LOGINความสลัวรางของโถงต้อนรับในโรงพยาบาลเอกชนยามดึกสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งแผ่วเบาปะปนไปกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่โชยมาจาง ๆ น้ำค้างนั่งนิ่งสนิทอยู่บนโซฟาบุหนังตัวใหญ่ สองมือกุมเข้าหากันแน่น สายตาทอดมองพื้นกระเบื้องแกรนิตโตที่ขัดจนเงาราวกับคนหลุดลอย
ดวงตาที่เพิ่งแห้งเหือดจากหยาดน้ำตาพึ่งจะข้ามผ่านความล้ามาไม่กี่นาที ทว่าในความเงียบงันนั้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวถี่สลับหนักเบาก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับน้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่สั่นพร่าเล็กน้อย
“น้ำ... เป็นยังไงบ้าง?”
เพียงแค่คำแรกที่กระทบหู หัวใจที่เคยด้านชาด้วยความกลัวพลันกระตุกวูบ น้ำค้างเงยหน้าขึ้นฉับพลัน แววตาที่หม่นแสงกลับรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาอุ่น ๆ อีกครั้งจนพร่าเลือน ภาพตรงหน้าคือร่างสูงของชายหนุ่มในชุดนักศึกษาที่หลุดรุ่ย มีหยาดเหงื่อผุดซึมตามไรผมจากความรีบเร่ง
“พี่ตะวัน!”
เด็กสาวผุดลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะโผร่างเข้าหาอ้อมกอดของชายหนุ่มตรงหน้าทันที สองมือขยำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น ราวกับว่าเขาคือหลักยึดเหนี่ยวเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่บนโลกที่กำลังจะล่มสลายใบนี้ กลิ่นอายแดดและลมจาง ๆ ที่ติดมากับตัวของเขาช่วยขับไล่ความเย็นเยียบของโรงพยาบาลหรูออกไปในพริบตา
“ไม่เป็นไร... ไม่เป็นไรแล้วน้ำ น้านิดปลอดภัยแล้ว”
ตะวันวาดวงแขนโอบรัดร่างบางที่สั่นเทาเอาไว้แนบแผ่นอกกว้าง ฝ่ามือหนาลูบไล้เส้นผมบนศีรษะของเธออย่างทะนุถนอม ปลอบประโลมความขวัญเสียด้วยกระแสความอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ จับต้นแขนทั้งสองข้างของเธอ ดันร่างเล็กให้ออกห่างเล็กน้อย ชายหนุ่มก้มลงมองใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดของเด็กสาว มุมปากของเขาขยับยกขึ้น เค้นรอยยิ้มอบอุ่นดวงเดิมออกมาเพื่อให้เธอได้เห็น แม้ในดวงตาของเขาจะแฝงความกังวลอยู่ไม่ต่างกัน
“ทานอะไรหรือยัง?”
คำถามสั้น ๆ ทว่าน้ำเสียงและแววตากลับท่วมท้นไปด้วยความอาทรอย่างที่สุด น้ำค้างสบตากับเขาพลางส่ายหน้าเบา ๆ ความจุกแน่นในลำคอทำให้ส่งเสียงเล็ดลอดออกมาได้เพียงความแผ่วเบา “น้ำยังไม่หิว...”
