิเสธทันที
"ค่ะ..ฉันคิดว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะค่ะ อยากลองเสี่ยงดู " เธอคิดว่าถ้าสอบเกาเข่าที่ไกล้จะถึงนี้ เธอคิดว่ายังไงเธอก็น่าจะผ่าน
"อ้อครับ..แล้ววันนี้คุณต้องไปโรงเรียนไหมครับ" ลู่เฟิงพยักหน้ารับรู้
"ไม่หรอกค่ะ รอสักวันสองวันก่อนให้อาการดีขึ้นมากกว่านี้แล้วค่อยไป ฉันขี้เกียจตอบคำถามเพื่อนว่าฉันไปโดนอะไรมา หายแล้วค่อยไปดีกว่า" ไม่นานอาหารที่ถูกสั่งไปก็ยกออกมา ทั้งสองกินไปด้วย พูดไปด้วย ไม่นานอาหารก็หมดลง หลังจากกินข้าวเสร็จลู่เฟิงก็ไปส่งเว่ยเว่ยกลับห้องเช่า
ที่ลู่เฟิงมาหาเว่ยเว่ยในวันนี้ ไม่ใช่แค่อยากมาดูอาการเท่านั้น แต่เพราะตัวเขาประทับใจในตัวของเว่ยเว่ย เขาคิดว่าเธอเป็นคนสวยและยังปากร้ายแต่ดูท่าทางแล้ว น่าจะเป็นคนใจดี ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงถูกเรียกร้องค่าเสียหายไปแล้ว แต่นี่เธอไม่เรียก แม้จะขี้โวยวายไปนิดก็ตาม
หลายวันผ่านไป.....
"วันนี้เรามีนัดกับพี่สาวเจียงนี่นา เกือบลืมไปเลยนะเนี่ย เตรียมของไว้เลยดีกว่า" เว่ยเว่ยจึงได้เตรียมของที่พี่สาวเจียงสั่งไว้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ แป้ง น้ำตาล ไข่ไก่ ข้าวสาร เกลือ แล้วก็ขนมเปี๊ะ
"อืม...ถ้าเราเอาสบู่แชมพูครีมนวดผมยาสีฟันไปเสนอขายพี่สาวเจียงเขาจะซื้อไหมนะ ถ้างั้นเราเอาสินค้าไปเสนอขายก่อนแล้วกัน" เว่ยเว่ยจึงนำของที่เตรียมไว้ใส่ตะกร้าแล้วเก็บเข้าในมิติไปก่อนใกล้ถึงบ้านพี่สาวเจียงค่อยเอาของออกมาเพื่อป้องกันคนเห็น
"พี่สาวเจียงคะ ฉันเว่ยเว่ยมาแล้วค่ะ" เมื่อถึงเวลานัด ตอนนี้เว่ยเว่ยก็มาอยู่ที่หน้าบ้านของพี่สาวเจียงแล้ว
"อ้าวคุณ" เว่ยเว่ยอุทานออกมาเมื่อเห็นว่าคนที่เธอรู้จักออกมาเปิดประตู เว่ยเว่ยจึงเงยหน้ามองที่อยู่ให้ชัดเจนอีกทีว่าเธอไม่ได้มาผิดบ้าน
"ฉันมาหาพี่สาวเจียงค่ะ" เธอบอกออกไป
"เข้ามาก่อนสิครับ เธออยู่ในครัวเดี๋ยวคงออกมา" ลู่เฟิงบอกหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังหอบหิ้วของมามากมายจนเขาต้องเข้าไปช่วยเธอถือ
"เว่ยเว่ย มาแล้วเหรอจ๊ะ พี่กำลังรอเธออยู่เลย พี่ก็นึกว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว" ลู่จิงที่ออกมาจากในครัวก็ทักทายสาวน้อยทันที
"สวัสดีค่ะพี่สาวเจียง สบายดีนะคะ" เว่ยเว่ยลุกขึ้นทักทายด้วยความสุภาพ
"จ้ะ สบายดี วันนี้มีอะไรมาให้พี่บ้างจ๊ะ" ลู่จิงมองของมากมายที่กองอยู่ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้
"ก็ตามที่ตกลงกันไว้นั่นแหละค่ะ แต่ว่าวันนี้มีสินค้ามาแนะนำพี่สาวด้วยนะคะ" เว่ยเว่ยยกตระกร้าที่ใส่ของขึ้นมา
"อะไรเหรอจ๊ะ" ลู่จิงถามด้งยความสงสัย
"นี่เลยค่ะ สบู่ แชมพู ครีมนวดผม ยาสีฟัน โลชั่นทาผิว เป็นของใช้จำเป็นที่สาวๆอย่างเราต้องใช้ค่ะรับรองเลยว่าถ้าพี่สาวได้ใช้จะต้องติดใจแน่นอน" เธอโฆษณาสินค้าเต็มที่ ของพวกนี้ไม่ใช่ว่าที่นี่ไม่มีขาย แต่คุณภาพไม่สู้ของที่เะฮเอามาหรอก
"หลายอย่างเลยนะจ๊ะ แล้วขายยังไงเอ่ย" ลู่จิงตื่นเต้นกับของตรงหน้า ของพวกนี้ก็หาซื้อยากเช่นกัน เพราะถ้าไม่สั่งสหกรณ์เอาไว้ก็แทบจะไม่มีให้ซื้อ
