Partager

บทที่​17 หย่า

ทางฝั่งเยว่ซินหลังจากที่มีนักฆ่าเข้ามาลอบสังหารบุตรชายของนางในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา โชคดีที่ไม่เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียดังกล่าวขึ้น ที่น่าแปลกใจคือหนังสือจ้างวานฆ่านี้ได้ชี้ชัดว่าเป็นฝีมือของหวงลู่เอินหรือฮูหยินรองคนรักของจางเลี่ยงหวง เยว่ซินนั้นไม่มีเรื่องราวข้องเกี่ยวกับอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก แต่หากว่าแรงจูงใจของการกระทำนี้คือนางต้องการผลักดันบุตรชายของนางขึ้นเป็นผู้สืบทอดของตระกูลแทนจางหนิงอ้ายผู้เป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลจางสายหลักแล้วย่อมเป็นไปได้เช่นกันทั้งสิ้น

แต่แล้วอย่างไรเล่า? จางเลี่ยงหวงสามีของนางก็คงไม่เชื่อต่อหลักฐานที่มีอยู่และคงเข้าข้างคนรักของตนเฉกเช่นทุกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนิงอ้ายถูกรังแกและโดนทำร้าย ต่อให้นางมีหลักฐานเพียงใดสามีของนางไม่เคยลงโทษหรือเอาผิดเลยซักครั้ง เยว่ซินหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าของตนที่อยู่ในช่องลับบนหัวเตียงขึ้นมาพร้อมกับเปิดอ่านอีกครั้งพลันย้อนคิดไปถึงอดีตเมื่อครั้งก่อนที่นางเข้ามาเป็นฮูหยินเอกของตระกูล

ชื่อเสียงของจางหนิงอ้ายบุตรชายของนาง ผู้คนทั้งที่อยู่ในเหตุการณ์ในพิธีปลุกพลังวิญญาณเมื่อเจ็ดปีก่อนต่างมีการร่ำลือไปอย่างเสียหาย บ้างว่าคุณชายใหญ่หนิงอ้ายเป็นสวะของตระกูลจาง หากไม่ได้เกิดเป็นคุณชายคนเเรกจากฮูหยินเอกป่านนี่ตำแหน่งว่าที่ผู้สืบทอดของตระกูลจางย่อมเป็นของคุณชายรองจางเหยากวงไปเสียเเล้ว ด้วยเพราะความที่คุณชายรองห่างจากคุณชายใหญ่ไม่ถึงปี และมีหน้าตาถอดมาจากเลี่ยงหวงผู้เป็นบิดาเสียส่วนใหญ่อีกทั้งเป็นผู้ฝึกตนที่มีสองพลังธาตุเป็นถึงศิษย์สายในของผู้อาวุโสในสำนักศึกษาผิงอานเพียงเท่านี้ย่อมทำให้เป็นที่เชิดหน้าชูตากว่าคุณชายใหญ่จางหนิงอ้ายยิ่งแล้ว

ที่ผ่านมาเยว่ซินได้สอนตำราความรู้ศาสตร์ทั้งสี่ของสตรีรวมไปถึงการใช้อาวุธเพื่อสำหรับในการต่อสู้ป้องกันตัวเองได้ให้แก่หนิงอ้าย ไม่ว่าจะเป็นการยิงธนูการใช้มีดสั้นรวมไปถึงการฝึกกระบี่ เยว่ซินตั้งใจไว้ว่าถึงแม้บุตรของตนจะไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณผู้ฝึกตน แต่ก็สามารถฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายได้เช่นกัน

จนเมื่อวันเวลาผันผ่านจนในตอนนี้บุตรของนางอายุสิบห้าปีซึ่งถือว่าเติบโตขึ้นอย่างสง่างามเป็นที่น่าภูมิใจอย่างยิ่ง ตลอดหนึ่งปีมานี้นางแทบจะไม่ได้พูดคุยกับเลี่ยงหวงเลยด้วยซ้ำหากไม่มีเรื่องจำเป็น เเต่ถึงอย่างไรการดูแลความเรียบร้อยของจวนรวมไปถึงการดูเเลตรวจสอบร้านค้ากิจการในตระกูลจางนางมักจะนำสมุดบัญชีกิจการต่าง ๆ มาตรวจสอบในทุกเจ็ดวันอย่างสม่ำเสมอ