“ไม่เอาสิ... เห็นแม่บอกป้าว่าเราไม่ยอมกินอะไรเลยตั้งแต่มาถึง เดี๋ยวก็เป็นอะไรไปอีกคนหรอก” ตะวันขมวดคิ้วดุขู่เย้าขี้เล่น ก่อนจะจัดแจงล้วงเอาถุงพลาสติกแกรกกรากออกมาจากกระเป๋า แกะห่อใบตองโชว์ข้าวเหนียวร้อน ๆ และหมูปิ้งไหม้เกรียมส่งกลิ่นหอมน้ำปลาและกะทิโชยฟุ้ง ตลบอบอวลตัดกับความหรูหราโอ่อ่าของโถงต้อนรับอย่างไม่เกรงใจใคร “นี่ไง... พี่ซื้อหมูปิ้งหน้าเซเว่นของชอบมาให้ กินหน่อยนะ เดี๋ยวพี่ป้อนเอง”
“บ้าสิพี่ตะวัน! มากินอะไรตรงนี้ เดี๋ยวเค้าก็ว่าเอาหรอก” น้ำค้างสะดุ้งขยับตัวหนี ใบหน้าเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นด้วยความอาย สายตาลนลานเหลียวมองซ้ายขวา ไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินผ่านไปมา
“ถ้าไม่อยากให้คนอื่นเขาว่า ก็ต้องรีบกินเร็ว ๆ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง แววตาทอประกายรุกรานแกมบังคับอย่างน่าเอ็นดู ยื่นไม้หมูปิ้งชุ่มฉ่ำเข้าไปชิดริมฝีปากบาง จนเด็กสาวจำต้องยอมอ้าปากกัดกินสิ่งทีเขาเตรียมมาให้อย่างเสียไม่ได้ ความอุ่นหวานของเนื้อหมูและข้าวเหนียวนุ่ม ๆ เริ่มแผ่ซ่านตัดความขมปร่าในปากคอ
“แล้วก็นี่... ชามะนาว”
ตะวันยกแก้วกระดาษที่มีหยาดน้ำเกาะพราวรอบแก้วจนเย็นเฉียบ ยื่นส่งให้เธอเพื่อดับความฝาดร้อนในลำคอ ชายหนุ่มทอดสายตามองดูเด็กสาวที่กำลังเคี้ยวข้าวเหนียวตุ้ย ๆ ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจดวงเดิม ก่อนจะเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น คล้ายพี่ชายที่กำลังสั่งสอนน้องน้อยในวันวานกลางทุ่งกว้าง
“น้ำต้องดูแลตัวเองให้มาก ๆ ตอนนี้เราต้องแข็งแรง จะมาป่วยตามแม่ไปอีกคนไม่ได้... เข้าใจมั้ย?”
คำพูดซื่อ ๆ ทว่าเต็มไปด้วยกระแสความปกป้องและห่วงหา เปรียบเสมือนสายลมโชยอ่อยใต้ต้นมะขามที่พัดเข้ามาโอบอุ้มจิตใจอันเปราะบางของน้ำค้างเอาไว้ ทำให้เธอตระหนักรู้ว่า ไม่ว่าโลกภายนอกและโชคชะตาหลังจากนี้จะบีบคั้นหรือต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายมหาศาลเพียงใด ทว่าตราบใดที่ยังมีอ้อมกอดและฝ่ามือคู่หนานี้อยู่เคียงข้าง เธอก็พร้อมจะหยัดยืนและแข็งแกร่งขึ้นเพื่อสู้กับวันพรุ่งนี้อย่างไม่กลัวเกรง
เสียงเครื่องยนต์ดีเซลของรถกระบะคันเก่าครางกระหึ่มต่ำ ๆ ก่อนจะดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบของยามวิกาลลานดินแห้งหน้าบ้าน แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องสว่างวาบไปกระทบรั้วไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่า ซึ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำด้วยรอยราและหยาดฝนตามกาลเวลา รั้วกั้นแผงนั้นทอดยาวบ่งบอกอาณาเขตติดต่อกันระหว่างบ้านสองหลัง
หลังหนึ่งคือบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ของตะวันที่มีแสงไฟนีออนสีส้มสลัวส่องลอดบานหน้าต่างออกมาให้พออบอุ่น ทว่าถัดไปไม่ไกล บ้านไม้ชั้นเดียวหลังย่อมของน้ำค้างกลับตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ไร้ซึ่งแสงตะเกียงหรือเงาคน กลิ่นอายความเงียบเหงาโชยอวลออกมาจากตัวบ้านที่ปิดตาย ราวกับจะย้ำเตือนถึงการขาดหายไปของร่มเงาหนึ่งเดียวในชีวิตเธอ
