Masukมวลอากาศสลัวจางภายในห้องเช่าขนาดเล็กอบอวลไปด้วยกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ปะปนกับความเงียบงัน เสียงพลิกหน้ากระดาษตำราเรียนที่เคยดังเป็นจังหวะพลันชะงักลง ทันทีที่เสียงกลอนประตูเหล็กคลายล็อก ฟางเงยหน้าขึ้นจากโคมไฟอ่านหนังสือที่ปลายเตียง แสงสีเหลืองนวลจับใบหน้าที่อิดโรยของเธอ ก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ สายตาจับจ้องไปยังร่างของเพื่อนสนิทที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา... น้ำค้างเดินเข้ามาด้วยแผ่นหลังที่ห่อเหี่ยว ท่าทางเชื่องช้าและมืดมนราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้บนบ่า
ตุบ...
สายกระเป๋าเป้สะพายหลังหลุดเลื่อนจากลาดไหล่ ร่วงลงกระทบฟูกนอนหนานุ่มด้านหลังอย่างไร้ทิศทาง ก่อนที่ร่างบางของน้ำค้างจะทรุดนั่งขัดสมาธิตามลงไปอย่างคนหมดสิ้นเรี่ยวแรง สองมือปล่อยวางอยู่บนตักดั่งคนไร้กระดูก เธอนิ่งสนิท สายตาเลื่อนลอยทอดมองมายังฟาง เพื่อนร่วมห้องยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
ดวงตาคู่โตของฟางวูบไหว เต็มไปด้วยความอัดอั้นและคำถามมากมายที่วิ่งวนอยู่ในหัว ทว่าไม่มีถ้อยคำใด ๆ หลุดรอดพ้นริมฝีปากที่เม้มแน่น มีเพียงสายตาแห่งความเห็นอกเห็นใจที่ทอดมองมา คล้ายจะบอกว่าเธอรับรู้ความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นแล้ว
ฟางก้าวเท้าผ่านความเงียบอันอึดอัดตรงเข้าไปหาน้ำค้างอย่างเชื่องช้า เธอหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ ก่อนจะเอื้อมวงแขนเข้าโอบกอดร่างที่สั่นเทาของเพื่อนรักเอาไว้แน่น ไออุ่นจากผิวกายของฟางและแรงบีบกระชับที่หัวไหล่ ทำหน้าที่เล่าความรู้สึกแทนคำปลอบโยนที่แสนไร้ค่าในเวลานี้
“กูจะทำยังไงดีวะฟาง...”
น้ำค้างรำพึงขึ้นเบา ๆ เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม มันเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาที่แฝงไปด้วยความสิ้นหวังอันลึกซึ้ง
“มึงใจเย็น ๆ ก่อนนะน้ำ... ทุกอย่างมันมีทางแก้ของมันเสมอนั่นแหละ” ฟางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางใช้ฝ่ามือลูบหลังปลอบประโลมเป็นจังหวะ หวังให้ก้อนเนื้อที่เต้นระรัวในอกของเพื่อนคลายความกระตุกกลัวลงบ้าง
น้ำค้างสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดึงสติอันกระจัดกระจายให้กลับมา แววตาหม่นแสงเบนมาสบตากับเพื่อนสาวตรง ๆ “แล้ว... แม่มึงเป็นยังไงบ้างล่ะ?” ความห่วงใยสะท้อนผ่านน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ
“แม่กูไม่เป็นไรแล้ว หมอให้ยากลับมาทานที่บ้าน ทุกอย่างโอเคหมดแล้วมึงไม่ต้องห่วงเลย” ฟางส่งยิ้มบาง ๆ เพื่อให้เพื่อนคลายกังวล ทว่าวินาทีต่อมา แววตาของฟางกลับสลดวูบลงเมื่อเห็นประกายความหวาดกลัวขุมใหญ่แล่นริ้วขึ้นมาในดวงตาของน้ำค้าง
“แต่กู...” น้ำค้างก้มหน้าลง สองมือกำขยำผ้าปูเตียงจนยับยู่ยี่ ก้อนสะอื้นเริ่มแล่นมาจุกที่คอหอยจนหน้าอกกระเพื่อมไหว
