Masukแสงแดดยามเช้าสาดกระทบเข้าในห้อง ส่งผลให้เปลือกตาบางขยุกขยิกไปมา เธอเบิกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ระหว่างกำลังจะยันกายลุกขึ้นนั่งก็รู้สึกถึงความหนักบริเวณเอวคอดกิ่ว ทันทีที่ก้มหน้ามองถึงกับเบิกตาโพล่งอย่างตะลึง
“คุณอชิระ” มือเล็กปิดปากอย่างรวดเร็ว ด้วยความกลัวจะส่งเสียงดังจนทำอีกฝ่ายตื่น
เธอนำแขนกำยำออกจากเอวอย่างระมัดระวัง แล้วคว้าผ้าห่มคลุมเรือนร่าง ก่อนจะนั่งคิดทบทวนกับเรื่องที่ผ่านมา
ขณะกำลังใช้ความคิด ทันใดนั้นประตูห้องถูกเปิดออก ทำเอามนต์นภาเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง
“แม่” สายตาคู่งามปะทะกับมารดา ก่อนชำเลืองมองข้างหลังหญิงวัยกลางคนที่มีพ่อกับพี่สาวยืนอยู่ นอกจากนั้นก็มีสาวใช้อีกสองคน
“นี่มันอะไรกันมนต์” นวลนิจก้าวยาว ๆ ไปหาลูกสาว แล้วจ้องไปยังอชิระซึ่งยังคงหลับสนิท
“ว้าย!! นั่นมันคุณอชิระนี่” พูดพลางหันมองข้างหลัง
“อธิบายมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ธนาปัติถามขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะเดียวกันจ้องเขม็งมนต์นภาอย่างกดดัน
“ยังจะถามอีกเหรอคุณธนา ไม่เห็นเหรอว่าคุณอชิระขืนใจยัยมนต์ แบบนี้ต้องรับผิดชอบนะ”
“คุณพ่อคะ อาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดก็ได้” มุกดาพยายามแก้ตัวแทนเพื่อนสนิทอย่างอชิระ
“เข้าใจอะไรผิดอีกล่ะหนูมุก ดูสิตรงคอยัยมนต์เต็มไปด้วยรอยแดง ถ้าไม่ใช่ฝีมือคุณอชิระจะเป็นใครอีกล่ะ” นวลนิจชี้ไปยังรอยแดงสีกุหลาบตรงลำคอระหง ขณะนั้นมนต์นภาพยายามนำผ้าห่มปิด เธอรู้สึกเหมือนถูกตบกลางสี่แยก
“พอเถอะแม่” เธออายเหลือเกินจนอยากมุดหน้าหนี
“เอะอะเสียงดังอะไรกัน” เสียงทุ้มของอชิระดังขึ้น เขายันกายลุกขึ้นนั่งพลางขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันอย่างงุนงง เมื่อสายตาปะทะกับคนในห้อง
“รีบใส่เสื้อผ้าและตามมา” ธนาปัติเอ่ยบอกแค่นั้น แล้วเดินจากไปทันใด
“คุณพ่อคะ” มุกดาตะโกนไล่หลังบิดา ก่อนจากไปไม่วายหันไปพูดกับเพื่อนสนิท “เกิดเรื่องแล้วนะอชิ”
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ” เขาเสยผมขึ้นอย่างลวก ๆ ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์หนึ่งผุดขึ้นในหัว จึงหันขวับมองมนต์นภา
“นี่คือแผนของเธอใช่ไหม”
“อะไรกันคุณอชิระ รังแกยัยมนต์แล้วยังจะมีหน้ามาพูดอีกเหรอ” นวลนิจเอ่ยบอกอย่างไม่พอใจ
“แผนการของพวกคุณสินะ” จ้องเขม็งสองแม่ลูกปานจะกินเลือดกินเนื้อ
“แผนการอะไรกันล่ะ ดูสิ่งที่คุณทำกับยัยมนต์สิ” นิ้วเหี่ยวย่นชี้ไปยังลำคอระหงซึ่งเต็มไปด้วยรอยแดงสีกุหลาบมากมาย
“พอเถอะแม่”
“รีบไปแต่งตัวได้แล้ว อย่าทำให้พ่อแกโมโหไปมากกว่านี้” หญิงวัยกลางคนไม่พูดเปล่าก็กระชากลูกสาวออกจากห้อง ทิ้งอชิระไว้ตามลำพังอย่างหัวเสีย
“เฮ้อ” เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง และไม่รอช้าลุกขึ้นแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนตรงไปยังจุดหมายปลายทาง
เมื่อมาถึงห้องโถง กลับพบว่าทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว อชิระจ้องเขม็งไปทางมนต์นภาซึ่งเธอก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาผู้ใด
