ANMELDENงานเลี้ยงบุปผาเป็นการรวมตัวของชายหนุ่มหญิงสาวที่ถึงวัยแต่งงาน ในแต่ละปีมีบรรดาคุณชายและคุณหนูที่ได้ลงเอยแต่งงานเป็นสามีภรรยากันหลายคู่ ดังนั้นทุกคนที่มาร่วมงานจึงมาด้วยความคาดหวังที่ว่าตนเองจะเจอชายหนุ่มหรือหญิงสาวที่ถูกใจเพื่อสานสัมพันธ์กันต่อในวันข้างหน้า
ลงจากรถม้า จ้าวลี่เชียนเดินตามเซียวซื่อกับจ้าวหลิงเซียวไปยังตำหนักคุนหนิง ตลอดทางพบเจอแต่สีหน้าตกตะลึงของขันทีกับนางกำนัล ประหนึ่งชีวิตนี้ไม่เคยพบเจอหญิงงาม
“เชียนเอ๋อร์ ความงามของเจ้าไม่ธรรมดาจริง ๆ พี่ชายคนนี้ปลื้มปีติอย่างยิ่ง ประเดี๋ยวเข้างานคงต้องทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์สาวงามเสียแล้ว” จ้าวหลิงเซียวเอียงหน้าพูดกับจ้าวลี่เชียน ชะลอฝีเท้าให้มารดาเดินนำหน้าไปก่อน
จ้าวลี่เชียนช้อนตาขึ้นมองพี่ชาย แสร้งถอนหายใจแล้วว่า “ก็ไม่รู้ว่าสาวงามที่พี่ชายจะพิทักษ์เป็นข้าหรือใคร”
รอยยิ้มจ้าวหลิงเซียวแข็งค้างฉับพลัน หรี่ตามองจ้าวลี่เชียน “คำพูดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร”
จ้าวลี่เชียนคลี่ยิ้มหวาน “ถึงข้าจะเพิ่งกลับมา แต่ก็มีความสามารถในการสืบข่าว จึงได้รู้ว่าพี่ชายมีสตรีในดวงใจแล้ว นางเป็นใครหรือเจ้าคะ”
ใบหูจ้าวหลิงเซียวขึ้นสีแดง หลบสายตาคาดคั้นของจ้าวลี่เชียน “สตรีในดวงใจอะไร เจ้าถูกคนหลอกเอาของรางวัลแล้ว” พูดเสร็จสาวเท้าให้ยาวขึ้น หนีการซักไซ้อย่างแนบเนียน
จ้าวลี่เชียนเลิกคิ้ว หัวเราะขบขันให้กับท่าทางเขินอายของจ้าวหลิงเซียว เป็นชายหนุ่มแท้ ๆ ซ้ำยังถูกเรียกขานว่าแม่ทัพน้อย กลับสูญเสียความน่าเกรงขามเพราะสตรี
เวลานี้ภายในตำหนักคุนหนิงบรรยากาศกำลังคึกคัก ฮูหยินจากจวนต่าง ๆ พาลูกหลานเข้าร่วมงาน เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงที่จัดเพื่อชายหนุ่มหญิงสาว ในงานจึงไม่มีขุนนางเข้าร่วม
เซียวซื่อพาบุตรชายกับบุตรสาวเข้างาน ยังไม่ทันได้สำรวจว่าภายในงานเป็นเช่นไร เสียงเรียกของสตรีจากมุมหนึ่งของงานก็ดังขึ้น “จ้าวฮูหยิน ทางนี้”
การเรียกหนนี้ส่งผลให้ครอบครัวสกุลจ้าวเป็นจุดรวมสายตาของผู้คนทันที โดยเฉพาะจ้าวลี่เชียนที่ความงามของนางพาให้คนตกตะลึง บางคนถึงขั้นลืมหายใจก็ยังมี
หญิงสาวเยื้องย่างตามมารดา ไร้ความประหม่าแม้ตกอยู่ภายใต้การจับจ้อง ชายหนุ่มมองอย่างหลงใหล ส่วนหญิงสาวมีทั้งชื่นชมและอิจฉาริษยา
“เชียนเอ๋อร์ รีบคารวะท่านป้าเซี่ยกับท่านป้าซ่ง” เซียวซื่อบอกจ้าวลี่เชียน ส่วนจ้าวหลิงเซียวแยกตัวไปทักทายสหายก่อนหน้านี้แล้ว
จ้าวลี่เชียนยอบกายคำนับตามที่มารดาบอก “เชียนเอ๋อร์คารวะท่านป้าเซี่ย ท่านป้าซ่งเจ้าค่ะ”
“หลานสาวไม่ต้องมากมารยาท คนกันเองทั้งนั้น” ท่านป้าเซี่ยหรือซูซื่อ ฮูหยินแม่ทัพรักษาการเมืองหลวงเซี่ยชิงถิงพูดอย่างอ่อนโยน บนหน้ามีรอยยิ้มเมตตาเอ็นดู
