Masukความผิดพลาดแค่คืนเดียว ทำให้เธอต้องกลายเป็นภรรยาที่เขาไม่ต้องการ เขาเกลียดเธอ เพราะความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคืนนั้น สัญญาหนึ่งปีของชีวิตคู่เต็มไปด้วยความเย็นชา บาดแผล และน้ำตา แต่กว่าเขาจะรู้ใจตัวเองก็สายเกินไปแล้ว
Lihat lebih banyakท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืน ภายในงานวันเกิดของเจ้าของคฤหาสน์ ซึ่งเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดี ทว่ากลับมีใครคนหนึ่งกำลังจดจ่อกับการทำอาหารในห้องครัว
หญิงสาวรู้สึกว่าการทำงานอยู่ในครัว ย่อมดีกว่าออกไปเผชิญหน้ากับผู้คนมากมาย โดยไม่รู้ด้วยซ้ำคนเหล่านั้นจะต้อนรับเธอหรือไม่
“อยู่นี่เองนังมนต์ ฉันตามหาแกตั้งนาน”
ประโยคที่ดังจากข้างหลัง ทำให้เจ้าของชื่อหมุนตัวไปประชันหน้ากับอีกฝ่าย
“แม่มีอะไรกับมนต์หรือเปล่าคะ” ปรายตามองอีกคนด้วยท่าทางหวาดกลัว
“นังลูกโง่ วันเกิดพ่อแกแท้ ๆ มัวทำอะไรอยู่ในครัว” นวลนิจก้าวยาว ๆ ไปหามนต์นภา ก่อนจี้ขมับอีกคนอย่างโมโห แล้วหยิกแขนขาวเนียนหลายทีจนเกิดรอยช้ำ
“มนต์เจ็บนะคะ”
“แค่นี้ยังน้อยไปสำหรับลูกโง่ ๆ อย่างแก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์
“มนต์ทำอะไรผิดคะ ทำไมแม่ต้องทำกับมนต์ขนาดนี้ด้วย” ไม่ว่าจะทำอะไร หญิงวัยกลางคนมักจะดุด่าหรือตำหนิทุกครั้ง
“เพราะแกโง่ไงล่ะ ปล่อยให้นังมุกได้หน้า”
ถ้อยคำจากปากของแม่ ทำให้มนต์นภาไม่อยากฟัง จึงหมุนตัวไปล้างวัตถุดิบในอ่างต่อ
“ฉันพูดขนาดนี้แล้ว นี่แกยังจะเมินอีกเหรอ” นวลนิจกระชากแขนเล็กเต็มแรง ทำเอามนต์นภาถึงกับเซ
“แล้วแม่ต้องการให้มนต์ทำอะไรคะ”
“แกก็ออกไปเจอแขกคนอื่นบ้างสิ คนอื่นจะได้รู้ว่าแกก็เป็นลูกสาวอีกคนของคุณธนา”
“มนต์อยู่ในครัวดีกว่า ออกไปโผล่หน้าให้คนอื่นเห็นก็ไม่มีใครต้อนรับหรอก” เพราะเธอเป็นลูกเกิดจากแม่ที่เป็นเมียน้อยของพ่อ เลยทำให้ใครหลายคนต่างพารังเกียจ มิหนำซ้ำพ่อแท้ ๆ ยังเมินและรักลูกสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาคนแรก
“แกนี่มันน่าหงุดหงิดจริง ๆ”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว มนต์ขอทำงานต่อนะคะ” พยายามไม่สนใจคำพูดของแม่ และหันไปจดจ่อกับการล้างวัตถุดิบในซิงค์ล้างจาน
“นังลูกโง่” นวลนิจพึมพำเบา ๆ ก่อนยกยิ้มมุมปากอย่างมีแผนร้ายในหัว จึงไม่รีรอรินน้ำเปล่าใส่แก้วและใส่บางอย่างลงไปผสม
“นังมนต์”
“มีอะไรอีกคะ” เอ่ยถามขณะยังคงหันหลังให้อีกฝ่าย
“หันมานี่สิ” ว่าแล้วก็กระชากร่างเล็กอย่างรุนแรง ทำเอามนต์นภาถึงกับเซ
“แม่มีอะไรคะ”
“แกช่วยเอาน้ำดื่มไปให้คุณอชิระหน่อยสิ” ไม่พูดเปล่า ยื่นแก้วน้ำให้ลูกสาว
“ทำไมต้องเป็นมนต์ด้วยคะ ให้คนอื่นเอาไปให้ไม่ได้เหรอ” ไม่เข้าใจเลย แม่คิดจะทำอะไรกันแน่ ดวงตากลมโตจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ
“แกนั่นแหละเอาไปให้ คุณอชิระเป็นถึงลูกชายเพื่อนสนิทของพ่อแกเลยนะ แกเป็นเจ้าของบ้านก็ต้องดูแลแขกให้มันดี ๆ สิ”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน” มนต์นภาจำใจรับแก้วน้ำดื่มจากนวลนิจอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“ในสวนแถว ๆ น้ำพุ”