"สบู่ก้อนละ 5 หยวน แชมพูกับครีมนวดอย่างละ 8 หยวน ยาสีฟัน 3 หยวน โลชั่น 10 หยวนค่ะ แต่ว่าวันนี้มาในราคาโปรโมชั่นลด 50% สำหรับพี่สาวเลยค่ะ" เว่ยเว่ยเลือกที่จะลดราคาในครั้งแรก เพื่อเป็นการส่งเสริมการขายในอนาคต
"อะไรคือโปรโมชั่น อะไรคือ 50% เหรอจ๊ะเว่ยเว่ย " พี่สาวเจียงถามด้วยความสงสัย
"หมายความว่าลดครึ่งราคาค่ะ ไม่ได้ขายราคาเต็ม เฉพาะวันนี้เลยค่ะ ถ้าพี่สาวซื้อวันอื่นต้องจ่ายราคาเต็มค่ะ พี่สาวสนใจจะรับไว้เลยไหมคะ" พอพี่สาวเจียงได้ฟังก็พยักหน้าเข้าใจทันที ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มที่ได้ฟังอยู่นาน ก็สนใจวิธีการขายของเว่ยเว่ยขึ้นมาทันที หญิงสาวคนนี้มักมีอะไรให้เขาแปลกใจเสมอ
เธอบอกว่าการผ่าคลอดนั้นเจ็บมากกว่าการคลอดเองมาก แถมการฟื้นฟูหลังคลอดก็ยากกว่า เธอจึงไม่เลือกวิธีนี้ แต่ตอนนี้ ตอนที่เขาเห็นว่าเธอทนเจ็บอย่างทรมาณก็อยากจะให้เธอผ่าคลอด “ไม่ค่ะ ฉันทนมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ฉันไหวค่ะ” เธอจับมือของเขาและบีบมันเบาๆ เพื่อสื่อว่าเธอทนได้จริงๆในการคลอดครั้งนี้ พวกเขาได้ฝากท้องที่โรงพยาบาลเอกชน ลู่เฟิงจึงได้เพิ่มเงินค่าคลอด และขอเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยาด้วย เพราะเขานั้นเป็นห่วงเธอมาก จึงไม่อยากที่จะรออยู่ที่ด้านนอก เขาอยากเป็นกำลังใจของเธอทุกช่วงเวลาและเมื่อไกล้คลอด อาการของเว่ยเว่ยก็น่าเป็นห่วง เพราะอาการปวดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เธอทนได้ก็เริ่มที่จะทนไม่ได้ เธอจึงมีน้ำตาไหลออกมา“คุณเจ็บมากเลยหรือครับ” เมื่อเห็นว่าน้ำตาของเธอไหลออกมา ก็รู้แหละว่าเธอคงจะทนไม่ไหวแล้ว เขาเองก็ทนเห็นเธอเจ็บไม่ได้เหมือนกัน จึงได้คิดแล้วว่าเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว เขาจะทำหมันเอง เพื่อที่เว่ยเว่ยจะได้ไม่ต้องท้องและทรมาณแบบนี้อีก และอีกอย่างตอนนี้รัฐเองก็มีนโยบายลูกคนเดียวนี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด“ตอนนี้ฉันแทบจะทนไม่ไหวแล้วค่ะ ลู่เฟิงคะฉันทรมาณมากเลย” ตอนนี้เธอปวดมาก ปวดจนเหมือน
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ(บทส่งท้าย)ฉันกับคุณจะเป็นครอบครัวเดียวกันและวันแต่งงานก็มาถึงวันนี้ทุกคนล้วนวุ่นวายกันหมด แม้กระทั่งเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาว ถึงแม้ว่าจะวางแผนการจัดงานเอาไว้อย่างดี ก็ยังมีติดขัดอยู่บ้างหลังจากที่เว่ยเว่ยแต่งตัวเสร็จด้วยชุดกี่เพ้าสีแดงเพื่อที่จะทำพิธียกน้ำชาในช่วงเช้า เธอได้แอบมาดูสถานที่ ตอนนี้ทางโรงแรมได้ตกแต่งออกมาอย่างสวยงาม โดยใช้สีแดงเป็นหลัก ทั้งผ้าม่าน และดอกไม้ที่ใช้ตกแต่ง รวมทั้งอุปกรณืที่ต้องใช้ในพิธีด้วย“มาอยู่ที่นี่เองหรือลูก ทำไมไม่รอที่ห้องล่ะ จะออกมาทำไมกัน” แม่มู่ที่แวะมาดูความเรียบร้อยอีกครั้งก็เจอเข้ากับว่าที่เจ้าสาวที่ยืนอยู่“หนูแค่มาดูเท่านั้นค่ะ แล้วแม่ล่ะคะเหนื่อยไหม” ทั้งๆที่เธอให้ทางโรงแรมจัดการทั้งหมด