เข้าสู่ระบบช่วงเช้าวันใหม่ผ่านไปอย่างวุ่นวายแบบปกติของบริษัทใหญ่ แต่นทีรู้สึกว่าวันนี้ท่านประธานอย่างอนาวินแกล้งเขาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
เอ๊ะ หรือว่าเขาคิดไปเอง?
เพราะตั้งแต่เช้าอนาวินเรียกเขาไปสั่งงานเพียงสามครั้ง ขอกาแฟหนึ่งแก้ว ขอเอกสารแค่สองชุดและไม่มีคำตำหนิเรื่องเขาเดินเร็วไปหรือเดินช้ากว่าเดิมไป หรือหายใจเสียงดังเกินไป มันแปลกจนเขารู้สึกกังวล จนกระทั่งช่วงใกล้เที่ยง เสียงเข้ม ๆ ในอินเตอร์คอมก็ดังขึ้น
“นที เข้ามาหน่อย”
นทีรีบเปิดประตูเข้าไป
“ครับท่านประธาน มีอะไรจะสั่งครับ”
“เดี๋ยวพักเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันนะ”
“ห๊ะ ว่าอะไรนะครับ?”
“ผมบอกว่าพักเที่ยงนี้ไปกินข้าวด้วยกัน ไม่เข้าใจตรงไหน”
อนาวินวางปากกาบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมองเขาแบบนิ่ง ๆ
“ปกติเห็นท่านประธานก็กินที่โต๊ะนี่ครับ”
“ผมไม่ชอบกินข้าวคนเดียว อยากเปลี่ยนบรรยากาศ”
โอ๊ย! ประโยคนั้นทำเอานทีเกือบทรุด คนอะไรเย็นชาแทบตาย แต่ปากพูดอะไรออกมาได้เหมือนแมวนิ่ง ๆ ที่แกล้งทำเป็นไม่ง้อใคร นทีรีบโบกไม้โบกมือ
“แต่ผมกินที่โรงอาหารก็...”
“ผมสั่งให้ไปก็ไป” น้ำเสียงเข้มขึ้นหนึ่งระดับ
“มา”
โอเคสั่งก็คือสั่ง นาทียอมแพ้ทันที
ณ ห้องรับรองพิเศษสำหรับผู้บริหาร บนโต๊ะหรู ห้องที่ เงียบเชียบ อาหารจัดเป็นเซ็ตแบบหรูจนน่าเกรงใจ นทีที่เพิ่งเคยนั่งโต๊ะเดียวกับท่านประธานครั้งแรกก็มือสั่นน้อย ๆ อนาวินตักอาหารของตัวเองอย่างสงบแต่สายตาเหลือบมามองเขาหลายครั้ง
“นั่งเกร็งทำไม” เขาพูด
“ก็ผมนั่งโต๊ะเดียวกับผู้บริหารสูงสุดของบริษัทนี่ครับ! ไม่เกร็งก็แปลกแล้ว” นทีตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แล้ว?”
“มันกดดันครับ”
อนาวินหยุดขยับส้อมมองหน้าเขานิ่ง ๆ
“คืนนั้นไม่เห็นคุณจะกดดันนี่”
นทีสำลักน้ำทันที ไอจนหน้าแดงไปถึงหู
“ท่านประธาน! นั่นมัน!!”
“หรือไม่จริง”
เขาตอบเรียบ ๆ พร้อมตักซุปเข้าปากเหมือนไม่รู้ว่าประโยคเมื่อกี้ทำคนฝั่งตรงข้ามแทบหัวใจวาย
“ตอนนี้กลับมาทำเป็นเกร็ง”
“ผมไม่ได้ตั้งใจ!” นทีเถียงเสียงเบาเพราะอายจนตัวหด
อนาวินมองเขาแล้วเงียบไปหนึ่งอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เลิกเกร็งซะ รีบกินข้าว ถ้าหิวเดี๋ยวสมองไม่ทำงาน”
ประโยคนั้นฟังดูเหมือนคำตำหนิแต่จริง ๆ แล้วมันเป็นความเป็นห่วงแบบท่านประธานฉบับแข็ง ๆ ที่อ่านยากมาก
นทีเผลอยิ้มออกมา “ครับท่านประธาน”
เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสนั้น หัวใจของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับเต้นช้าลงเฉียบพลันเหมือนคนถูกแทงด้วยบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น เขารีบก้มหน้ากินอาหารต่อ เหมือนไม่อยากให้ใครจับอาการได้
ระหว่างกินข้าวนทีพยายามทำตัวเรียบร้อยแต่ความซุ่มซ่ามประจำตัวก็ยังคงอยู่ เขาตักสลัดขึ้นมาแล้วใบผักชิ้นหนึ่งดีดออกจากส้อมกระเด็นไปตกใกล้ข้อมืออนาวินพอดี
“อะ! ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ!”