หลังจากได้ยินดังนั้น หญิงสาวไม่รอช้าตรงไปยังจุดหมายปลายทาง และได้พบกับอชิระอย่างที่แม่บอก ซึ่งอีกคนมีสภาพไม่ค่อยสู้ดีนัก
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มหันไปบอกพร้อมเผยยิ้มเล็กน้อย
“ดื่มน้ำก่อนสิคะ” เธอยื่นแก้วน้ำดื่มให้เขา อชิระไม่รอช้ารับมาดื่มพรวดจนหมด
“ขอบใจนะ”
“เอ่อ คุณไม่ค่อยสบายเหรอคะ” ถามพลางกวาดสายตามองคนตัวโตอย่างเป็นห่วง
“ไม่เชิงหรอกครับ เมื่อกี้ผมดื่มเหล้าเยอะไปหน่อย ก็เลยรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย”
“อ๋อค่ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างเข้าใจ โดยไม่เปล่งประโยคใดมากนัก
“มนต์นภาใช่ไหม” ใบหน้าคมคายเหลือบมองคนตัวเล็ก
“รู้จักมนต์ด้วยเหรอ” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้จักตัวเอง
“รู้สิครับ ก็ผมเป็นเพื่อนมุกและครอบครัวของพวกเราสนิทกัน ผมเคยเห็นคุณอยู่หลายครั้ง” ถึงนี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายก็ตาม แต่ใช่ว่าจะไม่เคยเจอหญิงสาวสักหน่อย
“อย่างนี้นี่เอง”
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว” พูดพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนชายหนุ่มจะรู้สึกร้อนวูบวาบและเหงื่อไหลเยอะ ร่างกายมีความปรารถนาอย่างรุนแรง หนำซ้ำปวดหนึบบริเวณท่อนลำ
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
สภาพของชายหนุ่มในตอนนี้ ทำเอาอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงรีบพุ่งไปหาอีกคนอย่างรวดเร็ว แต่ไม่วายถูกเขาผลักออกเต็มแรง
“เธอใส่อะไรลงไปในน้ำให้ฉันดื่ม” สรรพนามที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาจ้องเธอแตกต่างไปจากเดิม ทำเอามนต์นภาสับสนไม่น้อย
“เปล่านี่คะ มนต์ไม่ได้ใส่อะไรลงไปทั้งนั้น” ใบหน้างามส่ายหัวไปมาอย่างเชื่องช้า พยายามอธิบายให้อีกคนเข้าใจ
“โกหก!!” เอ่ยบอกพลางทรุดกายนั่งลงบนพื้นหญ้า
“ไปพักก่อนเถอะนะคะ” แม้ว่าอีกคนจะต่อต้านแค่ไหน เธอยังคงช่วยประคองชายหนุ่มไปยังจุดหมาย
สถานที่เธอเลือกพาไป คือเรือนหลังเล็กของตนเองเพราะเป็นที่ใกล้ที่สุด อีกทั้งไม่อยากให้ใครเห็นเขาในสภาพนี้ กลัวจะทำให้แขกในงานแตกตื่นเปล่า ๆ
ทันทีที่มนต์นภาประคองเขานอนลงบนเตียง ไม่วายถูกคนตัวโตคว้าท่อนแขนเล็ก แล้วกดเธอลงกับที่นอนพร้อมตรึงแขนเรียว
“จะทำอะไรคะ” สายตาของอีกคนมองเธอ เปรียบเสมือนสัตว์ป่ากำลังจ้องอาหารแสนโอชะ วินาทีนี้รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย
“...” ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากปากหยัก เขาประทับจูบลงบนกลีบปากอวบอิ่ม ดูดด่ำอย่างคนหิวกระหาย ขณะเดียวกันหญิงสาวพยายามขัดขืนสุดฤทธิ์ สุดท้ายอ่อนระทวยให้จูบเร่าร้อนของคนเหนือร่าง
“อื้อ” เสียงหวานครางต่ำในลำคอ วินาทีนี้รู้สึกเหมือนสติเลือนราง จนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
“เธอต้องรับผิดชอบ” เอ่ยบอกหลังจากถอนจูบ นัยน์ตาดำขลับกวาดมองทั่วร่างอรชรอย่างคนหิวกระหาย
“ตั้งสติหน่อยสิคะ” ก่อนทุกอย่างจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เธอต้องหยุดทุกอย่างให้ได้ มือเล็กทั้งสองข้างประคองใบหน้าหล่อเหลาอย่างอ้อนวอน
