Masukเขาคือ Creative Director จอมเผด็จการผู้ใช้ปากกาแดงเป็นอาวุธ ส่วนเธอก็คือ Copywriter สาวไฟแรงผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อคำว่าแก้
Lihat lebih banyakHAVE you ever felt that you might be different? That, in this world, is not how the way you thought about it. But what if behind this beautiful world that you thought it was, lies the secret that would change your life?
I am Zeiah, I grew up thinking that everybody around me is ordinary and I am like them, but that's what I thought.
I remembered everything, from the growl of that notorious creature, the slashing of the swords, and the explosion, all of it was clear. I close my eyes, quivering into the ideas which my mind could only bear. How I wish everything were just a nightmare. I let out a deep breath and found myself in the middle of nowhere.
I stop for a moment as I feel so exhausted. My entire body needs to have rest, but my will to move doesn't want me to stop. I can feel the pain from my shoulders down in my hips and unto the sole of my feet. Everything is starting to get numb, and I'm getting out of breath.
Anytime, I can feel that my body will give up. "Come on Zeiah not now, please... You are almost there!" I encouraged myself.
I could feel the sun upon my skin. It's starting to get burnt. I could also feel the dryness inside my throat and the need to drink. As I pushed to drag my feet despite feeling weak, I was able to reach the great walls of the City. I look into the sight in front of me, and I'm thankful that I'm almost there just a little more push.
Dragging myself to move faster as much as I could, but to my disappointment, I stumble into a rock that I'd never notice, causing me to land right into the ground.
My face hit the ground. It was a painful impact.
"Oh great!" I mumbled to myself. "You're such an unlucky mess, Zeiah!" I added while rolling over to switch positions.
Now I'm facing the sky. The sun is shining so bright up in the blue ocean sky. I put a hand over my forehead "Nakakasilaw pero maganda at mapayapa."
All of a sudden, reality hit me. I feel so alone. I'm alone, "Mama..." I murmured.
My traitor tears escaped my eyes as they ran down my cheeks like a waterfall. I can't make them stop now.
I can't...
I can feel the need to release them to ease the pain I felt inside. The pain is more painful than what I felt in my tired body. They took my mom away from me, and I was left alone. After a few minutes of crying, I embraced myself and decided to get up.
For now, there's no time for being weak. I need to do the task that my mom told me. So come on, Zeiah! Get up and move!
After a while, I pushed myself up to sit down wiped my tears with my palms. Inhaling and exhaling, pushing myself up from the ground and started to walk. I need to reach the gate before sunset. And with all the will that I still have, I move and walk faster than I could ignore all the pain, the hunger, and the thirst.
That's it, Zeiah! Don't stop and keep on moving. You can make it! You're almost there!
Keep on walking under the sun with undeniable pain and a weak body, it feels like an endless journey, and I have to endure it.
I had a choice to give up or keep on moving, and I chose the latter. Finally, I reach the gate with its walls that are so great, tall, and mighty.
Pat yourself, Zeiah! Good job! You did it!
I paused and smiled bitterly when suddenly every single thing turned dark. I feel nothing, completely nothing.
What's happening? What's wrong with me? I can't breathe, Mama!
