INICIAR SESIÓNบทนำ
เกาซาน เมืองหลวงของแคว้นจ้าว
หากจะเอ่ยถึงแคว้นใหญ่ทรงอิทธิพลที่สุด แคว้นนักรบอย่างแคว้นจ้าวคือตัวเลือกอันดับหนึ่ง การรบราระหว่างแคว้นยังคงดำเนินต่อเนื่องมานานหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน ในบรรดาตระกูลชั้นปกครอง สกุลหยางนับว่ามีหน้ามีตาที่สุด หยางกงเริ่มต้นชีวิตจากทหารเลวที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ใช้เลือดเนื้อเข้าสู้รบ สร้างผลงานเพื่อสั่งสมเกียรติยศ ชื่อเสียงและเงินทอง การหักหลังเพื่อเอาตัวรอดและเหยียบซากศพ สูงขึ้น... สูงขึ้นไปเรื่อยๆ มันเป็นกลยุทธ์แสนโหดร้ายทว่านำมาซึ่งอำนาจ
ในที่สุดหยางกงในวัยหกสิบก็เดินทางมาถึงตำแหน่งมหาเสนาบดีแห่งแคว้นจ้าว
ลูกชายคนโตของหยางกงมีตำแหน่งแม่ทัพขวาควบผู้บัญชาการทหารองครักษ์ ลูกชายคนรองเป็นราชบุตรเขยและคุมสิทธิ์ค้าเกลือซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัย ลูกชายคนที่สามรับผิดชอบเรื่องในวัง แค่สามพี่น้องก็ยึดอำนาจไปครึ่งฟ้า
ในปีที่มีฤดูหนาวยาวนาน มีผู้คนอดอยากล้มตายไปเป็นจำนวนมากนั้นเอง ฮูหยินของลูกชายคนโตตั้งครรภ์ นางนิมิตฝันว่าได้เยี่ยมชมวิมานเซียนบนสวรรค์ ชมแสงพระจันทร์ท่ามกลางหมู่ดอกไม้แย้มบานทั้งที่มิใช่ฤดู รื่นรมย์ชุ่มชื่นหัวใจจนกระทั่งตื่น ข่าวดีนี้สร้างความยินดีแก่หยางกงเหลือคณา หากเด็กคนนี้เกิดมาเป็นเด็กชาย เขาตั้งปณิธานไว้ว่าจะสร้างฐานอำนาจเพื่อมอบให้เด็กคนนี้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ให้จงได้
ทว่าคนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต หมอดูทำนายว่าฮูหยินจะได้บุตรสาว จะมีบุญวาสนาพร้อมด้วยสติปัญญา และนำพาเกียรติยศสูงสุดแก่วงศ์ตระกูล นางจึงเกิดมาท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองของตระกูล และได้รับพระราชทานนามจากไทเฮาว่าจิวหรง แปลว่าโชคชะตาและเกียรติยศ ซึ่งนางไม่เคยรู้เลยว่าชื่อนี้จะเปลี่ยนชะตาของนางไปตลอดกาล
“หลานเจ้าคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูเสียจริง ปากนิดจมูกหน่อย อีกหน่อยต้องงามล้ำเป็นแน่ เจ้าจงดูแลนางให้ดี ข้าจะให้นางแต่งกับองค์ชายจ้าวลู่”
ไทเฮาทรงกำชับอย่างอ่อนโยน พระนางเป็นคนของตระกูลหยางย่อมต้องหาทางผลักดันให้หลานของพระองค์เข้ามามีอำนาจ แต่หยางกงผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายของไทเฮาไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
“พระสนมฉีกุ้ยเฟยทรงเป็นคนของตระกูลซือหม่า หากยกจิวหรงให้องค์ชายจ้าวลู่ มิกลายเป็นว่าจะยิ่งทำให้ตระกูลซือหม่าติดปีกหรอกรึ”
“องค์ชายจ้าวลู่คือพระโอรสแท้ๆ ของฝ่าบาท อีกหน่อยต้องได้เป็นรัชทายาทแน่นอน”
ไทเฮารับสั่งสั้นๆ หยางกงก็เหมือนคนเห็นทางสว่าง “ถูกต้องแล้ว ไทเฮาทรงพระปรีดายิ่งนัก กระหม่อมแก่จนเลอะเบือน ลืมนึกถึงเรื่องสำคัญนี้ไปเสียได้”