น้ำค้างเอื้อมมืออันไร้เรี่ยวแรงไปผลักประตูด้านผู้โดยสารออก ทันทีที่สองเท้าแตะพื้นดิน ความเหนื่อยล้าสะสมตลอดทั้งวันก็ถาโถมเข้าใส่จนหัวเข่าแทบทรุด ร่างบางอิดโรยเกินกว่าจะก้าวเดิน เสียงปิดประตูฝั่งคนขับดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ตะวันจะสาวเท้าข้ามลานดินตรงเข้ามาหา แววตาของเขาที่สะท้อนแสงจันทร์เต็มไปด้วยความกังวล
“คืนนี้น้ำมานอนที่บ้านพี่ก่อนนะ... นอนในห้องพี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่ออกมานอนที่ห้องโถงเอง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงกระแสความห่วงใยโชยผ่านความมืด ตะวันไม่รอคำตอบ เขาเอื้อมมือหนาไปเกาะกุมฝ่ามือที่เย็นเยียบของเด็กสาวเอาไว้ บีบกระชับเบา ๆ ก่อนจะออกแรงจูงเดินนำทางพาก้าวข้ามธรณีประตูบ้าน สัมผัสอันอบอุ่นนั้นนุ่มนวลและปลอดภัยดั่งพี่ชายที่คอยประคบประคองน้องสาวตัวน้อยไม่ยอมห่าง
“มากันแล้วเหรอลูก? ทานอะไรกันมารึยัง?”
ทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำอบไทยและไออุ่นจากเตาไฟในบ้านก็ลอยมาต้อนรับ ป้าไหมที่นั่งรออยู่บนแคร่ไม้กลางบ้านขยับกายลุกขึ้นเดินเข้ามาหา แววตาของหญิงสูงวัยฉายร่องรอยของความกระสับกระส่ายไม่แพ้กัน
“ทานกันมาแล้วครับแม่” ตะวันเป็นฝ่ายเอ่ยตอบเสียงเรียบ พลางขยับตัวบังร่างซูบซีดของน้ำค้างไว้หลวม ๆ “คืนนี้ผมจะให้น้ำมานอนที่บ้านเรานะแม่... ไม่อยากให้น้ำกลับไปนอนที่บ้านคนเดียว มืด ๆ ค่ำ ๆ มันเงียบเกินไป”
ป้าไหมเหลือบมองเด็กสาวตาแดงก่ำที่ยืนก้มหน้านิ่ง สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวของน้ำค้างได้ทันที หญิงสูงวัยพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ แววตาฉายความเมตตาอันบริสุทธิ์
“เอาสิ! ป้าก็คิดเอาไว้อย่างนั้นเหมือนกัน” ป้าไหมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนให้หัวใจที่บีบรัดของน้ำค้างค่อย ๆ คลายออก “งั้นรีบไปอาบน้ำอาบท่าให้ร่างกายมันสดชื่น แล้วก็ไปพักผ่อนกันได้แล้วลูก... เรื่องอื่น ๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
พูดจบ ป้าไหมก็ขยับก้าวเข้ามาประคองไหล่บางของน้ำค้าง ฝ่ามืออุ่นของหญิงสูงวัยลูบแผ่นหลังแผ่วเบา คอยรุนหลังให้เด็กสาวเดินตรงไปยังห้องน้ำด้วยความอาทร สัมผัสอันอ่อนโยนนั้นเปรียบเสมือนร่มเงาไม้ใหญ่ที่แผ่ขยายเข้ามากำบังแดดฝนในยามที่หัวใจของหยาดน้ำค้างดวงนี้เกือบจะแตกสลาย ช่วยประยุงร่างอันไร้เรี่ยวแรงให้ผ่านพ้นราตรีอันยาวนานนี้ไปได้อีกหนึ่งคืน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานกระจกสูงของตึกผู้ป่วยวิกฤต ทว่ามันไม่ได้นำพาความอบอุ่นมาให้เลยแม้แต่น้อย มวลอากาศรอบกายยังคงถูกปกคลุมด้วยความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศและกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนกริบเจือจางในทุกลมหายใจเข้าออก