รุ่งเช้าในป้อมปราการของธันวานั้นเงียบสงบ แต่เป็นความสงบก่อนพายุจะเข้าอย่างแท้จริงพวกเขาตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของกันและกัน ไม่มีความปรารถนาทางกายหลงเหลืออยู่แล้ว มีเพียงความแน่วแน่และมุ่งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไปเมื่อคืน มันคือการจุดระเบิดเวลาที่นับถอยหลังสู่หายนะทางอาชีพพวกเขาอาบน้ำแต่งตัว สวมใส่เสื้อผ้าชุดทำงานที่เปรียบเสมือนชุดเกราะสำหรับออกรบแล้วโทรศัพท์ของธันวาก็ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ ‘พี่เจต’ธันวากดรับแล้วเปิดลำโพง ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำทักทาย เสียงที่เหมือนเสียงคำรามของพยัคฆ์บาดเจ็บก็ดังลั่นออกมาจากปลายสาย“พวกแกสองคนอยู่ที่ไหนกันหา?! รีบเข้ามาที่ออฟฟิศ!!!! เดี๋ยว!!!! นี้!!!!”ตู๊ด...สายถูกตัดไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและคำตัดสินที่ชัดเจน“ได้เวลาแล้วสินะ” ธันวาพูดเสียงเรียบ แต่แววตากลับแน่วแน่“ค่ะ” ลินินตอบกลับไป เอื้อมมือไปกุมมือของเขาไว้แน่น “ลินพร้อมแล้ว”
เวลาในห้องนั้นคล้ายจะหยุดเดิน...ริมฝีปากของลินินสัมผัสเข้ากับขอบแก้วที่เย็นเฉียบ เสียงของธันวาที่เคยเตือนไว้ดังก้องอยู่ในหัว‘ห้ามรับเครื่องดื่มจากใครก็ตามที่ไม่ใช่ผม’ภาพรอยยิ้มที่เหมือนผู้ชนะของเสี่ยวิวัฒน์ แววตาสะใจของแพรวา รวมถึงสายตากังวลของธันวาที่มองมาจากอีกฟากของห้อง ทุกอย่างประดังเข้ามาในเสี้ยววินาทีเธอต้องทำอะไรสักอย่าง!ในจังหวะที่ลินินกำลังจะแกล้งทำเป็นสะดุดเพื่อสาดแชมเปญในแก้วทิ้ง...“ลินิน! อย่า!”เสียงตะโกนที่ดังลั่นราวกับเสียงคำรามของราชสีห์ ทำให้ทุกคนในห้องหันไปมองเป็นตาเดียวธันวาทิ้งโทรศัพท์ในมืออย่างไร้ค่า ก้าวพรวด ๆ ฝ่าวงล้อมของแขกเหรื่อตรงมาที่เธอด้วยความเร็วที่น่าตกใจทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนที่ลินินจะได้ทันตั้งตัว มือแข็งแรงของเขาก็เอื้อมมาคว้าแก้วแชมเปญไปจากมือของเธออย่างแรงจนแชมเปญหกกระเซ็นไปเล็กน้อยทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน เงียบเสียจนได้ยินเสียงฟองอากาศที่แตกตัวในแก้วแชมเปญของคนอื่น ๆหน้ากากของธันวาได้ถูกฉีกอ
การแสดงละครตบตาในออฟฟิศยังคงดำเนินต่อไป แต่ฉากรักร้อนแรงหลังม่านยังคงถูกจุดไฟให้ลุกโชนขึ้นทุกครั้งที่มีโอกาส ความสัมพันธ์ลับ ๆ ที่แสนอันตรายนี้กลายเป็นสิ่งเสพติดสำหรับคนทั้งสองไปเสียแล้ว...แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของตนเองนั้น กำลังตกอยู่ในสายตาของอสรพิษสองตัวที่เฝ้ารอจังหวะตะครุบเหยื่อความสงสัยที่ถูกจุดขึ้นในงานเลี้ยงคืนนั้น กลายเป็นเปลวไฟที่เผาไหม้จิตใจของแพรวา เธอเริ่มสืบเสาะหาความจริงอย่างเงียบ ๆ ราวกับนักสืบเอกชนเธอย้อนดูใบเบิกค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทริปภูเก็ต ตรวจสอบเวลาการจองตั๋วเครื่องบิน เวลาเช็กอินเข้าโรงแรม ทุกอย่างดูเหมือนจะปกติในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่จับจ้องหาความผิดปกติอย่างเธอแล้ว มันมีช่องโหว่เล็ก ๆ อยู่‘ทำไมต้องจองตั๋วแยกกัน แต่กลับได้ที่นั่งติดกัน?’‘ทำไมถึงเช็กเอาท์ออกจากโรงแรมช้ากว่ากำหนดการเดิมไปหลายชั่วโมง?’มันยังไม่ใช่หลักฐานที่มัดตัวได้ แต่สำหรับแพรวาแล้ว มันคือเส้นด้ายเล็ก ๆ ที่เธอพร้อมจะสาวไปให้ถึงต้นตอ***ชายแก่เจ้าเล่ห์ที่ถูกหักหน้าอย่างรุนแรง
