ANMELDENการหมดสติของจ้าวลี่เชียนครั้งนี้ยาวนานข้ามวัน เซียวซื่อเรียกบุตรสาวไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ฟังเรื่องราวเพียงครึ่งเดียว จ้าวลี่เชียนจำได้เพียงมีปากเสียงกับหลี่ม่านโถว จากนั้นถูกอีกฝ่ายตบหน้า นอกเหนือจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก
เซียวซื่อกุมขมับ นางกับบุตรสาวจากกันสิบปี ช่วงเวลาสิบปีเพียงพอให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่รู้ว่าที่จ้าวลี่เชียนจำไม่ได้นั้นเป็นความจริงหรือโกหก ลงมือทำร้ายกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นไปได้อย่างไรที่จะจำไม่ได้ สีหน้าแววตาและน้ำเสียงของเชียนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนคนเสแสร้ง แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
“เสี่ยวจู เจ้าเล่ามาว่าหลังจากคุณหนูของเจ้าถูกคุณหนูหลี่ตบเป็นอย่างไรต่อ”
เสี่ยวจูเหลือบมองจ้าวลี่เชียน ต่อมาพูดว่า “เรียนฮูหยิน หลังคุณหนูถูกคุณหนูหลี่ตบ คุณหนูก็เอาคืนด้วยการตบอีกฝ่ายเช่นกัน ยังมีใช้เท้าเหยียบทำลายชุดที่แย่งชิงกันด้วยเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!” จ้าวลี่เชียนทั้งตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ใช้นิ้วชี้ชี้ตนเอง “ข้านี่นะตบนาง ซ้ำยังใช้เท้าเหยียบทำลายชุดด้วย”
เสี่ยวจูพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่าทางของคุณหนูตอนนั้นน่ากลัวมาก หากไม่ใช่บ่าวติดตามคุณหนูอยู่ตลอด คงคิดว่ามีคนอื่นปลอมตัวมา”
จ้าวลี่เชียนหันไปส่ายหน้าไม่รู้เรื่องให้มารดา “ท่านแม่ ลูกจำไม่ได้จริง ๆ ว่าหลังจากคุณหนูหลี่ตบลูกแล้วเกิดอะไรขึ้น ท่านแม่ต้องเชื่อลูกนะเจ้าคะ แม้ลูกจะไปเติบโตภายนอก แต่ก็ได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทกับท่านอาจารย์ที่ท่านพ่อท่านแม่ส่งไปตลอด ไหนเลยจะกล้าทำเรื่องหยาบคายเช่นนั้นต่อหน้าผู้คน ลูกจำได้ดี ท่านอาจารย์สอนว่าการตอบโต้คนไม่ดีมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือทำเลวตอบกลับคนเลว”
ตั้งแต่ต้นจนจบเซียวซื่อมองไม่เห็นอาการของคนโกหกจากจ้าวลี่เชียน หัวใจคนเป็นแม่หนักอึ้ง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรสาว หรือจะเกี่ยวข้องกับคำทำนายของแม่ชีจิ้งอัน
“เชียนเอ๋อร์ เจ้าตอนนี้รู้สึกเช่นไร ไม่สบายตรงไหนต้องรีบบอกแม่นะ” เซียวซื่อปล่อยวางความสงสัยไว้ชั่วคราว ถามอย่างเป็นห่วง ปัญหายุ่งยากที่อาจตามมาจากเหตุการณ์เมื่อวานนั้นสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับจ้าวลี่เชียน นางย่อมต้องเห็นบุตรสาวสำคัญกว่า
“ลูกสบายดีเจ้าค่ะ ห่วงก็แต่จะนำความเดือดร้อนมาให้สกุลจ้าวของเรา”
