เข้าสู่ระบบการหมดสติของจ้าวลี่เชียนครั้งนี้ยาวนานข้ามวัน เซียวซื่อเรียกบุตรสาวไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ฟังเรื่องราวเพียงครึ่งเดียว จ้าวลี่เชียนจำได้เพียงมีปากเสียงกับหลี่ม่านโถว จากนั้นถูกอีกฝ่ายตบหน้า นอกเหนือจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก
เซียวซื่อกุมขมับ นางกับบุตรสาวจากกันสิบปี ช่วงเวลาสิบปีเพียงพอให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่รู้ว่าที่จ้าวลี่เชียนจำไม่ได้นั้นเป็นความจริงหรือโกหก ลงมือทำร้ายกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นไปได้อย่างไรที่จะจำไม่ได้ สีหน้าแววตาและน้ำเสียงของเชียนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนคนเสแสร้ง แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
“เสี่ยวจู เจ้าเล่ามาว่าหลังจากคุณหนูของเจ้าถูกคุณหนูหลี่ตบเป็นอย่างไรต่อ”
เสี่ยวจูเหลือบมองจ้าวลี่เชียน ต่อมาพูดว่า “เรียนฮูหยิน หลังคุณหนูถูกคุณหนูหลี่ตบ คุณหนูก็เอาคืนด้วยการตบอีกฝ่ายเช่นกัน ยังมีใช้เท้าเหยียบทำลายชุดที่แย่งชิงกันด้วยเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!” จ้าวลี่เชียนทั้งตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ใช้นิ้วชี้ชี้ตนเอง “ข้านี่นะตบนาง ซ้ำยังใช้เท้าเหยียบทำลายชุดด้วย”
เสี่ยวจูพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่าทางของคุณหนูตอนนั้นน่ากลัวมาก หากไม่ใช่บ่าวติดตามคุณหนูอยู่ตลอด คงคิดว่ามีคนอื่นปลอมตัวมา”
จ้าวลี่เชียนหันไปส่ายหน้าไม่รู้เรื่องให้มารดา “ท่านแม่ ลูกจำไม่ได้จริง ๆ ว่าหลังจากคุณหนูหลี่ตบลูกแล้วเกิดอะไรขึ้น ท่านแม่ต้องเชื่อลูกนะเจ้าคะ แม้ลูกจะไปเติบโตภายนอก แต่ก็ได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทกับท่านอาจารย์ที่ท่านพ่อท่านแม่ส่งไปตลอด ไหนเลยจะกล้าทำเรื่องหยาบคายเช่นนั้นต่อหน้าผู้คน ลูกจำได้ดี ท่านอาจารย์สอนว่าการตอบโต้คนไม่ดีมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือทำเลวตอบกลับคนเลว”
ตั้งแต่ต้นจนจบเซียวซื่อมองไม่เห็นอาการของคนโกหกจากจ้าวลี่เชียน หัวใจคนเป็นแม่หนักอึ้ง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรสาว หรือจะเกี่ยวข้องกับคำทำนายของแม่ชีจิ้งอัน
“เชียนเอ๋อร์ เจ้าตอนนี้รู้สึกเช่นไร ไม่สบายตรงไหนต้องรีบบอกแม่นะ” เซียวซื่อปล่อยวางความสงสัยไว้ชั่วคราว ถามอย่างเป็นห่วง ปัญหายุ่งยากที่อาจตามมาจากเหตุการณ์เมื่อวานนั้นสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับจ้าวลี่เชียน นางย่อมต้องเห็นบุตรสาวสำคัญกว่า
“ลูกสบายดีเจ้าค่ะ ห่วงก็แต่จะนำความเดือดร้อนมาให้สกุลจ้าวของเรา”
“เด็กโง่ สกุลจ้าวของเราไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน* ที่สำคัญยังเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน หากฝ่ายตรงข้ามคิดเอาเรื่อง พ่อกับแม่ต้องทวงคืนความเป็นธรรมให้เจ้าแน่นอน”