นทีรีบเอื้อมมือไปหยิบใบผักแต่ดันเผลอแตะหลังมือท่านประธานเข้าจริง ๆ ทั้งคู่ชะงักนิ่งไปห้าวินาทีเต็ม มือของนทีเล็กและอุ่น มือของอนาวินเย็นแต่ทรงพลัง สัมผัสแค่วินาทีเดียวแต่ทำเอาอากาศในห้องอุ่นขึ้นแปลก ๆ นทีรีบชักมือกลับหน้าแดงจนเหมือนคนเป็นไข้
“ขะ ขอโทษจริง ๆ ครับท่านประธาน!”
อนาวินวางส้อมลงสายตานิ่ง แต่น้ำเสียงต่ำลงแบบฟังแล้วอันตรายมาก
“ทำตัวแบบนี้ระวังผมจะเข้าใจผิด”
“เข้าใจผิดอะไรครับ?” นทีถามงง ๆ
ประธานพูดสั้น ๆ “ว่าอ่อยผม”
“ผมไม่ได้อ่อยครับ! ผมกินสลัดพลาดเฉย ๆ!” อนาวินเลิกคิ้ว
“คืนนั้นคุณอ่อยเก่งกว่านี้เยอะ” นทีอยากร้องไห้เป็นภาษาเกาหลี
“ท่านประธานครับ! หยุดพูดเรื่องคืนนั้นได้ไหมครับบบบบ!”
อนาวินยกมุมปากไม่ตอบคำใด แต่รอยยิ้มนั้นมีความพอใจฉายออกมาอย่างชัดเจน
หลังจากผ่านความเขินสาหัสบรรยากาศกลับดีขึ้นอย่างประหลาด
“อาหารรสชาติเป็นยังไง” อนาวินถาม
“อร่อยมากครับ แต่ราคาแบบนี้อย่างผมคงไม่กล้าซื้อกินเองบ่อย ๆ หรอก”
“ไม่ต้องซื้อกินเอง” ประธานตอบเรียบ
“มื้อไหนที่ผมมากินที่นี่ คุณก็มากินด้วยกัน”
นทีชะงักไป หัวใจเต้นรัวแปลก ๆ แบบจับต้นชนปลายไม่ถูก
นี่มันคำสั่งเหรอ?
หรือคำชวนกันแน่?
หรือนี่ก็ถือว่าเป็นการดูแลลูกน้อง?
เขาไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่ความรู้สึกดี ๆ ในอกมันเริ่มจะอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ
“ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ”
จนกระทั่งนทีกำลังจะลุกออกจากห้อง เสียงเข้มก็ตามมา
“อีกเรื่องหนึ่ง นที”
“ครับ?”
อนาวินมองเขาตรง ๆ สีหน้าเรียบ แต่ดวงตาคมน่ากลัวเล็กน้อย
“ต่อไป ห้ามส่งยิ้ม ห้ามหัวเราะกับผู้ชายคนอื่นอีก”
“ห๊ะ!” นทีอ้าปากค้าง
“ทะ..ท่านประธานพูดจริงเหรอครับ?”
“อืม”
“ทำไมล่ะครับ?”
ประธานหนุ่มตอบเสียงเรียบ ๆ แต่ความหมายแรงมาก
“มันน่ารำคาญตา”
นทีเงียบไปหนึ่งวินาทีก่อนจะได้สติรู้ตัว
อื้อหือ นี่มันเหมือนคนหึงชัด ๆ !!!