แต่แม่ของเธอและทุกคนก็ยังอาสามาช่วยพนักงานทำ“ไม่เหนื่อยเลยลูก แม่ดีใจเสียอีกที่ลูกสาวแม่มีวันนี้ ต่อไปนี้ลูกก็จะเป็นภรรยา และเป็นแม่คนแล้วนะ” แม่มู่อดที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันไม่ได้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวของเธอจะมาถึงจุดนี้ จุดที่มีครบทุกอย่าง โดยคนที่ยื่นมันให้ก็คือลูกสาวคนนี้ของเธอ“แม่คะ หนูรักแม่นะคะ ถึงหนูจะแต่งงานแล้ว แต่หน
และในมลฑลนี้ก็มีโรงแรมเพียงสองที่เท่านั้นที่อยู่ไกล้ที่สุด ซึ่งทั้งสองก็ได้พากันไปดู ซึ่งเว่ยเว่ยถูกใจโรงแรมที่สองที่ลู่เฟิงพาเธอมาดูมากที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าที่แรกมาก เพราะอยู่ในแถบชานเมืองออกมาหน่อย แต่ก็ไม้ได้ไกลจากบ้านมากนัก ทั้งยังมีที่จอดรถไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งที่แรกไม่มีเพราะอยู่ติดถนนเลยนั่นจะทำให้แขกที่มางานนั้นไม่สะดวกเรื่องการจอดรถและเมื่อทั้งสองได้เข้ามาติดต่อ ก็ได้รับบริการอย่างดีจากผู้จัดการโรงแรม ซึ่งลู่เฟิงบอกว่าที่นี่ไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นของเอกชน แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาลนั่นเองเว่ยเว่ยได้ตกลงเรื่องสถานที่ที่จะจัดงาน ซึ่งทางโรงแรมก็บอกว่าวันนั้นไม่มีลูกค้ามาจองไว้ เธอสามารถทำเรื่องจองไว้ได้เลย โดยที่เธอต้องจ่ายเงินมัดจำเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะทางโรงแรมกลัวว่าเมื่อจัดงานไว้แล้วลูกค้าจะเบี้ยว จึงได้เรียกเก็บเงินมากกว่าครึ่งเมื่อได้สถานที่แล้ว เว่ยเว่ยก็พูดถึงเรื่องการตกแต่ง เธอไม่ได้ต้องการให้หรูหรามาก ขอแค่มีแท่นพิธีที่มีดอกไม้สวยงามเท่านั้น และรอบๆก็ขอให้มีดอกไม้วางในจุดต่างๆที่เห็นสมควรเพื่อความสวยงามส่วนเรื่องอาหารนั้นเธอขอให้ทางโรงแรมนั้
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****หลังจากที่ลู่เฟิงพาเธอไปจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็พาเธอไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ที่ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงร้านอาหารร้านนี้บรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว เพราะจัดโต๊ะสำหรับต้อนรับแขกที่มาทานอาหารนั้นค่อนข้างส่วนตัว โต๊ะที่เธอเข้ามานั่งนั้นติดกับแม่น้ำเลยทีเดียว หรือจะพูดว่าทางร้านทำร้านให้ยื่นเข้าไปในแม่น้ำก็ได้“ที่นี่สวยดีนะคะ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ ว่าที่นี่จะมีที่สวยๆแบบนี้” เว่ยเว่ยที่ไม่เคยออกไปที่ไหนนอกจากที่ร้านและมหาวิทยาลัย จึงได้ไม่เคยมาที่นี่ เธอค่อนข้างที่จะเสียดายมากทีเดียว“เป็นผมเองที่ไม่ได้พาคุณมา แต่ต่อไปนี้ผมจะพาคุณไปหลายๆที่เลยนะครับ” เพราะก่อนหน้านั้นเขาต้องทำงาน และเมื่อปีที่ผ่านมาเขาต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่จึงไม่ได้มีโอกาสพาเธอไปที่ไหนเลย เขาจึงอยากจะชดเชยวันเวลาที่ผ่านมา“คุณสัญญาแล้วนะคะ” เว่ยเว่ยนั้นไม่ได้คิดจริงจังกับเรื่องเที่ยวนัก แต่เธอก็ชอบที่คนรักของเธอนั้นชอบที่จะดูแลเธออย่างนี้ เธออยากเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา “ครับ ต่อไปนี้สามีจะพาคุณไปทุกที่ที่อยากไปเลยครับ” อยู่ๆลู่เฟิงก็แทนตัวเองว่าสามี นั่