จ้าวลี่เชียนอบอุ่นหัวใจ ระบายยิ้มน้ำตาคลอ “ขอบคุณท่านแม่ที่ปกป้องลูกเจ้าค่ะ”
เซียวซื่อลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปสวมกอดจ้าวลี่เชียน “คนเป็นแม่ไม่ปกป้องลูกจะให้ปกป้องใคร เจ้ากลับบ้านในรอบสิบปี แม่จะไม่ยอมให้มีเรื่องอะไรมากระทบจิตใจของเจ้า เป็นเหตุให้เจ้าน้อยเนื้อต่ำใจ”
จ้าวลี่เชียนยกแขนขึ้นกอดตอบมารดา “ได้เกิดเป็นลูกของท่านพ่อท่านแม่คือความสุขที่สุดในชีวิตลูก นอกนั้นลูกล้วนไม่เก็บมาใส่ใจ”
“ดีมาก” เซียวซื่อลูบเรือนผมนุ่มลื่นดุจแพรไหมของจ้าวลี่เชียน “แม่ชีจิ้งอันอาจารย์ของเจ้าบอกว่าการที่เจ้ารู้จักปล่อยวางจะทำให้ชีวิตของเจ้าพบเจอแต่ความสุข ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรเจ้าไม่ต้องคิดแค้น ขอเพียงพ่อกับแม่ยังอยู่ พวกเราจะแบกรับและทวงคืนความเป็นธรรมให้เจ้าเอง”
สองแม่ลูกกอดกันพักหนึ่ง ภายหลังเซียวซื่อสังเกตเห็นสีหน้าอ่อนล้าของจ้าวลี่เชียนจึงให้เสี่ยวจูพากลับไปพักผ่อน
บุตรสาวจากไปไม่นาน สามีก็กลับมาจากประชุมเช้า นางปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนชุดขุนนางเป็นชุดอยู่บ้านให้อีกฝ่าย ระหว่างนั้นได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ร้านหรูเซียงให้ฟังด้วย
“ท่านพี่เห็นว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี” ถามหลังจากทำหน้าที่ของตนเองเสร็จเรียบร้อย
จ้าวเจิ้งลูบคางระหว่างใช้ความคิด “มิน่าตอนประชุมเช้าวันนี้หลี่หยวนถึงหาเรื่องข้า หยิบยกเรื่องการทหารขึ้นมากล่าวโทษ พยายามยัดเยียดความผิด”
ใบหน้าเซียวซื่อถอดสี ถามอย่างตระหนก “ท่านพี่โดนฝ่าบาทลงพระอาญาหรือไม่”
จ้าวเจิ้งจับมือเซียวซื่อขึ้นมาตบปลอบ “คนซื่อสัตย์ยันกระดูกอย่างข้าไม่เคยกลัวการใส่ร้ายป้ายสีของหลี่หยวน หากเขาทำร้ายข้าได้จริง สกุลจ้าวคงไม่ยืนหยัดอยู่ในราชสำนักอย่างมั่นคงมาถึงตอนนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ในเมื่อลูกของเราไม่ได้เป็นคนลงมือก่อนก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร หลี่หยวนเป็นคนฉลาด แจ่มแจ้งอยู่แล้วว่าหากไล่เลียงกันขึ้นมาคนที่ผิดก็คือบุตรสาวของเขา ย่อมไม่มีหน้ามาถามหาคำอธิบายจากพวกเรา ว่าแต่ลูกของเราเป็นอย่างไรบ้าง เพิ่งกลับมาก็พบเจอเรื่องแย่ ๆ แล้ว ถ้านางขุ่นข้องหมองใจ ข้ายินดีพานางไปถามหาคำอธิบายถึงจวนเจิ้งกั๋วกง”
“ได้ตบคืนอีกฝ่ายจนล้มลงไปกองกับพื้น ลูกของเรานับว่าไม่ได้เสียเปรียบ ท่านพี่วางใจ เชียนเอ๋อร์ไม่ได้ขุ่นข้องหมองใจอันใด เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร”
“เพียงแต่ตอนที่ลงมือตบหลี่ม่านโถว เชียนเอ๋อร์บอกว่าไม่รู้เรื่อง ท่าทางของลูกไม่เหมือนคนโกหก ข้าคิดไปคิดมาก็ให้หวั่นใจ กลัวจะมีความเกี่ยวข้องกับดวงจิตอาฆาตของลูก”