การตัดสินใจในตอนนี้นั้นง่ายยิ่งขึ้นหลายเท่าในความรู้สึก เมื่อหนิงอ้ายกับลู่ซีออกไปจากเรือนแล้ว เยว่ซินจึงได้ปรึกษากับหรันหรูผู้เป็นสหายสนิทของตนรวมไปถึงท่านจางปินสามีของสหายของนางถึงความเป็นไปหลังจากนี้ เมื่อทั้งสองได้รับรู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบจึงได้เอ่ยออกมาเพียงเเต่ว่าการตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเยว่ซินเท่านั้น บางทีหนทางที่ตัดสินใจเลือกอาจจะดีกว่าตอนนี้และอาจส่งผลดีกับหนิงอ้ายเสียด้วยซ้ำ นางจึงฝากฝังให้ทั้งสองจัดเตรียมความพร้อมต่าง ๆ ในการเดินทางกลับแคว้นเต่าดำในวันพรุ่งนี้ ส่วนนางตั้งใจไปหาจางเลี่ยงหวงสามีของนางเพื่อพูดคุย แน่นอนว่านางไม่ลืมที่จะนำสัญญาจ้างวานฆ่าของมือสังหารเมื่อคืนติดมือไปด้วย

จวนของตระกูลจางกว้างขวางพอ ๆ กับจวนของตระกูลหวังของนางที่แคว้นเต่าดำ ดังนั้นระยะทางไปกลับจากเรือนเล็กท้ายจวนที่นางพักอาศัยกับเรือนหลักที่อดีตสามีของนางนั้นอยู่ย่อมใช้เวลาเดินทางไม่น้อย เยว่ซินค่อยย่ำเท้าเดินเพื่อซึมซับความทรงจำที่นางเคยอยู่ในจวนนี้ให้มากที่สุดเเต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คาดคิดว่าจะเจอใครบางคนด้วยซ้ำ

''ไม่คิดเลยว่าจะได้พบเจอกับฮูหยินเอกในวันนี้ สบายดีหรือไม่เจ้าคะ?'' ฮูหยินรองหรือหวงลู่เอินคนรักของสามีเอ่ยทักขึ้นคล้ายกับว่าเป็นเหตุการณ์ที่บังเอิญยิ่ง

''มีอะไรก็พูดมา ตรงนี้ไม่มีคนรักของเจ้าอยู่ด้วยไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากจอมปลอมคุยกับข้า!!'' เยว่ซินเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใด

''อย่ามาทำเป็นรู้จักข้าขนาดนั้นนางแพศยาหวัง ข้าละเกลียดเจ้ายิ่งนัก!!'' หวงลู่เอินสบถออกมาคล้ายกับว่าสะกดอารมณ์ไม่อยู่

''ข้าจำได้ว่าไม่เคยเอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเจ้าเปรียบดังน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลองฉันนั้น ข้าว่าที่แท้จริงปัญหานี้คงอยู่ที่ตัวเจ้าเสียเเล้วละฮูหยินรองหวง เเต่ข้าขอเตือนสติเจ้าอย่าล้ำเส้นข้าไปมากกว่านี้!!!''

''ที่ผ่านมาข้าไม่ตอบโต้เเต่เจ้าคงรู้ถึงเหตุผลข้อนั้นเป็นอย่างดี เจ้าคงไม่ลืมเลือนไปแล้วใช่หรือไม่? ว่าข้าผู้นี้สามารถทำอะไรได้บ้าง...'' เยว่ซินกล่าวทิ้งท้ายอีกครั้ง พร้อมกับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

หวงลู่เอินตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมานางได้ใช้สิ่งติดค้างที่จางเลี่ยงหวงมีให้แก่นาง ทำให้นางหลงระเริงไปโดยลืมคิดไปว่าหวังเยว่ซินขึ้นชื่อในเรื่องของฝีมือเป็นที่ยอมรับแม้กระทั่งผู้ฝึกตนด้วยกัน ในการประลองแคว้นครั้งนั้นนางสามารถติดห้าอันดับเเรกและสามารถก้าวเข้าสู่ทำเนียบเสาหลักของยุทธภพ ไหนจะเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่อันได้แก่ตระกูลหวังหนึ่งในสี่ของแคว้นเต่าดำ หากเยว่ซินไม่ได้แต่งงานกับเลี่ยงหวงคงไม่ถอนตัวจากทำเนียบสุดยอดรุ่นเยาว์ดังกล่าวง่าย ๆ เสียด้วยซ้ำ

นี่นาง..นี่นางพึ่งทำอะไรลงไปกัน? หวงลู่เอินได้เเต่คิดย้ำอยู่ในจิตใจอย่างเหม่อลอย...

เยว่ซินเดินแยกตัวออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะหากว่านางยังยืนฟังที่หวงลู่เอินคนรักของสามีกล่าวถ้อยคำน่ารังเกียจออกมาอีกเพียงนิดคงอดกลั้นไม่ไหวที่จะฝากรอยมือบนใบหน้านางให้สาสมใจเป็นแน่ นางไม่ใช่เป็นสตรีที่เรียบร้อย นางเพียงรู้จักการวางตัวให้สมกับคุณหนูตระกูลหวังของแคว้นเต่าดำเท่านั้นและเลือกปฏิบัติกับคนที่นางรู้สึกเป็นมิตรด้วยความจริงใจ

เเต่สำหรับคนที่น่ารังเกียจและเสแสร้งบางครั้งการใช้ปากพูดด้วยย่อมไม่ได้ผลตรงใจเท่าไหร่ หากเยว่ซินนางไม่กลัวว่าจะมีปัญหาตามมาเกี่ยวพันภายหลังนางคงจะจะเอาคืนไม่น้อย ได้แต่หวังว่าคำเตือนที่นางเอ่ยไปจะทำให้สมองอันน้อยนิดของอีกฝ่ายคิดได้ หาไม่เป็นเช่นนั้นต่อให้ต้องมีปัญหากับตระกูลหวงของนางก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องกังวลใจ

เย่วซินเดินไปตามทางเรื่อย ๆ แม้ไม่ได้ออกจากเรือนเล็กท้ายจวนมานานก็จริง ทุกเส้นทางนางย่อมจดจำได้แม้กระทั่งความรู้สึก ความทรงจำแม้ว่าจะทุกข์มากกว่าสุขเเต่อย่างไรก็เป็นสิ่งที่นางเลือกตัดสินใจด้วยตนเองตั้งเเต่เเรกกว่าจะรู้ตัวอีกทีนางก็เดินไปถึงเรือนหลักในจวนเสียเเล้ว

''ท่านฝู่หรงฝากแจ้งกับท่านประมุขได้หรือไม่ว่าข้ามีเรื่องจะพูดคุยด้วยเจ้าค่ะ...'' เยว่ซินเมื่อเห็นบ่าวรับใช้คนสนิทของสามีจึงเอ่ยไหว้วานให้เป็นธุระให้

''ขอรับฮูหยินเอก วันนี้ท่านประมุขไม่มีภารกิจต้องไปสำนักศึกษาพอดีข้าจะเข้าไปแจ้งให้นะขอรับ!!'' ฝู่หรงเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยรับปากออกไป พร้อมกับสังเกตฮูหยินเอกของเจ้านายตนไม่ว่ากี่ครั้งที่ได้มองก็มักจะเต็มไปด้วยความงดงามอันเป็นที่หนึ่งไม่อาจเป็นสองได้ กริยามารยาทเรียบร้อยสมกับเป็นบุตรตรีของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้น

แม้จะไม่ได้พบเจอมาเกือบสองปีเเต่ใบหน้างามของฮูหยินเอกกลับดูสดชื่นเบิกบานใจอีกครั้งเหมือนกับในวันเเรกที่ได้ก้าวเข้ามาในจวนตระกูล เขาเองก็อดที่จะสงสัยไม่น้อยว่าใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขได้แปรเปลี่ยนมาเป็นใบหน้าที่เฉยชามานานเเค่ไหนกัน เเต่เมื่อคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนจึงรีบโค้งคำนับและเข้าไปแจ้งนายของตนโดยทันที ฝู่หรงหายไปสักพักหนึ่งแล้วออกมากล่าวเชิญตัวเยว่ซินให้เข้าไป

''เชิญฮูหยินเอกที่ด้านในเลยขอรับ ท่านประมุขรอท่านอยู่'' แม้จะเเปลกจอยู่บ้าง เเต่ใบหน้างามกลับนิ่งสงบสองเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งตรงไปยังห้องทำงานเมื่อเข้าไป เห็นเป็นสามีของตนกำลังก้มหน้าทำงานจึงเอ่ยทักขึ้น

''จางเย่วซินคำนับท่านประมุขข้ามีเรื่องจะแจ้งขอรบกวนเวลาสักครู่นะเจ้าค่ะ'' เลี่ยงหวงเมื่อได้ยินดังนั้นแม้จะรู้สึกไม่ค่อยพอใจคำเรียกที่ดูเหินห่างที่ภรรยาใช้กับตนเเต่เมื่อได้ยินเสียงหวานนุ่มหูที่ตนไม่ได้ยินมานานแล้วจึงเงยหน้ามองใบหน้างดงามของฮูหยินเอกของตน

''งานข้าไม่ได้สำคัญอะไรมากเจ้ามีอะไรก็พูดมาเถอะซินเอ๋อร์...'' เมื่อได้ยินดังนั้นเยว่ซินจึงรวบรวมความกล้าที่ตนมีอยู่ทั้งหมดและเอ่ยออกไปว่า

''ท่านจำเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาได้หรือไม่?? ที่หนิงอ้ายบุตรของข้าจมน้ำเเต่ท่านไม่มีการสั่งลงโทษใดใดทั้งสิ้นเเต่เอ่ยว่าจะมอบสิ่งที่ข้าปรารถนาให้หนึ่งประการเป็นการทดเเทน...''