“กูต้องหาเงิน... หาเงินไปจ่ายค่ารักษาแม่หลายแสนเลยมึง... โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น... ค่า ICU มัน...”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค เสียงก้อนสะอื้นหนัก ๆ ก็ระเบิดตามมา หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักอาบสองแก้มจนชุ่ม แผ่นหลังบางสั่นโยนตามแรงไห้ที่กักเก็บไว้มาตลอดทาง คำว่า ‘หลายแสน’ ทำเอาฟางถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก แม้ในใจจะแอบคาดการณ์ถึงความโหดร้ายของตัวเลขในโรงพยาบาลเอกชนไว้บ้างแล้ว แต่พอได้ยินความจริงจากปากเพื่อน มันกลับหนักหน่วงจนน่าใจหาย
“มึงคิดว่ากูควรจะทำยังไงดีวะฟาง... เงินตั้งมากมายขนาดนั้น คนอย่างกูจะไปหามาจากไหน...” น้ำค้างเอ่ยคร่ำครวญ รำพึงรำพันผสมเสียงสะอื้นไห้ดั่งคนหลงทางในทะเลทรายอันมืดมิด สองมือไขว่คว้าหาทางออกที่มองไม่เห็น ความกดดันในห้องเช่าแคบ ๆ พลันดิ่งลึกและหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ บีบคั้นให้เด็กสาวต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกที่เธออาจต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีในชีวิตหลังจากนี้
ความอึกทึกครึกโครมในโถงห้องอาหารเริ่มลดระดับความโจษจันลงไปพร้อมกับเข็มนาฬิกาที่ล่วงเลยช่วงเวลาไพรม์ไทม์ เสียงแก้วกระทบกันและเสียงดนตรีสดที่เคยแผดลั่นเหลือเพียงแผ่วเบาเล็ดลอดผ่านบานประตูสังกะสี น้ำค้างขยับกายอย่างเหนื่อยอ่อนบนเก้าอี้พลาสติกสีขาวหม่นที่ตั้งแอบแนบกำแพงปูนเปลือยบริเวณหลังร้าน ลมเอื่อยยามดึกพัดพากลิ่นอายควันบุหรี่จาง ๆ จากมุมมืดและกลิ่นเศษอาหารชวนคลื่นเหียนโชยมาแตะจมูก ทว่าเด็กสาวกลับนั่งนิ่ง สายตาเหม่อมองออกไปในความมืดมิดอันเวิ้งว้างของซอยเปลี่ยวหลังร้านอย่างเดียวดาย สองมืออันหยาบกร้านจากการยกถาดอาหารกุมเข้าหากันแน่น ความอ่อนล้าทางกายยังไม่เท่าความว่างเปล่าในอกที่เธอกำลังเผชิญ
“อยู่นี่เองเหรอ? พี่ตามหาซะทั่วร้าน นึกว่ากลับไปแล้วซะอีก!”
น้ำเสียงแหลมใสอันคุ้นเคยดังขึ้นทลายความเงียบงัน น้ำค้างสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะเบนสายตาหันกลับไปมองหญิงสาวที่เพิ่งก้าวพ้นประตูออกมา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาหวานเอียนโชยฟุ้งเข้าแทนที่อากาศอับชื้นทันที ภาพตรงหน้าคือพี่ติ๊กในชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เชียร์เบียร์ชื่อดัง ใบหน้าแต่งแต้มแต่งฉูดฉาดพราวเสน่ห์
“พี่ติ๊ก... มีอะไรกับน้ำหรือเปล่าคะ?” น้ำค้างเอ่ยถาม เสียงของเธอแหบแห้งและราบเรียบไร้ซึ่งพลังงาน
“มีสิ ไม่มีจะตามหาเหรอ” พี่ติ๊กคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้มตามแบบฉบับของสาวเชียร์เบียร์ผู้เจนสนาม ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงระเรื่ออวบอิ่มขยับเยื้องกรายเข้ามาใกล้ ก่อนจะหย่อนสะโพกนั่งลงบนขอบลังโซดาข้าง ๆ ท่าทางสดใสชวนคุย “พอมีเวลาหน่อยไหม? พี่มีเรื่องอยากคุยด้วยน่ะ”
น้ำค้างนิ่งฟัง แววตาแฝงความระแวดระวัง ทว่าพี่ติ๊กกลับไม่ได้ปล่อยให้ความเงียบทำงานนานเกินไป หญิงสาวรุ่นพี่ขยับเข้าประชิด แววตาคู่คมจับจ้องใบหน้าซีดเซียวของน้ำค้างราวกับอ่านสถานการณ์ออกทั้งหมด ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าเย้ายวนใจ
“พี่กำลังหาเพื่อนร่วมงานอยู่พอดี... เงินดี งานง่าย รายได้งดงาม สนใจไหมล่ะเรา?”
