LOGINลูกชายกลับจากต่างประเทศแล้วมารับช่วงต่อกิจการ มีหรือที่คุณมาลาตีจะไม่อยากอวดให้คนในวงสังคมทราบ ที่สำคัญหน้าตาของธนนท์ปภพหล่อเหลาขนาดนี้แต่ยังไม่เคยมีแฟนจริงจังเลยสักคน จึงอยากให้คู่ครองให้ลูกบ้าง
“ไปได้ครับ”
“งั้นก็ไป” พูดแล้วก็พาร่างหนาเดินเข้าไปในงานเลี้ยงที่กว่าครึ่งเป็นชาวต่างชาติ
เขาพยายามปรับสีหน้าให้ต้อนรับแขก ด้วยรู้ดีว่าหน้าตาของตัวเองตอนนี้ไม่ค่อยอยากจะต้อนรับใครสักเท่าไหร่ ค่อยโน้มศีรษะลงมาเล็กน้อยเมี่อคุณมาลาตีถามถึงลูกสาวตัวน้อยที่ตอนนี้ไม่ค่อยโทรหาท่านบ่อยเหมือนเมื่อก่อน
“ทักไปหาน้องสาวเราบ้างหรือเปล่า แม่ติดต่อก็ไม่ค่อยอยากคุยเท่าไหร่มัวแต่เล่นสนุก ติดต่อน้องบ้างนะลูกไปอยู่ที่นั่นคนเดียวแม่กลัวน้องจะเหงา” คิดหนักพอสมควรกว่าจะส่งลูกสาวเพียงคนเดียวให้ไปอยู่ไกลหูไกลตา
แต่เมื่อลองคิดดูหลายรอบก็สงสารมารดาที่อยู่คนเดียว จึงส่งหทัยวารินไปอยู่กับท่านเพื่อไม่ให้เหงาจนเกินไป อีกทั้งลูกสาวอยู่ที่นี่ก็เป็นลิงทโมนจากการหยอกล้อกับพี่ชาย จึงต้องส่งไปดัดนิสัยสักหน่อย ตอนนี้เป็นกุลสตรีขึ้นมาบ้างแล้ว
“เหงาอะไรล่ะครับ ผมโทรไปยังไม่อยากคุยเพราะติดเล่นกับเพื่อน วิ่งไล่จับบ้าง ไปพายเรือบ้าง กิจกรรมเยอะกว่าอยู่กับเราอีก ที่สำคัญต้องเรียนการบ้านการเรือนกับคุณยายเลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับน้องมีความสุขดี” ย้ำกับท่านกลัวคุณมาลาตีจะคิดมากจนต้องไปรับลูกสาวกลับมาอยู่ในสายตา
ความจริงตนก็คิดถึงน้องสาวเหมือนกัน เธอเป็นลูกหลงอายุห่างจากเขาเยอะพอสมควร ชายหนุ่มจึงรักและหวงน้องสาวเป็นพิเศษ ถึงไปเรียนต่างประเทศก็ยังโทรคุยกับหทัยวารินไม่เคยขาด คิดจะดูแลน้องแบบนี้ไปตลอดจนกว่าจะมีคนที่ดีเข้ามาทำให้น้องสาวของตนมีความสุขได้
ซึ่งคิดว่าอีกหลายสิปปีกว่าจะถึงวันนั้น...