''ข้าย่อมจำได้ผู้นำที่ดีย่อมกล่าวเเล้วไม่คืนคำ'' เลี่ยงหวงเอ่ยตอบไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแม้ในใจตอนนี้นั้นเขาหวาดกลัวสิ่งที่จะได้ยินในประโยคถัดไปจากภรรยาของตนยิ่งนัก

''คำขอหนึ่งประการที่ท่านติดค้างข้าในวันนั้น ข้าต้องการเพียงอิสระของข้าและบุตรชายพวกข้าทั้งสองจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลจางและจะไม่รับตำแหน่งและทรัพย์สินของตระกูลจางทั้งสิ้นสิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงใบหย่าของข้าและท่าน รบกวนประกาศให้เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วกันถึงแม้ว่าท่านจะไม่รักข้าและบุตรชายของข้าแต่ขอท่านให้เกียรติพวกเราสองคนแม่ลูกด้วยลูกของข้านั้นจมอยู่กับคำด่าทอและคำดูถูกมานานเกินไปแล้ว...''

''สุดท้ายสิ่งที่ข้าอยากจะบอกกับท่านนั่นคือหากว่าข้าเลือกที่จะย้อนเวลากลับไปได้ข้าจะย้อนกลับไปในการประลองของแคว้นในครั้งนั้นที่ทำให้ข้าได้พบกับท่าน ข้าจะเลือกที่จะไม่เข้าร่วมการประลองและเลือกที่จะไม่รู้จักท่าน ข้าจะเลือกเชื่อฟังคำเตือนของบิดามารดาของข้ามากกว่านี้และขอให้ท่านรับรู้ไว้ว่าข้าไม่เคยหมดรักท่าน เพียงเเต่ว่าทุกวันนี้ข้ามีคนที่ข้ารักมากกว่าท่านนั้นคือหนิงอ้ายบุตรของข้าเท่านั้น...''

''ข้าจะออกเดินทางกลับตระกูลหวังแคว้นเต่าดำในวันรุ่งขึ้น ฝากท่านจัดการใบหย่าและประกาศให้ผู้คนได้รับรู้กันโดยทั่วด้วยเถิด จะได้ไม่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกเเล้วนี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าหวังว่าท่านจะทำให้หนิงอ้ายทำหน้าที่ให้สมกับเป็นบิดาของเขาสักครั้ง...'' กล่าวจบเยว่ซินจึงส่งใบสัญญาจ้างในมือของตนวางตรงหน้าของจางเลี่ยงหวงอีกทั้งถอดปิ่นปักผมบนศรีษะของนางวางไว้ตรงหน้าคู่กัน

เยว่ซินตั้งใจว่าในวันรุ่งขึ้นนางจะออกเดินทางกลับตระกูลหวังให้เร็วที่สุด แม้ว่าแคว้นหงส์แดงและแคว้นเต่าดำบ้านเกิดของนางจะมีอาณาเขตติดกันเสมือนบ้านพี่เมืองน้อง เเต่เนื่องจากตระกูลจางและตระกูลหวังทั้งสองตระกูลต่างเป็นหนึ่งในสี่ของตระกูลใหญ่ของแคว้นทั้งคู่จึงทำให้จวนของตระกูลจะอยู่ตรงบริเวณใจกลางของแคว้นที่เป็นศูนย์กลางการปกครอง

อีกเหตุผลที่นางอยากเดินทางให้เร็วที่สุดก็ด้วยเพราะกลัวว่าหากนางประวิงเวลาไปมากกว่านี้จะยิ่งเปิดโอกาสให้นักฆ่ารับจ้างลอบเข้ามาในเรือนอีกครั้ง แม้จะไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้นด้วยเพราะว่าผู้ที่อาศัยในเรือนหลังเล็กนี้ทั้งนางและบ่าวรับใช้คนอื่น ๆ ต่างเป็นวรยุทธเป็นผู้ฝึกตนกันทั้งสิ้นและด้วยความประมาทย่ามใจของพวกมันที่คิดว่าบุตรชายของนางไม่ใช่ผู้ฝึกตน อีกทั้งยังร่างกายอ่อนแอจึงส่งนักฆ่าฝีมือดีเพียงไม่กี่คน หากว่าพวกมันไม่ได้กลับไปรายงานผลภารกิจย่อมทำให้พวกมันแปลกใจและต้องส่งนักฆ่ามาเพิ่มเป็นแน่