คำว่า ‘เงินดี’ และ ‘รายได้งดงาม’ สะกิดเข้ากลางใจที่บอบช้ำชวนให้นึกถึงแผ่นกระดาษแจ้งหนี้หกหลักหน้าห้อง ICU ขึ้นมาฉับพลัน หัวใจของน้ำค้างกระตุกรัว ลมหายใจเริ่มติดขัด ทว่าสัญชาตญาณความกลัวและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้เธอรีบขยับตัวถอยห่างเล็กน้อย เอ่ยปากออกตัวดักทางไว้ก่อนทันที “งานอะไรคะพี่ติ๊ก... ถ้าเป็นงานประเภทที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว น้ำไม่เอานะคะ!”
“โถ่... ใครบอกว่าต้องทำถึงขนาดนั้นล่ะน้ำ” พี่ติ๊กหัวเราะร่วนในลำคอ เสียงใสทว่าฟังดูเยือกเย็นในความรู้สึกคนฟัง มือเรียวที่แต่งเล็บยาวเอื้อมมาแตะต้นแขนของน้ำค้างเบา ๆ สัมผัสอุ่นเหนียวจากโลชั่นชวนให้อึดอัด “งานที่พี่ว่าน่ะ มันอยู่ที่ตัวเราต่างหาก ไม่มีใครมาบังคับให้เราทำอะไรที่เราไม่ยอม หรือไม่อยากทำได้หรอก... ทุกอย่างมันอยู่ที่ความพอใจของเรา”
พี่ติ๊กเว้นจังหวะ สายตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของเด็กสาวราวกับรู้จุดตายและความเดือดร้อนที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงกลางใจด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักหน่วง
“คิดดูดี ๆ นะน้ำ... แต่ละเดือนรับเป็นแสนเลยนะ หรืออาจจะหลายแสน... แล้วแต่ว่าเราจะขยันและบริหารเสน่ห์เก่งแค่ไหน”
คำว่า ‘หลายแสน’ ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของน้ำค้างประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าในคืนเดือนมืด มวลอากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งและหมุนคว้าง ภาพร่างของแม่ที่หายใจรวยรินอยู่ใต้ตึกผู้ป่วยวิกฤตสลับกับตัวเลขในใบแจ้งหนี้ลอยเด่นขึ้นมาบดบังทุกสิ่ง ความขัดแย้งในใจปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนขมับเต้นตุบ เงินจำนวนมหาศาลที่เธอต้องพลิกแผ่นดินหา บัดนี้ลอยมาอยู่ตรงหน้าเพียงแค่เอื้อมมือคว้า
เด็กสาวเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด แววตาที่เคยมืดมนกลับสั่นระริกทอประกายแห่งความหวังปนความหวาดกลัวอย่างที่สุด... ประตูสู่โลกมายาที่เต็มไปด้วยกลิ่นควันและแสงสี กำลังอ้าแขนต้อนรับเธอให้ก้าวผ่านเส้นแบ่งศักดิ์ศรีเข้า ไปแลกกับลมหายใจของแม่ในอีกไม่ช้าชิ้นนี้
ริมฝีปากอวบอิ่มของพี่ติ๊กขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่แฝงเลศนัยจาง ๆ ท่ามกลางความสลัวรางหลังร้าน หญิงสาวรุ่นพี่เอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายหนังแบรนด์เนมใบหรูขึ้นมาวางบนตัก เสียงซิบโลหะรูดเปิดดัง ครูด แผ่วเบา ก่อนที่ฝ่ามือเรียวจะล้วงลึกลงไปขยับหยิบเอาบางสิ่งออกมา... สิ่งที่ทำให้นัยน์ตาของน้ำค้างเบิกกว้าง หัวใจกระตุกวูบหน่วงดิ่งลงไปในช่องท้องทันที
แปะ...