เหตุเพราะฮองเฮาทรงไร้พระโอรส ทรงกลัวจะเสียอำนาจให้แก่ฉีกุ้ยเฟยจึงรับหลานชายของฮ่องเต้มาเลี้ยงดูเป็นพระโอรสบุญธรรมตั้งแต่เล็กๆ เรื่องนี้สร้างความขัดแย้งในราชสำนักมานานหลายปีเพราะผู้ที่เหมาะสมได้รับตำแหน่งรัชทายาทก็คือองค์ชายจ้าวลู่ แต่ฮ่องเต้กลับไม่ยอมแต่งตั้งเสียที
“สุขภาพของฮองเฮาไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉีกุ้ยเฟยในเวลานี้ก็คุมวังหลัง แม้ว่านางจะซุ่มเงียบไม่แผลงฤทธิ์ใส่ข้า แต่ข้ารู้ว่านางคิดแช่งข้าให้ตายทุกวัน หากคิดจะงัดข้อแตกหักกับนาง สู้หว่านล้อมให้มาเป็นพวก ใช้งานให้คุ้มแล้วค่อยถีบหัวส่งก็ยังได้ ข้าว่าเดิมพันนี้ก็น่าเสี่ยงไม่ใช่รึ”
“แล้วถ้าฮ่องเต้แต่งตั้งพระโอรสบุญธรรมเป็นรัชทายาทแทนที่จะเป็นองค์ชายจ้าวลู่เล่า”
“เมื่อถึงเวลานั้นจริง สองฝ่ายย่อมปะทะ แต่ข้าจะเลือกสนับสนุนองค์ชายจ้าวลู่ เพราะเขาเป็นสายเลือดโดยตรงของข้า เจ้าจงฟูมฟักจิวหรงให้ดี ข้าจะให้นางสืบทอดอำนาจในวังหลัง”
“พ่ะย่ะค่ะไทเฮา กระหม่อมยินดีรับพระประสงค์ไทเฮาเต็มที่”
ลูกชายจากบ้านไป ร้อยปีก็ยังเป็นคนของตระกูล แต่ลูกหญิงพ้นชายคาคืนเดียวก็ทิ้งแซ่เดิม แม้หยางกงหงุดหงิดใจเพราะอยากได้หลานชาย แต่เมื่อได้อุ้มทารกน้อยหน้าตาหมดจดแสนหวาน หยางกงก็คำนวณราคาสมบัติชิ้นนี้ดูใหม่อีกครั้ง เส้นทางก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาของหยางจิวหรงจึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้น เรื่องราวความรักระหว่างหลานสาวมหาเสนาบดีกับองค์ชายแห่งแคว้นจ้าว น่าจะถือว่าชวนฝันและสมบูรณ์แบบที่สุดคู่หนึ่ง
แต่ความจริงแล้วมันย้อมไปด้วยเลือดและน้ำตา
พระสนมที่ต้องโทษมีทางเลือกไม่มากนัก ทางแรกคือถูกส่งไปใช้ชีวิตในตำหนักเย็น ทางที่สองคือความตาย เจียวเจียวขอเลือกความตาย หยางจิวหรงจึงประทานให้ด้วยเมตตา และการลงโทษนี้จะต้องกระทำต่อหน้าพระสนมทั้งมวลเพื่อส่งคำเตือน “เหตุใดจึงไม่ใช่สุราพิษ” “ฮองเฮารับสั่งว่าสุราพิษจะสบายเกินไป” ต้วนชิงตอบพลางจัดแจงนำผ้าขาวผืนเล็กหลายผืนมาพร้อมอ่างน้ำ “ทรงมอบทัณฑ์ผ้าขาวแด่พระสนมพ่ะย่ะค่ะ วิธีการนี้จะถนอมพระศพให้งดงามกว่าวิธีอื่น” เจียวเจียวเริ่มหวาดกลัวเมื่อถูกจับมัดกับเก้าอี้ยาว ต้วนชิงก็นำผ้าขาวจุ่มลงน้ำจนเปียกชุ่มแล้วนำมาวางบนใบหน้าทีละผืน ขั้นตอนคล้ายทำหน้ากาก ต้วนชิงจะค่อยๆ นำผ้าเปียกว่าคลุมหน้าทีละชั้นๆ จนกระทั่งเจียวเจียวขาดใจตายเพราะหายใจไม่ออก สิ้นใจขณะอายุเพียงยี่สิบปี------------------ หลายปีผ่านไป “ลูกหลับแล้วเพคะ” หยางจิวหรงกระซิบขณะย่องขึ้นมาบนเตียง หลังจากได้ยินเสียงลูกชายคนโตร้องไห้ตามด้วยเสียงร้องจ้าของลูกชายคนเล็ก นางจึงลุกขึ้นไปดูความเรียบร้อยและกล่อมเด็กๆ แทนแม่นม แม้ว่าทั้งสองจะเป็นถึงผู้ปกครองใต้หล้า แต่การเป็นพ่อแม่ก็สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใด
“บอกเหตุผลที่ข้าควรไว้ชีวิตนางสักข้อสิ” จ้าวเฉินฟงตัดเข้าประเด็น “ใกล้เวลานอนกลางวันของฮองเฮาของข้าแล้ว มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”“พะ...เพคะ” เสิ่นเหนียงจื่อเคยเข้าออกวังหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกประหม่า กริ่งเกรงหยางจิวหรงจนหน้าซีดขาว “ได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ทรงเมตตาเจียวเจียวด้วยเถิด นางถูกใส่ร้าย ไม่มีทางที่นางจะกล้าทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นแน่เพคะ”เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่น้อง’ มุมปากของจ้าวเฉินฟงและหยางจิวหรงก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกัน “หากฮองเฮายินดีละเว้นโทษตาย ข้าก็ไม่ขัดข้อง” ความนัยของจ้าวเฉินฟงคือเขาจะไม่ยุ่ง หยางจิวหรงเองก็ต้องการเช่นนั้น นางจึงรับลูกต่อจากเขาอย่างไหลลื่น “เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ข้าจะยอมช่วยนางก็ได้” เสิ่นเหนียงจื่อดีใจจนน้ำตาไหลพราก รีบโขกศีรษะคำนับ “ขอบพระทัย... ขอบพระทัยเพคะ” “แต่ข้ามีเงื่อนไขนะ” “ฮองเฮารับสั่งมาเถิด หม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพคะ” “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าสิ้นก่อนวัยอันควร นึกดูแล้วก็น่าเศร้ายิ่งนัก ตั้งแต่ข้าจำความได้พวกท่านรักกันมาก ขนาดท่านแม่อายุล่วงสี่สิบแล้วยังตั้งครรภ์น้องฉูฉู่ หากชาต
และแล้วหญิงสาวผู้มีชะตาต่ำต้อย ก็ก้าวสู่บัลลังก์พญาหงส์ผู้ครอบครองพระทัยมังกร วันอภิเษกกำหนดขึ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จ้าวเฉินฟงไม่ใช่คนที่จะยอมสวมมงกุฎให้นางอย่างเงียบๆ หรือหลบๆ ซ่อนๆ ดังนั้นจึงสั่งให้จัดงานอย่างใหญ่โต เฉลิมฉลองรื่นเริงกว่างานขึ้นครองราชย์ของเขาเสียอีกโลกจะต้องรู้ว่าเจ้าคือคู่ครองที่ถูกต้องเหมาะสมของข้า จ้าวเฉินฟงกระซิบบอกเช่นนั้นวันงาน เสียงกลองและระฆังกังสดาลดังขึ้น โถงตำหนักเฉียนชิงแออัดเต็มไปด้วยสมาชิกราชวงศ์ ขุนนางตำแหน่งสูงและบรรดาภริยาของพวกเขา หยางจิวหรงสวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์สีสันดุจสายรุ้ง รองเท้าที่นางสวมปักด้วยเส้นทองประดับไข่มุกและอัญมณีนานาชนิด นางก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินปูพรมลาด...ก้าวขึ้นบันไดมังกรทีละขั้น... ก้าวขึ้นไปเคียงคู่เขาในฐานะคู่ชีวิต“ชินอ้ายเตอ” จ้าวเฉินฟงกระซิบขณะสวมมงกุฎศิราภรณ์ทรงหงส์แด่นาง ไข่มุกราตรีเม็ดโตเท่าไข่ไก่ที่ประดับเด่นเป็นสง่านั้นเป็นมรดกตกทอดเก่าแก่ ทรงสวมสร้อยคอมุกเฟื่องซ้อนหกชั้น ของขวัญเนื่องในงานอภิเษกและมอบหรูอี้ตราตั้งอย่างเป็นทางการ ดนตรีโบราณดังก้องกังวาลจ้าวเฉินฟงประทับบนบัลลังก์เดียวกับนาง กุมมือข้างหนึ่งข