“เด็กโง่ สกุลจ้าวของเราไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน* ที่สำคัญยังเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน หากฝ่ายตรงข้ามคิดเอาเรื่อง พ่อกับแม่ต้องทวงคืนความเป็นธรรมให้เจ้าแน่นอน”
จ้าวลี่เชียนอบอุ่นหัวใจ ระบายยิ้มน้ำตาคลอ “ขอบคุณท่านแม่ที่ปกป้องลูกเจ้าค่ะ”
เซียวซื่อลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปสวมกอดจ้าวลี่เชียน “คนเป็นแม่ไม่ปกป้องลูกจะให้ปกป้องใคร เจ้ากลับบ้านในรอบสิบปี แม่จะไม่ยอมให้มีเรื่องอะไรมากระทบจิตใจของเจ้า เป็นเหตุให้เจ้าน้อยเนื้อต่ำใจ”
จ้าวลี่เชียนยกแขนขึ้นกอดตอบมารดา “ได้เกิดเป็นลูกของท่านพ่อท่านแม่คือความสุขที่สุดในชีวิตลูก นอกนั้นลูกล้วนไม่เก็บมาใส่ใจ”
“ดีมาก” เซียวซื่อลูบเรือนผมนุ่มลื่นดุจแพรไหมของจ้าวลี่เชียน “แม่ชีจิ้งอันอาจารย์ของเจ้าบอกว่าการที่เจ้ารู้จักปล่อยวางจะทำให้ชีวิตของเจ้าพบเจอแต่ความสุข ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรเจ้าไม่ต้องคิดแค้น ขอเพียงพ่อกับแม่ยังอยู่ พวกเราจะแบกรับและทวงคืนความเป็นธรรมให้เจ้าเอง”
สองแม่ลูกกอดกันพักหนึ่ง ภายหลังเซียวซื่อสังเกตเห็นสีหน้าอ่อนล้าของจ้าวลี่เชียนจึงให้เสี่ยวจูพากลับไปพักผ่อน
บุตรสาวจากไปไม่นาน สามีก็กลับมาจากประชุมเช้า นางปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนชุดขุนนางเป็นชุดอยู่บ้านให้อีกฝ่าย ระหว่างนั้นได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ร้านหรูเซียงให้ฟังด้วย
“ท่านพี่เห็นว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี” ถามหลังจากทำหน้าที่ของตนเองเสร็จเรียบร้อย
จ้าวเจิ้งลูบคางระหว่างใช้ความคิด “มิน่าตอนประชุมเช้าวันนี้หลี่หยวนถึงหาเรื่องข้า หยิบยกเรื่องการทหารขึ้นมากล่าวโทษ พยายามยัดเยียดความผิด”
ใบหน้าเซียวซื่อถอดสี ถามอย่างตระหนก “ท่านพี่โดนฝ่าบาทลงพระอาญาหรือไม่”
จ้าวเจิ้งจับมือเซียวซื่อขึ้นมาตบปลอบ “คนซื่อสัตย์ยันกระดูกอย่างข้าไม่เคยกลัวการใส่ร้ายป้ายสีของหลี่หยวน หากเขาทำร้ายข้าได้จริง สกุลจ้าวคงไม่ยืนหยัดอยู่ในราชสำนักอย่างมั่นคงมาถึงตอนนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ในเมื่อลูกของเราไม่ได้เป็นคนลงมือก่อนก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร หลี่หยวนเป็นคนฉลาด แจ่มแจ้งอยู่แล้วว่าหากไล่เลียงกันขึ้นมาคนที่ผิดก็คือบุตรสาวของเขา ย่อมไม่มีหน้ามาถามหาคำอธิบายจากพวกเรา ว่าแต่ลูกของเราเป็นอย่างไรบ้าง เพิ่งกลับมาก็พบเจอเรื่องแย่ ๆ แล้ว ถ้านางขุ่นข้องหมองใจ ข้ายินดีพานางไปถามหาคำอธิบายถึงจวนเจิ้งกั๋วกง”
“ได้ตบคืนอีกฝ่ายจนล้มลงไปกองกับพื้น ลูกของเรานับว่าไม่ได้เสียเปรียบ ท่านพี่วางใจ เชียนเอ๋อร์ไม่ได้ขุ่นข้องหมองใจอันใด เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร”