“มันเกิดอะไรขึ้น” ทันทีชายหนุ่มนั่งบนโซฟาตัวหรู เจ้าของคฤหาสน์เปิดประเด็นทันใด
“ยังจะถามอีกเหรอ” นวลนิจแทรกขึ้น
“หุบปาก!!” ถ้อยคำจากปากของชายวัยกลางคนทำให้นวลนิจจำใจต้องเงียบ แม้จะรู้สึกไม่พอใจมากแค่ไหนก็ตาม
“อธิบายมาสิอชิ ทำไมถึงไปอยู่กับมนต์ในสภาพนั้น ทั้งสองชอบกันเหรอ”
“เปล่าครับ”
“แล้ว” ธนาปัติเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“เมื่อคืนผมถูกวางยาและคนที่วางยาผมคือมนต์นภา” เขาเหลือบมองไปยังหญิงสาว ที่ยังคงก้มหน้าก้มตาไม่ยอมเงยหน้ามองใครทั้งสิ้น
ประโยคจากปากหยักได้รูป ทำเอาทุกคนในห้องโถงเบิกตากว้าง ก่อนหันขวับมองมนต์นภาราวกับต้องการเค้นความจริง
“พูดอะไรของคุณ ยัยมนต์ไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก คุณได้ลูกสาวฉันแล้วคิดจะปัดความรับผิดชอบเหรอ” นวลนิจสวนขึ้นอย่างร้อนใจ
“ผมพูดความจริง” เขาบอกอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยท่าทางมั่นใจ
“ไหนหลักฐานล่ะ”
“...” คำถามจากฝ่ายนั้นทำให้อชิระเงียบ เพราะเขาไม่มีหลักฐานอะไรเลย นอกจากความมั่นใจที่ได้ดื่มน้ำจากมนต์นภา แล้วก็มีอาการเป็นแบบเมื่อคืน
“หลักฐานก็ไม่มียังคิดจะปฏิเสธอีกเหรอ เรื่องที่คุณทำให้ยัยมนต์เสียหายต่างหากคือความจริง”
“พอเถอะแม่” หญิงสาวพยายามจะห้ามปรามมารดา ระหว่างนั้นชำเลืองมองคนตัวโตที่แทบอยากฉีกร่างเธอเป็นชิ้น ๆ
“หุบปากแกเถอะยัยมนต์ ฉันกำลังเรียกร้องความรับผิดชอบให้แกอยู่นะ” นวลนิจหันไปตำหนิลูกสาวอย่างหงุดหงิด
“เอาละพอได้แล้ว สรุปว่าอชิจะเอายังไงกันแน่” ประโยคท้ายธนาปัติหันไปถามความเห็นจากชายหนุ่ม
“จะอะไรอีกล่ะ ทำให้ยัยมนต์เสียหายขนาดนี้แล้ว ก็ต้องรับผิดชอบสิ”
“หุบปากเถอะนวล ผมกำลังถามอชิ”
“เอ่อ คือ...” อชิระพูดตะกุกตะกัก พยายามคิดคำพูดดี ๆ เพื่อจะเปล่งออกมาและไม่ทำให้ธนาปัติขุ่นเคือง แต่ไม่ทันได้เอ่ยประโยคใด จู่ ๆ ฝ่ายนั้นพูดขึ้นทำเอาคาดไม่ถึงทีเดียว
“แต่งงานกับมนต์เถอะ ยังไงมนต์ก็เป็นลูกสาวของลุง ถ้าทำถึงขนาดนั้นแล้วก็ต้องรับผิดชอบสิ”
“แต่งงานเหรอครับ” หันขวับไปมองมนต์นภา ก่อนสายตาจะสะดุดกับนวลนิจกำลังส่งยิ้มเยาะเย้ยราวกับผู้ชนะ
“ใช่! แต่งงานกับมนต์ซะ”
“นั่นสิ ทำยัยมนต์เสียหายแล้วก็ต้องรับผิดชอบ” นวลนิจเสริมขึ้น
อชิระกำมือเข้าหากันแน่น พยายามระงับโทสะสุดขีด วินาทีนี้รู้สึกโกรธเคืองสองแม่ลูกมาก
“เอาตามนี้นะอชิ”
“ครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อน” สุดท้ายจำใจต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลี่ยง เนื่องจากไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล
หลังจากทุกคนทยอยออกจากห้อง เหลือเพียงสองแม่ลูกอยู่ด้วยกันตามลำพัง ก่อนมนต์นภาจะเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“เมื่อคืนแม่ใส่อะไรลงไปในน้ำดื่มของคุณอชิระ”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”
“แม่คะ” ว่าแล้ว เอื้อมมือจับท่อนแขนของแม่ ไม่วายถูกนวลนิจปัดออก
“ไม่ต้องถามอะไรมาก เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของคุณอชิระซะ”