“ข้าหึง”“พี่ฟงอี้เขาแค่มาลา หม่อมฉันก็เลยคุยด้วยเท่านั้นเอง” “ไม่ได้ บอกแล้วใช่ไหมว่าข้าหึง” “โธ่ อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเพคะ”“ต่อให้มันบอกรักเจ้าก่อน ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้ารักมันหรอกนะ” จ้าวเฉินฟงรวบนางมากอดแน่นแล้วอุ้มพากลับตำหนัก สีหน้าหึงหวงจนหยางจิวหรงเหวอ ยิ่งนางหัวเราะเขาก็ยิ่งหน้าบึ้ง“ที่รัก” นางเรียกเขา ใช้ปลายจมูกเกลี่ยกันไปมา “หม่อมฉันก็แน่ใจว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปกี่ครั้ง หม่อมฉันก็รักท่านอยู่ดี”“รักแค่ไหน”“รักมากที่สุด หม่อมฉันรักจ้าวเฉินฟงจนบางทีก็รำคาญตัวเองว่ารักไปได้อย่างไร นิสัยก็เสีย ปากก็ร้าย ชอบทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดแล้วไม่อธิบาย เฮ้อ... แน่ะ คนที่หม่อมฉันรักชอบทำตาขวางแบบนี้เปี๊ยบเลย แล้วเขาคนนั้นรักหม่อมฉันไหมหนอ”“รักสิ... รักจากก้นบึ้งหัวใจของเขาเลย” กระซิบแล้วอุ้มนาง ใช้เท้าถีบประตูตำหนักเข้าไปด้านใน ต่างฝ่ายต่างแลกจุมพิตอย่างร้อนแรง สัมผัสกันและกัน พริบตาเดียวเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายไปรอบๆ ห้อง จ้าวเฉินฟงบรรจงโลมไล้ด้วยปลายลิ้นอุ่นจัดไปตามหน้าอกและเนินหน้าท้อง ดูดกลืนยอดถันสีกุหลาบจนกระทั่งมันชูชันตอบสนอง“หน้าอกเจ้าใหญ่ขึ้นนะ”“นิดหน่อยเพคะ... มันตึงๆ”“แล้วก็อ
ไม่นานนักเหล่าขุนนางก็ช่วยกันเสนอชื่อเจียวเจียวเป็นฮองเฮา และไม่กี่วันหลังจากนั้นนางก็ล้มป่วยด้วยพิษสารหนู“โอย... เสิ่นกุ้ยเฟยวางยาข้า... ฝ่าบาท... ฝ่าบาท... ทรงมอบความเป็นธรรมด้วยเพคะ”เจียวเจียวยอมดื่มชาผสมพิษสารหนูเข้าไปแล้วประกาศว่านางกำลังถูกปองร้าย เพราะใบชานั้นได้รับมาจากขันทีห้องเครื่องซึ่งเป็นคนของหยางจิวหรง ข่าวเรื่องนี้ถูกโหมกระพือไปอย่างรวดเร็ว จ้าวเฉินฟงจึงปล่อยให้พวกขุนนางเต้นกันให้พอ ผู้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้กลับเป็นเสิ่นฟงอี้ ผู้ซึ่งหายหน้าไปนาน หน้าตาเขาดูซูบผอมลงแต่แววตาเป็นประกายดังเดิมเขากราบทูลเบื้องหน้าโถงว่าราชการว่า “เรื่องในครอบครัวจะทรงสนพระทัยผู้อื่นไปไย ชาวนายังมีสิทธิ์เลือกเมียเอก โอรสสวรรค์ทรงเลือกฮองเฮาก็หาใช่กงการของผู้อื่น เหตุไฉนจึงเฝ้าตอแยกันอย่างไร้สติปัญญา ระคายเคืองเบื้องสูง”ฝีปากของเขายังคมกริบดุจใบมีดโกน ในท้องพระโรงมีเสียงอาวุธต่างๆ ที่บรรดาทหารองครักษ์และแม่ทัพคนสนิทห้อยติดตัวดังกระทบกันเป็นครั้งคราว เตือนให้พวกขุนนางเลือดเก่าได้สะดุ้งรู้สึกตัวบ้างว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว คลื่นลูกหลังย่อมกระแทกคลื่นลูกหน้า เบื้องบนจึงตัดสินพระทัยเด็ดขาดตามค