ธนบัตรสีเทาปึกหนาสามปึกใหญ่ถูกวางลงบนหน้าตักของพี่ติ๊กอย่างง่ายดายและเชื่องช้า ราวกับมันเป็นเพียงกระดาษไร้ค่าธรรมดาสามัญชิ้นหนึ่ง ทว่าสำหรับเด็กสาวบ้านนาอย่างน้ำค้าง แบงก์พันปึกหนาที่จับตัวกันแน่นจนเห็นขอบสีม่วงอมเทาเด่นหราเหล่านั้น คือสิ่งมหาศาลที่คนอย่างเธอไม่เคยคิดฝันว่าจะได้พานพบหรือหยิบจับมาก่อนในชีวิต กลิ่นสาบของหมึกพิมพ์บนเนื้อกระดาษใหม่เอี่ยมลอยมาแตะจมูก ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมวานิลลาฉุนกริบจนชวนวิงเวียน
“ถ้ายังไม่เชื่อใจพี่ ก็เอาไปหมุนก่อนเลยสามหมื่น... นี่มัดจำค่าจ้างล่วงหน้า ถ้าน้ำตกลงรับงานนี้กับพี่ เงินก้อนนี้ไม่ต้องคืน พี่ให้เลย”
น้ำเสียงของพี่ติ๊กราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจบีบคั้นอย่างมหาศาล สองมือกดปึกเงินส่งยื่นมาตรงหน้า
“จะบ้าเหรอพี่ติ๊ก! น้ำยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นงานอะไร แล้วอยู่ ๆ จะให้น้ำมาสุ่มสี่สุ่มห้าขโมย... เอ้ย รับเงินก้อนโตขนาดนี้จากพี่ได้ยังไง” น้ำค้างละล่ำละลักปฏิเสธ เสียงของเธอสั่นพร่า ลมหายใจหอบถี่สั้น สายตาลนลานจับจ้องมองดูลูกคลื่นธนบัตรสีเทาในมือของรุ่นพี่ สลับกับใบหน้าแต่งแต้มฉูดฉาดที่กำลังจ้องลึกเข้ามาอย่างไม่ยากจะเชื่อสายตา ความไม่มั่นใจและความหวาดระแวงปะทุขึ้นจนหัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองรบ
“แล้วน้ำคิดว่างานที่พี่ทำอยู่ทุกวันนี้... มันมีตรงไหนที่เสียหาย หรือไม่ดีตรงไหนเหรอ?”
คำถามย้อนศรแผ่วเบาทว่าเชือดเฉือนของพี่ติ๊ก ทำเอาน้ำค้างถึงกับน้ำท่วมปาก จุกแน่นอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก สภาพของพี่ติ๊กที่ยืนเฉิดฉายอยู่ในโถงห้องอาหาร มีเงินจับจ่ายสอยของหรูหรา ลบภาพสาวชาวบ้านคนเดิมไปจนสิ้น
ทว่าสิ่งหนึ่งที่แฝงตัวขึ้นมาท่ามกลางความสับสนในดวงตาที่สั่นไหวของน้ำค้าง คือความเคลือบแคลงสงสัยขุมใหญ่... ลำพังการยืนเป็นสาวเชียร์เบียร์ชวนแขกชนแก้วในร้านอาหาร มันจะไปมีเงินทองมากมายก่ายกองหลั่งไหลมาง่ายดายขนาดนี้ได้อย่างไร? ความเป็นจริงข้อนั้นกระตุ้นความยากรู้อยากเห็นในใจให้คุกรุ่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
พี่ติ๊กหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เสียงนั้นฟังดูเยือกเย็นอย่างประหลาดในความเงียบหลังร้าน ขณะที่เธอขยับยื่นปึกเงินสีเทาเข้ามาชิดจนเนื้อกระดาษสาก ๆ แทบจะบดเบียดสัมผัสโดนหน้าตักกางเกงขาสั้นในชุดยูนิฟอร์มพนักงานของเด็กสาว แววตาคมกริบที่กรีดอายไลเนอร์จนเฉี่ยวคมคู่นั้น ฉายประกายรุกรานแกมบังคับอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า บีบเค้นให้อากาศรอบตัวหนักอึ้งจนน้ำค้างแทบสิ้นลมหายใจ
“ก็อย่างที่พี่บอกไปนั่นแหละน้ำ... ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเรา เลือกเอาเถอะนะน้อง”