“อย่าบอกนะคะ แม่วางแผนไว้ทั้งหมดแล้ว” ดวงตากลมโตจ้องอีกฝ่ายอย่างกดดัน
“น่ารำคาญจริง ๆ เลยนังมนต์ ฉันจะบอกอะไรให้ก็ได้ ฉันนี่แหละเป็นคนวางแผนทั้งหมดเองแหละ เพราะฉันอยากให้แกอยู่อย่างสุขสบายไง”
“แม่!!” เธอถึงกับร้องเสียงหลง ไม่คาดคิดผู้เป็นแม่จะทำกับเธอถึงขั้นนี้
“ฟังนะนังมนต์ ฉันทำทุกอย่างเพื่อแก”
“ไม่ใช่เลย แม่ทำเพื่อตัวเองต่างหาก หนูจะไปบอกคุณพ่อให้ยกเลิกงานแต่ง” หญิงสาวตั้งท่าจะก้าวเดินไปจากห้อง ทว่านวลนิจกลับคว้าไว้และตบหน้างดงามเต็มแรง จนหญิงสาวล้มลงไปนั่งบนพื้นพรม
“แกไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งฉัน จำไว้ซะนังมนต์” พูดพลางจี้ขมับคนบนพื้น ก่อนจะเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี หลังจากได้ในสิ่งที่ต้องการ
“แม่ทำเหมือนมนต์ไม่ใช่คนเลย” โอบกอดตัวเองพร้อมปล่อยน้ำตาไหลพรากอาบแก้มนุ่ม
หลายครั้งเธอมักจะถูกแม่ทำร้ายจิตใจ แต่หนนี้กลับรุนแรงกว่าที่ผ่านมา เพราะดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา
ตัดมาทางของอชิระ หลังจากชายหนุ่มกลับมาถึงคฤหาสน์ จึงก้าวยาว ๆ เข้าไปด้านใน ก่อนหยุดชะงักเมื่อพบว่าแม่กำลังรออยู่
“จริงหรือเปล่าอชิ เมื่อกี้คุณธนาโทรมาบอกแม่ว่าลูกจะแต่งงานกับลูกสาวคนที่สองของบ้านนั้น” อรอนงค์ถามขึ้นอย่างร้อนใจ
“ครับ” พยักหน้ารับเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น” ถ้าเป็นลูกสาวคนแรกอย่างมุกดา เธอจะไม่ถามอะไรเลย แต่นี่เป็นมนต์นภาที่เกิดจากเมียน้อยของธนาปัติ
อชิระยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง โดยไม่ปิดบังสักนิด
“เลวที่สุด” อรอนงค์เอ่ยบอกหลังจากได้ฟังลูกชายพูดจบ
“คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นอยู่อย่างไม่มีความสุข” ในเมื่อกล้าทำลายชีวิตของเขา ฉะนั้นอย่าหวังว่าหลังจากนี้เขาจะปรานี
เสียงคลื่นกระทบเข้าหาดทราย ทำคนกำลังยืนชมวิวรู้สึกผ่อนคลายเหลือเกิน หลายปีแล้วที่เธอยังคงใช้ชีวิตร่วมกับอชิระอย่างมีความสุขแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานหลายปี แต่สำหรับมนต์นภารู้สึกว่าทุกอย่างเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง“นี่เรากับพี่อชิเดินทางมาถึงขนาดนี้เลยเหรอ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนหมุนตัวไปมองลูกทั้งสอง ที่กำลังก่อทรายสร้างปราสาท“ท่าทางสนุกเชียว” เธอยืนมองลูกอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปรบกวน ปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นกันอย่างเพลิดเพลินไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ที่มนต์นภายังคงยืนมองดูบรรยากาศรอบกายพร้อมฟังเสียงคลื่น“ยืนทำอะไรคนเดียวตั้งนานครับ” กายแกร่งของอชิระเดินมาสวมกอดจากด้านหลัง ก่อนจะกดจูบแก้มนุ่มหนัก ๆ“ทำอะไรคะเนี่ย เดี๋ยวลูกก็เห็นหรอก” ว่าแล้ว เหลือบมองลูกทั้งสองที่ยังคงสนุกกับการเล่นเหมือนเดิม“ไม่หรอกครับ”“นานแล้วนะคะเราอยู่อย่างนี้” เอ่ยบอกพลางมองคลื่นน้ำทะเลตรงหน้า“นั่นสิ นานแล้วนะที่เรายังอยู่ด้วยกันแบบนี้ พี่ขอบคุณมนต์จริง ๆ นะ”ถ้าหากในอดีตเธอไม่ยอมยกโทษให้เขา แทบไม่อยากจินตนาการเลยชีวิตของเขาจะเป็นยังไง ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ ที่ยอมเลือกเขาอีกครั้