ชายหนุ่มเลือกจะไม่ตอบคนตัวเล็ก เขารวบแขนขาวเนียนขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นอย่างอดใจไม่ไหว
“อย่าทำแบบนี้นะคะ ” เธอดิ้นพล่านไปมาใต้กายแกร่ง ด้วยความหวังว่าจะหนีรอดจากสถานการณ์นี้ ทว่าอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของเขาทำให้ยากจะยับยั้ง
ฝ่ามือหยาบกร้านสอดเข้าใต้กระโปรง แล้วเลื่อนไปหยุดยังกลีบกุหลาบงดงามพลางแหวกชั้นในไปด้านข้าง ก่อนส่งนิ้วยาวเข้าออกในโพรงอ่อนนุ่ม
“อื้อ อ๊ะ พอเถอะ”
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมนต์นภาไม่อาจต้านทานต่อการกระทำของอีกคน เธอปล่อยให้ร่างกายเคลิ้มไปพร้อมความปรารถนาของเขา
อชิระใส่ความเป็นชายเข้าออกในตัวเธอไม่ยั้ง เพื่อต้องการระบายความใคร่ไปพร้อมกับคนตัวเล็ก ความรู้สึกตอนนี้ช่างรุนแรงยิ่งนัก
“อื้อ อ๊ะ ทรมานเหลือเกิน” จากตอนแรกต้องการผลักอีกคนออกห่าง ทว่าตอนนี้กลับเรียกร้องให้เขาสัมผัสเต็มที่ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำตัวเองเป็นอะไรกันแน่ เพราะเพิ่งเคยมีประสบการณ์เร่าร้อนเป็นครั้งแรก
เขาจับเธอให้อยู่ในท่าคลาน จากนั้นส่งเอ็นร้อนอุ่นเข้าในกลีบดอกไม้ ไม่รอช้าร่อนเอวสอบเข้าออกในตัวเธอ
“อื้อ เสียวเหลือเกิน” เธอเม้มริมฝีปากเข้าหากัน พยายามกลั้นเสียงร้องอันน่ารังเกียจ แต่ไม่วายดังเล็ดลอดอยู่ดี
กว่าอชิระจะยอมปล่อยมนต์นภาเป็นอิสระ หญิงสาวก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
เสียงคลื่นกระทบเข้าหาดทราย ทำคนกำลังยืนชมวิวรู้สึกผ่อนคลายเหลือเกิน หลายปีแล้วที่เธอยังคงใช้ชีวิตร่วมกับอชิระอย่างมีความสุขแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานหลายปี แต่สำหรับมนต์นภารู้สึกว่าทุกอย่างเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง“นี่เรากับพี่อชิเดินทางมาถึงขนาดนี้เลยเหรอ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนหมุนตัวไปมองลูกทั้งสอง ที่กำลังก่อทรายสร้างปราสาท“ท่าทางสนุกเชียว” เธอยืนมองลูกอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปรบกวน ปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นกันอย่างเพลิดเพลินไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ที่มนต์นภายังคงยืนมองดูบรรยากาศรอบกายพร้อมฟังเสียงคลื่น“ยืนทำอะไรคนเดียวตั้งนานครับ” กายแกร่งของอชิระเดินมาสวมกอดจากด้านหลัง ก่อนจะกดจูบแก้มนุ่มหนัก ๆ“ทำอะไรคะเนี่ย เดี๋ยวลูกก็เห็นหรอก” ว่าแล้ว เหลือบมองลูกทั้งสองที่ยังคงสนุกกับการเล่นเหมือนเดิม“ไม่หรอกครับ”“นานแล้วนะคะเราอยู่อย่างนี้” เอ่ยบอกพลางมองคลื่นน้ำทะเลตรงหน้า“นั่นสิ นานแล้วนะที่เรายังอยู่ด้วยกันแบบนี้ พี่ขอบคุณมนต์จริง ๆ นะ”ถ้าหากในอดีตเธอไม่ยอมยกโทษให้เขา แทบไม่อยากจินตนาการเลยชีวิตของเขาจะเป็นยังไง ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ ที่ยอมเลือกเขาอีกครั้
