LOGIN![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
คำเตือนเนื้อหา!
คำเตือนเนื้อหา (Content Warning)
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายโรมานซ์ดรามาสำหรับผู้ใหญ่ (NC18+) มีเนื้อหาที่ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ดังนี้:
มีการบรรยายฉากร่วมเพศอย่างละเอียดและเปิดเผย
มีสถานการณ์ที่บีบคั้นทางอารมณ์ การสูญเสีย และความเจ็บปวดทางจิตใจ
มีบางฉากที่ความสัมพันธ์เกิดขึ้นภายใต้ความกดดันหรือสถานการณ์ที่คลุมเครือ
มีการกล่าวถึงตัวละครที่มีภาวะทางจิตใจที่แตกสลายและเปราะบาง
มีการกล่าวถึงอาชีพและการทำงานในกามโลกีย์
หมายเหตุ: ตัวละครและเหตุการณ์ในนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมติที่แต่งขึ้นเพื่ออรรถรสทางวรรณกรรมเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาส่งเสริมหรือสร้างความเข้าใจผิดต่ออาชีพหรือภาวะเจ็บป่วยใดๆ
*******************
บันทึกขอบคุณ:
นิยายเรื่องนี้คงไม่อาจสมบูรณ์ได้หากขาดแรงบันดาลใจสำคัญ ขอขอบคุณและให้เครดิตแด่ท่านที่ใช้นามว่า "ikip" สำหรับการร่วมวางโครงเรื่องและจุดประกายความคิดอันทรงคุณค่า ที่ช่วยถักทอ 'บ่วงรักรอยบาป' ให้เปี่ยมไปด้วยมิติและอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์วรรณกรรมอันงดงามในครั้งนี้ค่ะ
+++++++++++++++++++++
ท้องทุ่งยามโพล้เพล้ถูกฉาบด้วยแสงอุ่นจัดโทนส้มม่วงที่กำลังลามเลียไปทั่วขอบฟ้า กลิ่นไอดินอุ่นๆ ผสมกับกลิ่นหอมจางของหญ้าแห้งลอยพุ่งขึ้นมาแตะจมูกพร้อมกับเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ย่ำพรวดพราดไปบนคันนาขรุขระ
“น้ำค้าง! อย่าวิ่ง! เดี๋ยวก็ตกคันนาหรอก”
เสียงทุ้มใสของเด็กชายวัยสิบสองตะโกนก้องมาแต่ไกล ตะวัน ในชุดนักเรียนประถมสีหม่นที่ดูมอมแมมจากการเล่นซนและชายเสื้อที่หลุดลุ่ย วิ่งกระหืดกระหอบตามร่างเล็กเบื้องหน้า ในมือของเขากำถุงพลาสติกยับยู่ยี่ไว้แน่น ภายในมีดอกพลับพลึงป่าสีขาวนวลบรรจุอยู่สองสามดอก ซึ่งเขายังคงถือมันไว้อย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ากลีบบอบบางนั้นจะช้ำพัง