เมื่อเสิ่นเหนียงจื่อมีโอกาสเข้าวัง นางจึงแอบยัดห่อสารหนูห่อเล็กๆ ใส่มาในขนมเปี๊ยะซึ่งทำสัญลักษณ์ไว้ ก่อนจะกลับออกไปจากวัง นางก็กำชับให้บุตรสาวหาโอกาสให้ได้“ท่านแม่ ลูกเป็นแค่ซงหยวน ส่วนนังนั่นเป็นถึงกุ้ยเฟย ตอนนี้ไม่มีใครสู้นางได้ หูตาของนางมากมายเต็มไปหมด ลูกจะเข้าไปในตำหนักของนางแล้วลอบใส่ยาโดยไม่ให้ใครรู้เห็นได้อย่างไร”“ท่านแม่ ดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ” อู๋ซวงยกถาดน้ำชาเข้ามา เสิ่นเหนียงจื่อก็ยกชาขึ้นจิบโดยไม่สนใจไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของลูกสาวคนเล็ก นางจึงพยายามทักทาย“ท่านแม่...”“เงียบเถอะนะ เป็นแค่ขี้ข้าก็ยืนสงบเสงี่ยมไปมุมห้องโน่นไป”“อู๋ซวงเจ้าอย่าเพิ่งขัดใจเจียวเจียว ไปทางโน้นก่อนเถอะไป”“ข้าอยากจะทัดทานพวกท่าน ตอนนี้จิวหรงเปรียบเหมือนกระแสน้ำรุนแรง ยิ่งเราเข้าไปขวาง กระแสน้ำก็จะยิ่งพังทลายทุกสิ่ง เราควรจะ...”“เจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร ไปๆ” เสิ่นเหนียงจื่อโบกมือไล่ อู๋ซวงจึงเก็บความน้อยใจแล้วเดินออกไป“ฟังนะลูกแม่ ถ้าเจ้าใส่ยาให้นางกินไม่ได้ เจ้าก็กินเองเสียสิ ใส่ความว่ามันซะเลยว่านางเห็นแก่ตัว คิดฆ่าสนมทุกคนเพื่อเป็นหนึ่ง ตอนนี้พวกขุนนางก็กำลังไม่พอใจที่ฝ่าบาทโปรดปรานหญิงคณิกาอย่างมัน
“มรกต... ส่งมาให้ข้าดู” ซือหม่าหลันใจสั่นหวิว อีกนิดเดียวนางจะได้เสพสุขไม่รู้สิ้น“ท่านแม่เล่าให้ฟังว่าท่านยายมอบมรกตชิ้นนี้ให้ท่านแม่เป็นของขวัญแต่งงาน และท่านแม่ก็มอบมันให้ข้าเป็นของขวัญเช่นกัน ข้าทราบดีว่าชะตากรรมของข้าช่างน่าเศร้า ข้าไม่สามารถทวงความยุติธรรมให้แก่ครอบครัว อย่างที่รู้ข้าเป็นเพีย
“มีพ่อเป็นขอทานตาบอดแล้วอย่างไร”ใครบางคนเอ่ยขึ้น หลิงหลงเงยหน้าขึ้นมาถึงพบว่าเป็นหยางจิวหรง“นางไม่มีโอกาสเลือกที่เกิด แต่สุดท้ายนางก็เก่งกว่าพวกเจ้าไม่ใช่หรือ ใครเกิดสูงใครเกิดต่ำ สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นคีติกาในหอเขียวเหมือนกัน ถ้าวันๆ เอาแต่นินทาซ้ำเติมผู้อื่น พวกเจ้าสู้ใช้เวลาฝึกฝนฝีมือของตัวเองใ
วันนี้ครูเพลงเพิ่งแต่งเพลงใหม่เสร็จจึงให้หลิงหลงขับร้อง หยางจิวหรงไปร่วมฟังด้วยและใช้ถั่วเป็นเครื่องหมายจดจังหวะ เมื่อหลิงหลงร้องจบ หยางจิวหรงจึงกระซิบสอนเสี่ยวชิงว่าเพลงบทนี้ยังต้องแก้ไข บังเอิญหลิงหลงได้ยินเข้า นางจึงหันขวับมาหาเรื่องทันที“เด็กใหม่เช่นเจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร ถ้าแน่จริงก็ลองบอกมาว่
หอเขียวมรกตมีดนตรีของตัวเอง เสียงหัวเราะต่อกระซิก เสียงสะอื้นไห้ เสียงพิณคลอเสียงเครื่องเป่า เสียงประตูหน้าต่างที่เปิดออกพร้อมคำกระซิบบอกรักจากคณิกา ผสมกับเสียงคนเมามายพร่ำกวีไม่ก็ร้องอาละวาด ความเหงาความโดดเดี่ยวเป็นเรื่องสามัญ แต่หยางจิวหรงมีรังสีแห่งความเกลียดชังแผ่ซ่านออกมาอยู่ตลอดเวลา