เสียง ติ๊ด... ติ๊ด... ของเครื่องสัญญาณชีพจรยังคงดังสะท้อนก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เส้นกราฟยักยือสีเขียวบนจอมอนิเตอร์และสายระโยงระยางบนหัวเตียงยังคงทำหน้าที่พยุงร่างผอมบางของน้านิดที่นอนนิ่งสนิท ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ
ทว่าในเช้าวันนี้ เสียงเครื่องมือแพทย์เหล่านั้นกลับไม่ได้ฟังดูเหมือนเสียงยื้อชีวิตอีกต่อไป แต่มันดังกระหน่ำในโสตประสาทของน้ำค้าง ราวกับเครื่องจักรนับถอยหลังที่คอยย้ำเตือนถึงหนี้สินที่กำลังคืบคลานเข้ามาบดขยี้ชีวิต
สองมือของเด็กสาวสั่นระริกขณะก้มลงมองแผ่นกระดาษสีขาวหม่นในอุ้มมือ ตัวเลขแจ้งค่าใช้จ่ายสุทธิรวมถึงหลักหน่วยตัวสุดท้ายเยื้องกรายเด่นหราอยู่บนเนื้อกระดาษสาก ๆ มันระบุจำนวนเงินสูงลิบลิ่วถึงหกหลัก... ตัวเลขที่เด็กสาวบ้านนาอย่างเธอไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เห็นในชีวิต
น้ำค้างเริ่มออกแรงกำกระดาษแผ่นนั้นแน่นขึ้น... แน่นขึ้นจนเนื้อกระดาษยับยู่ยี่คามือ ข้อนิ้วสลักแน่นจนกลายเป็นสีขาวซีด หยาดน้ำตาอุ่นร้อนที่พยายามสะกดกลั้นไว้ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในตึก พลันรื้นขึ้นมาจนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน หยดน้ำตาตกลงกระทบแผ่นแจ้งหนี้เกิดเป็นรอยด่างดวง ขยายวงกว้างออกไปคล้ายกับความมืดมิดที่กำลังกัดกินหัวใจของเธอ
เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มอย่างลนลาน สายตาจ้องมองผ่านบานกระจกใสเข้าไปยังร่างของแม่ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งดั่งถูกศิลาทับ แผ่นอกของแม่ยังคงขยับขึ้นลงตามจังหวะเครื่องช่วยหายใจอย่างแผ่วเบา คำวินิจฉัยสั้น ๆ ทว่าเด็ดขาดจากแพทย์เจ้าของไข้ที่เพิ่งเดินแยกตัวออกไปเมื่อครู่ ราวกับเป็นโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่กักขังพวกเธอไว้กับโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้
ความจริงอันโหดร้ายกระแทกเข้ากลางอกจนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกที่คอหอย... ตราบใดที่แม่ยังไม่พ้นขีดอันตราย เธอก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดเรื่องเซ็นเอกสารย้ายโรงพยาบาล และนั่นหมายความว่า ทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนผ่านไป เม็ดเงินที่เธอไม่มีวันหาได้ทันในเวลานี้ กำลังแตกหน่อเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
ลมหายใจของน้ำค้างเริ่มหอบถี่และติดขัด ความกดดันบีบคั้นจนหัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก โลกทั้งใบที่เคยพึ่งพาร่มเงาของแม่ บัดนี้เหลือเพียงไหล่บาง ๆ ของเธอที่ต้องแบกรับราคาของลมหายใจนี้ไว้เพียงลำพัง เด็กสาวซบหน้าลงกับแผ่นกระจกอันเย็นเฉียบ สองตาเบิกกว้างจ้องมองร่างของแม่สลับกับกระดาษยับยู่ยี่ในมือ ในหัวสมองหมุนวนคิดหาทางออกจนแทบคลั่ง...