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน นับตั้งแต่มนต์นภาย้ายกลับมาอยู่กับอชิระ มีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย ชายหนุ่มดูแลและเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ทำเอาเธอมีความสุขมากจนแทบล้นในทุกวันตอนเช้า หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย มนต์นภากับนทีจะเดินไปส่งอชิระที่หน้าบ้านเป็นประจำ ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นยิ่งนัก“ตั้งใจทำงานนะคะ”“ทำไงดีล่ะ พี่ไม่อยากไปทำงานเลย”“เอาอีกแล้วนะคะ” หญิงสาวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เธอเริ่มจะชินกับท่าทางของอีกฝ่ายแล้ว ก่อนไปทำงานเขามักจะงอแงประจำ“ก็พี่ไม่อยากห่างจากมนต์นี่ครับ”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตอนเย็นเดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว” มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสแก้มสาก ราวกับต้องการส่งความอบอุ่นให้แก่เขา บ่งบอกให้รับรู้ว่าเธออยู่ตรงนี้เสมอและรอคอยตลอด“พี่จะรีบกลับมานะครับ”“ค่ะ” พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมส่งยิ้มอ่อน ๆ“พ่อไปก่อนนะนที” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบหัวเล็ก ๆ ด้วยความรัก“บ๊ายบาย” มือเล็ก ๆ โบกมือลาผู้เป็นพ่อ ขณะฉีกยิ้มกว้างก่อนหมุนตัวเข้าไปข้างในบ้าน ปล่อยให้มนต์นภากับอชิระอยู่ด้วยกันตามลำพัง“งั้นพี่ไปแล้วจริง ๆ นะครับ”“ค่ะ ๆ รีบไปเถอะเดี๋ยวก็สายหรอก” เธอถึงกับส่ายหัวไปมาอย่างเอ็นดูกับท่า
แสงแดดในยามเช้ากระทบมายังปลายเตียง นกตัวน้อยส่งเสียงร้องเบา ๆ นอกหน้าต่าง ทำให้คนที่เหนื่อยล้าจากการเดินทาง ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นด้วยอาการงัวเงีย“อื้อ” มนต์นภายันกายลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตามองหาคนตัวโตกับลูกชายตัวน้อย ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำมนต์นภายืนจ้องตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ ก่อนจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านเข้ามา ไม่คาดคิดเลยตัวเองจะได้กลับมาบ้านหลังนี้อีก ราวกับทุกอย่างคือความฝันใบหน้าหวานก้มมองท้องแบนราบ ยกมือเรียวลูบเบา ๆ การตั้งท้องลูกคนที่สองเกิดขึ้นเร็วมาก เกินที่เธอจินตนาการไว้เยอะทีเดียว ถึงกระนั้นมีความสุขเหลือเกินเธอแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ปรารถนาอยากสร้างครอบครัวอบอุ่น และมีคนรักเคียงข้าง“ขอบคุณที่มาหาพวกเรานะ” เอ่ยบอกกับทารกน้อยในครรภ์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มหลังจากจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จ จึงออกไปแต่งตัวและไปหาลูกกับสามี“ตื่นแล้วเหรอครับ ท่าทางจะเพลียมากเลยสินะ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายคนตัวเล็กพร้อมเดินไปหยุดตรงหน้าเธอ“ขอโทษที่ตื่นสายนะคะ”“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจดีว่ามนต์เหนื่อย” เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หวังให้เธอคลายความกังวล“พี่อชิกับลูกกินอะไรยั