น้ำค้าง เด็กหญิงวัยสิบขวบหยุดกะทันหัน เธอหันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนดวงตาเรียวรีปิดสนิทเป็นรูปวงพระจันทร์เสี้ยว เสื้อนักเรียนสีขาวที่ดูจะเริ่มเล็กจนรั้งตัวและกระโปรงที่เปื้อนรอยดินตามประสาเด็กไม่ได้ทำให้ความร่าเริงของเธอลดน้อยลงเลย
“พี่ตะวัน มาเร็ว! แมลงปอตัวนี้สวยมาก สีแดง... ปีกเหมือนนางฟ้าเลย”
เธอชี้ชวนเสียงแผ่ว พลางย่อตัวลงต่ำจนแทบจะกลืนไปกับพงหญ้า นิ้วมือน้อยๆ สั่นระริกขณะค่อยๆ เอื้อมออกไปหาเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่เกาะนิ่งอยู่บนปลายยอดหญ้าที่ไหวเอนตามลม ลมหายใจถูกกลั้นไว้ด้วยความลุ้นระทึก ทว่าเพียงแค่ปลายนิ้วเกือบจะแตะถูกปีกใส เจ้าแมลงปอตัวสวยก็สะบัดปีกบินปร๋อขึ้นสู่ฟ้ากว้างหายวับไปอย่างง่ายดาย
เด็กน้อยแหงนหน้ามองตามตาละห้อย แววตาเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง
“ดูสิพี่ตะวัน มันสวยจัง...” เธอกระซิบเสียงอ่อยขณะที่ตะวันก้าวมาหยุดยืนอยู่ข้างกาย “ถ้าน้ำค้างเป็นแมลงปอนะ น้ำค้างจะบินขึ้นไปบนฟ้าไกลๆ ไปดูว่าที่ฟ้ามีอะไร”
เธอแหงนมองท้องฟ้าสีจัดที่แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไกลโพ้น แสงอุ่นๆ อาบไล้ใบหน้าจิ้มลิ้มให้ดูละมุนตาราวกับภาพฝัน
“แล้วน้ำค้างจะเอาเพชรนิลจินดากลับมาจากฟ้านั่น มาสร้างบ้านให้พ่อกับแม่” เธอยิ้มตาหยีอย่างมีความสุข ก่อนจะหันมามอง “พี่ชายข้างบ้าน” ที่เป็นทั้งเพื่อนเล่นและคนคอยดูแลเธอมาตลอดตั้งแต่เล็ก
ตะวันนิ่งมองใบหน้าของน้องสาว แววตาของเด็กชายฉายความมุ่งมั่นที่หนักแน่นเกินวัย
“ไม่ต้องไปหรอก พี่กลัวน้ำค้างหลงทางบินกลับบ้านไม่ถูก...” เขาพูดออกมาจากส่วนลึกของหัวใจที่ยังบริสุทธิ์ “พี่จะสร้างบ้านให้น้ำค้างกับพ่อกับแม่ของน้ำค้างเอง”
“พี่จะสร้างบ้านให้น้ำค้างเหรอ?” น้ำค้างถามย้ำด้วยสีหน้าหน้าระรื่นราวกับจะได้ของเล่นชิ้นที่ถูกใจที่สุด
“ใช่ พี่สัญญา” ตะวันพยักหน้ายืนยันคำมั่น
“งั้นต้องเกี่ยวก้อยสัญญา!”
นิ้วก้อยเล็กๆ ถูกชูขึ้นในระดับสายตา ตะวันยื่นนิ้วก้อยของเขาเข้าเกี่ยวกระหวัดกับนิ้วของเธอไว้แน่น ทั้งสองเขย่ามือกันเบาๆ ท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไรที่เริ่มส่งเสียงระงมต้อนรับความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา เป็นพันธสัญญาใสๆ ในวัยเยาว์ที่อบอวลไปด้วยความรักและความผูกพันที่ตราตรึงอยู่ในใจน้อยๆ สองดวงที่ทั้งสองไม่รู้ตัว...