“ให้คุณยายสอนก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะเรียบร้อยกับเขาขึ้นมาบ้าง”
“ครับ” สองแม่ลูกคุยกันเสร็จพอดีกับที่เห็นเจ้าของงาน ไม่รอช้าคุณมาลาตีรีบลากบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเข้าไปทักทายรวดเร็ว ปรับสีหน้าให้แย้มยิ้มอย่างเป็นการเป็นงาน ท่านเข้าสังคมจนเป็นความเคยชินเสียแล้ว
ธนนท์ปภพเองก็เช่นเดียวกัน เข้าสังคมตั้งแต่เด็กจึงรู้ว่าตอนนี้ควรทำตัวอย่างไร ใบหน้าที่เคยเศร้าซึมกลับมาเป็นประกายอีกครั้ง รีบยกมือไหว้คนอายุมากกว่าทันทีเมื่อมารดาพาเดินเข้าไปหาลูกค้าคนสนิทที่ใช้บริการห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมจนเป็นขาประจำ
“สวัสดีค่ะคุณพราว”
“อ้าว สวัสดีค่ะคุณมาลาตี เป็นเกียรติมากเลยนะคะที่คุณพี่มาร่วมงานด้วย” หันมาจับมือภรรยาเจ้าของโรงแรม แววตาเป็นประกายขณะเดียวกันริมฝีปากก็แต้มรอยยิ้มอยู่เป็นนิจ พูดคุยกับคนรู้จักได้อย่างลื่นไหลโดยที่มือขวาก็ถือแก้วไวน์ไว้มั่น ดวงตาเริ่มหวานเยิ้มจากน้ำหมักผลไม้ที่ดื่มไป
“ต้องขอบคุณคุณพราวมากกว่าที่ไม่ลืมนครเฟื่องรัตน์ของเรา...บรรยากาศถูกใจไหมคะ ต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่าบอกได้เลยนะคะ” เข้ามาสอบถามความพึงพอใจได้อย่างมืออาชีพ เขายืนกุมมือไว้หน้าขาอยู่ข้างหลังมารดาพร้อมแต้มยิ้มเล็กน้อยไม่ให้ใบหน้าบูดบึ้งมากเกินไป
“ไม่เลยค่ะ ดีครบหมดทุกอย่างแล้ว...ว่าแต่ลูกชายเหรอคะ” มองไปรอบห้องก็ถูกใจกับการตกแต่งที่เน้นโทนสีเขียวเป็นหลัก แล้วยังทำต้นไม้ปลอมขนาดใหญ่ขึ้นมาให้โดยเฉพาะ เหมือนกำลังสังสรรค์ในป่าก็ไม่ปาน แล้วอีกไม่นานก็จะมีโชว์สุดพิเศษ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของหล่อนกลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างหลัง
หน้าตาหล่อเหลาผิวเข้มอย่างนี้ ทั้งยังสวมสูทผู้ดีเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกชายของคุณมาลาตี เพียงแค่ไม่แน่ใจว่าลูกชายคนไหนเพราะอีกฝ่ายมีลูกชายถึงสามคนด้วยกัน
หล่อตาก็หล่อเหลากินกันไม่ขาดทั้งนั้น...
“ค่ะ ลูกชายคนโต”
“สวัสดีครับ ผมธนนท์ปภพครับ เรียกว่าหนึ่งก็ได้” ยกมือไหว้อีกครั้งพร้อมแนะนำตัว คนฟังถึงกับชื่นชมชายหนุ่มในใจ นอกจากหน้าตาหล่อแล้วยังเสียงทุ้มมารยาทก็งามอีกต่างหาก ยังไม่ทันได้เอ่ยชมก็ได้ฟังประวัติโดยคร่าวของชายหนุ่ม
“หนึ่งจะมาดูแลงานต่อจากพ่อเขาน่ะค่ะ ตอนนี้เพิ่งเรียนจบจากลอนดอนก็ให้มาทำงานเลย เพราะเขาเรียนรู้งานตั้งแต่ยังไม่จบมอต้นด้วยซ้ำ” พยักหน้าแล้วยิ้มไปตามสิ่งที่ได้ยิน นึกชื่นชมอีกฝ่ายทั้งที่เพิ่งเห็นตัวจริงเป็นครั้งแรก
“นอกจากหล่อแล้วยังเก่งอีกต่างหาก มีแฟนหรือยังลูก” เขาถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
เลือกตอบตามความจริงเพราะตนไม่ได้คิดเรื่องความรักเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตนไม่อยากมีความรู้สึกรักใคร่ผูกพัน เพียงแค่ยังไม่เจอคนถูกใจมีเพียงแค่ถูกกายเท่านั้น
เขาไม่ใช่ชายหนุ่มที่จะรักษาความบริสุทธิ์ทางร่างกายไปจนแต่งงานได้ เริ่มเรียนรู้เรื่องร่างกายตั้งแต่มัธยมต้นตามประสาคนอยากรู้อยากลอง เติมเต็มอารมณ์แห่งความปรารถนาแต่เขาก็รู้ดีว่ามันไม่ได้อิ่มเอมใจเลยสักนิด
จบก็แยกย้ายไม่มีความสัมพันธ์มากกว่านั้น จนตนนึกอยากเรียนรู้คำว่ารักดูสักครั้งเหมือนกัน
“ผมยังไม่คิดเรื่องนั้นครับ อยากช่วยคุณพ่อคุณแม่ดูแลธุรกิจมากกว่า” ตอบตามสเต็ปอย่างที่คิดเอาไว้ คุณพราวเห็นอย่างนั้นจึงอยากแนะนำชายหนุ่มกับหลานสาวของตนที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำขออเมริการ แต่ยังไม่ทันจะพูดก็ถูกคุณมาลาตีพาเบี่ยงประเด็น เพราะเห็นว่าบุตรชายเริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์
“คิดไว้ก็ดีนะคะ น้าแนะนำให้ได้นะถ้าสนใจ...”