หญิงสาวใช้เวลาทำกับข้าวสักพักใหญ่ ๆ พอเสร็จเรียบร้อยก็มากินมื้อเที่ยง โดยไม่ทันได้พูดคุยกับอชิระสักประโยค เพราะเธอค่อนข้างยุ่งกว่าจะได้คุยกันก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ เนื่องจากมนต์นภาต้องพาลูกชายเข้านอน หลังจากนั้นก็ให้ป้าแม่บ้านเลิกงานก่อนเวลา จนกระทั่งเหลือเธอกับเขาแค่สองคนท่ามกลางความเงียบในห้องโถง ต่างฝ่ายต่างไม่เปล่งคำพูดใด ทำราวกับกำลังชั่งใจถึงสิ่งที่จะพูดนับจากนี้อชิระเหลือบมองกรอบหน้าสวย เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ จากนั้นเอ่ยพูดในสิ่งที่ปรารถนา“ให้โอกาสพี่สักครั้งเถอะมนต์”“ค่ะ”“ห๊ะ” คำตอบสั้น ๆ ของคนตัวเล็ก ส่งผลให้อชิระอึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาแหงนมองคนตรงหน้าอย่างงุนงงสุดขีด“เมื่อกี้มนต์พูดว่าไงนะครับ” ถามเสียงสั่น ๆ ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ“เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะ”ประโยคจากริมฝีปากอมชมพู ทำให้อชิระโผกอดคนตัวเล็กอย่างดีใจ“ขอบคุณนะครับ”“...” ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากปากนุ่ม หญิงสาวหลับตาพริ้มพร้อมยกแขนเรียวโอบกอดเขาตอบเธอคิดดีแล้วว่าหลังจากนี้จะเลิกผลักไสคนตัวโต เนื่องจากรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินกับการพยายามทำเป็นไม่รักเขา ที่สำคัญคือเธออยากให้ลูกได้รับความอบอุ่นจากคนเป็นพ่อ จึงไม่
เสียงดังเอะอะนอกห้อง ปลุกคนหลับลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย บทรักที่ผ่านมาทำมนต์นภาตื่นสายกว่าปกติ“นทีหายไปไหน” เธอเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างไว กวาดสายตามองหาลูกชายตัวน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงจากข้างนอก ไม่รอช้าหย่อนเท้าแตะพื้นห้องและเดินไปยังปลายทาง“แม่ตื่นแล้ว” นทีเอ่ยทักผู้เป็นแม่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“ทำไมนทีไม่ปลุกแม่ล่ะ” พูดพลางก้าวเท้าไปหาบุตรชายตัวน้อย ที่กำลังนั่งเล่นกับอชิระบนโซฟา“พ่อบอกว่าแม่เหนื่อย พ่อไม่ให้ปลุกครับ”“พ่อเหรอ” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นอย่างงุนงง เนื่องจากเธอไม่เคยสอนให้นทีเรียกอชิระว่าพ่อ“ลุงคนนี้บอกว่าเป็นพ่อผม ผมมีพ่อใช่ไหม” นทีมองมนต์นภาตาแป๋วอย่างรอฟังคำตอบหญิงสาวชำเลืองมองคนตัวโตแวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้าตอบรับนที ซึ่งเด็กน้อยดีใจเป็นอย่างมาก“เย้...ผมมีพ่อแล้ว”“ไว้พ่อจะมาหานทีบ่อย ๆ นะครับ” อชิระบอกกับลูกชายพร้อมอุ้มนทีเข้าสู่วงแขน“ครับ” พยักหน้ารับ“นทีหิวไหมคะ เดี๋ยวแม่ทำอะไรให้กิน” มนต์นภาเหลือบมองนาฬิกาฝาผนัง ก่อนหันไปบอกลูกชายตัวน้อย แอบรู้สึกผิดที่เวลาป่านนี้แล้ว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องของลูกชาย“ผมกินแล้วครับ พ่อไปซื้อมาให้” คำพูดของลูกชายทำให้เธอเหลือบมองเจ้าขอ