“นึกไม่ถึงว่าน้องสาวจ้าวจะแอบซ่อนบุตรสาวงดงามเช่นนี้ไว้” เป็นท่านป้าซ่งหรือซีซื่อ ฮูหยินเจ้ากรมพิธีการซ่งหานอวี่พูดหลังจากพิจารณาความงามของจ้าวลี่เชียนเรียบร้อย
เซียวซื่ออยากอธิบายว่านางไม่ได้แอบซ่อน เพียงแต่มีเหตุจำเป็นให้บุตรสาวต้องไปเติบโตที่อื่น ทว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัว นางย่อมไม่แพร่งพรายออกไป ต่อให้ซูซื่อกับซีซื่อมีไมตรีที่ดีต่อกันถึงขั้นแลกเปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าแล้วก็ตาม
“อาฉี” ซีซื่อหันไปเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งยืนรวมกลุ่มกับชายหนุ่มอีกสองสามคน กวักมือเรียกเขาให้เข้ามาหา
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายบัณฑิตเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่เรียกลูกมีอะไรหรือขอรับ”
ซีซื่อจับแขนบุตรชาย ดึงมาอยู่ตรงหน้าจ้าวลี่เชียน “นี่คือบุตรสาวของท่านน้าจ้าว ทำความรู้จักกันไว้ วันหน้าอาจได้ไปมาหาสู่บ่อย ๆ” คำพูดนี้ไม่มีใครได้ฟังแล้วจะไม่รู้ว่ามีความนัยแอบแฝง
อาฉีหรือซ่งหานฉี สะกดความยินดีที่ได้ทำความรู้จักจ้าวลี่เชียน เมื่อครู่ตอนมองไกล ๆ ว่างดงามแล้ว ตอนนี้มองใกล้ ๆ สายตาของเขาก็แทบจะเก็บกลับมาไม่ได้
“คุณหนูจ้าว” กล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
จ้าวลี่เชียนยิ้มตอบ “คุณชายซ่ง”
ทักทายกันเสร็จก็เกิดความเงียบงันระหว่างทั้งสอง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะพูดอะไรกัน คนหนึ่งตื่นเต้นประหม่า ส่วนอีกคนไม่ได้ใส่ใจที่จะทำความรู้จักบุรุษ นางเข้าร่วมงานเลี้ยงเพราะมิอาจขัดพระเสาวนีย์ของฮองเฮา ไม่ได้มาหาคู่ครองแต่อย่างใด
“คารวะท่านป้าทั้งสอง” จ้าวหลิงเซียวกลับมาสมทบมารดา
“อาเหวินกับหว่านเอ๋อร์ก็มาแล้ว” ซูซื่อพูดเมื่อเห็นบุตรชายกับบุตรสาวของตนเอง คนพี่นามว่าเซี่ยเหวิน คนน้องนามว่าเซี่ยหว่าน
หนึ่งบุรุษองอาจสง่างามกับหนึ่งสตรีงดงามอ่อนหวานทำการคารวะผู้ใหญ่ “คารวะท่านป้าซ่ง ท่านน้าจ้าว”
ซูซื่อกับเซียวซื่อรับการคารวะจากเด็กทั้งสอง
หนนี้ถึงคราวซูซื่อแนะนำบุตรชายบุตรสาว “เชียนเอ๋อร์ นี่คือบุตรชายกับบุตรสาวของป้า” หันมาทางลูกทั้งสอง “อาเหวิน หว่านเอ๋อร์ นี่คือบุตรสาวท่านน้าจ้าว น้องสาวของอาเซียว”
จ้าวลี่เชียนยังคงแย้มยิ้ม “คุณชายเซี่ย คุณหนูเซี่ย” อีกฝ่ายก็ทักทายนางว่า “คุณหนูจ้าว” กลับเช่นกัน
เมื่อชายหนุ่มหญิงสาวได้มารวมกลุ่มกัน อีกทั้งครอบครัวก็สนิทสนม จากที่เรียกขานกันอย่างห่างเหินว่าคุณชาย คุณหนู ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นเรียกพี่เรียกน้อง
จ้าวลี่เชียนสังเกตเห็นความผิดปกติของพี่ชาย ตั้งแต่ต้นจนจบยืนข้างเซี่ยหว่านไม่ห่าง ยังมีสายตาลึกซึ้งคู่นั้นยามมองอีกฝ่าย เพียงเท่านี้นางก็กระจ่างแจ้งว่าสตรีในดวงใจเขาเป็นใคร