เงินหกหลักในเวลาไม่กี่วัน เด็กเสิร์ฟร้านอาหารธรรมดาอย่างเธอจะไปปัญญาหามาจากไหน หากโชคชะตาไม่ปรานีเปิดทางให้แม่ฟื้นขึ้นมาในเร็ววันนี้น้ำค้างคงต้องยอมแลกทุกอย่างในชีวิตเพื่อรักษาชีวิตของแม่ไว้... ไม่ว่าสิ่งนั้นจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
“ไม่ต้องกังวลอะไรนะหนู... ทำตัวตามสบาย เสี่ยเป็นคนง่าย ๆ”กระแสเสียงทุ้มต่ำพยายามปรับท่วงทำนองให้นุ่มนวลชวนผ่อนคลาย เสี่ยหนูขยับรอยยิ้มกว้างพลางตบหลังฝ่ามืออวบหนาลงบนเบาะกำมะหยี่เบา ๆ สายตาที่ผ่านโลกราคีย์มาอย่างเจนจัดลอบสำรวจอาการไหล่ห่อ นั่งเกร็งจนตัวลีบของเด็กสาวข้างกาย เขารู้ในทันทีว่าเหยื่อตัวน้อยคนนี้ไม่เคยต้องมือกามารมณ์และไม่ประสาต่อโลกซ่อนเร้นชนิดนี้มาก่อน ความตื่นตระหนกที่ฉายชัดในแววตาของเธอ ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในอกของชายสูงวัยให้กระเหี้ยนกระหือรือ แต่อาการลนลานแบบนี้ต้องใช้ความใจเย็นเข้าล่อน้ำค้างขยับมุมปากรั้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้งผาก ฝืนความรู้สึกขยะแขยงที่แล่นริ้วขัดขืนอยู่ในใจ เธอหลับตาลงชั่ววูบ ยามนั้น เสียงเตือนสติของฟางที่เคยเกื้อหนุนแว่วดังขึ้นในมโนสำนึกดั่งเครื่องยึดเหนี่ยวชิ้นสุดท้าย ‘พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับมัน ไม่ฝืนทำเป็นสนุกไปกับมันซะ’ เด็กสาวบ้านนาสูดลมหายใจเข้าลึก จิกปลายนิ้วลงกับหัวเข่าเพื่อบังคับตัวเองให้คลายความแข็งทื่อลงทีละน้อย“ดื่มอะไรหน่อยไหมล่ะ... มันจะช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้นนะ” ชายรุ่นพ่อยังคงรุกคืบด้วยคำชวนคุย น้ำเสียงทวีความกรุ้มกริ่มพลา
รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันหรูเคลื่อนตัวผ่านทางลาดชันแคบ ๆ ขึ้นสู่อาคารจอดรถของโรงแรมระดับสี่ดาวย่านใจกลางเมือง เสียงยางรถยนต์บดไปกับพื้นปูนขัดมันดัง เอี๊ยดอ๊าด สะท้อนก้องท่ามกลางความสลัว ไฟหน้ารถสาดกระทบเสาคอนกรีตต้นแล้วต้นเล่า ก่อนจะหักพวงมาลัยถอยเข้าซองจอดนิ่งสนิทในซองแคบที่มีเส้นสีขาวทึบกำกับ เครื่องยนต์ครางกระหึ่มต่ำเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับลง ทิ้งให้ความเงียบงันและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศโรยตัวปกคลุมผู้โดยสารทั้งสองในเวลาเกือบหกโมงเย็น“เสี่ยหนูแกเป็นคนใจป้ำ... ถ้าถูกใจขึ้นมานะแกเปย์ไม่อั้น น้ำต้องพยายามตามใจเสี่ยเขาหน่อยละกัน”ติ๊กเอ่ยขึ้นทำลายความอึดอัดที่นิ่งสนิทมาตลอดทาง ปลายนิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะเนิบช้า สายตาชำเลืองมองกระจกมองหลังเพื่อเช็กความเรียบร้อยของใบหน้า น้ำค้างที่นั่งขดตัวอยู่เบาะข้าง ๆ จิกเล็บเข้ากับเนื้อผ้ากระโปรงจนยับย่น ความเย็นเฉียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ ก่อนจะเค้นกระแสเสียงแผ่วเบาออกมาอย่างซื่อบริสุทธิ์“น้ำ... น้ำต้องทำตัวยังไงบ้างคะ”“ไม่ต้องทำอะไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวเสี่ยเขาจะพาทำเองแหละ” ติ๊กแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ผินหน้ากลับมามองเด็กสาวรุ่นน