คำพูดประโยคสุดท้ายแผ่วเบาราวกับกระซิบ ทว่ามวลอากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งดิ่งลึกด้วยความกดดันอันมหาศาล กลิ่นหอมระรื่นของดอกพลับพลึงป่าที่เคยเหน็บอยู่ข้างใบหูในวันวาน คล้ายจะถูกกลิ่นสาบเงินตราและแสงสีแฟลชสลัวจากในร้านคืบคลานเข้าบดบังจนมืดมิด
น้ำค้างสูดลมหายใจเข้าลึก ภาพใบแจ้งหนี้หน้าห้อง ICU ของแม่ลอยเด่นขึ้นมาตัดกับปึกเงินตรงหน้า ชวนให้หัวใจกระตุกสั่นอย่างรุนแรง... เส้นแบ่งระหว่างศักดิ์ศรีและความอยู่รอดกำลังบีบรัดให้เธอต้องยื่นมือออกไปคว้ามันในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้
แกร็ก!เสียงประตูห้องเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการปรากฏตัวของตะวันในสภาพผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซูบมันแววเนื่องจากการกรำงานหนักเอกสารประมูลมาทั้งวัน ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก ชายเสื้อบางส่วนหลุดลุ่ยออกมานอกขอบกางเกงสแล็กสีเข้ม ชายหนุ่มยืนเบิ่งตากลมโตเบิกกว้าง ทอดสายตาจ้องมองตรงไปยังโซฟาตัวใหญ่กลางห้องรับแขก ซึ่งบัดนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางตัณหาของทุกคนภาพของน้ำค้าง เมียรักร่างบางที่กำลังนั่งคร่อมทับอยู่บนตักแกร่งของเจิด โดยที่อดีตบอดี้การ์ดหนุ่มกำลังนอนกัดฟันกรอด สองมือหนาใหญ่กร้านงานหนักบีบเฟ้นเค้นหนั่นเนื้อสะโพกขาวงอนอย่างมันมือ ทำให้ความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานมาตลอดทั้งวันของตะวันปลิวหายไปเป็นปลิดทิ้ง!ทว่าสิ่งที่สร้างความรัญจวนใจจนเขาใจกระตุกวูบและเต้นระรัว คือภาพมุมต่ำของสองกลีบแคมสีสดสวยของน้ำค้างที่บัดนี้กำลังอ้าอมลำแท่งเนื้อยาวใหญ่ที่อวบอ้วนสีเข้มเอาไว้มิดโคน กลีบเนื้อสีหวานเบียดรั้งรัดติ้วจนปลิ้นเข้าปลิ้นออกราวกับจะฉีกขาด พร้อมกับคราบน้ำรักสีขาวขุ่นที่ทะลักเอ่อล้นไหลย้อยลงมาชโลมฉ่ำทั่วพวงไข่เบื้องล่าง นั่นคือภาพวิชวลความร่านร้อนที่ตอกอัดเข้าเต
"ทีนี้ตาพี่บ้างนะ... พี่ขอนะน้องติ๊ก"เจิดกัดฟันกรอดด้วยความกระสันที่พุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด ชายหนุ่มหันไปสบตากับโต้งที่นั่งไขว่ห้างเอนหลังพิงเบาะ จิบเบียร์เย็นฉ่ำในมือพลางยิ้มกริ่มส่งสัญญาณให้เหมือนกำลังบอกว่า 'จัดไปเลยพี่... เต็มที่!'ฝ่ามือหนาใหญ่กร้านงานหนักสอดอุ้มบั้นท้ายกลมกลึงของติ๊กยกขึ้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะหมุนเรือนร่างระหงวางลงเอนนอนแทนที่เขาบนเบาะโซฟา แล้วพลิกตัวขึ้นทาบทับอยู่เบื้องบนอย่างดุดัน สองขาเรียวงามของแม่เล้าสาวถูกจับแยกออกกว้าง ยกเข่าขึ้นวางตั้งบนเบาะโซฟาเปิดเปลือยเรือนร่างเป็นรูปตัวเอ็มอย่างน่าหวาดเสี้ยว"ว้าว... โคตรใหญ่เลยอะ! เป็นไงบ้างพี่ติ๊ก!"ฟางก้มตัวลงต่ำ จ้องมองดูจุดสนามรบที่สัดส่วนสองแคมสีสดสวยกำลังอ้าปลิ้น คาบครอบลำแท่งเนื้อยักษ์ปูดโปนขรุขระไว้แน่นมิดโคน พร้อมกับช่องทางรักที่ตอดขมิบรัดเอวหนายวบ ๆ เป็นจังหวะถี่ระรัว"อูยยยย... สุด ๆ เลยฟาง... โอ๊ยยยย... ซี้ดดดด..."ติ๊กหลับหูหลับตาตอบกลับเสียงกระเส่าพร่า ลมหายใจขาดช่วงเป็นจังหวะ"อ๋าาาาา... อูยยยย!"ดวงตาของติ๊กเหลือกปลิ้น อ้าปากค้างหวอเมื่อเจิดถอนลำเอ็นยักษ์ยาวเหยียดออกมาจนเกือบหลุดสุดปลายหัวถอก ก่อนจะกดสะโพ