คืนที่ผ่านมานางรับรู้ได้ว่าบุตรของนางมีฝีมือไม่ด้อยกว่าผู้ใด เเต่ถึงอย่างไรนางย่อมป้องกันไว้ก่อนดีกว่า นางมีเพียงบุตรคนเดียวซึ่งก็คือหนิงอ้าย แน่นอนว่าเยว่ซินไม่พร้อมที่จะเสียเด็กหนุ่มไปเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่านางจะถูกไล่ให้มาอยู่เรือนเล็กท้ายจวนและถูกยึดอำนาจของฮูหยินใหญ่ของตระกูลจางเกือบทั้งหมดก็จริง เเต่การจัดการสมุดบัญชีของตระกูลจางและกิจการของตระกูล รายรับ รายจ่ายต่าง ๆ เลี่ยงหวงอดีตสามีของนางยังคงไว้ใจให้นางทำหน้าที่ดูเเลตรงนี้อยู่เสมอ

นางไม่มีความจำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอีกฝ่ายเเล้ว เยว่ซินตั้งใจคืนทุกสิ่งที่นางได้ดูเเลตั้งเเต่ก้าวเข้ามาในตระกูลจางแห่งนี้ นั่นคือสมุดบัญชีค่าใช้จ่ายของตระกูลจาง รวมไปถึงสมุดบัญชีของกิจการต่าง ๆ ที่ปกตินางมักจะให้พ่อบ้านของตระกูลนำมาให้ตนตรวจสอบในทุกเจ็ดวัน อีกทั้งยังมีตราประจำตัวของฮูหยินใหญ่ตระกูลจางที่นางเคยครอบครองมาหลายสิบปี ตอนนี้คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องคืนให้แก่อดีตสามีเพื่อที่เขาจะได้ส่งมอบให้สตรีที่ตนรักจริง ๆ ไม่ใช่มอบให้สตรีเช่นนางที่ถูกตบแต่งเข้ามาด้วยความเหมาะสมดั่งเช่นนาง…

เลี่ยงหวงเห็นปิ่นปักผมก็จดจำได้ว่าเป็นปิ่นที่เขาแกะสลักด้วยตนเองเพื่อมอบให้อีกฝ่ายพร้อมกับคำสัญญาในวันวานเเต่มาในวันนี้นอกจากที่ตนจะไม่สามารถทำตามคำสัญญาได้แล้วกลับทำร้ายความรักความเชื่อใจของนาง เลี่ยงหวงแม้จะเห็นว่าเยว่ซินเดินออกไปแล้วแต่กลับไม่กล้าเรียกนางเสียด้วยซ้ำ...

เขารู้

เขารู้ดีเสมอ...

เยว่ซินเป็นสตรีที่ไม่เหมือนผู้ใดที่ตนรู้จักแม้นางจะเป็นสตรีที่มีความเพียบพร้อมไปทั้งหน้าตาชาติตระกูล สิ่งที่ทำให้เลี่ยงหวงสนใจในตัวนางคือความเด็ดขาด เมื่อนางเลือกทำสิ่งใดเเล้วย่อมหมายความว่านางได้คิดอย่างถี่ถ้วนและไม่มีทางเปลี่ยนใจ

'' ท่านทะเลาะกันอีกแล้วเช่นนั้นหรือขอรับ?'' ฝู่หรงที่รออยู่ทางด้านนอกตนจึงไม่ได้ยินเสียงที่นายท่านสองของคนพูดคุยกัน เเต่เมื่อเห็นฮูหยินเอกออกไปด้วยอาการดังกล่าวก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ถึงแม้สถานะของตนคือบ่าวรับใช้คนสนิท แต่เลี่ยงหวงจะคอยบอกเสมอว่าเราทั้งสองเป็นดั่งสหายกันเมื่ออยู่กันสองคนไม่จำเป็นต้องมากพิธี

''ผิดที่ข้าเองฝู่หรงข้าทำพลาด ทำพลาดไปอีกแล้ว....'' เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เจ็บปวดเช่นนั้นฝู่หรงจึงเงยหน้าขึ้นมองเลี่ยงหวงและเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นคล้ายกับมีอายุขึ้นมาหลายสิบปี