เข็มนาฬิกาหมุนวนผ่านวันคืนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย กลิ่นดินปนสาบโคลนในวัยเยาว์จางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นอายของความเป็นหนุ่มสาว น้ำค้าง ในชุดนักเรียนมัธยมปลายดูสะพรั่งตา ผิวพรรณนวลลออรับกับโครงหน้าที่เริ่มฉายแววสวยหวาน
แม้ทุกอย่างรอบกายจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทว่าสายใยระหว่างเธอกับ พี่ตะวัน กลับยิ่งรัดตรึงแน่นแฟ้น จากความเอ็นดูแบบพี่น้องในวันวาน ได้ถักทอจนกลายเป็นความรักที่ฝังรากลึกในหัวใจจนแทบแยกไม่ออก ท่ามกลางสายตาเอ็นดูของผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านที่ต่างเปิดทางและคอยเป็นแรงสนับสนุน เพราะความประพฤติที่งดงามอยู่ในครรลองของทั้งคู่ จนผู้คนต่างโจษจันว่าเห็นพี่ตะวันที่ไหน ย่อมมีเงาของน้ำค้างที่นั่นเสมอ
แสงแดดอ่อนยามเย็นฉาบไล้ทุ่งหญ้าเขียวขจีจนดูราวกับผืนพรมกำมะหยี่ทองคำที่พริ้วไหวล้อไปกับแรงลม กลิ่นชื้นของหน้าดินหลังฝนพรำโชยมาแตะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นหอมสะอาดของมวลบุปผาป่าที่พากันเบ่งบานชูช่อ
ตะวันในวัยหนุ่มกระทง ร่างกายกำยำสมส่วนตามแบบฉบับชายหนุ่มชนบท เดินนำหน้าเด็กสาวไปยังลำธารสายเดิมที่ซุกซ่อนความทรงจำในวัยเด็กของพวกเขาเอาไว้มากมาย
เขาหยุดฝีเท้าลงตรงหน้ากอระย้าที่ทิ้งตัวเรี่ยพื้นดิน ดอกไม้สีขาวนวลลดาบานสะพรั่งรับไออุ่นสุดท้ายของวัน
“น้ำ... ดูนี่สิ”
ตะวันย่อตัวลงอย่างใจเย็น ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนักบรรจงเด็ดดอกที่สมบูรณ์ที่สุดขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่ากลีบบอบบางนั้นจะช้ำเพียงเพราะสัมผัสของเขา
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาใสซื่อของคนตรงหน้า ก่อนจะยื่นดอกไม้ดอกนั้นออกมาด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย
“ดอกพลับพลึงป่า... น้ำเห็นไหมว่ามันขึ้นอยู่กลางป่าเพียงลำพัง แต่มันกลับเข้มแข็งและสวยงามกว่าดอกไม้ในเมืองที่พี่เคยเห็น... เหมือนกับน้ำเลยนะ”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำ ตะวันยื่นมือข้างหนึ่งค่อยๆ ทัดดอกพลับพลึงขาวสะอาดนั้นไว้ที่ใบหูของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากมือที่อบอุ่นทำให้น้ำค้างรู้สึกถึงกระแสความผูกพันที่หลั่งไหลเข้ามาจนใจสั่น
“สัญญากับพี่ได้ไหม? ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น น้ำจะเข้มแข็งเหมือนดอกไม้ดอกนี้... และพี่สัญญา... ว่าพี่จะเป็นคนดูแลดอกไม้ดอกนี้ของพี่ ไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำทำลายได้ตลอดไป”
ในวินาทีนั้น น้ำค้างทำได้เพียงพยักหน้าด้วยความเขินอายจนแก้มระเรื่อ หัวใจดวงน้อยพองโตจนจุกอกด้วยความหวังที่ขาวสะอาดและมั่นคง เธอไม่รู้เลยว่า ณ ช่วงเวลานั้น หัวใจของเธอได้รับการเติมเต็มจนถึงขีดสุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะได้รับไปแล้ว