เจิดค่อย ๆ ผละริมฝีปากออกจากความอวบอิ่มของติ๊ก ทว่าชายหนุ่มกลับไม่หยุดความเร่าร้อนไว้เพียงเท่านั้น เขาซุกปลายจมูกฝังลงกับต้นคอขาวเนียนที่กรุ่นกลิ่นหอมผสานดีกรีแอลกอฮอล์ ไซ้จูบละเลียดไปตามผิวกายอุ่นร้อน ไล่เรื่อยขึ้นไปจนถึงติ่งหู ก่อนจะเม้มขบเบา ๆ อย่างหยอกเย้าและช่ำชอง"อูยยยย... อาาา... พี่เจิด..."ติ๊กตาลอยครางเสียงกระเส่าแว่ว ร่างบางเกร็งกระตุกวูบรับความเสียวซ่านที่พุ่งพุ่งพล่าน นิ้วมือหนาใหญ่กร้านงานหนักของเจิดเลื่อนขึ้นมาประคองเต้างามอวบอูมของเธอ บีบคลึงเค้นหนักเบาตามจังหวะอารมณ์อย่างคล่องแคล่ว จนร่างระหงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทว่าติ๊กผู้ช่ำชองในเกมกามมีหรือจะยอมให้เขาเป็นฝ่ายรุกอยู่ฝ่ายเดียวฝ่ามือเรียวเล็กของเธอเลื่อนลูบไล้ไปตามต้นขาแน่นเครียดที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของบอดี้การ์ดหนุ่ม ก่อนจะลูบวกเข้าไปยังเป้ากางเกงตรงจุดสำคัญอย่างหญิงเจนโลกกามารมณ์"อุ๊ย... มันใหญ่ดีจัง แบบนี้ต้องขอดูชัด ๆ หน่อยแล้วล่ะ..."ติ๊กเอ่ยเสียงยานคางด้วยอารมณ์ดิบที่ถูกจุดติด นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ปลดกระดุมกางเกงของเจิด รูดซิปลงอย่างชำนาญ พลางช้อนสายตาฉ่ำปรือขึ้นมองชายหนุ่มอย่างยั่วเย้า ก่อนจะสอดมือเรียวเล็กผ่า
สายตาของติ๊กทอดมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ตั้งแต่พื้นจรดเพดานภายในห้องรับแขกของคอนโดหรู ชั้น 32 ย่านจตุจักร ทัศนียภาพอันงดงามยามเย็นของกรุงเทพมหานครคลี่กางออกตรงหน้าอย่างประณีต แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทอประกายทองไล้เฉดสาดส่องไปทั่วผืนฟ้า ทอดเงายาวพาดผ่านสวนจตุจักรผืนใหญ่เบื้องล่างที่เปรียบเสมือนปอดสีเขียวขจีกว้างใหญ่ อาคารสูงตระหง่านน้อยใหญ่รายล้อมเรียงตัวตัดกับเส้นขอบฟ้า ขณะที่สายถนนเบื้องล่างเริ่มเปิดไฟส่องสว่าง ทอดตัวเป็นสายเส้นแสงเคลื่อนตัวไปตามจังหวะชีวิตของเมืองหลวงที่ไม่มีวันนอนหลับ"ห้องนี้วิวสวยจังเลยนะน้ำ..."ติ๊กเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางหันกลับมายิ้มกริ่มให้กับน้ำค้าง เจ้าของคอนโดหรูสามห้องนอนที่กำลังเดินตรงเข้ามา ร่างบางถือกระป๋องเบียร์แช่เย็นเจี๊ยบยื่นส่งให้ติ๊กที่ยืนรับไปด้วยความยินดี ก่อนที่จะส่งอีกกระป๋องให้โต้ง ชายหนุ่มร่างกำยำวัยสามสิบกลาง ๆ ซึ่งกำลังนั่งผ่อนคลายอยู่บนโซฟาหนังนุ่มตัวใหญ่ข้าง ๆ แฟนสาว"บรรยากาศดีสุด ๆ ไปเลยน้องน้ำ มองเห็นทั้งสวนทั้งกรุงเทพฯ ยามเย็นแบบนี้ จิบเบียร์เย็น ๆ ไปด้วยนี่ได้อารมณ์ชะมัด"โต้งเอ่ยขึ้นพลางรับกระป๋องเบียร์มาถือไว้ สายตาฉายแววชื่นชมทั้งวิวสวยตรงหน้