''เยว่ซินนางมาทวงสัญญา นางขอหย่าและให้ประกาศออกไปให้คนรับรู้กันโดยทั่ว นางไม่เอาข้าเเล้ว เจ้าได้ยินรึไม่!!'' เลี่ยงหวงเอ่ยออกมาด้วยจิตใจที่เจ็บปวด

นี่เขาไม่ได้ร้องไห้มานานเท่าใดกัน? เลี่ยงหวงไม่เข้าใจว่าตนทำพลาดตอนไหนจึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเยว่ซินถึงจุดสิ้นสุดเช่นนี้ได้

''ม้วนกระดาษในมือของนายท่านเป็นสิ่งใด? ข้าเห็นสิ่งนี้ฮูหยินเอกนำติดตัวเข้ามาด้วยตอนขอพบกับท่าน…'' เลี่ยงหวงได้ยินฝู่หรง จึงทำการดึงม้วนกระดาษออกมาและตกใจไม่น้อยกับเนื้อหาในม้วนกระดาษนั้น

''สัญญาจ้างวานฆ่าเป้าหมายคือจางหนิงอ้าย? นี่มันอะไรกันทำไมข้าไม่รู้เรื่องนี้!!'' เมื่อกล่าวจบสายตาของเลี่ยงหวงได้เเต่จ้องมองม้วนกระดาษในมือของตนอย่างเงียบ ๆ โดยที่ฝู่หรงไม่สามารถคาดเดาผู้เป็นนายของตนได้...

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   ( -จบเล่ม ปฐมบท 3.2- ) บทที่ 174 ความวุ่นวายที่สิ้นสุดลง

    ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของทุกคนขณะที่พวกเขาเฝ้าดูการเผชิญหน้ากับอสูรมารจางหมิ่นที่เทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูง พวกเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสหนุ่มผู้นี้เป็นราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่แข็งแกร่งและมีพรสวรรค์ แต่อย่างไรคู่ต่อสู้ของเขานั้นก็ทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นกัน ยามนี้จางหมิ่นในสภาพอสูรมารนั้นมีพละกำลังมหาศาลมีความเร็วที่เหลือเชื่อและความสามารถในการฟื้นฟูที่น่าทึ่งทั้งยังสามารถทนทานต่อการโจมตีได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ และการโจมตีของเขานั้นรุนแรงพอที่จะสังหารราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่อ่อนด้อยได้อย่างไม่ยากนักแม้จะต้องเผชิญกับอสูรมารที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูงแต่หนิงอ้ายกลับไร้ซึ่งความหวาดหลัวแต่อย่างใด สิ่งนี้กลับชวนให้เขาหวนคิดไปถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งการสังหารในครั้งนั้น แก่นแท้แห่งการต่อสู้ จิตสังหารที่ดิบเถือนบ้าคลั่งที่เคยสะกดไว้คล้ายกำลังถูกปลุกขึ้นโดยที่ไม่ต้องร้องขอกลิ่นอายอหังการที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดาของราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณขั้นกลางที่มีรากฐานบ่มเพาะลึกล้ำชวนให้ผู้ที่เคยกังขาถึงความเป็นมาและความสามารถของผู

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 173 สมบัติเทพมารจุติ

    ท่ามกลางความมืดมิดแห่งอนธการที่ได้ปกคลุมทั่วทั้งสนามประลอง บริเวณโดยรอบต่างอัดแน่นไปด้วยความชั่วร้ายและความสิ้นหวัง ม่านพลังพิสดารสายนี้ส่องประกายสีดำม่วงเข้มประกายริ้วคลื่นแผ่กระจายทั้งยังก่อตัวเป็นกำแพงหนาที่ไม่อาจมองทะลุผ่านได้ มากไปกว่านั้นม่านพลังผืนนี้ยังดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินโดยรอบเข้ามาเสริมแกร่งอีกด้วย แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสหลายคนจะพยายามโจมตีหรือใช้สมบัติวิเศษเข้าขัดขวางการทำงานแต่ก็ไร้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้"สมบัติเทพมารจุติอย่างนั้นรึ? เป็นไปได้อย่างไรกัน!!!" กุ้ยเจินหรือเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ไม่คิดว่าจางหมิ่นที่เป็นผู้ขายวิญญาณนั้นจะครอบครองสมบัติมารระดับสูงเช่นนี้ได้"มันคือสิ่งใดกันสมบัติเทพมารจุติที่เจ้าเอ่ยถึง..." รุ่ยเหอผู้เป็นรองเจ้าสำนักศึกษาและเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้เอ่ยถามด้วยความสงสัย"สมบัติเทพมารจุติเป็นที่เล่าขานกล่าวกันว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่เกิดจากการหลอมรวมพลังของเทพและมารเข้าด้วยกันจึงทำให้สมบัติวิเศษชิ้นนี้มีพลังอำนาจมหาศาลสามารถบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกประการ โดยเชื่อกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลมีมหาเทพเทพสองตนที่ทรงพลังยิ่ง