“เพียงแต่ตอนที่ลงมือตบหลี่ม่านโถว เชียนเอ๋อร์บอกว่าไม่รู้เรื่อง ท่าทางของลูกไม่เหมือนคนโกหก ข้าคิดไปคิดมาก็ให้หวั่นใจ กลัวจะมีความเกี่ยวข้องกับดวงจิตอาฆาตของลูก”
เห็นความกังวลใจของภรรยา จ้าวเจิ้งเจ็บปวดหัวใจ ตั้งแต่บุตรสาวจากไป นางก็เป็นทุกข์จากความห่วงหาอาลัยอาวรณ์ ต่อหน้าทุกคนนางมีรอยยิ้ม แต่ลับหลังแอบหลั่งน้ำตาบ่อย ๆ ในฐานะสามี เห็นแล้วจะไม่ทุกข์ใจได้อย่างไร
เขายื่นมือดึงเซียวซื่อมานั่งบนตัก ไม่ง่ายที่จะได้เห็นภรรยามีความสุขในรอบสิบปีจากการกลับมาของบุตรสาว เขาย่อมไม่อยากให้นางกลัดกลุ้มเรื่องใดอีก “ฮูหยินคิดมากเกินไปแล้ว แม่ชีจิ้งอันอนุญาตให้เชียนเอ๋อร์กลับมา แสดงว่าดวงจิตอาฆาตได้ถูกลูกของเราสะกดไว้เรียบร้อย การที่ลูกไม่ยอมรับ บางทีอาจกลัวมารดาลงโทษ เลือดในกายครึ่งหนึ่งของลูกเป็นเลือดนักรบ จะยอมให้คนมารังแกง่าย ๆ ได้อย่างไร”
“ท่านพี่คิดเช่นนี้หรือ”
จ้าวเจิ้งพยักหน้า วางปลายคางบนไหล่บอบบาง “ตราบใดข้ายังอยู่ ทุกปัญหาข้าจะจัดการเอง หน้าที่ของฮูหยินคือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นภรรยาและแม่ที่ดีก็พอ เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นหน้าที่สามีคนนี้” จูบข้างขมับภรรยาอย่างรักใคร่ “ดีหรือไม่”
สำหรับเซียวซื่อ ความสุขในชีวิตของนางคือการแต่งให้จ้าวเจิ้ง เขาทำให้นางรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย จะฐานะสามีหรือพ่อของลูก เขาคนนี้ทำได้ดีไร้ที่ติ เป็นความโชคดีที่หญิงสาวทุกคนต่างใฝ่ฝัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงวันงานเลี้ยงบุปผา เซียวซื่อยืนอยู่หน้ารถม้า มองเข้าไปในจวนเป็นระยะเนื่องจากจ้าวลี่เชียนยังไม่ออกมา
“ท่านแม่เป็นอะไรไปขอรับ ลูกไม่เคยเห็นท่านแม่ร้อนรนเป็นกังวลยามเข้าร่วมงานเลี้ยงใดมาก่อน” จ้าวหลิงเซียวถามมารดา
“แม่เป็นห่วงเชียนเอ๋อร์ กลัวนางแต่งกายไม่เหมาะสม ชุดที่เรียกร้องจะตัดเย็บเองไม่รู้เป็นอย่างไร แม่จะให้ช่างประจำสกุลจัดการให้ก็ไม่ยอม หากเป็นงานเลี้ยงจวนขุนนางแม่ไม่ห่วงหรอก แต่นี่เป็นงานเลี้ยงในวัง ทั้งแม่งานยังเป็นฮองเฮาอีกด้วย”
คนเป็นแม่ยิ่งรักมากก็ยิ่งห่วงมาก จ้าวหลิงเซียวยิ้ม พูดกับมารดาว่า “ส่งอาจารย์มีชื่อแขนงต่าง ๆ ไปอบรมสั่งสอนถึงที่ วันนี้นับว่าจะได้เห็นผลงาน ท่าทางของท่านแม่หากอาจารย์เหล่านั้นมาเห็นคงโมโห ไม่เชื่อในฝีมือก็ไม่ควรส่งพวกเขาไปลำบากในสถานที่ห่างไกลเช่นนั้น”
เซียวซื่อตวัดตาค้อนให้บุตรชาย “แม่ย่อมเชื่อมั่นในฝีมืออาจารย์ที่ส่งไป กลัวก็แต่น้องสาวของเจ้าจะไม่ตั้งใจเล่าเรียน”