“ฮองเฮาเสด็จ รัชทายาทเสด็จ องค์ชายเจ็ดเสด็จ” เสียงขันทีประกาศแจ้งให้ทุกคนในงานทราบการมาถึงของบุคคลสำคัญ จากที่รวมกลุ่มสนทนา ต่อมาก็แยกย้ายไปนั่งประจำที่ที่ได้มีการตระเตรียมไว้ให้
การจัดลำดับที่นั่งในงานเลี้ยงแบ่งเป็นสองฝั่ง แยกบุ๋นบู๊ตามตำแหน่งและลำดับขั้นขุนนางของผู้นำสกุล ซึ่งฝ่ายบุ๋นมีสกุลหลี่ครองอำนาจสูงสุด ส่วนฝ่ายบู๊คือสกุลจ้าว
เสียงถวายพระพรดังกึกก้อง ฮองเฮาขึ้นประทับบนที่นั่งสูงสุด รับสั่งให้ทุกคนมิต้องมากพิธี
ช่วงจังหวะที่จ้าวลี่เชียนเงยหน้าขึ้น ทันใดนั้นสายตาของนางก็ปะทะเข้ากับดวงตาดำมืดของสตรีที่นั่งฝั่งตรงข้าม ความเคียดแค้นชิงชังอัดแน่นเต็มสองตาของหลี่ม่านโถว จ้องมองนางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ถัดจากหลี่ม่านโถวคือชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับจ้าวหลิงเซียวพี่ชายนาง สายตาของเขาที่มองนางนั้นค่อนข้างซับซ้อน ชอบหรือชิงชังยากแยกแยะ
จ้าวลี่เชียนดูแคลนการกระทำของหวังเทียนซวี่อย่างยิ่ง บุกรุกห้องสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน นี่หรือว่าที่กษัตริย์ในอนาคตของแคว้นเหลียง หากอาณาประชาราษฎร์ได้มาเห็น ก็ไม่รู้จะยังยกย่องชื่นชมได้อยู่หรือไม่ “หม่อมฉันคิดว่าระหว่างพวกเราไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นต้องมีการกล่าวลา บุกรุกจวนผู้อื่นยามวิกาล ทั้งยังเป็นห้องนอนของหญิงสาว รัชทายาทควรหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้ หรืออันที่จริงพระองค์ไม่ใช่รัชทายาทแต่เป็นโจรผู้ร้าย” หวังเทียนซวี่ยิ้ม ไม่สะทกสะท้านต่อคำพูดของหญิงสาว “เป็นโจรผู้ร้ายแล้วอย่างไร คุณหนูจ้าวกล้าตะโกนเรียกคนมาจับข้าหรือไม่เล่า” “เหตุใดหม่อมฉันจะไม่กล้า” หวังเทียนซวี่ผายมือเชิญพลางส่งสายตาท้าทาย “ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้รอให้คนมาจับ หากบิดามารดาของคุณหนูจ้าวถามหาคำอธิบาย ข้าก็เพียงขอรับผิดชอบด้วยการแต่งเจ้าเป็นพระชายารัชทายาท กลัวก็แต่ใครบางคนจะไม่ยินยอม” จ้าวลี่เชียนยิ้มไม่ถึงดวงตา สะกดอารมณ์กรุ่นโกรธในใจแล้วว่า “หม่อมฉันมิกล้าอาจเอื้อมตำแหน่งพระชายารัชทายาท ยังคงเป็นคุณหนูหลี่ที่คู่ควรเหมาะสม คนหนึ่งไร้ยางอาย อีกคนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาชั่ว
จากแดนเหนือถึงเมืองหลวงแคว้นเหลียง เส้นทางมีทั้งสบายและลำบาก ครึ่งเดือนผ่านไป ในที่สุดเสี่ยวฉู่ก็ถึงจุดหมายปลายทาง ลงจากรถม้าด้วยสภาพอิดโรย สาบานว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่นางออกจากแดนเหนือ หน้าจวนแม่ทัพใหญ่ เสี่ยวฉู่ยืนสำรวจอาณาเขตที่แม้มองจากภายนอกก็รู้ว่ากว้างขวางใหญ่โต ชื่นชมจ้าวลี่เชียนที่สามารถละทิ้งชีวิตคุณหนูสุขสบายไปอยู่อย่างเรียบง่ายในอารามไป๋อวิ๋น หลังแจ้งธุระกับทหารยามหน้าประตู ไม่นานก็มีสาวใช้คนหนึ่งออกมาต้อนรับ พานางเข้าไปด้านในจวน “แม่นาง ถึงเรือนของคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้หันมาพูดกับเสี่ยวฉู่ ผายมือไปยังประตูทางเข้าเรือน ยังไม่ทันได้พูดขอบคุณสาวใช้นำทาง จู่ ๆ ก็มีคนพุ่งตัวออกมาจากประตู “เสี่ยวฉู่” จ้าวลี่เชียนกอดเสี่ยวฉู่ด้วยความดีใจที่อีกฝ่ายมาหา เมื่อหายตกใจและรู้ว่าคนที่กอดตนเองแน่นคือจ้าวลี่เชียน เสี่ยวฉู่ตบหลังนางเบา ๆ พูดว่า “เชียนเอ๋อร์ ข้าหายใจไม่ออกแล้ว” ได้ยินดังนั้น จ้าวลี่เชียนคลายวงแขนผละตัวออกมา ยิ้มเขิน “ขอโทษด้วย ข้าดีใจมากไปหน่อย เจ้าราวกับรู้
“เชียนเอ๋อร์ ตอบรัชทายาทสิ” “หม่อมฉันไม่ชอบรัชทายาทจริงเพคะ” คำตอบของจ้าวลี่เชียนทำคนเป็นพี่ชายตัวแข็งทื่อ ร่ำร้องในใจว่า แย่แล้ว... ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสาม หวังเทียนซวี่กับจ้าวลี่เชียนจ้องหน้ากัน ส่วนจ้าวหลิงเซียวหลั่งเหงื่อเย็นเต็มแผ่นหลัง “รัชทายาทโปรดอภัย น้องสาวกระหม่อมเล่นไม่รู้จักหนักเบา ทำรัชทายาทขุ่นเคืองพระทัยแล้ว” ไม่มีการตอบกลับจากหวังเทียนซวี่ จ้าวหลิงเซียวเริ่มว้าวุ่น คาดไม่ถึงว่าจ้าวลี่เชียนจะกล้าล่วงเกินเบื้องสูง เรื่องชอบไม่ชอบเขาไม่มีสิทธิ์บังคับนางอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ช่วยเก็บไว้ในใจ พูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้อยากให้สกุลจ้าวหายสาบสูญไปจากแคว้นเหลียงหรืออย่างไร “ในเมื่อรัชทายาทได้คำตอบที่ต้องการแล้ว หม่อมฉันขอตัว” น้องสาวข้า เจ้าหนีเอาตัวรอดง่ายเกินไปหรือไม่ จ้าวหลิงเซียวปาดเหงื่อบนใบหน้า ในหัวคิดหาวิธีคลายความไม่พอใจของหวังเทียนซวี่ “คุณหนูจ้าวอย่าเพิ่งรีบร้อนจากไปสิ ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับคุณหนูสักครู่” หันไปหาจ้าวหลิงเซียว “ในสวนบรรยากาศดี ข้าอยากดื่มสุรากุ้
จ้าวลี่เชียนออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกหลังจากพักรักษาตัวอยู่ในห้องจนหายดี หลายวันมานี้ตั้งแต่ผู้เป็นย่า บิดามารดา รวมถึงพี่ชาย ต่างแวะเวียนมาถามไถ่อาการของนาง หากวันไหนไม่มาก็จะส่งของบำรุงราคาแพงมาให้ โชคดีตำแหน่งที่ถูกแทงไม่ใช่จุดสำคัญ ร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวจู ไฉนสองวันมานี้ข้าถึงไม่เห็นดอกอวี้หลันวางบนโต๊ะเล็กข้างเตียงเลย” จ้าวลี่เชียนเอ่ยถามขณะเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ของจวน นางจำได้ว่าตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา ทุกเช้าจะมีดอกอวี้หลันวางบนโต๊ะเล็กข้างเตียงเสมอ ทว่าสองวันมานี้ไม่เห็นเลย “ดอกอวี้หลัน? ใช่ที่คุณหนูให้บ่าวเก็บลงกล่องทุกวันหรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวจูถามกลับ จ้าวลี่เชียนพยักหน้า “จวนของเราไม่มีดอกอวี้หลัน เจ้าไปเก็บมันมาจากที่ใด” “บ่าวไม่ได้เป็นคนเก็บมาให้คุณหนูนะเจ้าคะ คงเป็นสาวใช้ในเรือนกระมัง” หัวคิ้วจ้าวลี่เชียนขมวดเข้าหากัน “จะใช่ได้อย่างไรในเมื่อข้าลืมตาขึ้นมาก็เห็นมันแล้ว นอกจากเจ้า ข้าไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามาในห้องก่อนข้าตื่น สำคัญสุดคือในจวนไม่มีดอกอวี้หลัน พวกสาวใช้ตื่นขึ้นมาก็มีงาน