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 172 การปรากฎตัวของผู้ขายวิญญาณ

    คราแรกที่ลู่ซีได้ยินว่าศิษย์ใหม่นามว่าจางหมิ่นนั้นเอ่ยวาจาส่อเสียดหนิงอ้ายเขาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าหนิงอ้ายไม่ได้ปรากฎตัวในสำนักนับเป็นเวลาสิบปีแล้วจึงไม่มีผู้ใดคุ้นเคยหรือพบเห็นหน้ามาก่อน ยิ่งการกลับมาครั้งนี้รูปลักษณ์ของเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งหนิงอ้ายยังเป็นผู้ร้องขอว่ายามนี้ควรปกปิดตัวตนของเขาไปเสียก่อน ด้วยเพราะไม่ล่วงรู้ว่าบรรดาศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบในปีนี้ได้มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่เป็นสายข่าวของเผ่าพันธ์มารปีศาจที่ถูกส่งตัวมาหรือไม่ แม้ความลับนี้อาจจะเก็บไว้ได้ไม่นานแต่อย่างน้อยท่ามกลางการทดสอบฝีมือเพื่อคัดเลือกเข้าตำหนักนี้ย่อมสามารถสังเกตุอาการพิรุจผิดปกติจากที่ควรจะเป็นได้“ป้ายหยกชั่วคราวลำดับที่เจ็ด ข้าต้องการประลองกับผู้อาวุโสท่านนั้นขอรับ!!” เสียงของศิษย์ใหม่คนหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากบรรดาศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ที่ยืนเรียงอยู่ด้านหน้าเพื่อรอเข้าทดสอบเป็นคู่ประลองกับเหล่าศิษย์ใหม่ แม้คำกล่าวนี้จะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ทุกคนในที่นี้ย่อมกระจ่างใจดีว่าถ้อยคำนี้เจาะจงถึงผู้ใด“กฎเกณฑ์เงื่อนไขในการทดสอบคัดเลือกเข้าสังกัดต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 171 ผู้ท้าทายที่กล้าหาญ

    การทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกฎเกณฑ์การทดสอบกล่าวว่าเป็นที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย บรรดารุ่นเยาว์ชายหญิงเหล่านี้ต่างตั้งตารอที่จะได้ประลองกับศิษย์ผู้สืบทอดหรือศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขารู้ดีว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงความสามารถของตนเองและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาคู่ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาแห่งนี้ แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการทดสอบจะออกมายอดเยี่ยมมากเพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่คาดเดาได้นั่นคือการประลองครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความท้าทายอย่างแน่นอนศิษย์ใหม่ประจำปีการศึกษาจำนวนห้าคนแรกที่ต้องทำการประลองแสดงฝีมือนั้นถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะยามที่ได้ยินเสียงเรียกหมายเลขของป้ายหยกที่พวกเขาถือครองอยู่ ด้วยเพราะไม่เตรียมใจว่าจะได้ลงทดสอบรวดเร็วถึงเพียงนี้ จากนั้นบรรดาสหายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียงต่างได้เข้าไปอวยพรให้พวกเขาทำให้ดีที่สุด จากนั้นพวกเขาจึงได้ก้าวเท้ามุ่งตรงไปยังลานประลองที่มีศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักทั้งสี่ที่ยืนเรียงเฝ้ารอคอยว่าพวกเขานั้นจะเลือกใครในการทดสอบความสามารถครั้งนี้แน่นอนว่าศิษย์