ลินินกลับมาถึงห้องพักในสภาพที่จิตใจห่อเหี่ยวราวกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ สัมผัสที่น่ารังเกียจของเสี่ยวิวัฒน์และสายตาที่ราวกับจะเปลื้องผ้าของเขายังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึกจนน่าขยะแขยง เธอพยายามจะนั่งทำงานต่อ แต่ก็ไม่มีสมาธิเลยแม้แต่น้อย ภาพใบหน้าเลื่อมใสของเขายังคงตามมาหลอกหลอนก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวง แต่แล้วเสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ดังลอดเข้ามา“ลิน... ผมเอง”เธอรีบวิ่งไปเปิดประตูทันที ภาพที่เห็นคือธันวาในสภาพที่ดูอิดโรยและเคร่งเครียดไม่แพ้กัน เขาก้าวเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลง ก่อนจะดึงร่างของเธอเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่งอย่างแนบแน่นโดยไม่พูดอะไรสักคำอ้อมกอดของเขาเป็นที่หลบภัยที่ดีที่สุดในโลก“คุณโอเคไหม?” เขากระซิบถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริงลินินส่ายหน้าช้า ๆ พลางซบใบหน้าลงกับแผงอกของเขา ปล่อยให้น้ำตาที่อัดอั้นไว้ตลอดทั้งวันไหลรินออกมาอย่างเงียบ ๆ เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
หลังจากบทร่วมรักอันน่าพิศวาสได้จบสิ้นลง เหลือทิ้งไว้เพียงสองร่างที่เปลือยเปล่าและอ่อนล้าอยู่บนโซฟาธันวายังคงกอดเธอไว้แน่น ซบใบหน้าอยู่กับซอกคอของเธอราวกับเด็กที่หลงทางและเพิ่งจะหาทางกลับบ้านเจอ คำขอโทษของเขายังคงวนเวียนอยู่ในอากาศที่หนักอึ้ง แต่สำหรับลินินแล้ว บาดแผลครั้งนี้มันลึกเกินกว่า
“เรา... เราต้องบ้ากันไปแล้วแน่ ๆ” ลินินหัวเราะออกมาเบา ๆ ขณะที่พยายามจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของตัวเองให้เข้าที่บนโต๊ะทำงานที่เคยศักดิ์สิทธิ์ของเขาธันวาช่วยเธอจัดปกเสื้อเบลาส์ให้เข้าที่อย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วของเขาสัมผัสผิวเนื้อบริเวณลำคอของเธอแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่ทำให้หัวใจของเธ
กลิ่นของเครื่องปรับอากาศ กระดาษ และกาแฟที่คุ้นเคย ต้อนรับลินินกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในเช้าวันจันทร์ ออฟฟิศที่เคยเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนเวทีละครขนาดใหญ่ที่เธอต้องขึ้นไปแสดงในบทบาทที่ไม่คุ้นเคยสร้อยข้อมือเงินบนข้อมือถูกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อเบลเซอร์อย่างมิดชิด
หัวใจของลินินพองฟูราวกับลูกโป่งที่ถูกอัดแน่นไปด้วยความสุข เธอกลับเข้าห้องพักด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆ คำเชิญเดทที่แสนจะจริงใจและอ่อนโยนของเขาได้ทลายกำแพงทุกบานในใจเธอลงอย่างราบคาบหญิงสาวใช้เวลาในการเตรียมตัวอย่างพิถีพิถัน นานกว่าที่เคยเป็นมาทั้งชีวิตเธอเลือกสวมเดรส