เธอบรรจงนำดอกพลับพลึงดอกนั้นกลับมา ทับมันไว้ในสมุดบันทึกเล่มสำคัญอย่างประณีต หวังเพียงจะสตัฟฟ์เวลาแห่งความสุขนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดกาล... เป็นไออุ่นในใจที่จะคอยย้ำเตือนถึงรักแท้ท่ามกลางทุ่งพลับพลึงป่าแห่งนี้ไปชั่วนิรันดร์
“ไม่ต้องกังวลอะไรนะหนู... ทำตัวตามสบาย เสี่ยเป็นคนง่าย ๆ”กระแสเสียงทุ้มต่ำพยายามปรับท่วงทำนองให้นุ่มนวลชวนผ่อนคลาย เสี่ยหนูขยับรอยยิ้มกว้างพลางตบหลังฝ่ามืออวบหนาลงบนเบาะกำมะหยี่เบา ๆ สายตาที่ผ่านโลกราคีย์มาอย่างเจนจัดลอบสำรวจอาการไหล่ห่อ นั่งเกร็งจนตัวลีบของเด็กสาวข้างกาย เขารู้ในทันทีว่าเหยื่อตัวน้อยคนนี้ไม่เคยต้องมือกามารมณ์และไม่ประสาต่อโลกซ่อนเร้นชนิดนี้มาก่อน ความตื่นตระหนกที่ฉายชัดในแววตาของเธอ ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในอกของชายสูงวัยให้กระเหี้ยนกระหือรือ แต่อาการลนลานแบบนี้ต้องใช้ความใจเย็นเข้าล่อน้ำค้างขยับมุมปากรั้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้งผาก ฝืนความรู้สึกขยะแขยงที่แล่นริ้วขัดขืนอยู่ในใจ เธอหลับตาลงชั่ววูบ ยามนั้น เสียงเตือนสติของฟางที่เคยเกื้อหนุนแว่วดังขึ้นในมโนสำนึกดั่งเครื่องยึดเหนี่ยวชิ้นสุดท้าย ‘พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับมัน ไม่ฝืนทำเป็นสนุกไปกับมันซะ’ เด็กสาวบ้านนาสูดลมหายใจเข้าลึก จิกปลายนิ้วลงกับหัวเข่าเพื่อบังคับตัวเองให้คลายความแข็งทื่อลงทีละน้อย“ดื่มอะไรหน่อยไหมล่ะ... มันจะช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้นนะ” ชายรุ่นพ่อยังคงรุกคืบด้วยคำชวนคุย น้ำเสียงทวีความกรุ้มกริ่มพลา
รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันหรูเคลื่อนตัวผ่านทางลาดชันแคบ ๆ ขึ้นสู่อาคารจอดรถของโรงแรมระดับสี่ดาวย่านใจกลางเมือง เสียงยางรถยนต์บดไปกับพื้นปูนขัดมันดัง เอี๊ยดอ๊าด สะท้อนก้องท่ามกลางความสลัว ไฟหน้ารถสาดกระทบเสาคอนกรีตต้นแล้วต้นเล่า ก่อนจะหักพวงมาลัยถอยเข้าซองจอดนิ่งสนิทในซองแคบที่มีเส้นสีขาวทึบกำกับ เครื่องยนต์ครางกระหึ่มต่ำเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับลง ทิ้งให้ความเงียบงันและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศโรยตัวปกคลุมผู้โดยสารทั้งสองในเวลาเกือบหกโมงเย็น“เสี่ยหนูแกเป็นคนใจป้ำ... ถ้าถูกใจขึ้นมานะแกเปย์ไม่อั้น น้ำต้องพยายามตามใจเสี่ยเขาหน่อยละกัน”ติ๊กเอ่ยขึ้นทำลายความอึดอัดที่นิ่งสนิทมาตลอดทาง ปลายนิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะเนิบช้า สายตาชำเลืองมองกระจกมองหลังเพื่อเช็กความเรียบร้อยของใบหน้า น้ำค้างที่นั่งขดตัวอยู่เบาะข้าง ๆ จิกเล็บเข้ากับเนื้อผ้ากระโปรงจนยับย่น ความเย็นเฉียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ ก่อนจะเค้นกระแสเสียงแผ่วเบาออกมาอย่างซื่อบริสุทธิ์“น้ำ... น้ำต้องทำตัวยังไงบ้างคะ”“ไม่ต้องทำอะไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวเสี่ยเขาจะพาทำเองแหละ” ติ๊กแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ผินหน้ากลับมามองเด็กสาวรุ่นน