“ลูกจะไม่ตั้งใจเล่าเรียนได้อย่างไร ในเมื่อทั้งหมดคือความทุ่มเทและหวังดีของท่านแม่” เสียงใสกังวานราวกระดิ่งดังขึ้นที่ประตู จ้าวลี่เชียนเยื้องย่างออกมา อาภรณ์สีขาวปักลายดิ้นทองขยับตามจังหวะการก้าวเดิน ยามกระทบแสงแดดที่สาดส่องลงมา ลวดลายบนชุดยิ่งโดดเด่นประหนึ่งมีชีวิต
“น้องสาวข้างดงามมาก” จ้าวหลิงเซียวเอ่ยชมน้องสาว ใบหน้าของนางแต่งแต้มเพียงบางเบา เครื่องประดับศีรษะก็มีไม่กี่ชิ้น เรียบง่ายแต่ลงตัว มองแล้วสบายตาอย่างยิ่ง
จ้าวลี่เชียนยิ้มรับคำชมของพี่ชาย ยอบกายคำนับมารดา “ชุดที่ลูกตัดเย็บเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ คุ้มค่าเงินที่ท่านแม่ว่าจ้างอาจารย์ไปสอนหรือไม่” ดวงตามีประกายหยอกล้อ
เซียวซื่อดึงสติที่ถูกความงามของจ้าวลี่เชียนกระชากไปกลับมา กวาดตาสำรวจตั้งแต่หัวจดเท้า เมื่อไม่เห็นจุดให้คนตำหนิจึงพยักหน้าพึงพอใจ “นับเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ทำให้อาจารย์ขายหน้า”
“เป็นลูกที่ไม่ทำให้บิดามารดาผิดหวังด้วยเจ้าค่ะ” เดินเข้าไปจับแขนมารดา
“วันนี้พี่ชายจะได้ยืดอกอวดน้องสาวกับเขาบ้างแล้ว” จ้าวหลิงเซียวยิ้มภูมิใจ มั่นใจว่าจ้าวลี่เชียนต้องเป็นหญิงสาวที่โดดเด่นอันดับต้น ๆ ของงานวันนี้แน่
* ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน เป็นสำนวนหมายถึง ผู้มีปัญญาหลักแหลม มีพื้นภูมิดี หรือมีผู้คอยสนับสนุน
การหมดสติของจ้าวลี่เชียนครั้งนี้ยาวนานข้ามวัน เซียวซื่อเรียกบุตรสาวไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ฟังเรื่องราวเพียงครึ่งเดียว จ้าวลี่เชียนจำได้เพียงมีปากเสียงกับหลี่ม่านโถว จากนั้นถูกอีกฝ่ายตบหน้า นอกเหนือจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก เซียวซื่อกุมขมับ นางกับบุตรสาวจากกันสิบปี ช่วงเวลาสิบปีเพียงพอให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่รู้ว่าที่จ้าวลี่เชียนจำไม่ได้นั้นเป็นความจริงหรือโกหก ลงมือทำร้ายกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นไปได้อย่างไรที่จะจำไม่ได้ สีหน้าแววตาและน้ำเสียงของเชียนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนคนเสแสร้ง แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น? “เสี่ยวจู เจ้าเล่ามาว่าหลังจากคุณหนูของเจ้าถูกคุณหนูหลี่ตบเป็นอย่างไรต่อ” เสี่ยวจูเหลือบมองจ้าวลี่เชียน ต่อมาพูดว่า “เรียนฮูหยิน หลังคุณหนูถูกคุณหนูหลี่ตบ คุณหนูก็เอาคืนด้วยการตบอีกฝ่ายเช่นกัน ยังมีใช้เท้าเหยียบทำลายชุดที่แย่งชิงกันด้วยเจ้าค่ะ” “อะไรนะ!” จ้าวลี่เชียนทั้งตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ใช้นิ้วชี้ชี้ตนเอง “ข้านี่นะตบนาง ซ้ำยังใช้เท้าเหยียบทำลายชุดด้วย” เสี่ยวจูพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่าทางขอ