ครืด... ครืด... ครืด...แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะไม้หัวเตียงส่งเสียงครางครืดคราดน่ารำคาญ มันปลุกให้เปลือกตาที่เคลือบด้วยคราบมาสคาร่าเลอะเลือนของติ๊กค่อย ๆ เผยอขึ้นอย่างยากลำบาก แสงแดดสายของวันใหม่สาดส่องลอดบานเกล็ดเข้ามาแยงตาจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ หญิงสาวส่งเสียงจิ๊ปากในลำคอพลางวาดลำแขนเรียวไปตามพื้นผิวโต๊ะอย่างงัวเงีย ปลายนิ้วปัดป่ายคว้าสะเปะสะปะไปโดนฝาขวดน้ำหอมและแผงยาก่อนจะตะครุบวัตถุสี่เหลี่ยมด้ามเย็นเฉียบขึ้นมาได้ เธอพลิกกายหงาย พยายามหยีตาเพ่งมองหน้าจอที่สว่างวาบเพื่อปรับโฟกัสสายตาอันพร่าเบลอ‘น้ำค้าง’ทันทีที่ตัวอักษรบนหน้าจอปรากฏสู่สายตา ร่องรอยความง่วงงุนและอาการหงุดหงิดเมื่อครู่พลันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก นัยน์ตาคู่เฉี่ยวเบิกกว้างฉายแววยินดีปรีดาขึ้นมาครามครัน ผิวแก้มสลัดความอิดโรยแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวราวกับเพิ่งได้รับแจ้งข่าวดีที่สุดในชีวิต ติ๊กรีบสไลด์หน้าจอรับสาย ขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงพลางกรอกน้ำเสียงหวานหยดย้อยลงไปในสายทันที“ว่าไงจ๊ะน้องน้ำ...”ริมฝีปากสีซีดแย้มยิ้มกว้าง ติ๊กจงใจปรับโทนเสียงให้ละมุนละม่อมคล้ายพี่
สียงดนตรีจังหวะเนิบช้าที่เปิดคลอเบา ๆ ผสานไปกับแสงไฟสลัวสีส้มภายในร้านอาหารกึ่งผับ บ่งบอกว่าช่วงเวลาไนต์ไลฟ์อันคึกคักได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว บรรยากาศรอบข้างที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์และเสียงชนแก้วบัดนี้เงียบเหงาลงถนัดตา พนักงานเสิร์ฟสามสี่คนในชุดยูนิฟอร์มเริ่มจับกลุ่มยืนพิงเคาน์เตอร์ กระซิบกระซาบพูดคุยกันเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการวิ่งวุ่นรับส่งออเดอร์ตลอดทั้งคืนที่โต๊ะไม้มุมมืดหลังร้าน ฟางกำลังก้มหน้าก้มตาใช้ช้อนสังกะสีตักข้าวผัดกะเพราเม็ดแข็ง ๆ เข้าปากอย่างหิวโซ อาหารมื้อดึกควบเช้ามืดก่อนเวลาเลิกงานคือสิ่งเดียวที่เยียวยาความโหยของคนกรำงานกลางคืนทุกคนในเวลานี้ กลิ่นพริกแก้งฉุน ๆ ลอยแตะจมูกพร้อมกับเสียงเคี้ยวข้าวเงียบ ๆ ท่ามกลางความล้า“น้ำไม่มาทำงานเหรอวันนี้”เสียงแหบเสน่ห์ที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำลายความเงียบระหวางมื้ออาหาร และฉุดความสนใจของฟางให้ละจากจานข้าวตรงหน้า หล่อนกลืนข้าวคำโตลงคอพลางตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง“วันนี้น้ำไม่สบาย...”ทว่า ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดพ้นริมฝีปาก ปลายนิ้วที่จับด้ามช้อนพลันสั่นระริกชะงักกึกกลางอากาศ สมองกระตุกวาบเมื่อภาพรอ