เขาได้แต่คิดแต่ไม่ได้พูดออกไปแค่ยิ้มกว้างกว้างมากแล้วตอบเบา ๆ
“ครับ รับทราบครับ”
นาทีเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษเหมือนคนเพิ่งชนะอะไรบางอย่าง ส่วนท่านประธานอย่างอนาวิน พอนทีปิดประตูอนาวินก็เอามือกดขมับเบา ๆ
“เด็กนี่เนี่ยนะ”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้ม โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังหลงเข้าไปในเกมที่ตัวเองเริ่มตั้งแต่แรก
วันนี้ทั้งบริษัทวุ่นวายกว่าปกติเพราะเป็น วันเกิดของนทีแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เลยว่าวินเตรียมอะไรไว้ให้บ้างหลังเลิกงานวินได้ส่งข้อความเพียงประโยคเดียวมา“คืนนี้ว่างใช่ไหม ผมจะพาไปที่หนึ่ง”นทีตอบกลับไปทั้งที่หน้าแดงร้อนวูบ“ครับวิน ผมว่างครับ”เขาไม่รู้ว่าคืนนี้คืออะไรแต่หัวใจเต้นแรงทั้งวันจนทำงานผิดไปหลายรอบค่ำคืน ห้องเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของวินหลังจากนั่งรถไปกับวินสักพักรถหรูก็มาจอดยังคอนโดสูงหรูใจกลางเมืองลิฟต์ส่วนตัวยกขึ้นไปจนถึงดาดฟ้า และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกนทีถึงกับตาเบิกกว้าง ทั้งชั้นถูกประดับด้วยแสงไฟอบอุ่นกลีบกุหลาบเทียนหอมที่เรียงรายไปทั่วพร้อมฉากหลังเป็นวิวเมืองยามค่ำสุดโรแมนติกตรงกลางโต๊ะอาหารเล็ก ๆ ถูกจัดอาหารทั้งหมดที่นทีชอบวินมองเขา ยิ้มอ่อนลงเหมือนละลายเขาในที่เดียว“สุขสันต์วันเกิดนะนที”หัวใจของนทีเต้นแรงจนแทบเจ็บตาเริ่มใสขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้“วิน ทำไมต้องทำเยอะขนาดนี้ด้วยครับ”วินเดินเข้ามาใกล้ใกล้จนรู้สึกลมหายใจกันและกัน“เพราะนี่เป็นวันเกิดของคนที่ผมรัก”นทีเงียบหน้าแดงจัดเหมือนลูกเชอร์รี่เขาก้มหลบแต่ถูกวินจับคางเบา ๆ เงยขึ้นให้สบตา“นทีมองผมสิ”นทีค่อย ๆ เงยหน้า แ
หลังจากได้รับรายงานว่ามีคนปล่อยรูปท่านประธานกอดนทีตอนไฟดับขึ้นอินทราเน็ตของบริษัทชั้นบริหารแทบทั้งชั้นก็อยู่ในอาการปั่นป่วนเสียงกระซิบดังตามมุมสำนักงานบางคนลุ้น บางคนตกใจ บางคนก็เริ่มเชียร์อย่างออกหน้าออกตาแต่ในขณะที่คนทั้งบริษัทกำลังเดากันวุ่นวาย ท่านประธานอนาวินกลับเดินอย่างมั่นคงไปยังห้องประชุมใหญ่ของบริษัท และพูดเพียงประโยคเดียวกับหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์“แจ้งประชุมด่วนทุกหัวหน้าแผนกตอนนี้”ห้องประชุมใหญ่ ทุกสายตาจับจ้องหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ นั่งเต็มห้องบรรยากาศสงบแต่ตึงเครียดแบบไม่ปลอดภัยนทียืนอยู่ด้านหลังห้องไม่นั่งเพราะมือสั่นเกินกว่าจะถือปากกาได้ตาเขาจับจ้องที่ท่านประธานเพียงคนเดียวชายหนุ่มในสูทเข้ารูปที่ยืนหัวโต๊ะประชุมใบหน้าเรียบนิ่งแต่ดวงตาคมมั่นคงดั่งเหล็กอนาวินเริ่มประชุมด้วยเสียงทุ้มชัด“ผมเชิญทุกคนมาเพราะเรื่องภาพที่ถูกปล่อยลงอินทราเน็ตของบริษัท”บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงกลืนน้ำลาย ท่านประธานวางรีโมตบนโต๊ะ กวาดสายตามองทุกคน“ผมต้องการชี้แจงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด”หัวใจของนทีเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอกแต่เขายังไม่คาดคิดกับสิ่งที่ท่านประธานจะพูดต่ออนาวินมองตรงไปที่ผู้