ภายในร้านหรูเซียง จ้าวลี่เชียนซึ่งรู้สึกว่าผ้าที่ผู้เป็นย่าให้มาล้ำค่าหายากเกินไปจึงเปลี่ยนใจมาซื้อชุดสำเร็จจากร้านขายอาภรณ์แทน ร้านนี้เป็นร้านของช่างประจำสกุล การตัดเย็บและออกแบบจึงละเอียดประณีตไม่แพ้สั่งตัด “คุณหนู ชุดนี้งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูหยิบชุดสีชมพูดอกท้อซึ่งเป็นสีที่จ้าวลี่เชียนชอบออกมา ทว่ายังไม่ทันได้เอาไปให้คุณหนูดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งมาแย่งไป “คุณหนู ได้แล้วเจ้าค่ะ” นำชุดที่แย่งมาจากผู้อื่นไปให้คนที่เรียกว่าคุณหนู เสี่ยวจูเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ “ไฉนที่นี่ถึงมีคนป่าเถื่อนไร้ยางอาย แย่งของไปจากมือผู้อื่นอย่างเหิมเกริม” สาวใช้ที่ถูกต่อว่าหันมามองเสี่ยวจูตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เหยียดยิ้มดูแคลน “สภาพอย่างเจ้ามีปัญญาซื้อชุดราคาแพงด้วยหรือ ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดพูดว่าตนเองถูกแย่งของ” “ข้าไม่มีแต่คุณหนูของข้ามี” เสี่ยวจูพุ่งตัวเข้าไปจะแย่งชุดคืน จากการแต่งกายและคำพูดของฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นสาวใช้เหมือนกับนาง เหตุใดนางต้องยอมถอยให้ด้วย ผลคือถูกสาวใช้นางนั้นผลักอย่างแรง ล้มลงไปกองกับพื้น จ้
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว” ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่” ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียว
ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ หวังเทียนซวี่เดินฝ่าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย บรรยากาศขมุกขมัวกระตุ้นสัญชาตญาณระแวดระวัง ไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร ดวงตาคมกริบพยายามค้นหาสถานที่และสิ่งมีชีวิต ทว่าจนแล้วจนรอดพบเพียงความว่างเปล่า ต่อมาควันขาวค่อย ๆ สลาย เบื้องหน้าปรากฏบุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนากันในห้อง หวังเทียนซวี่เพ่งพินิจ ครั้นเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือตนเองก็ถึงกับตกใจ “องค์ชาย ฝ่าบาทของข้ามีพระธิดาองค์โปรดอยู่พระองค์หนึ่ง ด้วยรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามขององค์ชาย หากใช้แผนชายงามหลอกล่อให้นางหลงใหลจนยอมอภิเษกด้วย แผนยึดครองแคว้นหลันก็จะง่ายขึ้น”บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ซึ่งคนผู้นี้หวังเทียนซวี่รู้จักดี คือเจิ้งกั๋วกง*หลี่หยวน ขุนนางคนสำคัญข้างพระวรกายพระบิดา “แผนชายงาม?” “ใช่แล้ว ในเมืองหลวงแคว้นหลันไม่มีใครไม่ทราบว่าจุดอ่อนของกษัตริย์แคว้นหลันคือองค์หญิงแปด ขอเพียงเป็นความต้องการของนาง พระบิดาผู้นี้ยินดีเสาะหามาให้ รักและตามใจไม่เคยขัด หากองค์ชายมีหมากตัวนี้ในมือ วันอภิเษกสมรสจะเป็นวันที่กองทัพแคว้นเยวี่ยเข้าม