เห็นความกังวลใจของภรรยา จ้าวเจิ้งเจ็บปวดหัวใจ ตั้งแต่บุตรสาวจากไป นางก็เป็นทุกข์จากความห่วงหาอาลัยอาวรณ์ ต่อหน้าทุกคนนางมีรอยยิ้ม แต่ลับหลังแอบหลั่งน้ำตาบ่อย ๆ ในฐานะสามี เห็นแล้วจะไม่ทุกข์ใจได้อย่างไร
เขายื่นมือดึงเซียวซื่อมานั่งบนตัก ไม่ง่ายที่จะได้เห็นภรรยามีความสุขในรอบสิบปีจากการกลับมาของบุตรสาว เขาย่อมไม่อยากให้นางกลัดกลุ้มเรื่องใดอีก “ฮูหยินคิดมากเกินไปแล้ว แม่ชีจิ้งอันอนุญาตให้เชียนเอ๋อร์กลับมา แสดงว่าดวงจิตอาฆาตได้ถูกลูกของเราสะกดไว้เรียบร้อย การที่ลูกไม่ยอมรับ บางทีอาจกลัวมารดาลงโทษ เลือดในกายครึ่งหนึ่งของลูกเป็นเลือดนักรบ จะยอมให้คนมารังแกง่าย ๆ ได้อย่างไร”
“ท่านพี่คิดเช่นนี้หรือ”
จ้าวเจิ้งพยักหน้า วางปลายคางบนไหล่บอบบาง “ตราบใดข้ายังอยู่ ทุกปัญหาข้าจะจัดการเอง หน้าที่ของฮูหยินคือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นภรรยาและแม่ที่ดีก็พอ เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นหน้าที่สามีคนนี้” จูบข้างขมับภรรยาอย่างรักใคร่ “ดีหรือไม่”
สำหรับเซียวซื่อ ความสุขในชีวิตของนางคือการแต่งให้จ้าวเจิ้ง เขาทำให้นางรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย จะฐานะสามีหรือพ่อของลูก เขาคนนี้ทำได้ดีไร้ที่ติ เป็นความโชคดีที่หญิงสาวทุกคนต่างใฝ่ฝัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงวันงานเลี้ยงบุปผา เซียวซื่อยืนอยู่หน้ารถม้า มองเข้าไปในจวนเป็นระยะเนื่องจากจ้าวลี่เชียนยังไม่ออกมา
“ท่านแม่เป็นอะไรไปขอรับ ลูกไม่เคยเห็นท่านแม่ร้อนรนเป็นกังวลยามเข้าร่วมงานเลี้ยงใดมาก่อน” จ้าวหลิงเซียวถามมารดา
“แม่เป็นห่วงเชียนเอ๋อร์ กลัวนางแต่งกายไม่เหมาะสม ชุดที่เรียกร้องจะตัดเย็บเองไม่รู้เป็นอย่างไร แม่จะให้ช่างประจำสกุลจัดการให้ก็ไม่ยอม หากเป็นงานเลี้ยงจวนขุนนางแม่ไม่ห่วงหรอก แต่นี่เป็นงานเลี้ยงในวัง ทั้งแม่งานยังเป็นฮองเฮาอีกด้วย”
คนเป็นแม่ยิ่งรักมากก็ยิ่งห่วงมาก จ้าวหลิงเซียวยิ้ม พูดกับมารดาว่า “ส่งอาจารย์มีชื่อแขนงต่าง ๆ ไปอบรมสั่งสอนถึงที่ วันนี้นับว่าจะได้เห็นผลงาน ท่าทางของท่านแม่หากอาจารย์เหล่านั้นมาเห็นคงโมโห ไม่เชื่อในฝีมือก็ไม่ควรส่งพวกเขาไปลำบากในสถานที่ห่างไกลเช่นนั้น”
เซียวซื่อตวัดตาค้อนให้บุตรชาย “แม่ย่อมเชื่อมั่นในฝีมืออาจารย์ที่ส่งไป กลัวก็แต่น้องสาวของเจ้าจะไม่ตั้งใจเล่าเรียน”
“ลูกจะไม่ตั้งใจเล่าเรียนได้อย่างไร ในเมื่อทั้งหมดคือความทุ่มเทและหวังดีของท่านแม่” เสียงใสกังวานราวกระดิ่งดังขึ้นที่ประตู จ้าวลี่เชียนเยื้องย่างออกมา อาภรณ์สีขาวปักลายดิ้นทองขยับตามจังหวะการก้าวเดิน ยามกระทบแสงแดดที่สาดส่องลงมา ลวดลายบนชุดยิ่งโดดเด่นประหนึ่งมีชีวิต
“น้องสาวข้างดงามมาก” จ้าวหลิงเซียวเอ่ยชมน้องสาว ใบหน้าของนางแต่งแต้มเพียงบางเบา เครื่องประดับศีรษะก็มีไม่กี่ชิ้น เรียบง่ายแต่ลงตัว มองแล้วสบายตาอย่างยิ่ง