ครืด... ครืด... ครืด...แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะไม้หัวเตียงส่งเสียงครางครืดคราดน่ารำคาญ มันปลุกให้เปลือกตาที่เคลือบด้วยคราบมาสคาร่าเลอะเลือนของติ๊กค่อย ๆ เผยอขึ้นอย่างยากลำบาก แสงแดดสายของวันใหม่สาดส่องลอดบานเกล็ดเข้ามาแยงตาจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ หญิงสาวส่งเสียงจิ๊ปากในลำคอพลางวาดลำแขนเรียวไปตามพื้นผิวโต๊ะอย่างงัวเงีย ปลายนิ้วปัดป่ายคว้าสะเปะสะปะไปโดนฝาขวดน้ำหอมและแผงยาก่อนจะตะครุบวัตถุสี่เหลี่ยมด้ามเย็นเฉียบขึ้นมาได้ เธอพลิกกายหงาย พยายามหยีตาเพ่งมองหน้าจอที่สว่างวาบเพื่อปรับโฟกัสสายตาอันพร่าเบลอ‘น้ำค้าง’ทันทีที่ตัวอักษรบนหน้าจอปรากฏสู่สายตา ร่องรอยความง่วงงุนและอาการหงุดหงิดเมื่อครู่พลันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก นัยน์ตาคู่เฉี่ยวเบิกกว้างฉายแววยินดีปรีดาขึ้นมาครามครัน ผิวแก้มสลัดความอิดโรยแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวราวกับเพิ่งได้รับแจ้งข่าวดีที่สุดในชีวิต ติ๊กรีบสไลด์หน้าจอรับสาย ขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงพลางกรอกน้ำเสียงหวานหยดย้อยลงไปในสายทันที“ว่าไงจ๊ะน้องน้ำ...”ริมฝีปากสีซีดแย้มยิ้มกว้าง ติ๊กจงใจปรับโทนเสียงให้ละมุนละม่อมคล้ายพี่
สียงดนตรีจังหวะเนิบช้าที่เปิดคลอเบา ๆ ผสานไปกับแสงไฟสลัวสีส้มภายในร้านอาหารกึ่งผับ บ่งบอกว่าช่วงเวลาไนต์ไลฟ์อันคึกคักได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว บรรยากาศรอบข้างที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์และเสียงชนแก้วบัดนี้เงียบเหงาลงถนัดตา พนักงานเสิร์ฟสามสี่คนในชุดยูนิฟอร์มเริ่มจับกลุ่มยืนพิงเคาน์เตอร์ กระซิบกระซาบพูดคุยกันเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการวิ่งวุ่นรับส่งออเดอร์ตลอดทั้งคืนที่โต๊ะไม้มุมมืดหลังร้าน ฟางกำลังก้มหน้าก้มตาใช้ช้อนสังกะสีตักข้าวผัดกะเพราเม็ดแข็ง ๆ เข้าปากอย่างหิวโซ อาหารมื้อดึกควบเช้ามืดก่อนเวลาเลิกงานคือสิ่งเดียวที่เยียวยาความโหยของคนกรำงานกลางคืนทุกคนในเวลานี้ กลิ่นพริกแก้งฉุน ๆ ลอยแตะจมูกพร้อมกับเสียงเคี้ยวข้าวเงียบ ๆ ท่ามกลางความล้า“น้ำไม่มาทำงานเหรอวันนี้”เสียงแหบเสน่ห์ที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำลายความเงียบระหวางมื้ออาหาร และฉุดความสนใจของฟางให้ละจากจานข้าวตรงหน้า หล่อนกลืนข้าวคำโตลงคอพลางตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง“วันนี้น้ำไม่สบาย...”ทว่า ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดพ้นริมฝีปาก ปลายนิ้วที่จับด้ามช้อนพลันสั่นระริกชะงักกึกกลางอากาศ สมองกระตุกวาบเมื่อภาพรอ