ภายในห้องว่างเปล่าไร้เครื่องประดับตกแต่งของอารามไป๋อวิ๋น สตรีท่วงท่าสูงส่งในชุดนักบวชกำลังนั่งสมาธิด้วยจิตสงบนิ่ง กลิ่นอายบริสุทธิ์แผ่ออกมารอบกาย ไม่ว่าผู้ใดได้พบเห็นเป็นต้องเลื่อมใสศรัทธา แม่ชีท่านนี้คือเจ้าอารามไป๋อวิ๋นนามว่าจิ้งอัน เป็นท่านอาจารย์ของจ้าวลี่เชียน ผู้ทำนายทายทักว่านางเกิดมาพร้อมดวงจิตอาฆาต ตลอดชีวิตห้ามโกรธ เกลียด เคียดแค้น มิเช่นนั้นจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เปลือกตาทั้งสองของแม่ชีจิ้งอันค่อย ๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นระลอกคลื่นสั่นไหวที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ละทิ้งทางโลกมาออกบวช นั่งปรับลมหายใจพักใหญ่ถึงค่อยกลับมาสงบนิ่งดังเดิม จากนั้นออกจากห้องทำสมาธิมุ่งหน้าสู่หอพระธรรม “ท่านอาจารย์” หญิงสาวคนหนึ่งค้อมตัวคารวะแม่ชีจิ้งอัน “เสี่ยวฉู่ เจ้ารีบเร่งเดินทางไปเมืองหลวงรับตัวเชียนเอ๋อร์กลับมาให้อาจารย์” หญิงสาวที่มีนามว่าเสี่ยวฉู่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ต่อมาพูดว่า “เชียนเอ๋อร์เพิ่งกลับเมืองหลวงไม่นาน ท่านอาจารย์คิดถึงนางแล้วหรือเจ้าคะ มิใช่ท่านอาจารย์อนุญาตให้นางอยู่กับครอบครัวตามต้องการ ชดเชยระยะเวลาสิบปีที่ต้อ
เวลานี้สติรับรู้ของจ้าวลี่เชียนค่อย ๆ เลือนราง กลิ่นคาวเลือดเปลี่ยนนัยน์ตาดำให้เป็นสีแดงฉาน ต่อมาเบื้องหน้าของนางดำมืด ถูกพลังบางอย่างเข้าครอบงำควบคุม หลี่ม่านโถวผงะถอยหลังเมื่อจ้าวลี่เชียนเงยหน้าขึ้น เผยดวงตาแดงก่ำราวปีศาจร้ายผุดขึ้นมาจากขุมนรก รอยยิ้มเย็นบนใบหน้านั้นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกถึงไขกระดูก “เจ้า…เจ้า…” ลำคอคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดจนไม่สามารถพูดได้อีก “นางอสรพิษ นิสัยเจ้าไม่เคยเปลี่ยนจริง ๆ สารเลวอย่างไรก็ยังสารเลวอย่างนั้น” เสียงที่พูดเย็นเยียบไม่ต่างจากกลิ่นอายที่โอบล้อมร่าง ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า หลี่ม่านโถวสะกดความหวาดหวั่นในใจ เหตุใดนางต้องกลัวด้วย นอกเหนือจากรูปโฉม จ้าวลี่เชียนมีสิ่งใดเทียบนางได้ “เจ้าว่าใครเป็นอสรพิษ กล้าดีอย่างไรมาด่าว่าข้าสารเลว” เงื้อมือขึ้นจะตบจ้าวลี่เชียนอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไหนเลยจะง่ายดายเหมือนครั้งแรก “โอ๊ย!” หลี่ม่านโถวร้องเจ็บเมื่อข้อมือถูกจ้าวลี่เชียนคว้าไว้ จากนั้นบีบอย่างแรง ราวกับต้องการให้กระดูกของนางแหลกละเอียด จ้าวลี่เชียนแค่นเสียงเหยียดหยัน เหวี่ยงหลี