บรรยากาศในชั้นบริหารเย็นยะเยือกเหมือนอุณหภูมิลดลงหลายองศาทันทีที่ท่านประธานก้าวเข้ามาใกล้พนักงานสาวทั้งสามที่กำลังรุมนทีเมื่อครู่ยืนนิ่งเหมือนถูกสาปหน้าเริ่มขาวซีดเหมือนกระดาษนทีเองก็ยืนนิ่งหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะไม่นึกเลยว่าท่านประธานจะได้ยินทุกอย่างที่พวกเธอพูดอนาวินหยุดยืนข้าง นทีใกล้มาก จนเหมือนยืนยันต่อหน้าทุกคนว่าเขาอยู่ฝั่งนที ไม่ใช่ฝั่งพวกนั้นเขาเหลือบตาไปมองพนักงานสาว สายตาเฉียบคม นิ่ง เย็นจนไม่มีใครกล้าหายใจแรง“เมื่อกี้พวกคุณพูดว่าอะไรนะ”เสียงเขาทุ้มต่ำ และอันตรายจนทั้งสามคนตัวสั่นพนักงานสาวคนแรกรีบก้มหน้า“ท ท่านประธานคะ ดิฉันแค่คุยกันเล่น ๆ ไม่ได้หมาย ความว่า ”“คุยเล่น?”อนาวินเลิกคิ้ว“คุณกำลังกล่าวหาเลขาของผมว่า อ่อยผู้ชายรวย ๆ”นทีสะดุ้งหน้าแดงด้วยความอายและโกรธปนกันพนักงานสาวสั่นจนเกือบร้องไห้“ดะ..ดิฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ แค่แค่เข้าใจผิด ”ท่านประธานหรี่ตา“คุณทำงานที่นี่มานานพอจะรู้ว่าบริษัทนี้ไม่อนุญาตให้สร้างบรรยากาศที่เป็นพิษ โดยเฉพาะการ กลั่นแกล้งเพื่อนร่วมงาน”พนักงานอีกคนรีบพูด “พวกเราผิดไปแล้วค่ะท่านประธาน! ขอร้อง ”อนาวินยกมือขึ้น ตั
หลังจากลินาเดินออกจากห้องไปท่านประธานและนทียังยืนนิ่งอยู่ในห้องพักผู้บริหารอารมณ์ตึงเครียดเมื่อครู่ค่อย ๆ ผ่อนคลายแต่ความรู้สึกระหว่างทั้งสองกลับหนักแน่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านทียังหน้าแดงไม่หายแต่พยายามทำเหมือนปกติ หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเพื่อสรุปตารางงานต่อแต่ท่านประธานมองเขาแล้วพูดขึ้นเบา ๆ“นทีเมื่อกี้คุณตกใจมากไหม”นทีส่ายหัวเบา ๆ แต่หน้าแดงจัดจนดูออกชัด“ผมไม่เป็นไรครับ”อนาวินจ้องเขานิ่ง ๆ ก่อนพูดด้วยเสียงซื่อสัตย์จนหัวใจ เต้นแรง“ถ้าวันหนึ่งมีอะไรทำให้คุณรู้สึกกลัวหรือหนักใจบอก ผมก่อนใคร”นทีเงยหน้า ตาโตขึ้นเล็กน้อย“ผมไม่ปล่อยให้คุณรับมือคนเดียวไม่ว่าเรื่องอะไร”คำพูดของเขาไม่ใช่คำสั่งไม่ใช่เสียงเข้มแบบประธานบริษัทแต่เป็นเสียงของผู้ชายที่ “ใส่ใจจริง”นทีเม้มปากซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ“ครับ ผมจะบอกท่านคนแรกเลย”อนาวินยิ้มมุมปากเบา ๆ เหมือนควบคุมตัวเองให้เย็นเฉียบไม่ได้สักทีเมื่ออยู่กับนทีช่วงบ่าย ข่าวลือเริ่มแรงขึ้นนทีเดินไปส่งเอกสารแผนกอื่นทันทีที่เดินผ่านโซนโต๊ะพักพนักงานเสียงกระซิบก็เริ่มดังขึ้น“นั่นไงคนในข่าว”“คนที่ท่านประธานกอดตอนไฟดับ”“เขาน่ารักจริง แต่ทำไมท่านประธาน