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน นับตั้งแต่มนต์นภาย้ายกลับมาอยู่กับอชิระ มีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย ชายหนุ่มดูแลและเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ทำเอาเธอมีความสุขมากจนแทบล้นในทุกวันตอนเช้า หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย มนต์นภากับนทีจะเดินไปส่งอชิระที่หน้าบ้านเป็นประจำ ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นยิ่งนัก“ตั้งใจทำงานนะคะ”“ทำไงดีล่ะ พี่ไม่อยากไปทำงานเลย”“เอาอีกแล้วนะคะ” หญิงสาวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เธอเริ่มจะชินกับท่าทางของอีกฝ่ายแล้ว ก่อนไปทำงานเขามักจะงอแงประจำ“ก็พี่ไม่อยากห่างจากมนต์นี่ครับ”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตอนเย็นเดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว” มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสแก้มสาก ราวกับต้องการส่งความอบอุ่นให้แก่เขา บ่งบอกให้รับรู้ว่าเธออยู่ตรงนี้เสมอและรอคอยตลอด“พี่จะรีบกลับมานะครับ”“ค่ะ” พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมส่งยิ้มอ่อน ๆ“พ่อไปก่อนนะนที” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบหัวเล็ก ๆ ด้วยความรัก“บ๊ายบาย” มือเล็ก ๆ โบกมือลาผู้เป็นพ่อ ขณะฉีกยิ้มกว้างก่อนหมุนตัวเข้าไปข้างในบ้าน ปล่อยให้มนต์นภากับอชิระอยู่ด้วยกันตามลำพัง“งั้นพี่ไปแล้วจริง ๆ นะครับ”“ค่ะ ๆ รีบไปเถอะเดี๋ยวก็สายหรอก” เธอถึงกับส่ายหัวไปมาอย่างเอ็นดูกับท่า
แสงแดดในยามเช้ากระทบมายังปลายเตียง นกตัวน้อยส่งเสียงร้องเบา ๆ นอกหน้าต่าง ทำให้คนที่เหนื่อยล้าจากการเดินทาง ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นด้วยอาการงัวเงีย“อื้อ” มนต์นภายันกายลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตามองหาคนตัวโตกับลูกชายตัวน้อย ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำมนต์นภายืนจ้องตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ ก่อนจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านเข้ามา ไม่คาดคิดเลยตัวเองจะได้กลับมาบ้านหลังนี้อีก ราวกับทุกอย่างคือความฝันใบหน้าหวานก้มมองท้องแบนราบ ยกมือเรียวลูบเบา ๆ การตั้งท้องลูกคนที่สองเกิดขึ้นเร็วมาก เกินที่เธอจินตนาการไว้เยอะทีเดียว ถึงกระนั้นมีความสุขเหลือเกินเธอแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ปรารถนาอยากสร้างครอบครัวอบอุ่น และมีคนรักเคียงข้าง“ขอบคุณที่มาหาพวกเรานะ” เอ่ยบอกกับทารกน้อยในครรภ์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มหลังจากจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จ จึงออกไปแต่งตัวและไปหาลูกกับสามี“ตื่นแล้วเหรอครับ ท่าทางจะเพลียมากเลยสินะ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายคนตัวเล็กพร้อมเดินไปหยุดตรงหน้าเธอ“ขอโทษที่ตื่นสายนะคะ”“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจดีว่ามนต์เหนื่อย” เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หวังให้เธอคลายความกังวล“พี่อชิกับลูกกินอะไรยั