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 170 กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    หนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไท่หลุนเมื่อสิบปีก่อนอย่างละเอียด ทุกคนในสำนักศึกษาต่างตั้งใจฟังด้วยความสนใจและตกใจไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผ่าพันธุ์มารปีศาจได้วางแผนการชั่วร้ายเช่นนี้มานานหลายปีเช่นนี้ ยิ่งเมื่อหนิงอ้ายเล่าถึงแผนการลับของเผ่าพันธุ์มารปีศาจที่ได้ยินแม่ทัพมารเอ่ยถึงในครั้งนั้น บางเหตุการณ์ก็ตรงกับข้อมูลที่หน่วยสืบข่าวของสำนักศึกษาสืบค้นได้เจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็กังวลใจเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าหากเผ่าพันธุ์มารปีศาจประสบความสำเร็จในแผนการแล้ว โลกยุทธภพแห่งนี้คงจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละของชายหนุ่มตรงหน้า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ส่งผลให้หนิงอ้ายกลายเป็นวีรบุรุษและถูกเลื่อนระดับเป็นผู้อาวุโสสายในของสำนักศึกษาด้วยความเห็นชอบจากเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักทั้งสี่รวมไปถึงบรรดาผู้อาวุโสต่าง ๆ ล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นจากนั้นหนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวการหวนคืนกลับมามีกายเนื้อนี้อีกครั้งให้ทุกคนได้รับรู้แต่ก็ปกปิดบางส่วนที่เขาคิดว่าสมควร

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 169 ผู้ผ่านการทดสอบ

    ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่สูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายอันเป็นลักษณะภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ บรรดาอาคารสิ่งก่อสร้างในสำนักศึกษาต่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบต่างประดับประดาด้วยโคมไฟเวทย์หลากสีสันที่ส่องสว่างไสวให้ความรู้สึกอลังการเพื่อเป็นการต้อนรับเหล่าบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมการทดสอบพร้อมกับความหวังและความฝันที่จะก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาอันทรงเกียรติแห่งนี้ซุ้มประตูสำนักที่ถูกสร้างขึ้นจากแร่ผลึกอัมพรสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันเป็นวัสดุสินแร่หายากในยุทธภพนี้ได้ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงได้เปิดออกกว้างเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนที่หลังจากนี้ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งเดียวกันโดยมีผู้อาวุโสและศิษย์รุ่นพี่ที่ยืนคอยต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลงบรรดาศิษย์ใหม่ที่พึ่งผ่านการทดสอบต่างก้าวเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความประหม่าหลังจากบรรดาผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดได้เข้ามาโดยพร้อมเพรียงแล้ว บริเวณลานกว้างหน้าสำนักศึกษายามนี้ต่างคลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 164 งานประมูลที่สิ้นสุดลง

    หลังจากนั้นก็มีของล้ำค่ามากมายที่ถูกขึ้นวางประมูลอย่างต่อเนื่องด้วยเพราะสิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นที่หมายตาทั้งสิ้นส่งผลให้บรรยากาศในงานจึงยิ่งเป็นไปด้วยความดุเดือดยิ่ง ภายในหอประมูลแห่งนี้เต็มไปด้วยกลุ่มอิทธิพลจากทั่วทั้งสารทิศแต่ละผู้ถือป้ายต่างเสนอสิ่งของแลกเปลี่ยนที่เหนือชั้นอย่างเท่าเทียมไม่อ่อนด

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 163 งานประมูลที่ดุเดือด

    เวลาถัดมานั้นก็ได้มีการนำเอาสมบัติวิเศษระดับสูงอีกหลายชิ้นขึ้นเปิดประมูล จนกระทั่งถึงสมบัติวิเศษชิ้นสุดท้ายที่เป็นถึงสมบัติระดับสูงครึ่งก้าวระดับตำนานที่ขึ้นชื่อในเรื่องการปกปักษ์รักษาชีวิตด้วยอักขระเวทย์ที่เข้มข้นไปด้วยพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่น ซึ่งสมบัติชิ้นนี้เป็นสิ่งของประมูลจากกลุ่มนักล่า

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 159 ข่าวลือในยุทธภพ

    สำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ พิภพระดับกลางเหนือภูเขาน้ำแข็งที่สูงทะลุเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านมั่นคงมานับพันนับหมื่นปี สถานที่แห่งนี้เป็นดั่งแดนสวรรค์ในใจของผู้คนคงไม่เกินจริงไปนัก สำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะสุดยอดฝีมือนับไม่ถ้วนที่โดดเด่นโลดแล่นสร้างชื่อเสียง

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 152 แผนการตลบหลัง

    เรื่องราวความขัดแย้งของตระกูลหวังกับตระกูลฮั่นเป็นเสมือนกับระเบิดเวลานับถอยหลังส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยในมหานครจูเชว่ต่างหวั่นวิตกถึงผลลัพธ์ที่อาจจะเป็นไปได้มากมายหลายทาง ด้วยเพราะทางฝั่งของตระกูลหวังนั้นถือเป็นตระกูลเก่าแก่ที่ปกครองมหานครแห่งนี้ ส่วนทางตระกูลฮั่นอย่างไรก็เป็นถึงหนึ่งในห้าตระกูลชั้นสู

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status