จูบที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน ส่งผลให้มนต์นภาอ่อนระทวยง่ายดาย ทั้งที่สมองสั่งการให้ผลักเขาออกห่าง แต่ร่างกายกลับตอบสนองเขาเป็นอย่างดี หนำซ้ำความปรารถนาเริ่มพลุ่งพล่านมากขึ้น“อื้อ” เสียงหวานครางต่ำในลำคอพร้อมหลับตาพริ้ม ก่อนจะตอบรับจูบจากเขาเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กว่ามนต์นภาจะรู้สึกตัวอีกที ก็ตอนอชิระประคองเธอนอนลงบนโซฟา“พอเถอะค่ะ” มือเรียวยันอกแกร่ง ขณะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพราะไม่อยากให้เขารับรู้ความรู้สึกที่แท้จริง“ไม่” อชิระปฏิเสธเสียงแข็ง เขารวบแขนเล็กขึ้นเหนือศีรษะพร้อมประกบปากนุ่มอีกครั้งย่อมทราบดีการทำแบบนี้อาจทำให้คนตัวเล็กไม่พอใจ แต่เขาไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ เพราะต้องการคุยกับเธอเลยเลือกใช้วิธีนี้“พี่ขอโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกสักครั้งเถอะ” กระซิบบอกข้างใบหูขาวสะอาด ปลายลิ้นเร่าร้อนเลียวนตรงซอกคอหอมกรุ่น ไม่วายทำรอยแดงมากมาย ราวกับต้องการตีตรา“อื้อ อ๊ะ คุณอชิระ” มือบางจิกเล็บลงบนท่อนแขนกำยำ ขณะเขาส่งนิ้วยาวเข้าในโพรงอ่อนนุ่ม ทำเอาทรมานจนแทบขาดใจ“ถ้าเจ็บก็บอกนะครับ” สิ้นเสียงพูด เขาเลื่อนตัวไปหยุดยังกึ่งกลางสาว ถกกระโปรงชุดนอนขึ้นไปกองบริเวณเอวคอดกิ่ว จัดการรูดแพ
ยามค่ำคืนปกคลุมทั่วออฟฟิศ ร่างเล็กของมนต์นภายังคงก้มหน้าก้มตาสะสางเอกสารท่ามกลางความเงียบสงัด“ในที่สุดก็เสร็จสักที” เธอบิดกายไปมาเพื่อไล่อาการเมื่อยล้าออกจากร่างกาย หลังจากเคลียร์งานชิ้นสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย“เกือบสองทุ่มแล้วเหรอ” ดวงตากลมโตเหลือบมองนาฬิกาตั้งโต๊ะ ไม่รอช้าจัดการเก็บข้าวของใส่กระเป
เสียงเพลงดังสนั่นออกจากลำโพงขนาดใหญ่ ผู้คนโยกเอวตามจังหวะอย่างเมามัน ขณะเดียวกันมนต์นภานั่งนิ่ง ไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นออกไปเต้นเหมือนพะแพง ที่ตอนนี้กำลังสนุกสุดเหวี่ยง“ท่าทางจะสนุกมาก” เผยยิ้มเล็กน้อยขณะมองดูเพื่อน“มาคนเดียวเหรอครับ” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น เธอหันขวับมองอย่างงุนงง“ใครเหรอ”“ผมอยา
เมื่อเดินทางมาถึงคฤหาสน์ อชิระรีบลงจากรถและเดินไปข้างหน้า โดยไม่เหลียวหลังมองมนต์นภาสักนิดว่าจะตามมาทันหรือไม่นัยน์ตาคู่งามมองแผ่นหลังแกร่งครู่หนึ่ง จากนั้นพ่นลมหายใจยืดยาว เธอเริ่มจะชินแล้วที่เขาเป็นแบบนี้ จึงไม่รอช้ายกเท้าเดินตามไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความกลัวจะถูกเขาตำหนิเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน“ช้า”
รุ่งเช้าวันต่อมา อชิระลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง ทันทีที่ลืมตาขึ้นก็พบกับคนตัวเล็กหลับใหลคาอ้อมแขน แรงดึงดูดบางอย่างเรียกร้องให้เขาสัมผัสแก้มนุ่มเบา ๆ ดั่งต้องมนต์สะกด“น่ารัก” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำได้เผลอพ่นคำพูดแบบนั้นออกมาหลายนาทีผ่านไป มนต์นภาปรือต