หญิงสาวใช้เวลาทำกับข้าวสักพักใหญ่ ๆ พอเสร็จเรียบร้อยก็มากินมื้อเที่ยง โดยไม่ทันได้พูดคุยกับอชิระสักประโยค เพราะเธอค่อนข้างยุ่งกว่าจะได้คุยกันก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ เนื่องจากมนต์นภาต้องพาลูกชายเข้านอน หลังจากนั้นก็ให้ป้าแม่บ้านเลิกงานก่อนเวลา จนกระทั่งเหลือเธอกับเขาแค่สองคนท่ามกลางความเงียบในห้องโถง ต่างฝ่ายต่างไม่เปล่งคำพูดใด ทำราวกับกำลังชั่งใจถึงสิ่งที่จะพูดนับจากนี้อชิระเหลือบมองกรอบหน้าสวย เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ จากนั้นเอ่ยพูดในสิ่งที่ปรารถนา“ให้โอกาสพี่สักครั้งเถอะมนต์”“ค่ะ”“ห๊ะ” คำตอบสั้น ๆ ของคนตัวเล็ก ส่งผลให้อชิระอึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาแหงนมองคนตรงหน้าอย่างงุนงงสุดขีด“เมื่อกี้มนต์พูดว่าไงนะครับ” ถามเสียงสั่น ๆ ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ“เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะ”ประโยคจากริมฝีปากอมชมพู ทำให้อชิระโผกอดคนตัวเล็กอย่างดีใจ“ขอบคุณนะครับ”“...” ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากปากนุ่ม หญิงสาวหลับตาพริ้มพร้อมยกแขนเรียวโอบกอดเขาตอบเธอคิดดีแล้วว่าหลังจากนี้จะเลิกผลักไสคนตัวโต เนื่องจากรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินกับการพยายามทำเป็นไม่รักเขา ที่สำคัญคือเธออยากให้ลูกได้รับความอบอุ่นจากคนเป็นพ่อ จึงไม่
จูบที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน ส่งผลให้มนต์นภาอ่อนระทวยง่ายดาย ทั้งที่สมองสั่งการให้ผลักเขาออกห่าง แต่ร่างกายกลับตอบสนองเขาเป็นอย่างดี หนำซ้ำความปรารถนาเริ่มพลุ่งพล่านมากขึ้น“อื้อ” เสียงหวานครางต่ำในลำคอพร้อมหลับตาพริ้ม ก่อนจะตอบรับจูบจากเขาเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กว่ามนต์นภาจะรู้สึกตัวอีก
นับตั้งแต่มนต์นภาออกไปเที่ยวกับน้องสาว ก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ซึ่งยังไร้วี่แววว่าเธอจะกลับมาเมื่อไร อชิระถึงขั้นอยู่ไม่เป็นสุขเอาแต่เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย สลับกับการชะโงกหน้ามองไปที่ประตูรั้วเป็นระยะ“เมื่อไรจะกลับมาสักที จะเที่ยวถึงเมื่อไรกันแน่”ผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ เสียงรถแล่นจอดนอกรั้วบ้าน
ยามค่ำคืนปกคลุมทั่วออฟฟิศ ร่างเล็กของมนต์นภายังคงก้มหน้าก้มตาสะสางเอกสารท่ามกลางความเงียบสงัด“ในที่สุดก็เสร็จสักที” เธอบิดกายไปมาเพื่อไล่อาการเมื่อยล้าออกจากร่างกาย หลังจากเคลียร์งานชิ้นสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย“เกือบสองทุ่มแล้วเหรอ” ดวงตากลมโตเหลือบมองนาฬิกาตั้งโต๊ะ ไม่รอช้าจัดการเก็บข้าวของใส่กระเป
ตลอดทั้งวันมนต์นภาขังตัวเองอยู่ในห้อง ทำเอาอชิระร้อนใจเป็นอย่างมาก กระสับกระส่ายแทบนั่งไม่ติดโซฟา เขาเอาแต่เดินวนไปมาภายในห้องโถงไม่เข้าใจเหมือนกันตนเองเป็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงร้อนรุ่มในอกอย่างนี้แทบอยู่ไม่เป็นสุข“จริงด้วยสิ” อชิระฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ ไม่รอช้าต่อสายหาใครคนหนึ่ง เมื่อคนปลายสายกดรับ