จ้าวลี่เชียนยิ้มรับคำชมของพี่ชาย ยอบกายคำนับมารดา “ชุดที่ลูกตัดเย็บเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ คุ้มค่าเงินที่ท่านแม่ว่าจ้างอาจารย์ไปสอนหรือไม่” ดวงตามีประกายหยอกล้อ
เซียวซื่อดึงสติที่ถูกความงามของจ้าวลี่เชียนกระชากไปกลับมา กวาดตาสำรวจตั้งแต่หัวจดเท้า เมื่อไม่เห็นจุดให้คนตำหนิจึงพยักหน้าพึงพอใจ “นับเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ทำให้อาจารย์ขายหน้า”
“เป็นลูกที่ไม่ทำให้บิดามารดาผิดหวังด้วยเจ้าค่ะ” เดินเข้าไปจับแขนมารดา
“วันนี้พี่ชายจะได้ยืดอกอวดน้องสาวกับเขาบ้างแล้ว” จ้าวหลิงเซียวยิ้มภูมิใจ มั่นใจว่าจ้าวลี่เชียนต้องเป็นหญิงสาวที่โดดเด่นอันดับต้น ๆ ของงานวันนี้แน่
* ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน เป็นสำนวนหมายถึง ผู้มีปัญญาหลักแหลม มีพื้นภูมิดี หรือมีผู้คอยสนับสนุน
จ้าวลี่เชียนดึงความคิดของตนเองกลับมา ฟังจากคำพูดของเด็กหนุ่ม เป็นอันแน่ชัดว่าคือขอทานคนนั้น “จำได้สิ เจ้าเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้” “ต้องขอบคุณคุณชายหนานที่เมตตา อาซิ่นจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น” จ้าวลี่เชียนเหลือบมองหนานไห่ ครั้นเก็บสายตากลับมาจึงพูดกับอาซิ่นว่า “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สายตาของอาซิ่นที่มองจ้าวลี่เชียนเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน “เพราะคุณหนู น้องสาวของอาซิ่นจึงรอดพ้นจากความตาย เวลานี้หายดีแล้วขอรับ” “เป็นเรื่องดี วันหน้าต้องการความช่วยเหลือไปหาข้าที่จวนได้” “ในเมื่อคุณหนูจ้าวมีใจอยากช่วย มิสู้ให้เขาติดตามรับใช้ ร่างกายอาซิ่นเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ข้าจึงให้ซุนซือสอนการต่อสู้ให้เขา เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ฝีมืออาจไม่เก่งกาจเท่าคนที่ตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อว่าสามารถดูแลปกป้องคุณหนูได้ ช่วยทำงานหรือสืบข่าวในสถานที่ที่องครักษ์หญิงของคุณหนูไม่สะดวกเข้าไปได้ เก็บความลับได้ดีกว่าด้วย เขาเป็นคนขยัน วันหน้าความสามารถยังพัฒนาได้อีกไกล” “นี่คือของขวัญที่คุณชายหนานอยากมอบให้ข้า?” จ้าวลี่เชีย
จ้าวลี่เชียนลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของจวนแม่ทัพใหญ่ บิดามารดาเรียกนางไปพบ สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนนางถึงหมดสติที่ตำหนักบูรพา นางไม่ตอบเรื่องนี้ บิดามารดาของนางก็ไม่บังคับ เปลี่ยนไปพูดเรื่องสำคัญ นั่นคือฮองเฮาอยากสู่ขอนางให้รัชทายาท บิดาไม่ได้ให้คำตอบในตอนนั้น บอกเพียงต้องการถามความเห็นของนางก่อน ฮ่องเต้ให้การสนับสนุน ตรัสว่าไม่รีบร้อน สกุลจ้าวสามารถขบคิดนานเท่าไรก็ได้ คนไม่รู้คงคิดว่าพระองค์มีเมตตา ไม่บีบบังคับคนให้ทำเรื่องไม่เต็มใจ ส่วนคนที่รู้ว่าลูกสะใภ้ที่ฮ่องเต้หมายตาไว้มานานคือหลี่ม่านโถว ย่อมมองออกถึงการถ่วงเวลา