บรรยากาศในชั้นบริหารตึงเครียดขึ้นทันทีหลังประโยคของท่านประธานที่พูดกับลินาอย่างชัดเจนว่า “ผมมีคนที่ต้องดูแลแล้ว” นทีที่ยืนอยู่ข้างหลัง หัวใจเต้นแรงจนแทบแข็งค้างเพราะทุกคำพูดของท่านประธานเหมือนกำลังบังเขา ปกป้องเขา และเลือกเขาในขณะที่ลินา ใบหน้าสวยหวานซีดลงทันทีดวงตาแดงขึ้นเล็กน้อยเหมือนกลั้นบางอย่างไว้“วิน”เสียงเธอสั่นอย่างที่นทีไม่เคยคิดจะได้ยินจากผู้หญิงที่ดูมั่นใจแบบนี้“นี่นายพูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นจริง ๆ เหรอ?” อนาวินตอบทันทีไม่มีลังเลสักวินาที“ผมไม่จำเป็นต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเองอีก”นทีหน้าแดงพร่แต่ลินากลับหัวเราะเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด“ดีค่ะเข้าใจแล้วว่าใครคือ ‘คนสำคัญ’ ของนายตอนนี้”พนักงานที่ยืนดูอยู่เงียบกริบไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่นิดเดียวลินาหันกลับมามองนทีสายตาไม่ได้โกรธพอจะทำร้ายนทีแต่เต็มไปด้วยคำถามลึก ๆ“ขอฉันคุยกับนายเป็นการส่วนตัวได้ไหม”เธอหันไปมองอนาวิน ไม่ได้แม้แต่จะมองนที“ฉันมีเรื่องสำคัญมากพอที่จะพูดกับนายแม้เราจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม”อนาวินนิ่งแต่ดวงตาเขาคลอน้ำแข็งขึ้นมาทันทีเขาพูดสั้น ๆแต่ชัดเจน“นาทีมาด้วย”ลินาสะอึก“นายจะให้เล
หลังจากเหตุการณ์ไฟดับในห้องเก็บเอกสาร และภาพของท่านประธานที่โอบเอวนทีในความมืดถูกเปิดเผยต่อหน้าพนักงานนับสิบ ข่าวลือก็กระจายเร็วกว่าไฟลามป่าทันทีที่กลับขึ้นชั้นบริหารนทีก็รู้ทันทีว่าทุกสายตาในออฟฟิศมองมาที่เขา ทั้งตกใจ ทั้งตื่นเต้นทั้งคาดเดา“ตายแล้วฉันเห็นกับตา”“ท่านประธานกอดนทีไว้แน่นมาก!”“ขนาดไฟเปิดแล้ว เขายังไม่ปล่อยเลยนะ!”“นี่มันแบบในซีรีส์มากเวอร์”“หรือเขาคบกันจริง!?”นทีหน้าแดงจนแทบเดินไม่ตรง หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเต้นมาก่อนแต่ในทางกลับกันท่านประธานอนาวินเดินด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไม่มีความลำบากใจ ไม่มีความอาย ไม่มีความกังวลเหมือนกำลัง “ประกาศกลาย ๆ” ว่า เขาไม่ปฏิเสธสิ่งที่ทุกคนเห็นบนทางเดิน สิ่งที่ทำให้หัวใจนทีเกือบหยุดเมื่อเดินมาถึงประตูห้องประธานนทีกำลังจะเปิดประตูเข้าที่โต๊ะตัวเองท่านประธานเรียกเบา ๆ“นที”นทีหัน“ครับท่านประธาน?”อนาวินก้าวเข้ามาใกล้ใกล้จนคนที่เดินผ่านเริ่มกระซิบกันหนักขึ้นเขาก้มลงเล็กน้อยพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำชิดหู“เมื่อกี้คุณตกใจมากไหม”แค่น้ำเสียงก็ทำให้นทีหน้าแดงจนหูร้อนวาบ“น นิดหน่อยครับ แต่ตอนท่านจับไว้ผมก็ไม่กลัวแล้ว”ท่านประธานมองเขานิ่ง ๆ