เมื่อตอนที่เธอเห็นมันครั้งแรก เธอเองก็งงเหมือนกัน ว่ามันมาจากที่ไหน ในเมื่อเธอเอาผ้าออกมาจากในมิติทุกวันเพื่อเอาออกมาตัดชุดที่ร้าน เธอก็ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้ง และมันไม่ใช่มีแค่สีเดียว แต่มีถึงสองสี และอีกสีหนึ่งก็คือสีแดงซึ่งเว่ยเว่ยก็นำมันมาตัดชุดกี่เพ้าด้วยเหมือนกัน แต่ชุดนั้นเธอคิดว่าจะเอามันไว้ใส่ในวันแต่งงานของเธอกับลู่เฟิง ตอนที่เธอหยิบชุดออกมาใส่ เธอก็แอบคิดไปเหมือนกันว่ามิติอาจจะรู้ว่าเธอจะได้ทำแบบนี้จึงได้มอบผ้าสวยๆแบบนี้มาให้ก็เป็นได้พอถึงช่วงบ่าย ลู่เฟิงก็มารับเธอที่บ้านตามที่ได้ตกลงกันไว้ ก่อนไปจดทะเบียน เขาได้พาเธอเข้าไปหาครอบครัวของเขาก่อน เพื่อบอกว่าทั้งสองจะไปจดทะเบียนกัน“ลูกว่าอะไรนะลู่เฟิง” แม่จิ่งที่ได้ยินลูกชายบอกว่าจะพาคู่หมั้นไปจดทะเบียนก็ถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง“ผมจะพาเว่ยเว่ยไปจดทะเบียนครับ” ลู่เฟิงบอกคนเป็นแม่อีกครั้ง ส่วนพ่อเจียงที่นั่งฟังอยู่ก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะเขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะเด็กทั้งสองคนก็คบหาดูใจกันมาหลายปีแล้ว ถ้านับเวลาคงเกือบห้าปีเลยล่ะ“แล้วลูกบอกทางบ้านของหนูเว่ยเว่ยแล้วหรือยัง ทำไมลูกถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้ ทำอะไรทำไมไม่ถามผู้ใหญ่
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****และเมื้อมื้ออาหารเย็นจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอน รวมทั้งจางหย่งด้วย ที่วันนี้เขาได้รับอนุญาติให้ค้างที่นี่กับภรรยาและลูกได้ และในพรุ่งนี้เช้าเขาจะพาลูกและภรรยากลับไปพักที่ค่าย“อื้อ อื้อ” เว่ยเว่ยที่ถูกจู่โจมหลังจากที่ออกจากห้องน้ำก็ได้ได้แต่ครางอยู่แต่ในลำคอ “คุณเรียนจบแล้วใช่หรือเปล่า” ลู่เฟิงเมื่อละปากออก ก็พูดถามเสียงอู้อี้ เพราะตอนนี้จมูกของเขาได้ซุกไซร้ไปที่ซอกคอขาวของเว่ยเว่ย ยิ่งเขาได้กลิ่นหอมที่มาจากตัวของเธอ ยิ่งทำให้เขานั้นแทบคลั่ง“อื้อ ค่ะ” เธอเรียนจบมาได้สองเดือนแล้ว เหลือแค่รอใบประกาศเท่านั้น“ถ้าอย่างนั้นเราแต่งงานกันนะ” ลู่เฟิงที่ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก จึงได้ถามถึงเรื่องแต่งงาน“อะ อะไรนะคะ” เว่ยเว่ยคิดว่าตัวเองหูฝาดที่ได้ยินลู่เฟิงขอเธอแต่งงาน “เราแต่งงานกันนะครับ” เขาย้ำให้เธอฟังอีกครั้ง และครั้งนี้เขาเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธอให้ชัดๆ และหยุดการกระทำทุกอย่างไปก่อน“เรื่องนี้ เราไม่ต้องบอกพ่อแม่ก่อนหรือคะ” เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ยังไงพ่อแม่ก็ควรที่จะรับรู้เรื่องนี้“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกครับ ว่าแต่คุณเถอะ แต่งงานกับผมได