เพื่อที่ระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง นางเจอหลี่ม่านโถวในวัง คาดว่าคงเป็นการจัดการของฮ่องเต้ สร้างโอกาสให้หลี่ม่านโถวเอาชนะใจหวังเทียนซวี่ จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ในเมื่อฮ่องเต้ให้เวลาขบคิด นางก็จะขบคิดนาน ๆ นานจนราชวงศ์หวังล่มสลาย ถึงเวลามีเรื่องพลิกฟ้าคว่ำดิน ใครจะยังมาสนใจเรื่องเสื่อมเสียของนางอีก วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเงียบ บิดามารดาไม่เอ่ยเรื่องแต่งงาน นางก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หวังเทียนซวี่หายตัวไม่ได้
หวังเทียนซวี่วางจ้าวลี่เชียนบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ถอดถุงเท้าของนางเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง จ้าวลี่เชียนรีบชักเท้าหลบ “สตรีไม่ควรเผยเท้าให้บุรุษที่มิใช่สามี” ดึงถุงเท้าที่เพิ่งถอดออกได้ครึ่งเดียวกลับ “ข้าต้องรับผิดชอบที่ล่วงเกินเจ้าอยู่แล้ว จะเห็นเท้าของเจ้าก่อนแต่งก็ไม่เป็นไรหรอก” จับเท้าของนางวางบนตัก เตรียมถอดถุงเท้าอีกครั้ง “หม่อมฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากรัชทายาท หยุดทำเรื่องไม่สำรวมได้แล้วเพคะ” ปัดมือที่จับถุงเท้าของตนเองทิ้ง “รบกวนรัชทายาทให้นางกำนัลหรือขันทีก็ได้พาหม่อมฉันไปส่งที่รถม้า หม่อมฉันจะไปรอบิดาที่นั่น” ถึงจะรู้ว่าจ้าวลี่เชียนต้องปฏิเสธความรับผิดชอบของเขา แต่ในใจหวังเทียนซวี่ก็ยังรู้สึกหน่วงและผิดหวังอยู่ดี “การแต่งงานของบุตรเป็นบิดามารดาที่ตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” จ้าวลี่เชียนแค่นหัวเราะ “สกุลอื่นอาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่สกุลจ้าวของหม่อมฉัน ความสุขทั้งชีวิตของลูก อย่างไรบิดามารดาก็ต้องถามความเห็น ซึ่งคำตอบของหม่อมฉันคือไม่ยินยอม” หวังเทียนซวี่สะกดความเสียใจ ระยะนี้
จังหวะที่หลี่ม่านโถวกำลังเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาแดงฉานดุจปีศาจคลั่ง ยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “คุณหนูหลี่รักษาตัวด้วย หมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าที่สิ้นลม ดังนั้นข้าจะไม่ออมมือ” ร่างกายหลี่ม่านโถวสั่นสะท้าน ทั้งกลัวและโกรธ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน สะบัดมือจ้าวลี่เชียนออก กดเสียงต่ำพูดว่า “อย่าทำตัวอวดเก่งจองหองให้มากนัก ข้าไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี หมากกระดานนี้ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วยเช่นกัน” “เชิญคุณหนูจ้าวนั่ง” หวังเทียนซวี่พูดเมื่อหลี่ม่านโถวจากไปแล้ว เรื่องที่หญิงสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกันเขาไม่สนใจ ความสนใจของเขาเวลานี้คืออยากพูดคุยกับจ้าวลี่เชียน จ้าวลี่เชียนเก็บสายตามาจากแผ่นหลังหลี่ม่านโถว เชื่อว่าอีกไม่นานศัตรูอันดับหนึ่งของนางคนนี้จะต้องมีความเคลื่อนไหว “ขอบพระทัยรัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้คิดจะรั้งอยู่นาน ยืนเช่นนี้สะดวกกว่า” เรียกอู๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกหอเก๋งเข้ามา เนื่องจากเขาอาสาถือของขวัญที่นางจะมอบให้หวังเทียนซ
รถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูวังหลวง จ้าวเจิ้งกับจ้าวลี่เชียนลงจากรถม้า ขันทีคนหนึ่งซึ่งมายืนรอสองพ่อลูกนานแล้วคารวะทักทาย “แม่ทัพใหญ่ คุณหนูจ้าว” จ้าวเจิ้งรู้จักขันทีคนนี้ จึงทักทายกลับ “อู๋กงกง ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่รับใช้ฮองเฮาที่ตำหนักคุนหนิง” อู๋กงกงยิ้มเป็นมิตร “ฮองเฮาทรงทราบว่าวันนี้แม่ทัพใหญ่จะพาบุตรสาวมาขอบคุณรัชทายาท จึงส่งบ่าวมาต้อนรับและนำทาง” “อันที่จริงข้ารู้เส้นทางไปตำหนักบูรพา ไม่จำเป็นต้องรบกวนอู๋กงกงนำทางเลย” “แม่ทัพใหญ่รู้ แต่คุณหนูจ้าวไม่รู้ ฝ่าบาทกับฮองเฮามีเรื่องอยากปรึกษาพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่ เชิญแม่ทัพใหญ่ที่ห้องทรงพระอักษร ส่วนคุณหนูจ้าวบ่าวจะพาไปพบรัชทายาทเอง” จ้าวเจิ้งมองจ้าวลี่เชียน “เชียนเอ๋อร์ไปพบรัชทายาทคนเดียวได้หรือไม่” ถามอย่างห่วงใย กลัวนางประหม่าวางตัวไม่ถูกยามอยู่ในอาณาเขตวังหลวง อดีตองค์หญิงอย่างจ้าวลี่เชียนหรือจะประหม่า ยิ้มตอบบิดา “ได้เจ้าค่ะ” ไม่มีบิดาไปด้วย นางก็ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้หวังเทียนซวี่ รีบขอบคุณรีบกลับออกมา “รบกวนอู๋กงกงแล้ว”
“ข้าเป็นสตรีไม่ควรยุ่งเรื่องในราชสำนัก แต่ก็อยากลองออกความเห็นดู พี่ชายคิดว่าพี่เหวินเป็นอย่างไร เขาเป็นบุตรชายของท่านลุงเซี่ย แม่ทัพรักษาการณ์เมืองหลวง ติดตามบิดาดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกเมืองตั้งแต่ยังเยาว์ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง เทียบเคียงบิดาผู้ให้กำเนิดได้สบาย สำคัญสุดคือเขาเคยช่วยฝ่าบาทจากการลอบปลงพระชนม์เมื่อห้าปีก่อน หากมีคนเสนอชื่อของเขา บางทีฮ่องเต้อาจระลึกถึงความดีความชอบครั้งใหญ่ในตอนนั้น แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพซ้าย เขาไม่ใช่คนในสังกัดกองทัพสกุลจ้าว ฝ่าบาทคงไม่คลางแคลงพระทัย ท่านกับพี่หญิงหว่านรักใคร่ชอบพอกัน วันใดวันหนึ่งตกลงปลงใจ ท่านก็คือน้องเขยของเขา เขาย่อมไม่ถูกเจิ้งกั๋วกงซื้อตัวไปเป็นสมัครพรรคพวก” ดวงตาจ้าวหลิงเซียวลุ่มลึกยามจับจ้องใบหน้าจ้าวลี่เชียน เนิ่นนานถึงค่อยพูดว่า “เจ้าจากเมืองหลวงไปสิบปี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยเหวิน เจ้ารู้ละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร” เขายังไม่สนใจเรื่องเสนอชื่อเซี่ยเหวินให้รับตำแหน่งแม่ทัพซ้าย สนใจน้องสาวที่ความคิดความอ่านไม่เหมือนหญิงสาวที่ถูกปิดกั้นเรื่องทางโลก ใช้ชีวิตอยู่ในอารามห่างไกล ต