"ทำไมวันนี้พี่เสร็จไวอย่างนี้ล่ะคะ..."น้ำค้างยื่นนิ้วเรียวสวยขึ้นไปสะกิดเขี่ยเล่นที่คางสากของผัวรักอย่างออดอ้อน ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มเย้ายวน ขณะที่ร่างแกร่งของเขายังคงนอนเกยซบอยู่บนร่างบางของเธอ อกอวบอิ่มสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ"พี่ตื่นเต้นน่ะสิจ๊ะ... พอนึกเห็นภาพเมียพี่กำลังโดนพี่โต้งเย็ดกระเด้าหีเมียพี่อยู่ ตั๊บ! ตี๊บ! แล้ว มันได้อารมณ์สุด ๆ ไปเลย..."ตะวันยิ้มกรุ่มกริ่มให้เมียรัก ฝ่ามือหนาลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่ม เคลิ้มไปตามมโณความคิด ก่อนจะก้มลงจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตของเธอ พลางเอ่ยถามคำถามด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำแทบจะเป็นเสียงกระซิบ"ควยพี่โต้งใหญ่ไหมจ๊ะ?"น้ำค้างอมยิ้มแก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอรีบหลบสายตาคมของผัวรัก ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเอียงอาย"ใหญ่กว่าของพี่นิดหน่อยค่ะ..." เธอเอ่ยตอบเสียงเบาหวิวพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ ที่พยายามซ่อนความขวยเขินไว้ไม่มิด"แล้ว... แล้วพี่เขาอึดแค่ไหน?"ตะวันยังคงถามต่ออย่างหิวโหยในข้อมูล ชายหนุ่มต้องการเสพรับความสะใจและรับรู้ทุกอณูความรู้สึกเสียวซ่านที่เมียรักเคยได้รับจากชายอื่น"อึดค่ะพี่... พี่เขาอึดแบบสั่งได้เลย..." พูดเสร็จน้ำค้างก็รีบห
"อาทิตย์หน้าน้ำก็ต้องกลับไปเรียนต่อแล้วเหรอเนี่ย..."น้ำค้างพึมพำขึ้นเบา ๆ เสียงหวานใสทอดนุ่มซบศีรษะอยู่กับอกแกร่งของตะวัน ชายหนุ่มนอนหงายสบายตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มือหนาลูบไล้ปอยผมที่เรียงตัวสวยบนหน้าผากของเมียรักอย่างแผ่วเบา สัมผัสถึงความนุ่มนวลและอุ่นไอของกันและกันในห้องนอนแสนสงบ"ดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ จะได้จบ ๆ ซะที นี่ต้องขอบคุณฟางเขานะที่วิ่งเต้นเรื่องดรอปเรียนให้เรา จนไม่ต้องเสียสิทธิ์ ไม่งั้นคงโดนคัดชื่อออกไปแล้ว"ตะวันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่ม ทว่าเปี่ยมด้วยความหวังและห่วงใย"ดีค่ะ... อีกเรื่องที่ทำให้น้ำสบายใจ เรื่องที่แม่ยอมย้ายมาอยู่กับเราที่บ้านหลังนี้ แบบนี้ น้ำจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงแกอีก ยัยหนูก็จะได้ไม่ต้องสับสนที่ต้องกลับไปอยู่กับยายที่บ้านหลังเก่าเวลาน้ำกับพี่ไม่อยู่บ้าน"น้ำค้างพูดออกมาพลางถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ความวิตกกังวลในอดีตปลดล็อกออกไปจนหมดสิ้น ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ยันตัวเล็กน้อย เอียงหน้าเงยขึ้นสบตาชายหนุ่มตรง ๆ"กลับไปคราวนี้น้ำจะให้ฟางมันย้ายไปอยู่คอนโดกับน้ำด้วย พี่จะว่าอะไรไหมคะ?""พี่ก็ว่าดีออก คอนโดออกจะกว้างขวาง มีตั้งสามห้องนอน เราอยู่กันแค่ห้องเดียว