ความเงียบงันภายในห้องเช่าแคบ ๆ ถูกทำลายลงด้วยเสียงลูกบิดประตูดัง กริ๊ก ดังแผ่วเบา ก่อนบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าจะถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ละอองฝุ่นปลิวคว้างล้อแสงแดดเจิดจ้าภายนอก ร่างบางของน้ำค้างก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทางโซเซ สองขาที่เคยเรียวขยับก้าวอย่างอิดโรยราวกับหุ่นยนต์ที่พลังงานใกล้หมดสิ้น สภาพเรือนร่างของเธอสับสนยับยู่ยี่ เสื้อยืดสีขาวเปรอะเปื้อนรอยยับย่น คอเสื้อเบี้ยวโย้จนเผยให้เห็นรอยแดงปื้นจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงซอกคอ กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงและกลิ่นเหงื่อไคลฉุนจัดที่ชวนคลื่นไส้โชยฟุ้งออกมาจากตัวเธอแทนที่จะเป็นกลิ่นแป้งเด็กอย่างเคย นัยน์ตาคู่กลมโตบัดนี้แห้งผาก เลื่อนลอย และมืดมิดไร้แววประหนึ่งคนสูญเสียจิตวิญญาณ เด็กสาวเดินตรงดิ่งไปยังเตียงนอนหลังเล็กประจำตัว ก่อนจะทิ้งกายล้มพับลงบนฟูกแข็ง ๆ อย่างไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว ปล่อยให้ใบหน้าซุกจมลงกับหมอนนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายเดิม ๆ ของบ้านนาฟางซึ่งนั่งก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือส่วนตัวละสายตาจากกรอบหนังสือที่อยู่ตรงหน้า เงยหน้าขึ้นตั้งใจจะส่งเสียงทักทาย ทว่าทันทีที่นัยน์ตาปะทะเข้ากับสภาพของเพื่อนร่วมห้อง คำพูดทั้ง
เฮียตึ๋งหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มวลกล้ามเนื้อและร่างท้วมใหญ่เงาดำตระหง่านค้ำอยู่เหนือร่างของเด็กสาว แสงไฟสีนวลจากหัวเตียงทาบทับใบหน้าคร้ามโลกที่บัดนี้ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกระหยิ่มใจที่มุมปาก นัยน์ตาเรียวเล็กจอดจ้องสรีระอ้อนแอ้นของน้ำค้างที่นอนระทวย อ่อนเปลี้ยไร้กระดูกอยู่บนฟูกหนาตรงหน้าดั่งลูกกวางที่หมดแรงขัดขืน ฝ่ามือหยาบใหญ่เอื้อมลงมาเกาะกุมกิเลสตัณหาอันขยายพองโตของตนเองไว้เต็มกำมือขยับส่ายไหว ก่อนจะเคลื่อนกายเข้าประชิด กดจ่อส่วนปลายมนใหญ่เข้าหาปากทางเนื้อนุ่มแรกรุ่นของเหยื่อสาวที่อ้าเผยอน้อย ๆ รองรับอยู่อย่างย่ามใจ“อื้อหือ!... หีโคตรแน่น... ซี้ดดด...”หนุ่มใหญ่ครางกระเส่าในลำคอ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกระสันขีดสุด ยามเมื่อออกแรงยัดเยียดแท่งเนื้อร้อนระอุเข้าสู่โพรงสวาทอันคับแคบ แม้ผิวเนื้อส่วนลึกจะเจิ่งนองชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำหวานที่หลั่งรินออกมาจนเฉอะแฉะ ทว่าความสดใหม่ที่ไม่เคยมีสิ่งแปลกปลอมใดบุกรุกผ่านเข้าไปมาก่อนในชีวิต กลับกลายเป็นปราการธรรมชาติที่รัดตรึงบีบรัดจนส่วนหัวบานใหญ่ไม่อาจผ่านศิลาแคบเข้าไปได้โดยง่าย“อูยยย... โอ๊ยยย... ซี้ดดด... เจ็บ... เจ็บอะ...”เสียงร้องประ