จ้าวหลิงเซียวโอดครวญ หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบิดา จ้าวเจิ้งแสร้งมองไม่เห็น รอดูว่าบุตรชายจะแก้สถานการณ์อย่างไร “วันนี้ช่างเป็นวันมงคลของสกุลจ้าวจริง ๆ ไม่เพียงเป็นวันครบรอบอายุหกสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่า ยังเป็นวันที่ท่านแม่ทัพได้พบบุตรสาวในรอบสิบปีอีกด้วย” คำพูดที่มาพร้อมเสียงทุ้มนุ่มเปรียบเหมือนการอภัยโทษจากสวรรค์ของจ้าวหลิงเซียว ส่วนจ้าวเจิ้งพลันตระหนักได้ถึงการมีตัวตนของแขกสูงศักดิ์ “กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่ายังมีแขก” จ้าวเจิ้งค้อมศีรษะขออภัยคนในศาลา พาบุตรสาวเข้าไปคารวะแขกสำคัญของจวน “เชียนเอ๋อร์ นี่คือองค์ชายเจ็ด” จ้าวลี่เชียนยอบกายคำนับพลางช้อนตามองชายหนุ่มเล็กน้อย ฐานะของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่นางคาดเดาไว้จริง ๆ บุรุษหน้าขาวผุดผ่อง มองแล้วให้ความรู้สึกเสเพล ดวงตาดอกท้อของเขาทอประกายหลงใหลยามสบตากับนาง “คารวะองค์ชายเจ็ด” “คุณหนูจ้าวไม่ต้องมากพิธี” สายตาองค์ชายเจ็ดหวังเทียนชิงไม่ละไปจากดวงหน้างาม กระทั่งพี่ชายที่มีสัญชาตญาณหวงน้องสาวอย่างจ้าวหลิงเซียวกระแอมกระไอ เขาถึงยอมเก็บสายตาคืน
ในสวนของจวนแม่ทัพใหญ่ บุรุษสี่คนกำลังนั่งร่ำสุราอย่างสนุกสนานในศาลา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม จ้าวลี่เชียนหยุดยืนตรงระเบียงทางเดิน มองบิดากับพี่ชายด้วยความรักและคิดถึง เนื่องจากมีชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย จ้าวลี่เชียนจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปทักทายบิดากับพี่ชาย แม้นางจะไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่บิดามารดาก็ส่งหมัวมัว*ผู้อาวุโสไปอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทที่คุณหนูในห้องหอควรมีให้กับนาง รวมถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย “คุณหนูไม่เข้าไปหานายท่านกับคุณชายหรือเจ้าคะ” จ้าวลี่เชียนเก็บสายตากลับมาจากวงสุราของบิดากับพี่ชาย “เจ้าดูบุรุษสองคนที่นั่งหันหลังกับหันข้างให้พวกเรา เสื้อผ้าของพวกเขาตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี เป็นผ้าไหมชนิดเดียวกับที่ท่านแม่ตัดเย็บเป็นชุดให้ข้าในวันครบรอบอายุสิบหกเมื่อปีที่ผ่านมา ผ้าไหมนี้เป็นผ้าไหมบรรณาการ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงพระราชทานเป็นรางวัลให้ท่านพ่อ ได้ยินว่าขุนนางที่มีผ้าชนิดนี้ในครอบครองน้อยจนนับนิ้วได้ นอกนั้นเป็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด ลักษณะท่าทางของพวกเขา ข้าคิดว่าไม่ใช่ลูกหล