“ว่าแต่แขกเยอะนะคะวันนี้...” รีบจับจูงมือเจ้าของงานเดินไปโดยรอบ เขาจึงถอนหายใจคลายความอึดอัด ไม่ชอบการจับคู่เป็นอย่างยิ่งแล้วคิดว่าชีวิตนี้จะไม่ยอมให้ตัวเองถูกจับคู่กับผู้หญิงที่ไม่รักเป็นอันขาด
กำลังจะเดินออกจากงานแต่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อด้านบนเวทีมีการแสดงเรียกสายตาจากชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ดนตรีขึ้นก็ทำให้เขานึกสงสัย นึกว่าจะเป็นการรำทั่วไปอย่างที่เคยดู แต่เหมือนครั้งนี้จะเอาเพลงไทยเดิมมาใช้ในการรำ
นางรำมีทั้งหมดห้าคนแต่เหมือนหญิงตรงกลางจะเด่นสุด ด้วยชฎาที่ใหญ่กว่าเพื่อนและการแต่งกายที่มีเครื่องประดับทั้งสวมแขนและลำคอค่อนข้างเยอะทว่าไม่ได้ดูรกเลยสักนิด ส่วนบนเป็นเกาะอกสีแดงขับผิวขาวให้น่ามองยิ่งกว่าเดิม มือข้างขวาถือเชิงเทียนพร้อมท่าร่ายรำแสนอ่อนช้อย
“นางรำ...” พึมพำเสียงเบาพร้อมกับเท้าที่ถูกตรึงเอาไว้ที่เดิม
เพียงแค่เสียงเพลงเริ่มขึ้นกับท่าทีเยื้องย่างของหล่อนก็ทำเอาหัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคมจ้องเธอไม่วางตา ท่ามกลางผู้คนมากมายเขามองเห็นเพียงหญิงสาวผู้เดียว ราวกับสปอร์ตไลท์ฉายไปที่เธอทำให้โดดเด่นมากกว่าเดิม
“เทียนจุดเวียนพระพุทธา ตัวข้า...บุษบาขออธิษฐาน เทียนที่เวียนนมัสการ บันดาลให้ หทัยสมปรารถนา ดลจิตอิเหนา ให้เขามารักข้า ขอองค์พระปฏิมาเมตตาช่วยคิดอุ้มชู ขอเทียนที่เวียนวน ดลฤทัยสิงสู่ ให้องค์ระเด่นเอ็นดู อย่าได้รู้คลายคลอน”
ไม่คิดเลยว่าเพลงธรรมดาที่เขาไม่เคยคิดจะฟังหรือแม้แต่การร่ายรำที่ชายหนุ่มไม่คิดจะดู ตอนนี้กลับสามารถเรียกความสนใจของหนุ่มนักเรียนนอกได้ เพียงแค่ผู้หญิงตรงหน้าเยื้องกรายไปทางซ้ายขวา พร้อมท่ารำที่อ่อนช้อยและเทียนซึ่งถูกยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ
เขาไม่รู้จักชื่อเพลงแต่ทราบว่าเนื้อเรื่องมาจากวรรณคดีอิเหนา ซึ่งตนเคยเรียนสมัยมัธยมศึกษา ทำให้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเขาเป็นอิเหนาที่ได้เจอบุษบาครั้งแรก หล่อนงดงามราวกับนางในวรรณคดีก็ไม่ปาน ใบหน้ารูปไข่กับผมดำขลับที่ยาวถึงกลางแผ่นหลัง เอวคอดรับสะโผกผายจนคนมองแทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ รับรู้ว่าตัวเองกำลังคิดเกินเลยจนต้องเรียกสติไม่ให้จินตนาการไปไกล
“อ้าองค์พระพุทธาตัวข้า บุษบาขอกราบวิงวอน ข้าสวดมนต์ขอพระพรวิงวอนให้ หทัยระเด่นปรานี รักอย่าเคลือบแฝง ดังแสงเทียนริบหรี่ ขอองค์ระเด่นมนตรี โปรดมีจิตนึกเมตตา ขอเทียนที่เสี่ยงทาย ดลให้คนรักข้า รักเพียงแต่บุษบา ดั่งข้านี้ตั้งใจ...”
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