ความเงียบงันภายในห้องเช่าแคบ ๆ ถูกทำลายลงด้วยเสียงลูกบิดประตูดัง กริ๊ก ดังแผ่วเบา ก่อนบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าจะถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ละอองฝุ่นปลิวคว้างล้อแสงแดดเจิดจ้าภายนอก ร่างบางของน้ำค้างก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทางโซเซ สองขาที่เคยเรียวขยับก้าวอย่างอิดโรยราวกับหุ่นยนต์ที่พลังงานใกล้หมดสิ้น สภาพเรือนร่างของเธอสับสนยับยู่ยี่ เสื้อยืดสีขาวเปรอะเปื้อนรอยยับย่น คอเสื้อเบี้ยวโย้จนเผยให้เห็นรอยแดงปื้นจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงซอกคอ กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงและกลิ่นเหงื่อไคลฉุนจัดที่ชวนคลื่นไส้โชยฟุ้งออกมาจากตัวเธอแทนที่จะเป็นกลิ่นแป้งเด็กอย่างเคย นัยน์ตาคู่กลมโตบัดนี้แห้งผาก เลื่อนลอย และมืดมิดไร้แววประหนึ่งคนสูญเสียจิตวิญญาณ เด็กสาวเดินตรงดิ่งไปยังเตียงนอนหลังเล็กประจำตัว ก่อนจะทิ้งกายล้มพับลงบนฟูกแข็ง ๆ อย่างไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว ปล่อยให้ใบหน้าซุกจมลงกับหมอนนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายเดิม ๆ ของบ้านนาฟางซึ่งนั่งก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือส่วนตัวละสายตาจากกรอบหนังสือที่อยู่ตรงหน้า เงยหน้าขึ้นตั้งใจจะส่งเสียงทักทาย ทว่าทันทีที่นัยน์ตาปะทะเข้ากับสภาพของเพื่อนร่วมห้อง คำพูดทั้ง
เฮียตึ๋งหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มวลกล้ามเนื้อและร่างท้วมใหญ่เงาดำตระหง่านค้ำอยู่เหนือร่างของเด็กสาว แสงไฟสีนวลจากหัวเตียงทาบทับใบหน้าคร้ามโลกที่บัดนี้ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกระหยิ่มใจที่มุมปาก นัยน์ตาเรียวเล็กจอดจ้องสรีระอ้อนแอ้นของน้ำค้างที่นอนระทวย อ่อนเปลี้ยไร้กระดูกอยู่บนฟูกหนาตรงหน้าดั่งลูกกวางที่หมดแรงขัดขืน ฝ่ามือหยาบใหญ่เอื้อมลงมาเกาะกุมกิเลสตัณหาอันขยายพองโตของตนเองไว้เต็มกำมือขยับส่ายไหว ก่อนจะเคลื่อนกายเข้าประชิด กดจ่อส่วนปลายมนใหญ่เข้าหาปากทางเนื้อนุ่มแรกรุ่นของเหยื่อสาวที่อ้าเผยอน้อย ๆ รองรับอยู่อย่างย่ามใจ“อื้อหือ!... หีโคตรแน่น... ซี้ดดด...”หนุ่มใหญ่ครางกระเส่าในลำคอ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกระสันขีดสุด ยามเมื่อออกแรงยัดเยียดแท่งเนื้อร้อนระอุเข้าสู่โพรงสวาทอันคับแคบ แม้ผิวเนื้อส่วนลึกจะเจิ่งนองชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำหวานที่หลั่งรินออกมาจนเฉอะแฉะ ทว่าความสดใหม่ที่ไม่เคยมีสิ่งแปลกปลอมใดบุกรุกผ่านเข้าไปมาก่อนในชีวิต กลับกลายเป็นปราการธรรมชาติที่รัดตรึงบีบรัดจนส่วนหัวบานใหญ่ไม่อาจผ่านศิลาแคบเข้าไปได้โดยง่าย“อูยยย... โอ๊ยยย... ซี้ดดด... เจ็บ... เจ็บอะ...”เสียงร้องประ







